รายงานข่าวจากสื่ออังกฤษที่ระบุว่าเฟซบุ๊กชนะประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษเป็นครั้งแรกกลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการสื่อสารมวลชนและวงการกีฬา ถ้าดีลนี้เป็นความจริงจะเปลี่ยนเกมธุรกิจวงการกีฬาและพฤติกรรมผู้บริโภคไปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะพฤติกรรมการใช้งานบริการสื่อสังคมออนไลน์ที่ทุกวันนี้ก็แทบเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตคนยุคใหม่อยู่แล้ว
 
เดอะไทม์ส สื่อดังจากอังกฤษเผยแพร่รายงานพิเศษเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา เปิดเผยว่าเฟซบุ๊ก ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของโลกชนะประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ​ 3 ฤดูกาล เริ่มตั้งแต่ฤดูกาลหน้าเป็นต้นไป (2019-2022) ปาดหน้าช่องกีฬาเจ้าของลิขสิทธิ์รายเดิมอย่าง BeIN Sports (เครือกลุ่มสื่อสายตะวันออกกลางอย่าง Al Jazeera) และ Fox Sports ประจำภูมิภาคเอเชีย กลายเป็นผู้ได้สิทธิเผยแพร่การแข่งขันในประเทศไทย, เวียดนาม, กัมพูชา และลาว มูลค่าการประมูลดีลนี้มากถึง 200 ล้านปอนด์
 
ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก(ในไทย)ไม่เคยตกอยู่ในมือองค์กรธุรกิจที่ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์เป็นธุรกิจหลักมาก่อน ระหว่างที่บริษัทบริษัทกลุ่มสื่อและกลุ่มในเครือธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ในไทยประมูลแย่งสิทธิการถ่ายทอดด้วยต้นทุนมหาศาลเมื่อ 4-5 ปีก่อน ยุคนั้นเป็นช่วงที่สื่อสังคมออนไลน์เริ่มขยายฐานผู้ใช้งานในเอเชียมากขึ้น เฟซบุ๊กลงทุนพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่รองรับพฤติกรรมผู้ใช้งาน ธุรกิจ และอุตสาหกรรมในหลายด้าน 
 
ธุรกิจเปลี่ยนโลก
 
เฟซบุ๊กส่องกล้องทางไกลมาตั้งแต่ปี 2015 จากที่เริ่มให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับคอนเทนต์วีดิโอมากขึ้น จากเดิมที่ให้บริการในฐานะชุมชนออนไลน์ที่เชื่อมต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานในโลกไซเบอร์เข้าด้วยกันผ่านข้อความ ภาพ และกิจกรรมปฏิสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ พัฒนามาสู่ชุมชนที่มีรูปแบบการแลกเปลี่ยนเนื้อหา สินค้า และเรื่องราวอื่นๆ ที่เอื้อเชิงผลประโยชน์การค้ามากขึ้น 
 
เฟซบุ๊กเริ่มต้นให้ความสำคัญกับคอนเทนนต์กลุ่มวีดิโอ พัฒนาระบบให้รองรับคอนเทนต์วีดิโอจนในปี 2015 สถิติผู้ใช้งานเฟซบุ๊กที่ได้รับความนิยมในแพลตฟอร์มมากที่สุด 1,000 แรกเริ่มโพสต์วีดิโอในเฟซบุ๊กมากกว่าปี 2014 ถึง 4 เท่า ขณะที่อัตราผู้ใช้งานกลุ่มเดียวกันที่โพสต์วีดิโอลงในยูทูบไม่ได้เติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ (สถิติจาก Socialbakers)
 
แบรนด์สินค้า ภาพยนตร์ ทีมกีฬา วงการบันเทิง และองค์กรที่เคยใช้เฟซบุ๊กเป็นแหล่งแชร์ลิงก์วีดิโอจากยูทูบเริ่มโพสต์วีดิโอลงในเฟซบุ๊กโดยตรง ข้อได้เปรียบที่สำคัญของเฟซบุ๊กคือ ไม่ได้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับแชร์คลิปวีดิโอเพียงอย่างเดียว แต่มีลักษณะเป็นชุมชนออนไลน์มากกว่า ระบบที่เอื้อต่อการปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาทำให้วีดิโอเฟซบุ๊กเติบโตอย่างรวดเร็วโดยมีกลุ่มสื่อและบุคคลสำคัญที่เป็นผู้นำทางความคิดหรือคนดังในสังคมเป็นหัวหอกในการเผยแพร่วีดิโอที่เอื้อต่อการปฏิสัมพันธ์
 
ปี 2016 เฟซบุ๊กประกาศฟีเจอร์ที่เปลี่ยนโฉมโลกออนไลน์อีกครั้งด้วยระบบไลฟ์สตรีม พลิกโฉมการรับข้อมูลข่าวสาร เนื้อหา และการสื่อสารในสื่อสังคมออนไลน์ 
 
ถ้าถามว่าเฟซบุ๊กได้อะไรจากฟีเจอร์วีดิโอที่เพิ่มขึ้นมา
 
คำตอบคือระบบจัดส่วนแบ่งค่าโฆษณาในกลุ่มสื่อที่ได้รับคัดเลือก (เหมือนระบบส่วนแบ่งค่าโฆษณาในเว็บไซต์แบบที่ให้ผู้ใช้งานเป็นผู้สร้างเนื้อหาอย่าง “ยูทูบ” แต่มีวิธีคำนวณส่วนแบ่งแตกต่างกัน) วีดิโอเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะทำให้เฟซบุ๊กเพิ่มฐานรายได้จากพื้นที่โฆษณาในแพลตฟอร์มที่เพิ่มมากขึ้น 
 
หนึ่งในขาที่เฟซบุ๊กลงทุนหนักก็คือวงการกีฬา ปี 2017 เฟซบุ๊กเริ่มไลฟ์สตรีมอเมริกันเกมส์อย่างฟุตบอลเมเจอร์ ลีก ซอคเกอร์ ในสหรัฐอเมริกา ประมาณ 22 เกมต่อฤดูกาล ปีเดียวกันก็เริ่มต้นสตรีมมิงเมเจอร์ ลีก เบสบอล สัปดาห์ละ 1 เกม รวมไปถึงกีฬากระแสหลักอื่นที่เริ่มนำร่องทดลองไลฟ์แมตช์เทนนิส หรือรายการกีฬาความเร็วต่างๆ 
 
เฟซบุ๊กได้คอนเทนต์ที่มีฐานแฟนติดตามเหนียวแน่นเกิดขึ้นควบคู่ไปกับแผนพัฒนาแอปพลิเคชั่นรับชมทีวีของตัวเอง ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานสามารถเปิดคลิปวีดิโอในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กบนหน้าจอโทรทัศน์ได้ แน่นอนว่ารองรับคอนเทนต์ของตัวเอง 
 
การลงทุนในกลุ่มวีดิโอควบคู่ไปกับการพัฒนาฟีเจอร์อื่นอย่างพื้นที่การค้าที่เอื้อให้กับกลุ่มธุรกิจขนาดย่อมไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ เชื่อมต่อไปสู่การพัฒนาแอปพลิเคชั่นในเครืออย่างกลุ่มโปรแกรมแชท แชร์ภาพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชุมชนดิจิทัลที่มีพื้นที่โฆษณาโผล่หลายซอกในแพลตฟอร์ม
 
แผนธุรกิจเฟซบุ๊กถูกมองว่าสะดุดครั้งใหญ่จากมรสุมหนักกับคดีอื้อฉาวที่ถูกตั้งคำถามเมื่อต้นปี 2018 จากเรื่องมาตรการดูแลความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานและข้อมูลผู้ใช้งานที่รัวไหลออกไปสู่กลุ่มบริษัทอื่นและข้อมูลถูกนำไปใช้งาน แต่ถ้าดูรายได้จากควอเตอร์แรกของปี 2018 เฟซบุ๊กทำรายได้ใน 3 เดือนแรกไป 11,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือประมาณ 390,000 ล้านบาท (ตามค่าเงินช่วงนั้น) เพิ่มขึ้นกว่าช่วงเดียวกันในปี 2017 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ และรายได้กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของเฟซบุ๊กมาจากค่าโฆษณา 
 
เฟซบุ๊กหาคอนเทนต์ที่ยอดเยี่ยมมาตอบสนองชุมชนดิจิทัลกลุ่มแฟนกีฬาทั้งอเมริกันเกมส์ และกลุ่มกีฬามหาชนอย่างฟุตบอลกระตุ้นให้เกิดการปฏิสัมพันธ์เพิ่มอัตราส่วนการใช้งานมากขึ้น ซึ่งตัวเลขการใช้งานของผู้ใช้งานเฟซบุ๊กในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีไทยเป็นแหล่งสำคัญในอันดับแรก แค่ผู้ใช้งานในไทยกว่า 51 ล้านรายก็แทบเป็นฐานขนาดใหญ่สำหรับนักการตลาดที่พร้อมย้ายเม็ดเงินโฆษณาจากสื่อดั้งเดิมอย่างบริการทีวีแบบลงทะเบียนรายเดือนมาสู่สื่อดิจิทัลมากขึ้นกว่าเดิม แพลตฟอร์มนี้ยังให้ข้อมูลผู้ใช้งานแบบเรียลไทม์และข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำมาวิเคราะห์แผนการตลาดได้ด้วย นอกจากนี้ เฟซบุ๊กยังมีโอกาสได้ผู้ใช้งานหน้าใหม่จากลุ่มแฟนกีฬาเพิ่มขึ้นจากเดิมในภูมิภาคนี้
 
ผลกระทบลูกโซ่ในสมรภูมิอื่น
 
อุตสาหกรรมโทรทัศน์ดั้งเดิม หรือผู้ถือลิขสิทธิ์ดั้งเดิมถ้ายังไม่สามารถรักษาลิขสิทธิ์ทัวร์นาเมนต์กีฬาลูกหนังระดับทวีป และลีกดังในยุโรปได้ น่าจะลำบากกว่าเดิม เมื่อฐานผู้ชมฟุตบอลในไทยกว่าครึ่งให้น้ำหนักไปที่พรีเมียร์ลีกอังกฤษมากที่สุด 
 
สำหรับความเปลี่ยนแปลงของแฟนบอลที่สนใจรับชม รายงานข่าวนี้ยังเป็นรายงานเบื้องต้นอยู่ ยังไม่มีเปิดเผยค่าใช้บริการและรูปแบบของการรับบริการ แต่แนวโน้มการขยายโอกาสทางธุรกิจของเฟซบุ๊กไปสู่การสตรีมอีเวนท์กีฬาไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสื่อที่บริษัทสื่อหรือบริษัทสื่อสารโทรคมนาคมดั้งเดิมเคยมีรายได้จากช่องทางนี้จะถูกแย่งเค้กไป มันยังส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้ใช้งานและอุตสาหกรรมอื่นด้วย
 
เดิมทีผู้ใช้งานที่รับชมผ่านทีวีแบบบอกรับสมาชิกในระบบจานดาวเทียม หรือรับชมผ่านอุปกรณ์พกพา อาจต้องเข้าหาอุปกรณ์เสริมแบบใหม่อย่างสมาร์ททีวี กล่องสตรีมมิง หรืออาจนำมาสู่การใช้บริการแอปทีวีของผู้ให้บริการโดยเฉพาะอย่างเฟซบุ๊กในอนาคตก็เป็นได้ 
 
อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊กไม่ได้เป็น “เสือนอนกิน” รายเดียวที่กระโจนเข้าสู่รูปแบบสตรีมมิงอีเวนท์กีฬา ปี 2017 ทวิตเตอร์ก็เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่เริ่มแนะนำฟีเจอร์ไลฟ์วีดิโอด้วย ทวิตตอร์ได้ลิขสิทธิ์สตรีมเกมอเมริกันฟุตบอลศึกเอ็นเอฟแอลในคืนวันพฤหัสบดีเมื่อปี 2016 ก่อนเสียสิทธิให้อเมเซอน ไพร์ม ในปี 2017 และปีนี้ทวิตเตอร์ก็เพิ่งคว้าสิทธิสตรีมเมเจอร์ ลีก ซอคเกอร์ สหรัฐฯจากเฟซบุ๊กไปแทน ในสัญญากินระยะเวลา 3 ฤดูกาล
 
สมรภูมิคอนเทนต์ในโลกดิจิทัลส่งสัญญาณเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ถ้ามีคำยืนยันอย่างเป็นทางการว่าสิทธิถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกในบางประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปอยู่กับเฟซบุ๊กตามรายงานข่าวที่ออกมาจริง ไม่เพียงแค่สมรภูมิสื่อสังคมออนไลน์จะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ