ภารกิจช่วยเหลือ 13 ชีวิตที่ติดในถ้ำหลวง จังหวัดเชียงราย ไม่ใช่แค่เป็นวาระที่คนไทยสนใจเท่านั้น ถ้าบอกว่าทั่วโลกสนใจก็คงไม่เพี้ยนจากความจริงนัก ปฏิบัติการที่กินเวลาตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจนถึงวันนี้มีสื่อทั่วโลกส่งกำลังคนลงมาเกาะติดสถานการณ์รายงานข่าวนับไม่ถ้วน เมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาถึงช่วงไคลแม็กซ์ ท่ามกลางภารกิจนำตัวนักฟุตบอลเยาวชนในถ้ำออกมา สิ่งที่เกิดขึ้นคู่ขนานไปกับภารกิจในถ้ำคือสงครามแห่งข่าวสารทั้งในและนอกสนามที่กรอบอะไรก็ตามไม่สามารถบังคับใช้ได้ทันเวลา
 
ภายใต้เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด สื่อมีเครื่องมือและช่องทางช่วยในการเผยแพร่ผลิตภัณฑ์(ข้อมูลข่าวสาร)ของตัวเองมากมาย สิ่งที่ตามมาคือคำถามต่อกรอบความเหมาะสมของการใช้เครื่องมือและช่องทางในการรวบรวมข้อมูลและเผยแพร่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในการทำงานภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินหรือการกู้ภัยที่เกี่ยวพันกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ และสิ่งที่เกี่ยวข้องและสำคัญไม่แพ้กันคือสภาพร่างกายและจิตใจของคนในครอบครัวของผู้ประสบภัยที่รอการช่วยเหลือรวมถึงผู้ที่รอรับการช่วยเหลือเองด้วย
 
คำถามต่อกระบวนการทำงานของสื่อเริ่มตั้งแต่ช่วงต้นของภารกิจค้นหาซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงในเหตุการณ์วิจารณ์สื่อที่เข้าไปถ่ายภาพการปฏิบัติงานบริเวณหน้าถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ซึ่งอาจส่งผลต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เนื่องจากสภาพบรรยากาศในถ้ำมีออกซิเจนจำกัด จำนวนคนที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลต่อสภาพการทำงานและเพิ่มความเสี่ยงในการปฏิบัติงานในภาวะเร่งด่วน 
 
แม้สภาพบริหารจัดการของภาครัฐในช่วงต้นจะสะท้อนขีดความสามารถในการรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักได้อย่างดี แต่หลังจากจัดระเบียบพื้นที่อย่างเป็นระบบเรียบร้อยก่อนเข้าสู่ช่วงท้ายของปฏิบัติการซึ่งจะเป็นขั้นตอนช่วยเหลือ 13 ชีวิตออกจากถ้ำ ช่วงไคลแม็กซ์นี้เองทำให้สถานการณ์ย้อนกลับมาสู่ภาวะ “สุญญากาศ” ที่กรอบระเบียบแบบแผนไม่ชัดเจน หรือกรอบที่มีไม่สามารถแบ่งแยกการตัดสินใจของสื่อได้ว่าสิ่งไหนทำได้ และสิ่งไหนทำไม่ได้ออกจากกันอย่างชัดเจน
 
ก่อนหน้าวันที่ 8 กรกฏาคม วันแรกของปฏิบัติการนำตัวทีมนักฟุตบอลหมูป่า อะคาเดมี 13 ชีวิต ออกจากถ้ำ สื่อทั้งหลายถูกสั่งให้เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ปากถ้ำหลวงทุกกรณีโดยใช้พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างจริงจัง เคลื่อนย้ายสื่อให้ไปที่จุดประจำการคืออบต.โป่งผา ห่างจากปากถ้ำประมาณ 2 กิโลเมตร
 
ระเบียบการปฏิบัติงานโดยคร่าวออกมาในลักษณะนี้ แต่ระหว่างช่วงปฏิบัติงานเคลื่อนย้ายตัวเยาวชนจากถ้ำหลวงออกมา การปฏิบัติงานของสื่อในช่วงนี้กลับมาถูกตั้งคำถามอย่างหนักอีกครั้ง
 
  • ใช้โดรนในการปฏิบัติงานรายงานข่าวระหว่างการเคลื่อนย้ายเยาวชนด้วยเฮลิคอปเตอร์
  • เผยแพร่รายชื่อเยาวชน 4 รายแรกซึ่งนายณรงศักดิ์ โอสถธนากร ผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ขออนุญาตไม่เปิดเผยรายละเอียดนี้เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนสภาพจิตใจผู้ปกครองของเยาวชนที่ยังรอการเคลื่อนย้ายออกนอกในถ้ำตามหลังเยาวชนชุดแรก 4 ราย
  • สภาพการปฏิบัติงานภาคสนามของสื่อที่อยู่ตามเส้นทางเคลื่อนย้ายเยาวชนไปที่จุดหมายคือโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ 
  • จับสัญญาณความถี่วิทยุเพื่อรับข้อมูลการสื่อสารจากเจ้าหน้าที่ และมีผู้นำไปรายงานด้วยข้อมูลที่คลาดเคลื่อน (จากการแถลงข่าวตรวจสอบของเจ้าหน้าที่)
 
วันนี้ (9 กรกฏาคม) พล.ต.ต.ชูรัตน์ ปานเหง้า รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 แถลงข่าวว่าตรวจพบโดรนบินผิดระเบียบ 2 กรณีที่ปฏิบัติงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจที่เปิดให้ใช้โดรนได้คือไลฟ์สดระหว่างการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ (เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบ ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นของสื่อหรือไม่ ณ ช่วงแถลงข่าวเวลา 15.30 น. วันที่ 9 ก.ค. ) ซึ่งเป็นการแทรกแซงการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการ และการบินของเจ้าหน้าที่ (ตรวจพบโดรนตามเส้นทางการบิน) 
 
อีกกรณีที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบคือ มีผู้จับ(แสกน)สัญญาณความถี่วิทยุที่เจ้าหน้าที่ใช้ปฏิบัติงาน และนำไปรายงานด้วยข้อมูลที่คลาดเคลื่อนทำให้เกิดความสับสน 
 
แม้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามาจากการปฏิบัติงานของกลุ่มคนที่เป็น “สื่อมืออาชีพ” หรือไม่ จึงไม่อาจเหมารวมว่าเป็นการกระทำของ “สื่อ” ตามความหมายของ “สื่อสารมวลชน” ซึ่งพูดถึงกลุ่มที่ประกอบธุรกิจสื่อกระแสหลักในระบบ แต่เหตุการณ์นี้ตอกย้ำอีกครั้งว่าด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วในรอบทศวรรษที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ไม่ว่าจะเป็นทำงานเป็น “สื่อ” แบบธุรกิจเป็นระบบหรือไม่ “บุคคล” หรือ “กลุ่มบุคคล” ที่ครอบครองช่องทางและเทคโนโลยี (บางประเภทก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาล) ที่สามารถเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปสู่สาธารณะก็สามารถเป็น “สื่อ” ได้หากพิจารณาเฉพาะพฤติกรรมโดยไม่นับเรื่องการยอมรับ รับรอง หรือเป็นที่รับรู้อย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐ
 
ปริมณฑลการทำงานสื่อที่เปลี่ยนแปลงไปท่ามกลางเทคโนโลยีใหม่อย่างโดรน, สตรีมมิง หรือถ่ายทอดสดผ่านเครื่องมือแค่สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียว หรือการเข้าถึงข้อมูลทำให้กรอบการทำงานของสื่อที่เคยร่างไว้ลางเลือนลงไปจากเดิมอีกเท่าตัว
 
แต่ถ้าพิจารณาภายใต้นิยาม “สื่อกระแสหลัก” เสียงสะท้อนจากปรากฏการณ์ถล่ม “สื่อ” ระหว่างวันที่ 8-9 กรกฏาคมที่ผ่านมา อาจเห็นช่องโหว่จากการทำงานของสื่อได้หลายประการ 
 
1. ช่องโหว่จาก “Gatekeeper” (นายทวารแห่งข้อมูลข่าวสาร) 
 
สื่อสารมวลชนกระแสหลักบางแพลตฟอร์มที่เผยแพร่เนื้อหาตลอด 24 ชั่วโมง อย่างวิทยุ โทรทัศน์ และออนไลน์ ไม่ได้มีผู้กำหนดทิศทางการปฏิบัติงานและเผยแพร่เนื้อหาคนเดียวแน่นอน ระบบทำงานสลับหมุนเวียนเป็นกะ แต่ละกะมีผู้ปฏิบัติงานแตกต่างกัน ความเข้าใจในภาพรวมของสถานการณ์ การติดตามความคืบหน้าก็แตกต่างกันด้วย 
 
ถ้าสื่อยังมีสถานะเป็น “ผู้รักษาประตู” แห่งข้อมูลข่าวสารก่อนที่ข้อมูลหลั่งไหลไปสู่ประชาชน “บุคคล” ที่เป็นคนคัดกรองคนสุดท้ายควรเป็นผู้ที่คัดกรองและเลือกสรรข้อมูลต่างๆไปสู่สาธารณะ แต่จากสถานการณ์นี้ สื่อในแพลตฟอร์มที่ต้องปล่อยข่าวสารตลอด 24 ชั่วโมงอย่างวิทยุ โทรทัศน์ (บางสถานี) และออนไลน์ พวกเขาต้องแข่งขันกับคู่แข่งในสมรภูมิสื่อยุคที่มีผู้เล่นใหม่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ด้วยข้อมูลที่ไหลเวียนอย่างมหาศาล เป็นไปได้ที่ความคืบหน้าสำคัญของเหตุการณ์ ข้อมูล หรือระเบียบสำคัญที่เกิดขึ้นระหว่างเหตุการณ์ ในลักษณะรายละเอียดเล็กน้อยแต่มีความสำคัญต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างการกำชับเรื่องไม่เปิดเผยรายชื่อเด็กที่ออกจากถ้ำในวันที่ 8 ก.ค. หลุดลอยไปด้วยความไม่รู้
 
เชื่อว่าเบื้องหลังความผิดพลาดของ “สื่อกระแสหลัก” ที่ทำเป็นอาชีพโดยมาจากเหตุผลแบบ “จงใจ” เผยแพร่เพื่อเรียกเรตติ้ง ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าห้ามเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ กรณีนี้มีโอกาสน้อยมาก สื่อแทบทุกรายรู้ดีว่าการแบรนด์และความน่าเชื่อถือเป็นเรื่องสำคัญในอุตสาหกรรมนี้ การสูญเสียแบรนด์มีมูลค่ามากกว่าสูญเสียเรตติ้งและใช้เวลาสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์นานกว่าระยะเวลาที่ใช้สร้างเรตติ้ง แต่สำหรับผู้ที่ทำงานลักษณะ “เป็นสื่อ” เพื่อแลกผลประโยชน์เป็นครั้งคราวก็เป็นความเป็นไปได้อีกกรณีที่น่าสนใจ คู่ควรกับการพูดถึงและจัดระเบียบอย่างจริงจังในยุคที่ใครก็ทำงานเป็น “สื่อ” ได้ 
 
แต่ท้ายที่สุด “สื่อมืออาชีพ” ที่ได้รับความเชื่อถือก็ยังเป็นยากกว่าอยู่ดี    
 
2. ช่องโหว่จากการรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้า ด้วยรูปแบบ “เอาอะไรได้ เอาไว้ก่อน”
 
ท่ามกลางการแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายในสมรภูมิธุรกิจสื่อ สิ่งที่สื่อพยายามทำคือดึงผู้ชม ผู้บริโภคให้อยู่กับช่องทางของตัวเองให้ได้จำนวนมากที่สุดเท่าที่ทำได้เพื่อตัวเลขเรตติ้ง หรือถ้าให้ดีคืออยู่ให้นานที่สุดด้วย 
 
เครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้คือข้อมูลที่น่าสนใจ น่าดึงดูด หรือปัจจัยอื่นๆที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาน่าดึงดูดตามไปด้วย ใครก็ตามที่เร็วที่สุด ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุดคือผู้ชนะในเกมนี้ ผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสตอบสนองเป้าหมายคือการรายงานสด เกาะติดแบบเรียลไทม์ รูปแบบนี้ลดความเสี่ยงเรื่องความล่าช้า ข้อมูลตกหล่นได้พอสมควร 
 
คำถามคือเมื่อทุกบริษัททำแบบนี้กันหมด สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร สิ่งที่เกิดในภาคสนามคือความโกลาหล โดยเฉพาะเมื่อกรอบระเบียบในพื้นที่เป็นรูปแบบกว้าง พยายามให้ครอบคลุมองค์รวม แต่สถานการณ์จริงคือรายละเอียดเล็กน้อยอย่างแผงกั้น พื้นที่ให้รายงานสดตามพื้นที่ต่างๆ รอบโรงพยาบาลที่เป็นจุดหมายยังเป็นการควบคุมโดยรวมผ่านเจ้าหน้าที่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ถ้าไม่มีอุปกรณ์ที่ตั้ง “กรอบ” ในทางกายภาพอย่างชัดเจนจริง สภาพแวดล้อมที่เป็นช่องโหว่ที่ทำให้สื่อสามารถทำงานแบบ “เอาอะไรได้ เอาไว้ก่อน” เพราะส่วนต่างๆ ของร่างกายสามารถเคลื่อนที่ได้ เสียงคำสั่งจากเจ้าหน้าที่ไม่มีผลเชิงปฏิบัติแบบเรียลไทม์ในทันที 
 
3. ช่องโหว่รายบุคคลเรื่องความเข้าใจระเบียบปฏิบัติ ประสบการณ์ การรับมือสถานการณ์
 
เชื่อว่าสื่อกระแสหลักส่วนใหญ่ทราบระเบียบปฏิบัติตามบริบทภาคสนามตามที่กล่าวข้างต้น (เน้นว่าส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้หมายความถึง “ทั้งหมด”) กรณีบินโดรนที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ และแสกนสัญญาณความถี่วิทยุ มักมาจากคนทำงานสื่อใหม่ หรือคนทำงานสื่อทางเลือกที่เป็นกลุ่มทำกิจกรรมลักษณะ “สื่อ” แต่ไม่ได้เป็น “สื่อมืออาชีพ” ที่ศึกษาและเข้าใจระบบการทำงานโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อองค์กรสื่อและที่สำคัญกว่าคือผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติภารกิจซึ่งเกี่ยวพันถึงสภาพร่างกายและจิตใจคนจำนวนมาก 
 
ส่วนเหตุการณ์ “หลุด” ที่เห็นกันผ่านตาจากคลิปย้อนหลัง อธิบายตามประสบการณ์ผู้ที่ทำงานสื่อภาคสนาม บอกได้เลยว่า การรายงานข่าวที่มีกำหนดเวลา เส้นตาย และสภาวะบีบคั้นทั้งจากการแข่งขันกันในพื้นที่(เชื่อมโยงกับระดับธุรกิจขององค์กรอีกที) และภาวะบีบคั้นจากสายบังคับบัญชา หน้าที่ทำงานภาคสนามที่เต็มไปด้วยกรอบมากมายส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างมาก ยิ่งสำหรับสื่อที่ไม่มีปัจจัยสนับสนุนการทำหน้าที่อย่างเป็นระบบแล้วยิ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานภาคสนาม ภายใต้ภาวะทำงานที่หนักหน่วงตื่นเช้าเฝ้ารอถึงดึก ตากแดดตากฝน ไม่เพียงต้องรักษาสภาพร่างกายให้ดีแล้ว สภาพอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน
 
แต่ตราบใดที่การ “หลุด” เหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบกระเทือนอย่างมีนัยยะสำคัญต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการและผู้เกี่ยวข้องในปฏิบัติการ ถ้าเหตุการณ์​ “หลุด” นี้ส่งผลกระทบต่อการรับชมของผู้บริโภค ส่งผลต่อการทำงานของสื่อด้วยกัน ระบบการตรวจสอบและควบคุมภายในวิชาชีพและองค์กรยังสามารถรับมือและครอบคลุมสำหรับการให้บทเรียนหรือแม้แต่ลงโทษตามความเหมาะสมของระดับความรุนแรงจากพฤติกรรม​ “หลุด” นี้ได้อยู่
 
4. ช่องโหว่องค์ความรู้เรื่องสื่อ และมาตรฐานกลางของระเบียบสื่อ 
 
น่าจะเป็นช่องโหว่ที่ควรถูกพูดถึงมากที่สุดสำหรับวงการสื่อสารมวลชน ว่าด้วยระเบียบมาตรฐานการปฏิบัติงานในสถานการณ์พิเศษ ถ้ากล่าวแบบตรงไปตรงมา กรอบการปฏิบัติงานตามแวดล้อมลักษณะนี้ยังมีสถานะเป็นเส้นบางๆ ล่องลอยไปมา เปลี่ยนรูปร่างและสถานะแบบไม่คงที่ 
 
ระเบียบปฏิบัติสำหรับการทำงานและนำเสนอหลายกรณี สื่อหลายแห่งยังวางมาตรฐาน ความเข้าใจ และระเบียบไม่สอดคล้องกันเอง ในระดับปฏิบัติการภาคสนามจะเห็นได้ชัดที่สุด การรายงานข่าวบุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียงเสียชีวิตไปแล้ว ขั้นตอนการลำเลียงร่างยังมีสื่อที่เข้าไปเก็บภาพมากมาย สำหรับคนที่ไม่ได้ตั้งใจเก็บภาพนี้ ถ้าเห็นสื่ออื่นเก็บภาพแล้วตัวเองไม่ได้ คงเหมือนกับเห็นภาพโดนผู้บังคับบัญชาดุด่าว่ากล่าวลอยมาโดยอัตโนมัติ (แม้ว่าได้ไปแล้วบก.จะเอาไปแล้วไม่เลือกใช้ หรือใช้โดยสั่งให้เบลอภาพก็ตามเถอะ)
 
ขณะที่ในระดับฝ่ายบริหาร การตัดสินใจเลือกรายงานสดในเหตุการณ์จับตัวประกัน หรือเหตุการณ์การก่อการร้ายแบบถ่ายทอดสดก็ยังมีข้อถกเถียงมากมายในวงการสื่อทั้งในและต่างประเทศเอง ด้วยสภาพบริบทเทคโนโลยีที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้น เทคโนโลยีสร้างช่องทางและเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อมูลไกลเกินกว่าระเบียบเดิมที่มีอยู่แล้ว กรอบเส้นแบ่งเหล่านี้ย่อตัวลง ยิ่งระเบียบที่ต้องอาศัยการตีความยิ่งเส้นแบ่งเลือนลางลงอีก
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานในภาวะพิเศษอย่างสาธารณภัย หรือภัยธรรมชาติต่างๆ ทุกวันนี้สื่อเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและไม่สามารถวางระบบควบคุมอย่างรวดเร็วและมีมาตรฐานแนวทางที่ชัดเจนเป็นมาตรฐานเดียวกัน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในภาวะกู้ภัยจะยิ่งได้รับผลกระทบมากกว่านี้ในกรณีที่เป็นพื้นที่เปิด
 
เสรีภาพในการเป็น “นายประตูข่าวสาร”, “หมาเฝ้าบ้าน” หรือแม้แต่​ “กระจกสะท้อนความเป็นไป” ภายใต้บริบทที่ทุกคนสามารถทำงานเป็น “สื่อ” ได้แล้ว ระเบียบปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานกลางแทบเป็นเครื่องการันตีที่ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “สื่อกระแสหลัก” คนทำสื่อมืออาชีพที่ส่งต่อข้อมูลที่น่าเชื่อถือ กับ “กลุ่มที่ทำงานเป็นสื่อ” เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง 
 
ถ้าใครทำอะไรก็ได้โดยที่ระเบียบกำกับยังไม่สามารถเป็นเครื่องนำทางได้อย่างชัดเจน ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมไปตกกับผู้รับสาร ถ้าพูดตามตรงอีกครั้ง ไม่ใช่ทุกคนจะมีทักษะรู้เท่าทันสื่อ หรือทุกคนจะสามารถแสวงหาข้อเท็จจริงได้เอง ช่องโหว่ที่ทำให้บทบาทหน้าที่บกพร่องไปนี้ส่งผลกระทบต่อสาธารณะอย่างรุนแรง