Connect with us

Subscribe

Life

ครอบครัวยุคใหม่

คำว่า ‘ครอบครัว’ ในสังคมปัจจุบันอาจจะไม่ใช่ภาพพ่อแม่ลูกจับมือกัน ยืนยิ้มแฉ่งอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ตามแบบที่เราเคยเห็นในโฆษณาต่างๆ อีกต่อไป

ในจำนวนประชากรของโลกกว่า 7,000 ล้านคน ประมาณกันว่า โลกของเราน่าจะมีจำนวนครอบครัวอยู่ราว 1-1.5 พันล้านครอบครัว 

ในจำนวนนี้เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะเห็นภาพของครอบครัวแบบอื่นๆ ภาพของครอบครัวแบบรักเพศเดียวกัน ภาพของครอบครัวที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของเชื้อชาติ หรือภาพของครอบครัวขยายแบบหลายผัวหลายเมีย ทั้งๆ ที่ครอบครัวเหล่านี้มีอยู่จริง 

องค์การสหประชาชาติเคยออกรายงานฉบับหนึ่งที่เขียนโดย Robert Cliquet เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีต่างๆ ของโลก กำลังส่งผลกระทบต่อ รูปแบบของครอบครัวโดยเฉพาะในเขตอเมริกาเหนือและยุโรป พร้อมทั้งเสนอแนะว่า โลกน่าจะเริ่มมีการคิดถึงเรื่องรูปแบบครอบครัวที่เปลี่ยนไปนี้ให้มากขึ้น เพราะครอบครัวสมัยนี้ ไม่ได้มีแต่พ่อ แม่ และลูก 

จำนวนอาจมีมากกว่าหรือน้อยกว่านั้น…ไม่แน่นอนแต่ที่แน่นอนกว่านั้นคือ สถาบันครอบครัวกำลังซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากขึ้นทุกทีเราลองมาเปิดปมของ The Modern Family ดูกันหน่อยดีไหม !

“เป็นเรื่องยากพออยู่แล้วที่จะเปิดใจให้กับโลกใบนี้ ฉะนั้นอย่าทำให้มันยากไปกว่านี้เลย”

คำพูดของ พอล ตัวเอกในหนังเรื่อง The Kids Are All Right (2010) สะท้อนความคิดที่มีต่อครอบครัวแปลกๆ ของเขาได้ดี และยังสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของสังคมว่า บางทีครอบครัวก็เป็นเรื่องของศิลปะการใช้ชีวิตที่มีความเฉพาะตัว ซึ่งบางครั้งก็ยากมากที่จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจและมองว่าพวกเขาก็เป็นคนปกติ 

พอลเป็นผู้บริจาคสเปิร์ม เขาบริจาคมันตั้งแต่วัยหนุ่ม ต่อมาภายหลังรู้ว่าสเปิร์มที่เขาบริจาคนั้น ผลิตลูกให้กับคู่รักเลสเบี้ยน หลังจากที่รู้จักกับครอบครัวนี้ได้ไม่นาน เขาก็เกิดไปมีสัมพันธ์กับ ‘แม่’ (ในทางชีววิทยา) ของลูกของเขาเอง หนังพยายามชี้ให้เราเห็นว่าตัวละครทั้งหมดจัดการความสัมพันธ์ที่แสนวุ่นวายของพวกเขาอย่างไรหนังเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีเรื่องหนึ่งของความซับซ้อนของครอบครัวสมัยใหม่ ซึ่งเราเชื่อว่ามีครอบครัวแบบนี้อยู่จริงๆ แต่เรื่องที่ยากกว่าการหาหนังเรื่องนี้มาดูก็คือ จะหาครอบครัวจริงๆ แบบนี้จากที่ไหนกัน ?

เพราะเหมือนที่พอลพูด ไม่มีใครอยากให้เรื่องครอบครัวของตัวเองกลายเป็นเรื่องสาธารณะ การอยู่เฉยๆ น่าจะเป็นทางเลือกที่ทำให้ชีวิต

ไม่ลำบากแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครเอาเสียเลยกรณีตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา ครอบครัวของ แอนดูรว์ โซโลมอน (Andrew Solomon) น่าจะเป็นตัวอย่างของครอบครัวสมัยใหม่ ที่สร้างขึ้นจากส่วนผสมของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ความหลากหลายทางเพศ ความรัก และความเป็นเพื่อนแอนดรูว์มีลูก 4 คนซึ่งมาจากการบริจาคสเปิร์มทั้งของเขาเองและจาก จอห์น ฮาบิช (John Habich) คู่รักของเขา โดยมีคู่รักเลสเบี้ยนซึ่งเคยได้รับบริจาคสเปิร์มจากจอห์นรับเป็นผู้ตั้งครรภ์ให้ลูกสองคนแรก ส่วนอีกสองคนมาจากเพื่อนสาวสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของแอนดรูว์ซึ่งรับเป็นผู้ตั้งครรภ์ให้ ผู้คนทั้งหมดที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ปัจจุบันยังเกี่ยวดองเป็นครอบครัวเดียวกัน มีการติดต่อกันเสมือนเป็นเครือญาติอย่างสม่ำเสมอแอนดรูว์เองแม้จะดำรงชีวิตเป็นเกย์อย่างเปิดเผย แต่เขาเองก็เป็นชาวคริสต์ที่เคร่งครัด เขาศึกษาประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนา เชื่อในเรื่องผัวเดียวเมียเดียวแบบชาวคาทอลิกทั่วไป และแม้ครอบครัวของเขาดูจะมีความหลากหลายของการได้มาซึ่งลูกๆ แต่เขาในฐานะคู่เกย์ที่แต่งงานอย่างถูกกฎหมาย ก็ยังเชื่อเรื่องการมีเซ็กซ์ในสถาบันครอบครัว แต่พวกเขาก็ยังถูกต่อต้านจากชุมชนที่เขาอาศัยอยู่เพราะเห็นว่าครอบครัวของเขา ‘แปลกเกินไป’

เอาเข้าจริงๆ การต่อรองกับมนุษย์ในสังคมกลับไม่ใช่เรื่องง่ายมีการตั้งคำถามมากมายถึงครอบครัวแบบแอนดรูว์ว่า ครอบครัวของเขาคือครอบครัวแบบไหน คืออะไร และอะไรคือบรรทัดฐานของครอบครัวยุคนี้ เรานำเอาเรื่องนี้ไปคุยกับผู้รู้ ผศ.ปรารถนา จันทรุพันธุ์ นักวิชาการผู้ศึกษาเรื่องครอบครัวเละเครือญาติจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยความหวังว่าอาจจะได้ความคิดดีๆ และเบาะแสตัวอย่างของครอบครัวรูปแบบใหม่ๆ ในบ้านเรา เธอให้ความเห็นเรื่องการสร้างครอบครัวไว้ว่า 

“หากมองว่าครอบครัวนั้นเริ่มต้นที่การแต่งงาน นั่นคือคุณเริ่มต้นต่อรองกับสังคมแล้ว และไม่ว่าคุณจะมีหลายผัวหลายเมีย เป็นคนเพศเดียวกันหรือเป็นคู่ที่แปลกประหลาดไม่เหมือนคนอื่น ทั้งหมดเป็นเรื่องของการจัดการ คุณเกี่ยวข้องกับคนกี่คน แล้วคุณต่อรองกับคนเหล่านั้นอย่างไร ถ้าหากคุณทำได้ ทุกอย่างก็จบ แต่หากคุณทำไม่ได้ คุณก็ต้องยอมรับว่าคุณอาจจะต้องรู้สึกแย่กับการโดนตราหน้าว่าเป็นพวกเบี่ยงเบนหรือแปลกประหลาด”

“ในโลกสมัยใหม่ เราคิดว่าสถาบันครอบครัวจะพร่าเลือนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่จริงๆ แล้วปัญหาของครอบครัวยังไม่เปลี่ยนนะ มันจะยังวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิมๆ เช่นว่า ความหึงหวงก็ยังมีอยู่ เพราะส่วนใหญ่ยังมองความรักและครอบครัวโรแมนติกนิยม เรามักคิดเรื่องของการเป็นของกู คนอื่นมาเอาไม่ได้ หลายผัวหลายเมียไม่ได้ ตราบใดที่คนเรายังมองเรื่องเพศเป็นเรื่องใหญ่ ความเป็นคนในสถาบันการแต่งงานก็จะถูกกดทับไว้”

“แต่หากมองข้ามเรื่องพวกนี้ไป ปัญหาต่อไปของครอบครัวคือทำอย่างไรให้อยู่รอด ซึ่งก็จะมีการปรับตัวแตกต่างกันไปตามสภาพสังคม ซึ่งสมัยนี้เราคิดว่าความรู้สึกเรื่องการเป็นครอบครัวที่จะอยู่กันไปชั่วชีวิต มันลดลงมาก การผูกพันของคนกับเครือญาติมีน้อย ซึ่งมันก็เปิดโอกาสให้เราแยกจากกันได้ง่ายมากขึ้น หากคุณเป็นคู่แต่งงานที่เป็นเพศเดียวกันหรือคู่แต่งงานที่ไม่สามารถเปิดเผยกับสังคมได้ การเลิกกันก็ยิ่งง่าย”

“ปัญหาคือรัฐเปลี่ยนแปลงช้ามาก ทุกวันนี้รัฐยังรณรงค์ให้เด็กรักษาพรหมจรรย์อยู่เลย ยังคิดเรื่องผัวเดียวเมียเดียวแบบเดิมๆ ทั้งๆ ที่โลกมันไปไกลกว่านั้นแล้ว นั่นทำให้ปัญหาครอบครัวไม่ได้รับการเอาใจใส่”

นอกจากนี้ยังมีครอบครัวรูปแบบใหม่ที่มีความเคลื่อนไหวมากขึ้นอย่างน่าสนใจ เช่น กลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยวโดยสมัครใจหมายถึงกลุ่มผู้หญิงโสดที่รับเด็กมาเลี้ยงโดยสมัครใจ ปัจจุบันคนกลุ่มนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในสหรัฐอเมริกา ประมาณว่าน่าจะมีสาวๆ ที่อยากเลี้ยงลูกคนเดียวนั้นสูงถึง 200,000

คนโสดอาจหมายถึงคนที่อยู่นอกสถาบันการแต่งงาน และรวมไปถึงชายโสดหญิงโสดที่ยังอยู่กับพ่อแม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีครอบครัวให้ดูแล คนโสดอาจจะรวมถึงพวกที่เป็นรักร่วมเพศและรักต่างเพศที่ยังไม่มีคู่ถาวร คนกลุ่มนี้มีอัตราส่วนมากขึ้นเรื่อยๆ ในสหรัฐฯ ประมาณการกันว่า คนในวัยเจริญพันธุ์ อัตราส่วนของคนโสดนั้นมีอยู่ครึ่งต่อครึ่งกับคนที่แต่งงานแล้วเลยทีเดียว และอีกข้อมูลที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ รายงานของศูนย์ศึกษาความสัมพันธ์ของคนไกลกันของสหรัฐอเมริกา (Center for the Study of Long Distance Relationships) พบว่า คู่แต่งงานที่อยู่ไกลกันไม่ได้มีแนวโน้มที่จะเลิกกันน้อยหรือมากไปกว่าคู่แต่งงานที่อยู่ด้วยกันแต่อย่างใด จริงๆ แล้ว การทำงานในทุกวันนี้ วิถีชีวิตของคู่แต่งงานบางคู่ที่ดูเหมือนจะอยู่ด้วยกัน แต่ด้วยหน้าที่การงานที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ครอบครัวแบบนี้ก็อาจเข้าข่ายการอยู่ไกลกันได้เหมือนกัน การใช้ชีวิตกึ่งสมรสฝรั่งเรียกว่า Live Apart Together หมายถึง คู่รักที่อยู่ในเมืองเดียวกัน แต่ว่าแยกกันอยู่คนละที่

คู่รักแบบนี้อาจแต่งงานหรือไม่ก็ได้ ทว่าหวงแหนความเป็นส่วนตัวมากเสียจนเลือกจะแยกกันอยู่ คู่รักแบบนี้พบมากในอังกฤษ แคนาดา เนเธอร์แลนด์ นักสังคมวิทยาพบว่าคู่รักแบบนี้มักเป็นคู่รักที่เพิ่งเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว ไม่อยากสูญเสียอิสรภาพที่ตัวเองเพิ่งได้มาจากการซื้อบ้าน โดยเฉพาะในอังกฤษ การได้มีบ้านเป็นของตัวเองนั้นถือเป็นรางวัลก้อนใหญ่กับชีวิต หรือไม่อีกทีก็สรุปง่ายๆ ว่า การแยกกันอยู่ สร้างความสะดวกสบายในชีวิตได้ดีกว่า

Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup