[นี่คือบันทึกของผู้ร่วมเทศกาลดนตรี อีสานเขียว มิวสิคเฟส ครั้งที่ 6 ที่อนุมานได้ว่าเป็นงานดนตรีที่เมาเละที่สุดงานหนึ่งของประเทศไทย ทุกตัวอักษรที่ถ่ายทอดออกมานั้น เป็นเพียงการบอกเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ในฐานะของ eye witness โดย GM Live ตัดสินใจนำมาเผยแพร่ เพื่อฉายภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น มิได้เชิญชวนให้เข้าร่วมวงเมากระจายแต่อย่างใด]

 

              "เสียงดนตรี ควันกัญชา และเสียงรถไฟ คืออะไรที่ดูโรแมนติคมาก สำหรับนักเดินทางพเนจร ฮิปปี้ เสรีชน หลงยุคใน พ.ศ. 2560 ทุกอย่างจะดูดีกว่านี้ ถ้าพวกเขาเหมาขบวนรถไฟจริงๆ"

 

              ผมขอเริ่มต้นเล่าความฉิบหายวายป่วงของดนตรี 'อีสานเขียว มิวสิคเฟสครั้งที่ 6' ซึ่งมันก็มีดีและไม่ดีปนกันไป โดยขอเริ่มต้นตั้งแต่สถานีรถไฟดอนเมือง ดังนี้

 

21:00 24/11/2017 สถานีรถไฟดอนเมือง,กรุงเทพ

              ผู้โดยสารจากทั่วสารทิศที่ดูจากลักษณะการแต่งตัว เราอาจเรียกพวกเขาว่าเด็กอินดี้ก็ได้ ถ้าย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 5-10 ปีที่แล้ว ในสมัยที่วง the richman toy กำลังดัง วันที่เพลงเร้กเก้ Hype กันทั้งประเทศ  เป้ใบใหญ่ เต็นท์ ถุงนอน กลิ่นบุหรี่และกัญชา แก้วพลาสติกที่ใส่น้ำต้มกระท่อม และเบียร์ในกระป๋องเยติ คือสิ่งที่คุณจะพบได้จากคนส่วนใหญ่ในการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปขอนแก่น โดยมีจุดหมายอยู่ที่เขื่อนอุบลรัตน์ 

 

              ด้วยความน่าสนใจของชื่องาน ทำให้คนสายเขียวมากันอย่างล้นหลาม จนการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องเพิ่มให้อีกสองคัน รถไฟเลยดีเลย์ไปอีก 1 ชั่วโมง แต่การเดินทางก็ยิ่งไม่สะดวกมากขึ้น เพราะตลอดทางจนถึงขอนแก่น มีนักเดินทางสายเขียวเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนเหมือนรถไฟในช่วงเทศกาล แต่ความเดือดแค่นั้นคงจะไม่น่าสนใจมากเท่ากับการที่รถไฟขบวนนี้กลายเป็น รถไฟสายเขียว ซึ่งผู้โดยสารดูดกัญชา ดื่มน้ำท่อม โดยไม่เกรงอกเกรงใจผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่ร่วมเดินทางไปด้วย

              เท่านั้นยังไม่พอ คันที่ผมนั่งอยู่ มีนักดนตรีสมัครเล่นกว่าสิบชีวิตพร้อมใจกันดีดกีตาร์สามตัว ให้จังหวะด้วยคาฮอง และร้องเพลงเพื่อชีวิตจนตีสาม กว่าจะเงียบเสียงก็ประมาณตีสี่ และอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงที่หมาย

              อาจจะดูแย่ไปหมด แต่ก็มีเรื่องดีๆ อยู่ในวันแรกของการเดินทาง เพราะเมื่อเรามีจุดหมายเดียวกัน ทุกคนกลายเป็นมิตรสหายกันได้ง่าย เหมือนเรามีอุดมการณ์เดียวกันในสันติภาพ มิตรภาพ และเราก็พูดกันขำๆ ว่า "ถ้าตำรวจมาค้นตัว น่าจะโดนจับทั้งขบวนเนอะ พาดหัวไทยรัฐว่า รวบรถไฟสายเขียว วัยรุ่นเสพกัญชา สี่คูณร้อยกันทั้งขบวน"

             

สายวันที่ 25/11/2017

              พวกเรานั่งรถไฟเลยมาหนึ่งสถานี เพราะไม่อยากไปเบียดกับคนอื่นที่สถานีรถไฟขอนแก่น และถ้าเดินทางจากสถานีน้ำพองไปสถานที่จัดงานก็ลดระยะทางไปได้เยอะ สองแถวพาพวกเราเหล่าคนแปลกหน้าสิบกว่าคนไปส่งถึงที่หมาย ซึ่งกินเวลาเกือบชั่วโมง และพวกเราก็โหลดเบียร์มาหลายลัง ส่วนผมพกแค่บุหรี่ไปเท่านั้น

 

              ถนนเลียบเขื่อนที่ระดับน้ำสูงจนเกือบจะขึ้นมาท่วมถนน ทำให้วิวดูสวยขึ้น อากาศเช้าในฤดูหนาวบนที่ราบสูงทำให้แดดดูอ่อนโยนลงไปได้อยู่บ้าง พวกเราบ่นตลอดทางถึงความไกลของสถานที่จัดงานจนเบื่อหน่าย แต่เมื่อไปถึง ความตื่นเต้นก็เข้ามาแทรกทันที บางคนอาจหวังแค่มาแคมปิ้ง บางคนมาฟังดนตรี หรือบางคนอาจแค่ต้องการมาปลดปล่อย หรือบางคนแค่อยากมีภาพสวยไว้อวดว่า “กูมางานนี้วะ”

              พวกเราผู้ร่วมชะตากรรมเดินทางมารถสองแถวคันเดียวกันจึงตัดสินใจหาจุดกลางเต็นท์ร่วมกัน อย่างน้อยกูรู้จักกันแล้ว ถ้าจะเดินทางกลับก็กลับด้วยกันได้ พอกลางเต็นท์เสร็จแล้วจึงแยกย้ายกันไปต่อคิวเข้างาน

              หลังจากนี้ ผมจะเริ่มบรรยายความเหวอของงานให้คุณฟัง เริ่มต้นด้วยการเดินผ่านเต็นท์หนึ่งที่แขวนธง Confederate flag และไมได้มีแค่เต็นท์เดียว มีหลายเต็นท์เลย ไอ้ฉิบหาย พวกนี้มันเป็นฮิปปี้หรือนีโอนาซี มันจะฆ่าพวกฮิปปี้ไหมนะ หรือเขาจะไปกระทืบนักดนตรีคนดำหรือเปล่า คือสิ่งแรกที่เข้ามาในหัวผม มันตอกย้ำเรื่องความไม่รู้ของคนไทยได้เป็นอย่างดี ไม่รู้แต่กูว่าเท่เลยเอาอย่าง อะไรแบบนี้

              ต่อมา ด้วยระบบเอาบัตรที่สั่งจองออนไลน์ไว้ ซึ่งทางผู้จัดได้บอกว่า มีคนมาร่วมงานกว่าหมื่นคน มีทั้งจองบัตรมาก่อนและซื้อหน้างานซึ่งราคาต่างกัน 50 บาท แต่การจองออนไลน์ใช้ระบบทักแชทในเพจ แล้วการต่อคิวรับ สายรัดข้อมือ มีคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ซึ่งต้องบริการคนจำนวนมหาศา ลทำให้ทุกอย่างล่าช้าไปหมด (ทั้งที่มีช่องทางจำหน่ายอีกหลายทางที่สะดวกกว่า) ส่วนคนที่มาซื้อบัตรหน้างานสามารถรัดคิวซื้อบัตรได้อย่างรวดเร็ว

              ต่อด้วย line up ศิลปิน ที่คุณไม่สามารถรู้เวลาได้เลย รู้แต่ว่ามีวงนี้ๆ ขึ้น แต่คุณจะไม่รู้เลยว่า ศิลปินคนไหนจะขึ้นเวลาไหน เพราะนอกจากความวุ่นวายของการจราจร จนทำให้รถศิลปินเข้างานมาไม่ได้ ก็ยังมีความผิดพลาดของศิลปินที่เมาเนื้อ เมาเบียร์จนหลับ ทำให้เลทไปหมดทุกอย่าง สลับเปลี่ยนกันไปหมด ไฟส่องสว่างน้อยมาก ถ้าคุณเดินเมาๆ ไปดูคอนเสิร์ตแต่ละเวที คุณอาจเผลอเหยียบใครก็ได้ และอาจโดนตีนไม่รู้ตัว

 

 

              ดนตรีมีเล่นตลอดคืนอยู่สองเวทีด้วยกัน ผมก็จำไม่ได้ว่าวงไหนขึ้นเล่นบ้าง แต่ที่ผมชอบและนอนฟังจากเต็นท์เพราะดึกมากแล้ว คือ วงของน้าเบื๊อก ขุนสมาน และวง Yena รู้แต่ว่าเหนื่อยจากการเดินทาง เหนื่อยจากแดด และเหนื่อยจากกัญชาที่น้องเต็นท์ข้างๆ แบ่งให้จนไม่ได้สติ นอกจากนี้ แม้จะมีการจำกัดอายุในการขายเครื่องดื่ม แต่ไม่ต้องห่วงเพราะคุณสามารถเห็นเด็กน้อยดูดเนื้อ ดื่มสี่คูณร้อยได้อย่างไม่แปลกอกแปลกใจ เพราะฮิปปี้ก็เป็นแบบนี้แหละมั้ง ผมก็เกิดไม่ทันด้วยสิ

              ส่วนแฟชั่นการแต่งตัว มีหลากหลายแบบ มีทั้งฮิปปี้ เด็กช่าง เด็กแนว เด็กตลาดนัดแถวบ้านท่าน มารวมตัวกันจนสามารถเรียกว่ามหกรรมเด็กตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าคุณชอบดนตรีเร้กเก้ ในงานนี้ควรอยู่เวทีเล็ก เพราะเวทีใหญ่คุณจะได้ดู เนปาล เดอะวอยซ์ 7 days crazy เดอะริชแมนทอย ซึ่งบรรยากาศจะคล้ายกับงานกาชาดบ้านคุณ ส่วนเวทีเล็กจะเน้นเป็นเร้กเก้มากกว่า เหมาะแก่การ high กว่า และเข้ากับธีมอีสานเขียวมากกว่า

 

เช้า 26/11/2017

              ผมตื่นมาในช่วงที่วงกู่แคน เริ่มเล่นร้องหมอลำดังมาจากเวทีใหญ่ และเต็นท์หลายๆ เต็นท์ ก็หายไปมากผู้คนเริ่มทยอยเดินทางกลับ กลิ่นกัญชาเริ่มจางลง ผมนั่งเหวอสูบบุหรี่ยื่นหน้าออกมาจากเต็นท์ เพราะพวกน้องที่มาด้วยกันกลับไปตั้งแต่ก่อนที่ผมจะตื่น แต่ยังดีมีพี่คู่รักที่มาด้วยกันยังไม่ปล่อยให้ผมตื่นมาเหวอจนต้องกลับคนเดียว พวกเราดื่มเบียร์ที่เหลืออยู่กันนิดหน่อย รอถนนโล่งแล้วจึงเก็บเต็นท์ขึ้นรถสองแถวที่มาจอดรอไปส่งคนเข้าตัวเมือง

              เหล่านักเดินทางก็ไปนอนกองรวมกันอยู่ตามสถานีขนส่งต่างๆ ส่วนผมนอนอยู่ที่สถานีรถไฟจนกระทั่งสามทุ่ม แล้วเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสำนึกว่าครั้งหน้ากูไปกางเต็นท์ที่อื่นดีกว่า แล้วใส่หูฟังเอา แต่ถ้าใครอยากมีเพื่อนใหม่ ก็ลองมางานนี้ก็ได้

 

 

              สิ่งที่ผมชื่นชมเสมอมาคือเรื่องที่

              1-พรรคเขียวที่ต่อสู้เพื่อกัญชามาตลอด ถ้าเกิดเขาตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาในการเลือกตั้งครั้งหน้า (ไม่รู้เมื่อไหร่) มาเคลื่อนไหวเรื่องกัญชาให้ถูกกฎหมายเพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทย และการแพทย์ทางเลือก

              2-เพื่อนร่วมทางที่ดูแลผมตลอดทางและมอบมิตรภาพให้แก่กัน อันนี้คือข้อดีสูงสุดประการเดียวของทริปและอีเวนท์นี้

              ผมขอฝากถึงทีมคนจัดงานว่า ในครั้งหน้า ควรจัดการเรื่องสถานที่ จำกัดปริมาณคน ทำให้เป็นเทศกาลดนตรี มากกว่าปาร์ตี้แคมปิ้งกัญชาและยาเสพติด

              ส่วนผู้เดินทางที่มาร่วมงานเสพกัญชา ดื่มสี่คูณร้อย และเล่นดนตรี จนเบียดเบียนผู้โดยสารท่านอื่นๆ ขอแนะนำว่าให้เหมาขบวนรถไฟไปเลยครับ สำหรับคนที่อยากเดินทางมาด้วยรถไฟจนเมาเละกันขนาดนี้ และควรจำกัดที่นั่งให้พอดี แบบไม่ต้องมีตั๋วยืน

              แต่เหนือสิ่งอื่นใด ที่น่ายกย่องมากที่สุดในงานนี้ ต้องพูดเลยว่า Respect ทุกคนในงานมากๆ ตั้งแต่คนจัด คนที่มางาน ทุกคนมีน้ำใจ แบ่งปันกัน ไม่แบ่งแยก เพราะทุกคนมีจุดหมายเดียวกันที่เชื่อในจิตวิญญาณเสรี ความแตกต่างของไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และแนวดนตรี แต่ทุกคนก็สนุก เมา high ไปด้วยกัน ใครมีมากช่วยมาก มีน้อยช่วยน้อย การลักเล็กขโมยน้อยไม่ค่อยมีข่าวสักเท่าไหร่ ทั้งที่เอาจริงๆ คุณสามารถขโมยของตามเต็นท์ได้หมด

              ผมในฐานะคนร่วมงานคนหนึ่ง ขอเคารพทุกคนจากใจ และหวังว่าปีหน้าเราจะได้สนุกด้วยกันอีก ในรูปแบบงานที่ดียิ่งขึ้น และสะดวกสบายมากขึ้น

 

#RESPECT #อีสานเขียว #LOVEandPEACE #420

 

 

 

***ติดตามเนื้อหาจาก GM Live จากช่องทางเหล่านี้

 

และ Line@ กดติดตามที่ด้านล่าง

เพิ่มเพื่อน