Connect with us

Subscribe

Entertainment

เรื่องเด่นรายวันและดราม่า

ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ 2019

เรื่องเด่นเรื่องดราม่า ไม่ว่าชาติไหนก็มี ไม่ว่าเทศกาลใดก็เจอ แล้วคานส์ครั้งที่ 72 ประจำปี ค.ศ. 2019 ล่ะ มีอะไรประมาณนี้บ้าง

บทความโดย ‘กัลปพฤกษ์’  kalapapruek@hotmail.com

Reasons to Read

  • เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในแต่ละปีมีอะไรเกิดขึ้นมากมายตลอดระยะเวลา 12 วันของการจัดงาน กิจกรรมหลักๆ ก็มีทั้งการจัดฉายหนังในส่วนการประกวดหลักซึ่งจะมีการจัดงานกาล่าเดินพรมแดงให้หนังประกวดทุกเรื่อง การฉายหนังสายอื่นๆ นอกการประกวด การสดุดีคารวะบุคคลสำคัญในวงการหนัง การเปิดตลาดหนังซื้อขายสิทธิ์การฉายให้ประเทศต่างๆ การประชาสัมพันธ์วงการหนังแต่ละประเทศ ฯลฯ
  • ในเทศกาลคานส์ครั้งที่ 72 ประจำปี ค.ศ. 2019 นี้ก็ยังคงคึกคักอลังการไม่แพ้ทุกๆ ปีที่เคยจัดกันมา จึงขอถือโอกาสรายงานว่าในแต่ละวันของเทศกาลมีเรื่องอะไรเด็ดๆ เกิดขึ้นบ้างอย่างใกล้ชิดติดขอบเวที

14 พฤษภาคม : เบิกม่านเทศกาล

สำหรับวันเปิดเทศกาลในปีนี้ หนังที่ได้รับเกียรติฉายเป็นรอบปฐมทัศน์ของเทศกาลก็คือหนังซอมบี้อเมริกันเรื่อง The Dead Don’t Die ของผู้กำกับ Jim Jarmusch  ซึ่งก็ถือเป็นตัวเลือกหนังเปิดที่ประหลาดพิสดารไม่น้อย เพราะบ่อยครั้งคานส์มักจะเลือกหนังฟอร์มใหญ่โปรดักชันอลังการที่ไม่พูดอังกฤษก็ต้องพูดฝรั่งเศสเพื่อสร้างความคึกคักให้กับปาร์ตี้ในคืนแรกของการจัดงาน แต่มาปีนี้หนังเปิดกลายเป็นหนังผีแนวตลกที่แม้จะรวบรวมดาราดังมาเดินพรมแดงวันเปิดได้หลายราย ไม่ว่าจะเป็น Bill Murray, Adam Driver, Chloe Sevigny, Tilda Swinton แต่ก็ให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดดีที่จะได้ดูหนังผีแนวฮาที่อาจจะห่างไกลจากภาพลักษณ์ของเทศกาลภาพยนตร์ศิลปะอย่างคานส์

ซึ่งเมื่อได้ดูจริงๆ The Dead Don’t Die ก็ทำหน้าที่เป็นหนังเปิดได้อย่างสนุกเฮฮา หนังเล่าเหตุการณ์หลังจากโลกเคลื่อนหลุดจากแกนหมุน พระจันทร์เกิดปฏิกิริยาเคมีประหลาด สิงสาราสัตว์มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป และคนตายต่างฟื้นจากหลุมขึ้นมาใหม่เพื่อออกตามหาสิ่งที่พวกเขาคลั่งไคล้ยามมีชีวิต หนังจิกกัดพฤติกรรมบริโภคนิยมของคนอเมริกัน ที่สามารถมองโยงไปถึงสารแบบ anti-Trump ที่หลายคนตั้งข้อสังเกตเอาไว้ได้ เรียกได้ว่าเป็นงานตลกสยองที่ทั้งประหลาดฮาและได้สาระ เหมาะจะเป็นหนังเบิกโรงอย่างไร้ข้อกังขาเลยทีเดียว

15 พฤษภาคม : หนังเปิดสายรอง

หลังจากเปิดงานด้วยหนังเปิดในสายประกวดเรื่อง The Dead Don’t Die แล้ว ในวันที่สองของเทศกาล โปรแกรมหนังสายอื่นๆ ก็ขอมีหนังเปิดเป็นของตัวเองบ้าง อย่างสาย Un Certain Regard ซึ่งเป็นการประกวดสายรองอย่างเป็นทางการก็ส่งหนังตลกจากแคนาดาเรื่อง A Brother’s Love ของผู้กำกับหญิง Monia Chokri มาเป็นหนังเบิกโรง เล่าเรื่องราวชีวิตวายป่วงของดอกเตอร์สาวใหญ่ด้านปรัชญาที่เพิ่งจะพลาดตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัย ทำให้เธอต้องหันไปอาศัยอยู่กับน้องชาย แต่ฝ่ายน้องชายของเธอก็ดันไปมีแฟนสาวในช่วงนั้นพอดี

ความรักของน้องชายจึงส่องสะท้อนมายังชีวิตโสดของเธอจนเกิดการเปรียบเทียบแบบไม่อาจเลี่ยงได้ หนังนำเสนอตัวละครด็อกเตอร์สาวใหญ่รายนี้ได้อย่างสติแตกและดูประสาทดี จนต้องสงสัยกันเลยว่านี่เธอจบปริญญาเอกทางด้านปรัชญามาจริงๆ หรือ?  ส่วนหนังสาย Directors’ Fortnight ก็เปิดงานด้วยหนังตลกเช่นกัน โดยได้เลือกหนังฝรั่งเศสสุดประหลาดเรื่อง Deerskin ของผู้กำกับ Quentin Dupieux เล่าเรื่องราวของ Georges หนุ่มใหญ่วัย 44 ปีที่เกิดหลงใหลคลั่งไคล้เครื่องแต่งกายชายที่ทำจากหนังกวางสุดเท่จนยอมทุ่มเงินเก็บทั้งหมดแลกกับแจ็กเก็ตตัวงามที่สามารถเรียกความมั่นใจให้เขาได้ทุกครั้ง  หนังเสียดสีอาการลุ่มหลงยึดติดของมนุษย์อันไร้เหตุผลได้อย่างน่าเวทนา และยังได้ใส่ sub-plot เกี่ยวกับมายาภาพยนตร์ผ่านการทำหนังอิสระด้วยกล้องวิดีโอได้อย่างน่าสนใจ นับเป็นหนังรสชาติประหลาดอีกเรื่องที่เหมาะจะเป็นงานเปิดสายอิสระ Directors’ Fortnight จริงๆ

16 พฤษภาคม : ป๋าเอลตัน จอห์น บนพรมแดง

เป็นธรรมเนียมของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ที่แต่ละปีจะพยายามเชิญดารานักร้องชื่อดังมาร่วมงานเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความคึกคักให้กับงานเทศกาลหนังระดับโลกแห่งนี้ ซึ่งในปี ค.ศ. 2019 ก็เป็นโอกาสอันดีที่ทางเทศกาลจะได้เชิญนักร้องนักเปียโนชื่อดัง Elton John มาพร้อมกับหนังชีวประวัติที่เขาร่วมโปรดิวซ์เองเรื่อง Rocketman ของผู้กำกับ Dexter Fletcher ซึ่งได้นักแสดงหนุ่ม Taron Eagerton มารับบทเป็น Elton John ในวัยหนุ่มและเพิ่งจะเข้าวงการ สมัยยังใช้ชื่อจริงว่า Reginald Dwight  ซึ่งต่อให้ Elton John จะเป็นผู้อำนวยการสร้างหนังเรื่องนี้เอง แต่ Rocketman ก็ยังสามารถตีแผ่มุมด้านที่ไม่ใคร่จะงดงามของ Elton John ไม่ว่าการเสพยา พฤติกรรมเก็บกดจากการเป็นรักร่วมเพศ และอาการบ้าช้อปปิ้งแบบไม่อาจทิ้งวางได้ ไปพร้อมๆ กับการแสดงอัจฉริยภาพในการประพันธ์ท่วงทำนองอันไพเราะติดหูของเขาให้กับบทเพลงอมตะ ทำให้ Rocketman เป็นงานแนว musical-fantasy ตามแบบฉบับของ Elton John ที่ค่อนข้างจะครบรส

แม้ว่าการตีความบุคลิกและกระทั่งวิธีการขับร้องเพลงของ Taron Eagerton ก็ไม่ได้ตั้งใจจะเลียนแบบ Elton John ให้ออกมาเหมือนเป๊ะก็ตาม ซึ่งหลังจากที่ทั้ง Elton John และ Taron Eagerton ได้ควงกันเดินพรมแดงในรอบกาล่ากันอย่างชื่นมื่นแล้ว พวกเขายังได้ร่วมเล่นเปียโนและร้องเพลงนำ Rocketman ใน after party หลังการฉายหนังอย่างคึกคักสนุกสนานอีกด้วย Rocketman มีกำหนดเข้าฉายในประเทศไทยวันที่ 20 มิถุนายนนี้แล้ว

17 พฤษภาคม : ดราม่าพรมแดงของนักแสดงไทย

มีเรื่องให้ต้องเป็นข่าวทุกปีกับกรณีพรมแดงเมืองคานส์กับนักแสดงสาวชาวไทย อย่างในปีนี้ที่ดาราสาวท่านหนึ่งมีโอกาสได้เดินพรมแดงในรอบกาล่าของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ แต่ดันไปกล่าวอ้างว่าไปในนามนักแสดงนำของหนังที่ร่วมทุนสร้างกับประเทศจีน จนกลายเป็นดราม่าขุดคุ้ยว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้รับเชิญให้ร่วมฉายในเทศกาลนี่นา แล้วทำไมดารานำจึงสามารถไปร่วมเดินย่ำบนพรมแดงได้  ก่อนอื่นต้องเข้าใจเสียก่อนว่ารอบกาล่าเดินพรมแดงของหนังประกวดและนอกสายประกวดเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ไม่ได้มีเพียงโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ และนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ เท่านั้นที่ถูกเชิญให้ร่วมเดินพรมแดง แต่อาจมีทั้งคณะกรรมการตัดสิน แขกคนสำคัญ รวมถึงสปอนเซอร์ของงานส่วนต่างๆ มาร่วมเป็นแขกด้วย ทำให้นักแสดงสาวชาวไทยหลา ๆ รายมีโอกาสได้ไปร่วมเฉิดฉายบนพรมแดงในฐานะพรีเซนเตอร์ของสปอนเซอร์รายดัง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นดาวเด่นที่สุดของการเดินพรมแดงแต่ละรอบจะต้องเป็นทีมผู้กำกับ ดารา และทีมงานจากหนังเรื่องนั้นๆ เท่านั้น


ซึ่งหากจะให้เกียรติกันจริงๆ ดาราที่มาในนามพรีเซนเตอร์ทั้งหลาย ควรจะต้องมีความรู้สักเล็กน้อยว่ากำลังร่วมเดินพรมแดงในรอบฉายกาล่าหนังเรื่องอะไร และถ้าจะให้ดีก็ควรรักษามารยาทด้วยการเข้าไปนั่งชมหนังเรื่องนั้นๆ ในโรงจนจบ ไม่ใช่พอไต่พรมแดงถึงบันไดขั้นสุดท้าย ก็ปิดจ๊อบโกยแน่บหลบหนีไปทางออกด้านซ้าย โดยไม่สนอกสนใจหนังที่กำลังจะฉายเลย ซึ่งเป็นการไปกันที่สื่อและผู้เข้าร่วมงานที่อยากจะดูหนังเรื่องนั้นๆ จริงๆ แต่ไม่สามารถเข้าโรงได้ เนื่องจากต้องเทศกาลกันโควตาให้กับดาราเหล่านี้ เพราะฉะนั้น การที่นักแสดงไทยจะไปเอ่ยอ้างถึงหนังเรื่องอื่นในการเดินพรมแดงรอบกาล่าเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จึงถือเป็นการไม่ให้เกียรติหนังรอบนั้นๆ อย่างยิ่ง และถ้าจะมาในนามพรีเซนเตอร์ หรือแขกรับเชิญอะไรใดๆ ก็ควรจะแถลงไปตรงๆ อย่างชัดเจน เพราะไม่มีใครจะมาว่าอะไรกันอยู่แล้ว ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่มีข้อมูลเลยว่ากรณีดราม่าของดาราไทยบนพรมแดงเมืองคานส์มาจากรอบฉายหนังกาล่าเรื่องอะไร ซึ่งก็คงต้องรอดูต่อๆ ไปในครั้งหน้าว่าจะมีดราม่าอะไรมาให้ได้ฮือฮากันอีกไหม กับชนวนพรมแดงคานส์กับดาราไทย ที่มีอะไรมาให้เมาท์มอยกันได้ทุกปี!

18 พฤษภาคม : เที่ยงคืนยังฝืนดู

ด้วยความที่เทศกาลปีนี้มีหนังเข้าร่วมชิงรางวัลปาล์มทองคำในสายประกวดเป็นจำนวนมากถึง 21 เรื่อง และยังมีหนังนอกสายประกวดและรอบมิดไนต์รวมกันอีก 8 เรื่อง ทำให้เทศกาลต้องจัดฉายรอบกาล่าเดินพรมแดงสำหรับหนังเหล่านี้รวมทั้งสิ้น 21 รอบภายในเวลา 11 วัน เทศกาลปีนี้จึงมีการจัดฉายหนังรอบกาล่าในช่วงเย็นจนถึงดึกอย่างน้อยวันละ 3 รอบเป็นอย่างต่ำ ทำให้คณะกรรมการต้องวิ่งเข้าออกดูหนังกันแบบตาแฉะกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะในวันที่ 18 พฤษภาคม มีการจัดฉายหนังรอบมิดไนต์กาล่าเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งเรื่อง ทำให้เกิดปรากฏการณ์กาล่ามาราธอนฉายหนังประกวดและนอกสายประกวดกันตั้งแต่เวลา 16.30 น. ลากยาวมาถึงรอบมิดไนต์ที่สุดท้ายก็เลตไปจนสิ้นสุดกันที่เวลา 01.35 น. ของเช้าวันที่ 19 พฤษภาคมเลยทีเดียว

The Wild Goose Lake ของผู้กำกับ Yi’nan Diao

ซึ่งหนังสี่เรื่องในกาล่ามหามาราธอนวันนี้ก็ประกอบด้วยหนังประกวดจากจีนเรื่อง The Wild Goose Lake ของผู้กำกับ Yi’nan Diao หนังฝรั่งเศสนอกสายประกวดภาคต่อของ A Man and A Woman (1966) เรื่อง The Best Years of a Life ของผู้กำกับ Claude Lelouch ต่อด้วยหนังประกวดจากโรมาเนียเรื่อง The Whistlers ของผู้กำกับ Corneliu Porumboiu แล้วปิดท้ายด้วยหนังสายมิดไนท์กาล่าเรื่อง Lux Aeterna ของผู้กำกับ Gaspar Noe ที่มีกำหนดเวลาเริ่มที่ 00.15 น. แต่เริ่มฉายจริงเวลา 00.45 น. ซึ่งดูเหมือนผู้เข้าร่วมงานแต่ละคนจะเริ่มอ่อนล้าจากการดูหนังมาตลอดวัน เพราะแม้แต่นักแสดงหญิง Charlotte Gainsbourg ที่รับบทเป็นนักแสดงหญิงที่ถูกเชิญมาเข้าฉากแม่มดถูกเผา ผ่านการกำกับของ Beatrice Dalle ในหนังซ้อนหนังแฉเบื้องหลังการถ่ายทำเรื่องนี้ ก็เริ่มแสดงอาการ ‘ไม่ไหว’ อยากกลับบ้าน ตั้งแต่ยังไม่เริ่มการเดินพรมแดง ด้วยการลงไปนั่งยองๆ รอเวลา แถมยังทำหน้าเหมือนไม่อยากจะมาร่วมงานเลย

หลังจากที่ได้ดูจากตัวหนังที่เดชะบุญมีความยาวเพียง 50 นาที ก็พอเข้าใจความรู้สึกของ Charlotte Gainsbourg ว่าเราจะมากระตือรือร้นกับหนังที่ออกจะเลอะเทอะจนไม่ได้สาระใจความใดๆ จากหนังเรื่องนี้กันทำไม เพราะหนังแทบไม่มีเขี้ยวเล็บอะไรเลยนอกเหนือไปจากอาการสติแตกกลางกองถ่ายของ Beatrice Dalle จนแทบจะกลายเป็นแม่มดไปเสียเอง นับเป็นหนังกาล่ารอบมิดไนต์ปิดวันที่น่าผิดหวัง ดูแล้วยิ่งรู้สึกเหนื่อยและอ่อนพลังมากกว่าเดิม!

19 พฤษภาคม : พระเอกเกียรติยศในบทผู้ร้าย

ธรรมเนียมปฏิบัติอีกประการของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์คือการยกย่องสดุดีบุคคลสำคัญในวงการภาพยนตร์ด้วยรางวัลพิเศษ อย่างปีนี้ทางเทศกาลก็ได้เลือกมอบรางวัลปาล์มทองคำเกียรติยศให้กับอดีตนักแสดงหน้าหยกชาวฝรั่งเศส Alain Delon ซึ่งคอหนังชาวไทยน่าจะรู้จักกันดี แต่ทันทีที่ทางเทศกาลฯ เปิดโต๊ะแถลงข่าวให้สื่อมวลชนได้ซักถาม Thierry Fremaux ผู้อำนวยการจัดเทศกาล นักข่าวก็ยกมือถามถึงประเด็นนี้ในทันทีว่า ชอบธรรมแล้วหรือที่เทศกาลคานส์จะมอบรางวัลปาล์มทองคำเกียรติยศให้กับชายผู้มี ‘ชื่อเสีย’ รายนี้ ทั้งๆ ที่เทศกาลเองก็เคยประกาศสนับสนุนกระแสความเคลื่อนไหว #MeToo มาก่อน โดยกล่าวอ้างว่า Alain Delon เคยออกมายอมรับกับสื่อว่าเขาเคยตบตีและทำร้ายร่างกายภรรยา ทั้งยังมองว่าพฤติกรรมรักร่วมเพศเป็นสิ่งผิดธรรมชาติจนเขาไม่อาจทำใจยอมรับได้ บุคคลเช่นนี้หรือที่ทางเทศกาลควรจะยกย่องด้วยเกียรติอันสูงสุดนี้ ซึ่งก็ทำให้บรรยากาศของการแถลงข่าวต้องอึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน

Alain Delon

แต่ทางคุณ Thierry Fremaux ก็ตอบดีว่า เรามอบรางวัลปาล์มทองคำเกียรติยศให้ Alain Delon กับผลงานทั้งหมดที่เขาเคยทำไว้ต่อวงการภาพยนตร์โลก ไม่ได้พิจารณาถึงเรื่องพฤติกรรมส่วนตัว และแน่นอนว่าไม่มีใครที่จะเป็นบุคคลสมบูรณ์แบบ Alain Delon ย่อมเคยผิดพลาด เขาเองก็เคยผิดพลาด และผู้ถามเองก็คงเคยผิดพลาด เพราะฉะนั้น รายละเอียดเหล่านั้นไม่ใช่ประเด็นที่จะค้านได้ว่า Alain Delon ไม่สมควรได้รับรางวัล ซึ่งพิธีมอบรางวัลที่จัดกัน ณ โรงฉาย Debussy ของค่ำวันที่ 19 พฤษภาคม ก็ดำเนินผ่านไปด้วยดี แถมยังมีการฉายภาพยนตร์เก่าเรื่อง Mr. Klein (1976) ของ Joseph Losey ซึ่ง Alain Delon ทั้งโปรดิวซ์ และนำแสดงและยังเคยเข้าประกวดชิงรางวัลปาล์มทองคำมาแล้วเป็นประจักษ์หลักฐานแห่งความสำเร็จของเขาด้วย

20 พฤษภาคม : เมื่อหนังคือเงาความหลังแห่งชีวิต

ท่ามกลางการฉายหนังประกวดอย่างคึกคักเข้มข้นจำนวนถึง 21 เรื่องในปีนี้ มีหนังนอกสายประกวดอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งดูจะถูกอกถูกใจผู้ชมในวงกว้างกันพอดู นั่นก็คือหนังฝรั่งเศสชื่อ La belle epoque ของผู้กำกับ Nicolas Bedos ที่ดูจะมาในลีลาเดียวกันกับหนังญี่ปุ่นยอดฮิตในหมู่นักดูหนังเรื่อง After Life (1998) ของผู้กำกับ Hirokazu Kore-eda กันเลย La belle epoque เป็นหนังเอาใจมหาชนที่เล่าเรื่องราวของบริษัทให้ความบันเทิงที่ใช้เทคนิคการสร้างภาพยนตร์มาให้บริการลูกค้าด้วยการสร้างโลกจำลองย้อนเวลาไปยังยุคสมัยใด หรืออยากจะลองใช้ชีวิตในบริบทสถานการณ์ของประเทศหรือวัฒนธรรมไหนก็จัดให้ได้ โดยพวกเขาจะว่าจ้างนักแสดง จัดฉากและหาข้าวของอุปกรณ์ทุกอย่างมาให้แบบสมจริง

เมื่อ Victor ชายชราวัยหกสิบปี ขอเลือกใช้บริการย้อนเวลากลับไปในยุค 1970s ช่วงสัปดาห์ที่เขาได้พบรักกับภรรยาครั้งแรก ณ ร้านคาเฟแห่งหนึ่ง Victor ก็รู้สึกซาบซึ้งกับวันเวลาที่หวนย้อนมาจนไม่อาจจะยุติการรับบริการได้ และต้องขายทรัพย์สินทั้งหมดที่เขามีเพียงเพื่อจะแลกกับวันเวลาดีๆ เพียงไม่กี่นาที เพราะนี่คือช่วงที่เขามีความสุขมากที่สุดในชีวิต  ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วผู้ชมก็คงจะรู้สึกอดอิ่มเอมไปกับการได้อยู่ในโลกของความฝันอันสมจริงของตัวละครไปไม่ได้ คล้ายๆ กับการสร้างภาพยนตร์บันทึกความทรงจำอันแสนงามในหนังเรื่อง After Life ไม่น่าประหลาดใจที่หนังจะได้รับเสียงปรบมืออย่างกึกก้องหลังหนังฉายจบ และได้กลายเป็นหนังที่ถูกอกถูกใจผู้ชมมากที่สุดเรื่องหนึ่งในเทศกาลปีนี้เลยทีเดียว

21 พฤษภาคม : หนังประกวดสายแม่เหล็ก

วันที่ 21 พฤษภาคม ถือเป็นวัน D-Day สำคัญอีกวันหนึ่งของการประกวดหลักในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปีนี้ เพราะหนังที่ทุกๆ คนรอคอย Once Upon a Time in Hollywood ของผู้กำกับ Quentin Tarantino จะได้ฤกษ์ฉายเสียที หลังจากที่ผู้กำกับไล่บี้ตัดต่อหนังกันจนนาทีสุดท้าย ทำให้หนังถูกประกาศรายชื่อล่าช้าจากวันแถลงข่าวไปร่วมสัปดาห์ แต่สุดท้ายก็สามารถเดินทางมาถึงเมืองคานส์ได้ทันเวลาฉาย ชวนให้ต้องลุ้นกันพอดู  ซึ่งหนังเรื่องนี้สื่อจะได้ดูกันก่อนรอบกาล่าเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง นั่นคือเริ่มฉายรอบสื่อเวลา 16.30 น. ที่โรง Debussy ก่อนรอบกาล่าพรมแดงเวลา 18.00 น. และก็เป็นไปตามคาดที่สื่อทุกแขนงจะพยายามเข้าชมกันอย่างมืดฟ้ามัวดินจนที่นั่งไม่พอ ต้องรอชมการฉายรอบเก็บตกกันในวันรุ่งขึ้น

สำหรับ Once Upon a Time in Hollywood ก็ได้นักแสดงดัง Leonardo Dicaprio รับบทนำเป็น Rick Dalton ดาราทีวีหนุ่มหล่อเจ้าพ่อหนังคาวบอย และ Brad Pitt รับบทเป็น Cliff Booth สตั๊นต์และนักแสดงแทนคู่บุญของ Rick ที่ทำงานร่วมกันมานาน โดยหนังได้จับช่วงเวลาของปลายยุค 1960s เมื่อหนังคาวบอยเริ่มเสื่อมความนิยม จน Rick ต้องหันไปเล่นหนัง Spaghetti Western ที่อิตาลี ในขณะที่มวลหมู่ฮิปปี้และคณะบุปผาชนเซ็กซ์เสรีเริ่มก่อตัว ยั่วยวนให้ Cliff ต้องหลงใหล ในกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงจากโลกเก่าแบบ Cowboy Western สู่ยุคสมัยแห่งการแสวงหา ที่ดาราตัวจริงและเงาของเขาจะต้องปรับตัวเพื่อเอาตัวรอด หนังดูจะโดดเด่นในการสร้างบรรยากาศของฮอลลีวูดในยุคสมัยนั้นมากกว่าจะล้วงลึกถึงสถานการณ์ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จริงๆ อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร Rick กับ Cliff ก็เหมือนกับจะร่างเอาไว้แต่เพียงบางๆ ไม่เห็นถึงความผูกพันระหว่างพวกเขาในระดับลึกซึ้งเท่าไหร่ แต่แฟนๆ ของ Quentin Tarantino ก็คงจะไม่ผิดหวังกับฉากโหดดิบๆ ที่มากันแบบจัดเต็มในช่วงท้าย ไม่ทิ้งลายผู้กำกับจอมบ้าระห่ำแห่งวงการหนังรายนี้กันเลย แต่ดูจากปฏิกิริยาของสื่อโดยรวมแล้วก็ไม่เห็นว่าจะเป็นปลื้มกับหนังเรื่องนี้สักเท่าไหร่ และดูจะห่างไกลจากรางวัลปาล์มทองคำกันพอดู เมื่อหนังเจอคู่แข่งที่สูสีกว่า

22 พฤษภาคม : หนังสั้นสี่ชั่วโมงครึ่ง

วันนี้หลายๆ คนก็เลือกที่จะพักจากการติดตามหนังประกวดหลักของเทศกาล มาดูหนังสาย Directors’ Fortnight เพราะเป็นวันที่จัดฉายหนังมหากาพย์ความยาวสี่ชั่วโมงครึ่งเรื่อง The Halt ของ Lav Diaz ผู้กำกับฟิลิปปินส์ที่เคยมาฉายหนังที่เมืองไทย ซึ่งจะฉายเป็นรอบที่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษรอบนี้เพียงรอบเดียว  แต่ถ้าเทียบกับมาตรฐานการทำหนังของ Lav Diaz ซึ่งเคยสร้างหนังขาวดำบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์และผู้คนชาวฟิลิปปินส์โดยเฉพาะในชนบทและท้องที่ห่างไกลความยาวร่วม 8-10 ชั่วโมงในเรื่องเดียวมาแล้ว The Halt คงจะต้องจัดให้อยู่ในกลุ่ม ‘หนังสั้น’ ในบรรดาผลงานทั้งหมดของเขา ด้วยความยาวน่าเอ็นดูเพียง 4 ชั่วโมง 36 นาที  แต่ด้วยความยาวระดับนี้ก็ทำให้การจัดตารางการดูหนังในเทศกาลของหลายๆ คนต้องวายป่วงพอดู เพราะใครที่ใคร่จะดูเรื่องนี้จำต้องสละหนังประกวดรอบสื่อไปสองเรื่องนั่นคือ Matthias & Maxime ของผู้กำกับ Xavier Dolan และ Oh Mercy! ของผู้กำกับ Arnaud Desplechin แล้วค่อยไปดูในรอบเก็บตก ทำให้รู้สึกว่าหนังของ Lav Diaz ช่างไม่เหมาะเลยกับการดูในเทศกาลที่ตารางฉายหนังแน่นขนัดจนดูกันไม่ทันเช่นนี้  

สำหรับตัวหนัง The Halt ก็เล่าเรื่องราวแนว Sci-Fi โลกอนาคตอันใกล้ในกลุ่มประเทศอาเซียนเมื่อเขม่าจากการปะทุของภูเขาไฟทำให้บ้านเมืองตกอยู่ในความมืดมิดแห่งราตรีกาลตลอดเวลา ในส่วนอาณาประเทศของฟิลิปปินส์ก็ถูกปกครองภายใต้ผู้นำเผด็จการฟาสซิสต์ที่มีกองทหารหญิงเลสเบี้ยนคอยคุมอำนาจ ทำให้ราษฎรต้องเดือดร้อนไปตามๆ กัน  หนังขาวดำบรรยากาศแปลกล้ำเรื่องนี้ดูจะมีประเด็นเริ่มต้นที่น่าสนใจดี เสียแต่ผู้กำกับ Lav Diaz เหมือนจะไม่ได้ขับรายละเอียดของสิ่งที่ตัวเองเล่าสักเท่าไหร่ หนังจึงยังออกอาการเยิ่นเย้อและฟูมฟายไม่เฉียบคมเหมือนหนังในยุคหลังๆ ที่เขาเคยทำมา

23 พฤษภาคม : ศีลธรรมอันดีที่ไม่ได้บัญญัติไว้

สิ่งที่น่าชื่นชมอย่างหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ก็คือการให้ความสำคัญกับคุณค่าเชิงศิลปะของหนังเป็นสำคัญโดยไม่ปิดกั้นกันด้วยคำถามของความถูกต้องดีงามตามครรลองของศีลธรรม บ่อยครั้งที่หนังหลายๆ เรื่องในเทศกาลคานส์ก็โป๊และแรงเสียจนเป็นที่ฮือฮา โดยหนังที่ได้ชื่อว่าสร้างกระแสอื้อหือได้มากที่สุดในเทศกาลประจำปีนี้ก็คือหนังประกวดเรื่อง Mektoub, My Love: Intermezzo ของผู้กำกับ Abdellatif Kechiche ซึ่งเป็นภาคต่อของเรื่อง Mektoub, My Love: Canto Uno นั่นเอง เพราะผลงานใหม่ของผู้กำกับเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำเรื่องนี้เป็นหนังสามชั่วโมงครึ่งที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าการติดตามเหล่าวัยรุ่นร่วมสมัยใจแตกสนุกสนานกับการนุ่งบิกินี่เล่นน้ำริมชายทะเล ก่อนจะย้ายกันไปนุ่งสั้นสั่นสะโพกขโยกบั้นท้ายเคล้าสุราในบาร์บริเวณใกล้เคียง คงไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปว่าผู้กำกับ Abdellatif Kechiche ผู้เคยได้รับรางวัลปาล์มทองคำจากเรื่อง Blue is the Warmest Colour (2013) เป็นคนที่หลงใหลคลั่งไคล้บั้นท้ายขนาดมหึมาของหญิงสาววัยรุ่นกันขนาดไหน เพราะนางเอกของเรื่องนี้ Ophelie Bau มีคุณสมบัติที่เหมือนจะคัดมาแล้วว่ามีช่วงก้นและสะโพกที่สะบึมและน่าพิสมัยเพียงไร

ทุกครั้งที่เธอลุกขึ้นไปส่ายบั้นท้ายกับบรรดาเพื่อนสาวจึงอาจทำให้หนุ่มๆ หัวใจจะวายกับการทิ้งฉากต่างๆ เหล่านี้ยาวนานเป็นสิบยี่สิบนาที ซึ่งนางเอก Ophelie Bau ก็ดูจะภูมิใจและไม่เอียงอายเลยกับคุณสมบัติประจำตัวข้อนี้ แถมยังใจดีเล่นฉาก oral sex กับหนุ่มผิวสีในห้องน้ำที่ทั้งดิบและสมจริงให้ได้ดูเป็นขวัญตา สะท้อนภาพจริงของสังคมร่วมสมัยได้อย่างดีว่า วัยรุ่นยุคนี้พวกเขากำลังหมกมุ่นกับอะไร ซึ่งหนังก็นำเสนอออกมาได้แบบไม่ประนีประนอมเลย หลังหนังรอบสื่อฉายจบ นักวิจารณ์หนุ่มๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในโรงต้องหัวเราะหึๆ ได้แต่มองหน้าเลิ่กลั่กกันว่านี่เราเพิ่งดูอะไรไป นับเป็นความใจกว้างของเทศกาลจริงๆ ที่สามารถเลือกหนังอะไรแบบนี้มาร่วมฉายในสายประกวดหลัก!

24 พฤษภาคม : รางวัลเบ็ดเตล็ดรายทาง

มาถึงวันรองสุดท้ายของการจัดฉายหนังในสายต่างๆ ให้ถ้วนครบก่อนที่จะประกาศรางวัลใหญ่อย่างเป็นทางการในวันสุดท้าย คณะกรรมการของหนังสายต่างๆ ก็เริ่มประกาศรางวัลเล็กๆ ย่อยๆ รายทางออกมาบ้างก่อนที่จะได้ลุ้นผลปาล์มทองคำกัน สำหรับหนังสาย Un Certain Regard ก็จัดงานมอบรางวัลกันในวันนี้ ซึ่งหนังที่ได้รับรางวัล Un Certain Regard Award ไปก็คือหนังเมโลดราม่าจากบราซิลเรื่อง The Invisible Life of Euridice Gusmao ของผู้กำกับ Karim Ainouz รางวัล Cinefondation สำหรับหนังนักศึกษาได้แก่ Mano a Mano ของผู้กำกับ Louise Courvoisier รางวัลหนังสาย Critic’s Week ได้แก่ I Lost My Body ของผู้กำกับ Jeremy Clapin

รางวัลจากสมาพันธ์นักวิจารณ์ FIPRESCI สำหรับหนังประกวด ได้แก่หนังตลกหน้าตาย It Must Be Heaven ของผู้กำกับ Elia Suleiman และรางวัลหนังเชิดชูคุณธรรมความเป็นมนุษย์ดีเด่น Ecumenical Jury Prize สำหรับหนังประกวด ได้แก่ A Hidden Life ของผู้กำกับ Terrence Malick  นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัลแปลกๆ เก๋ๆ เช่น รางวัลสำหรับหนัง LGBT ยอดเยี่ยม Queer Palm ให้กับหนังเลสเบี้ยนเรื่อง Portrait of a Lady on Fire ของผู้กำกับหญิง Celine Sciamma และรางวัลการแสดงโดยสุนัขยอดเยี่ยม Palm Dog แก่เจ้าตูบใน Once Upon a Time in Hollywood ของ Quentin Tarantino นั่นเอง

25 พฤษภาคม : ค่ำคืนแห่งปาล์มทองคำ

วันสุดท้ายของเทศกาล ก็เป็นวันที่จะได้รู้ผลจากคณะกรรมการกันเสียทีว่าในบรรดาหนังประกวดจำนวนทั้งหมด 21 เรื่องนั้น มีเรื่องใดที่เข้าตากรรมการและคว้ารางวัลกันไปได้บ้าง ซึ่งการประกาศผลรางวัลก็เริ่มต้นกันเวลาประมาณ 19.15 น. ที่โรงใหญ่ Grand Theatre Lumiere โดยจะถ่ายทอดสดงานให้สื่อได้ชมกันที่ห้อง Debussy  ซึ่งผลงานรางวัลปาล์มทองคำในปีนี้ก็ถือได้ว่าตรงใจกับที่บรรดาสื่อได้กะเก็งไว้ เพราะเป็นหนังประกวดเรื่องเดียวที่สร้างเสียงฮือฮาในทางชื่นชมได้อย่างเป็นเอกฉันท์ทันทีที่รอบสื่อฉายจบลง สำหรับผลรางวัลต่างๆ ของเทศกาลประจำปี ค.ศ. 2019 มีดังต่อไปนี้

And The Awards Goes To…

  • บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม : Portrait of a Lady on Fire โดย Celine Sciamma
  • ผู้กำกับยอดเยี่ยม : Jean-Pierre & Luc Dardenne จากเรื่อง Young Ahmed
  • นักแสดงชายยอดเยี่ยม : Antonio Banderas จากเรื่อง Pain & Glory
  • นักแสดงหญิงยอดเยี่ยม : Emily Beecham จากเรื่อง Little Joe
  • Jury Prize : Bacurau โดย Kleber Mendonca Filho & Juliano Dornelles และ Les Miserable โดย Ladj Ly
  • Grand Prix : Atlantics โดย Mati Diop
  • ปาล์มทองคำ : Parasite โดย Bong Jun-ho

Written By

อยากได้อะไรเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับตัวเอง

Life

มองอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ผ่านเลนส์
ดร.ยศพงษ์ ลออนวล

Life

สู่บทเรียน “ธนาคารกลางท่ามกลางความท้าทาย” ของผู้ว่าการวิรไท

Interview

ประสิทธิ์ เจียวก๊ก : Giving is Important to Business

Interview

Inspiring WATCHES

Life

เปิดใจ ‘วี BNK48’ กับบทนางเอกครั้งแรก

GM TV

Advertisement
Connect
Newsletter Signup