Connect with us

Subscribe

Life

การตัดใจ “ทิ้ง” นั้นยาก

เรื่อง : คำ ผกา

น้องๆ ที่ว้อยซ์ทีวีเรียกฉันว่า “แม่บุญทิ้ง”

มันเริ่มจากที่ทำงานของฉัน เราจะมีห้องกับโต๊ะกินข้าวอันจะเรียกเก๋ๆ ว่าเป็นแพนทรีรวมก็แล้วกัน ณ โต๊ะกินข้าวแห่งนี้ มีสิ่งที่ฉันจะต้องตามเก็บและทิ้งเสมอ อันได้แก่ ถุงน้ำส้ม น้ำตาล อันมาพร้อมกับการซื้อก๋วยเตี๋ยวต่างๆ ที่จะถูกสะสม รอวันเน่า หรือถุงซอสพริก ซอสมะเขือเทศ ที่มากับการสั่งพิซซ่า และฉันก็แปลกใจอีกว่า ทำไมต้องให้มาเยอะขนาดนี้ ไหนจะกลุ่มหนังยาง หนังวง ที่จะต้องพบเกลื่อนกลาดอยู่บนโต๊ะ ข้างเตาไมโครเวฟ ไปจนถึงถุงขนม อาหารที่ถูกเปิดกินครึ่งๆกลาง น้ำพริกต่างๆ เป็นต้น

ทุกๆ 3 วัน 7 วัน ฉันจะจัดการนำสิ่งเหล่านั้นทิ้งลงถังขยะไปอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่สนใจว่าซอสพริกเหล่านั้นยังมีอายุขัยไปอีกอย่างน้อย 2 ปี หรือน้ำพริกกระปุกนั้นมันยังไม่เสีย (แต่ถ้าทิ้งไว้อีก 2 เดือน ก็ยังไม่มีใครกินอยู่ดี) นอกจากจะไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมแล้ว ยังดูไร้จริยธรรม ไม่แคร์เรื่องความสิ้นเปลืองของทรัพยากรโลก และเมื่อฉันทำอย่างนั้น น้องๆ หลายคนก็สารภาพว่า จริงๆ ก็อยากทิ้งแต่ไม่กล้าทิ้ง

นึกๆ ดู หากเราต้องทิ้งอาหารที่ยังไม่เน่า ไม่เสีย ไม่บูด มันเหมือนเป็นบาปเป็นกรรม ทำไม่ลง แต่ถ้ามีใครมาทำหน้าที่นั้นให้เรา โดยเราแกล้งๆ หลับตาเสีย ลืมตาขึ้นมาอีกที บราโว่! โต๊ะกินข้าวเราสะอาด เอี่ยมอ่องแล้ว เราไม่ได้ฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต – พี่แขกต่างหากที่ทำ!

กระนั้น หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ปริมาณของอันหมดความหมายต่อชีวิตแต่ยังไม่สิ้นอายุขัยก็กลับมารกโต๊ะอีกแล้ว และฉันก็ต้องทำหน้าเพชรฆาตไปจัดการอีก จนตอนนี้ได้ฉายาว่า “แม่บุญทิ้ง” เพราะลามปามไปทิ้งและเคลียร์ของทั้งเน่าและไม่เน่าในตู้เย็นด้วย

ฉันคิดว่าปรากฎการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นในหลายๆ บ้านๆ หลายๆ ครอบครัวด้วย โดยเฉพาะครอบครัวที่อยู่กันหลายคน หลายวัย หลายความสนใจ หลายความชอบ คนนั้นซื้ออันนี้มา คนนี้ซื้ออันนี้มา สุดท้ายของเก่าของใหม่ทับถมกันไปเรื่อยๆ มีทั้งที่ยังกินได้ ทั้งที่ขึ้นรา ที่มดขึ้น ขนมค้างปีที่หาความกรอบไม่เจอแล้ว สารพัดซองซอสต่างๆ เครื่องปรุง ถุงน้ำส้ม พริกป่น

ในที่ทำงาน เราคงไปกำหนดไลฟ์สไตล์ หรือไปสั่งสอนให้น้องๆ เลิกซื้อไม่ได้ นอกจากจะพยายามพร่ำบ่นเป็นยายแก่ว่า อะไรที่มั่นใจว่า จะไม่ใช้ ไม่กินแล้ว ก็ให้ทิ้งไปเสียแต่ต้นมือ หรือไม่หยิบมาตั้งแต่ต้น – ซึ่งยากมาก เพราะมนุษย์เรามีสัญชาติญาณแห่งความ “เผื่อ” – เผื่อได้ใช้ เผื่อได้กิน เผื่อไม่พอ – หรือ ควรเลิกรับซองซอสพริก ซอสมะเขือเทศจากร้านพิซซ่าเดลิเวอรี่ แล้วซื้อซอสขวดมาตั้งประจำการดีกว่า เพื่อผลแห่งการลดขยะที่ไม่จำเป็น 

หันมาดูระดับครัวเรือน ฉันซึ่งใช้ชีวิตตามลำพังในห้องชุดมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเผด็จการกับตัวเองที่จะไม่ให้เกิดขยะที่ต้อง “ทิ้ง” โดยไม่จำเป็นและเชื่อว่ามันไม่ยากจนเกินไป

เช่น ฉันทำน้ำส้ม พริกดอง พริกป่น ถั่วลิสง ใส่ขวดโหลเล็กๆติดบ้านไว้เสมอ ดังนั้นเมื่อต้องซื้อก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย ผัดซีอิ๊วจากนอกบ้านมากิน ก็ไม่ต้องนำถึงเล็กถุงน้อยแห่งเครื่องปรุงเหล่านั้นติดมือเข้าบ้านมาด้วย อาจจะมีคนบอกว่า ชีวิตยุ่งยากไปหรือเปล่า? ไม่เลยนะ พริกป่นนั้นก็แค่คั่วพริกขี้หนูแห้ง ลงครกตำ ไม่ถึง 10 นาทีก็ได้พริกป่นหอม ไวใช้เอง น้ำส้มพริกดองนั้นยิ่งง่าย ซื้อพริกสดแบบที่ชอบกินหั่นขวาง ใส่ขวดโหล เทน้ำส้มสายชูคุณภาพดีลงไป ปิดฝาใส่ตู้เย็น เก็บได้นานหลายเดือน ส่วนถั่วลิงสง ก็เพียงซื้อถั่วถุงๆ ที่เราซื้อมากินเล่นนั่นแหละ ลงครกตำ แป๊บเดียวก็เสร็จ

ส่วนการซื้ออาหารอีสานกลับมากินที่บ้าน เจอหลายครั้งแล้วที่จะมีการทิ้งผักที่ทางร้านใส่ถุงมาให้ตาม “สูตร” – เพียงเราเปลี่ยนความเคยชิน ชะโงกดูผักที่แม่ค้าจะหยิบให้เรา ถ้าพินิจแล้ว เราไม่มีทางที่จะกินผักเหล่านั้น ก็จงบอกเขาไปว่าไม่เอา เขียนมาถึงตรงนี้ฉันก็ค่อนข้างมั่นใจว่าทุกคนเคยเจอถุงใส่กะหล่ำเศษเสี้ยว ถั่วฝักยาวนิดหน่อย โหระพาสองสามก้าน เน่าอยู่ในตู้เย็น

ไม่ต้องเอามาเพราะ “เผื่อ” ว่าจะกิน หรือ “เผื่อว่า” ว่าจะมีคนกิน หรือเอามาในปริมาณที่ “น้อย” ที่สุดเท่าที่จะกินได้ ในเรื่องนี้ ตัวฉันมีวิธีแก้ปัญหาที่หรูหรามากและไม่แน่ใจว่าคนอื่นจะทำตามได้คือ การปลูกพืชสมุนไพรไว้ที่ระเบียงหลังห้องนอนในห้องชุดที่เช่านั่นแหละ พืชจำพวก โหระพา ผักชีฝรั่ง ชะพลู สะระแหน่ ผักแพว เหล่านี้เป็นผักแนมอาหารจำพวก ลาบ  ส้มตำ ยำทั้งหลาย เมื่อต้องซื้อจากนอกบ้าน ก็บอกที่ร้านว่าไม่เอาผัก แล้วค่อยมาเด็กผักจากกระถางตัวเองกิน และเด็ดมาเท่าที่กิน จึงไม่เหลือเป็นเศษผักค้างกรังสะสมหรืออย่างน้อยก็ไม่ต้องเหนื่อยหิ้วกลับเข้าบ้านมาแล้วสุดท้ายก็ทิ้ง

สุดท้ายเวลาไปกินอาหารนอกบ้านแล้วต้องห่อกลับ พยายามลดการนำเครื่องแนม เครื่องจิ้ม น้ำซอส พริกน้ำปลากลับบ้าน เพราะฉันการันตีว่า นั่นจะกลายเป็นขยะ แล้วเป็นภาระที่เราจะต้องทิ้งทีหลังอยู่ดี หรือ เสี่ยงที่จะรกบ้าน รกโต๊ะกินข้าวไปอย่างน้อยอีกสามหรือสี่วัน เช่นเดียวกับ น้ำส้มพริกดอง พริกป่น น้ำปลาพริก แจ่วพริกป่นง่ายๆ เป็นสิ่งที่ทำกินเองสดๆ ด้วยตัวเอง นอกจากจะปลอดภัยแล้วอร่อยกว่าด้วย

เชื่อเถอะว่า กระปุกน้ำจิ้มเล็กๆๆๆๆๆๆ ที่ติดมากับอาหารจากร้านต่างๆนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะมีคนใจแข็งทิ้งมันไปได้ง่ายๆ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มหัวใจว่าไม่มีใครกินแล้ว

เมื่อเริ่มปรับพฤติกรมได้แล้ว ลองทิ้งของบนโต๊ะอาหาร โต๊ะในครัวทุกๆ 3 วัน รวมทั้งเช็คสต็อกตู้เย็น วันเว้นวัน แล้วจงตัดใจทิ้งของที่ไม่กินไปเสียโดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อบาป จากนั้นทุกๆ ครั้งที่จะซื้ออะไรเข้าบ้าน ให้นึกถึงของที่เพิ่งทิ้งไป ในส่วนขนม ของแห้งที่คิดว่าควรมี “เผื่อๆ” ติดบ้านไว้นั้น คาถาแรกคือ จงซื้อเพียงครึ่งเดียวของที่คิดว่าควรจะซื้อทั้งปริมาณและชนิด ที่คิดว่าควรซื้อสี่อย่างก็ให้เลือกสองอย่าง ซื้อสองถุงก็เหลือหนึ่งถุง

เชื่อไหมว่าการเปลี่ยนความเคยชินแค่เพียงเล็กน้อยนี้ จะสร้างความโปร่ง เบา สะอาด สบายแก่โต๊ะกินข้าว และตู้เย็นได้อย่างไม่น่าเชื่อ (เขียนไปก็รู้สึกว่าเสียงชักเหมือนไลฟ์โค้ช)

นี่คือก้าวแรกของการกล้าทิ้ง แล้วมันจะนำไปสู่การทิ้งที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อันฉันจะนำมาแนะนำต่ออีก

Avatar
Written By

40 แล้วทำไมต้องง่ายด้วย?

Life

จากหนอนหนังสือสู่มอดไม้ไผ่

Life

เมื่ออายุใกล้ 50 และไร้ซึ่งเงินเก็บ

Life

อย่าให้แม่ต้องเป็นนางฟ้า

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup