x

ปี 2017 เป็นปีที่สื่อไทย (พร้อมสื่อต่างประเทศหลายอีกแห่ง) ปรับตัวและปิดตัวตามกันไปอย่างน่าใจหาย สื่อสิ่งพิมพ์เป็นกลุ่มที่ปิดตัวมากที่สุด ขณะที่สื่อทีวีเริ่มต้องปรับลดคน หรือขายสินทรัพย์ในเครือออก 
 
นับคร่าว ๆ จากช่วงต้นปีจำนวนสื่อสิ่งพิมพ์ปิดตัวไปคิดเป็นตัวเลขถึง 2 หลักตั้งแต่หนังสือพิมพ์บ้านเมืองเมื่อต้นปีจนถึงนิตยสารคู่สร้างคู่สมที่ว่ากันว่าเป็นหัวอันดับต้น ๆ ของไทยก็ปิดตัวไปในเดือนธันวาคม 
 
หลังนิตยสารคู่สร้างคู่สมประกาศยุติตีพิมพ์ไม่กี่วัน เครือเนชั่นประกาศขายสินทรัพย์ 5 รายการ มูลค่ารวมกว่า 1,403 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่า “เพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะปัจจุบันของอุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์” หนึ่งในนั้นมีบริษัทที่ดำเนินงานสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลช่อง NOW26 รวมอยู่ด้วย 
 
คิดว่าปีนี้จะจบลงที่ลิสต์เหล่านี้แล้ว แต่ไม่ ก่อนที่ปีแสนดุสำหรับสื่อจะผ่านไป ยังมีกระแสข่าวสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลย่านวิภาวดีเตรียมปรับลดพนักงานอีกจำนวนหนึ่ง 
 
สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย แต่เกิดขึ้นทั่วโลก ตระกูลเวนเนอร์ซึ่งเป็นผู้บริหารนิตยสาร “โรลลิ่ง สโตน” (Rolling Stone) นิตยสารด้านวัฒนธรรมร่วมสมัยที่โลดแล่นในวงการยาวนานเพิ่งขายหุ้นที่เหลือให้บริษัท Penske Media ซึ่งบริษัทนี้มีนโยบายเปลี่ยนผ่านแบรนด์โรลลิ่ง สโตน ให้เข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล จากที่ผ่านมาพวกเขามีรายได้จากโลกไซเบอร์น้อยมาก 
 
ช่วงเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปคือสิ่งที่ทำให้วงการสื่อได้รับผลกระทบแบบที่เรียกกันว่าโดน “Disrupt” 
 
เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปสู่แพลตฟอร์มอื่น เม็ดเงินโฆษณาวิ่งเข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้น เชื่อว่าสื่อส่วนใหญ่รับรู้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ดี แต่สื่อสิ่งพิมพ์ดั้งเดิมจำนวนหนึ่งไม่สามารถปรับตัวทันการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว  
 
ภาพรวมของบรรยากาศวงการสื่อถูกมองว่าน่าเป็นห่วง แต่ถ้ามองอีกด้าน ใช่ว่าองค์กรสื่อจะมีแต่กลุ่มที่ใกล้โบกมืออำลาหรือกลุ่มที่ต้องปรับตัวด้วยการตัดต้นทุนภาระต่างๆเพียงอย่างเดียว วงการสื่อดิจิทัลมีหัวหอกที่เป็นต้นแบบการเปลี่ยนผ่านที่ประสบความสำเร็จหลายแห่ง หรือแม้แต่สื่อดิจิทัลที่เกิดใหม่และยังไปได้สวยในปีนี้ท่ามกลางบรรยากาศที่หลายคนมองว่าเป็นยุคแสนยากลำบาก

Vice : จากนิตยสาร สู่อาณาจักรดิจิทัล
 

 
หนึ่งในโมเดลที่ทั่วโลกสนใจมากที่สุดคือเส้นทางของ “ไวซ์” (Vice) สื่อดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 
 
ไวซ์ เริ่มต้นกิจการจากนิตยสารในแคนาดาช่วงกลางยุค 90 ทุกวันนี้ไวซ์ ก็ยังมีนิตยสารของตัวเอง แต่อาณาจักรที่เป็นกระดูกสันหลังขององค์กรในปัจจุบันกลายเป็นโลกดิจิทัล และขยายกว้างไปสู่วงการโทรทัศน์ด้วยคอนเทนต์ที่แข็งแรงได้รับความเชื่อมั่นจากบริษัทสื่อและความบันเทิงยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเข้ามาลงทุน
 
เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นิตยสารฟอร์บส ประเมินว่าบริษัทไวซ์ มีมูลค่า 5,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผู้ถือครองหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทคือเชน สมิธ ผู้ร่วมก่อตั้งนิตยสารเมื่อปี 1994 นักข่าวเจ้าของรางวัลเอมมี อวอร์ด ถือหุ้นบริษัทร้อยละ 20 
 
เชน สมิธ พร้อมเพื่อนผู้ร่วมก่อตั้งอีก 2 รายซื้อนิตยสารวัยรุ่นหัวหนึ่งที่แต่เดิมเป็นนิตยสารที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลแคนาดา เมื่อปี 1994 และเปลี่ยนชื่อเป็นนิตยสาร Vice ภายใต้แบรนด์นี้พวกเขาทำนิตยสารด้านวัฒนธรรมร่วมสมัยด้วยแนวคิด “เสียงของวัฒนธรรมย่อยของคนรุ่นใหม่ที่เป็นแสดงความเป็นสากลในระดับนานาชาติ” 
 
นิตยสารนำเสนอวัฒนธรรมย่อยที่ไม่มีในสื่อสิ่งพิมพ์อื่น อาทิ ดนตรี, กระแสนิยม และวัฒนธรรมการเสพสารต่างๆ ของกลุ่มวัยรุ่น 
 
ทศวรรษแรกหลังจากสร้างแบรนด์ในสายสื่อสิ่งพิมพ์จนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แบรนด์สร้างฐานผู้อ่านได้ถึง 9 แสนคนใน 22 ประเทศ ไวซ์กลายเป็นแบรนด์ระดับอินเตอร์ที่ขยายไปสู่แวดวงอื่นๆทั้งภาพยนตร์, รายการโทรทัศน์, อุตสาหกรรมดนตรี และสื่อในแวดวงแฟชั่น
 
แบรนด์ได้เปรียบอย่างมากที่มีผู้อำนวยการด้านครีเอทีฟอย่างสไปค์ โจนส์ ผู้กำกับหนังชื่อดัง ทำให้พวกเขาสามารถผลิตและขยายคอนเทนต์ชั้นยอดที่แตกต่างจากสำนักข่าวหรือสื่อสิ่งพิมพ์ในสายเดียวกันไปสู่รูปแบบอื่นโดยเฉพาะแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีจุดขายนำมาโดยวีดีโอที่มีแนวคิดการเล่าเรื่องแบบ "ฟิล์ม/ภาพยนตร์" (ลองดูวีดีโอรายงานเรื่องราวแบบเจาะลึก หรือที่บ้านเรามักเรียกกันว่า "สกู๊ปข่าว" เกี่ยวกับอีเวนท์ชกมวยใต้ดินในสหราชอาณาจักรจากวีดีโอด้านบน) 
 
ด้วยบุคลากรและกรอบคอนเทนต์ที่มีจุดเด่นแตกต่างจากสื่ออื่นอย่างชัดเจน ไวซ์ กลายเป็นสื่อที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตสารประเภทวีดีโอ และพัฒนาไปจนถึงซีรีส์สารคดีรูปแบบต่างๆ โดยในยุคแรก ไวซ์ ใช้คนหนุ่มรุ่นใหม่เป็นทีมงาน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งรวมถึงเชน สมิธ ที่มาร่วมผลิตเนื้อหาในวีดีโอหรือซีรีส์สารคดีด้านสังคมและวัฒนธรรมย่อยในกลุ่มคนรุ่นใหม่ครอบคลุมไปถึงเนื้อหาเรื่องดนตรี อาหาร และเทคโนโลยี
 
นอกเหนือจากเป็นสื่อที่ผลิตคอนเทนต์ได้อย่างน่าสนใจ ไวซ์ ยังมีอิทธิพลต่อสังคมโดย “เดอะ คาสซานดรา รีพอร์ต” องค์กรที่ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคนิยามไวซ์ เป็นหนึ่งในสื่อที่มีอิทธิพลต่อรสนิยม หรือทัศนคติของกลุ่มคนที่อายุตั้งแต่ 21-34 ปี 
 
ยุคของการขยายเข้าสู่โลกดิจิทัลนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ไวซ์ ขยายธุรกิจเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างจริงจัง เปิดเว็บไซต์ข่าว อาหาร และกีฬา น่าสนใจที่คอนเทนต์ข่าว หรือสารคดีของไวซ์ สามารถจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ ขณะที่สื่อดั้งเดิมใช้ทุกวิถีทางและพยายามขั้นสุดเพื่อจับฐานคนดูที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ แม้แต่สื่อดั้งเดิมยังต้องจับตามองแนวทางการทำงานของไวซ์ 
 
4-5 ปีที่ผ่านมา ไวซ์ เป็นหนึ่งในบริษัทสื่อที่ขยายตัวรวดเร็วที่สุด บริษัทระดับโลกอย่าง ดิสนี่ย์ สนใจเข้ามาลงทุนทุ่มเม็ดเงินรวม 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมถือครองหุ้นของบริษัทจำนวนหนึ่ง ขณะที่ไวซ์ ขยายขอบเขตคอนเทนต์ไปถึงเรื่องเกม ศิลปะ สุขภาพ และคอนเทนต์ในกลุ่มความสนใจของผู้หญิง 
 
เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ไวซ์ได้ เม็ดเงินจากบริษัท TPG ที่มาลงทุนในหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ ด้วยเงินมากถึง 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้บริษัทมีมูลค่ารวม 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นิตยสารฟอร์บส คาดการณ์ว่าเชน สมิธ ถือหุ้นบริษัทร้อยละ 20 มีทรัพย์สินมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เรียกได้ว่าแปลงสภาพจาก “ฮิปสเตอร์” กลายเป็น “เศรษฐีธุรกิจสื่อ” อีกราย 
 
ปี 2015 ที่ธุรกิจสื่อเริ่มมีสัญญาณถดถอย Vice มีรายได้ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (โอเค พวกเขาทำคอนเทนต์ภาคภาษาอังกฤษที่ตลาดกว้างกว่าสื่อท้องถิ่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสื่อท้องถิ่นแต่ละประเทศใช้โมเดลธุรกิจเหล่านี้แล้วจะล้มเหลว) 
 
ปัจจุบัน เชน สมิธ ดำรงตำแหน่งผู้บริหารของไวซ์ และยังทำหน้าที่ร่วมผลิตคอนเทนต์ในเครืออยู่ หลังจากโลดแล่นและประสบความสำเร็จในโลกออนไลน์ ไวซ์ เซ็นสัญญาโปรเจ็กต์ผลิตซีรีส์กึ่งสารคดีข่าวรายสัปดาห์ทางช่อง HBO ตั้งแต่ปี 2013 จนถึงปี 2017 ตามมาด้วยรายการข่าวรายวัน และมีซีรีส์อื่นๆกระจายอยู่ตามช่องทางต่างๆในโลกออนไลน์

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในโมเดลเปลี่ยนผ่าน/ขยับขยายจากสื่อสิ่งพิมพ์ สู่โลกออนไลน์และโทรทัศน์ที่มีรายละเอียดมากมายพร้อมให้ศึกษาบทเรียน
 

เชน สมิธ ในซีรีส์การสอดแนมของรัฐ และเรื่องราวของเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน 
 

Buzzfeed / NowThis : สื่อในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และวงจรวีดีโอข่าว/ไวรัล 24 ชั่วโมง (แทบ)ไม่ใช้เว็บหน้าบ้าน
 
นอกเหนือจากไวซ์ สื่อดิจิตอลที่ถูกพูดถึงมากยังมีบัซซ์ฟีด (Buzzfeed) และนาวดีส (NowThis)  สื่อดิจิทัลที่ทั่วโลกมองว่าเป็นโมเดลสื่อยุคไซเบอร์ซึ่งมาแรงที่สุดอีกรายหนึ่งของโลก 
 
ทั้งสองกลุ่มก่อตั้งโดยหนึ่งในทีมผู้ก่อตั้งคือผู้บริหารของฮัฟฟิงตัน โพสต์ สื่ออเมริกันที่มีฐานแข็งแกร่งในโลกออนไลน์ 
 
บัซซ์ฟีด เริ่มจากแค่เป็นโปรเจ็กต์เสริมของผู้บริหารจนมาสู่ธุรกิจสื่อดิจิทัลเต็มตัวหลังได้รับทุน 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐในการระดมทุนเมื่อปี 2014 พวกเขาเริ่มผลิตคอนเทนต์ป้อนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ มุ่งเป้าไปที่ไวรัล คอนเทนต์ อาทิ ข่าว วีดีโอ และคอนเทนต์บันเทิงรูปแบบต่างๆ
 
ทีมผู้บริหารที่ถือกำเนิดจากธุรกิจคอนเทนต์ออนไลน์สร้างระบบการทำงานที่ทันสมัยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีระบบเทคโนโลยีประมวลผลข้อมูลซึ่งช่วยให้พวกเขาเลือกผลิตงาน และจัดอันดับคอนเทนต์ที่ผลิต
 
สำหรับคนรุ่นใหม่(และอีกหลายรุ่น)รู้ดีว่าสื่อสังคมออนไลน์​เปลี่ยนแปลงวิธีการรับข่าวสารของคนทั่วโลก สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อดั้งเดิมทั้งหลายได้รับผลกระทบอย่างมากจากการเติบโตของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นทั้งพื้นที่กลางสำหรับชุมชนในโลกเสมือน และยังเป็นแฟลตฟอร์มที่ถูกใช้สำหรับส่งต่อข้อมูลข่าวสารแทนที่สื่อดั้งเดิมตามไปด้วย  
 
แน่นอนว่า สื่อดิจิทัลยุคใหม่เหล่านี้ล้วนอาศัยช่องทางหลักผ่านสื่อสังคมออนไลน์เชื่อมโยงไปสู่ช่องทางอื่นๆตามรูปแบบเนื้อหาของแต่ละบริษัท ความเปลี่ยนแปลงนำมาสู่สื่อมวลชนที่ทำงานอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์โดยเฉพาะ 
 
NowThis คือกลุ่มสื่อที่ปฏิบัติงานในสื่อสังคมออนไลน์เป็นหลัก บริษัทเคยมีเว็บไซต์เหมือนกับสื่อดิจิทัลทั่วไป แต่ปี 2015 พวกเขาย้ายช่องทางเผยแพร่คอนเทนต์จากเว็บไซต์หน้าบ้านมาสู่สื่อสังคมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมจากคนทั่วโลก 9 แพลตฟอร์ม เฟสบุ๊ค, ทวิตเตอร์, อินสตาแกรม ฯลฯ

ผลิตภัณฑ์ของ NowThis คือ "คลิป" โดยเฉพาะ ป้อนคลิปในสื่อสังคมออนไลน์แบบ 24 ชั่วโมง ยอดวิววีดีโอรายเดือนของ NowThis เคยทำสถิติมีผู้ชมรวม 1 พันล้านวิวต่อเดือนเมื่อเดือนมกราคม 2016 
 

3 ทหารเสือข้างต้นคือตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตในสื่อดิจิทัลซึ่งได้รับความสนใจในยุคที่สื่อดั้งเดิมได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค นอกเหนือจาก 3 หัวหอกของสื่อดิจิทัล ยังมีบริษัทอื่นที่ก้าวขึ้นมาอีกหลายแห่งทั้ง Vox, Mashable, Oath ปรากฏการณ์ทางธุรกิจสื่อเหล่านี้คือเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการปรับตัวเหล่านี้ก็มีอายุขัยของมัน 
 
อัตราความเร็วของการปรับตัวที่มาก่อนกาลอาจยังไม่เหมาะสมนักเมื่อเทียบกับความเปลี่ยนแปลงในโลกความเป็นจริง บัซซ์ฟีด มีแนวโน้มทำรายได้น้อยกว่าเป้าหมายในปี 2017 ซึ่งวางเอาไว้ที่ 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากผลกระทบของการเร่งขยายธุรกิจไปสู่แพลตฟอร์มโทรทัศน์ และการผลิตสินค้าขาย คาดว่ารายได้ปีนี้อาจน้อยกว่าที่เป้าหมายร้อยละ 15-20 (ถ้าตามการประเมิน อย่างน้อยยังมีรายได้รวมมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) 
 
ขณะที่ไวซ์ ตั้งเป้ารายได้รวมในปี 2017 เอาไว้ที่ 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นสื่อดิจิทัลอีกหนึ่งกลุ่มที่ไม่สามารถทำรายได้ตามเป้าเช่นกัน
 
ไวซ์ และบัซซ์ฟีด ต่างมีแผนเข้าตลาดหุ้นมาก่อนหน้านี้แล้วทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม จนถึงวันนี้พวกเขายังต้องพิสูจน์โมเดลธุรกิจของตัวเองท่ามกลางสถานการณ์โลกธุรกิจดิจิทัลที่โหดหินสำหรับทุกคน สื่อดิจิทัลที่ถูกมองว่าโมเดลทางธุรกิจของพวกเขาจะเป็นทางออกของวงการ เมื่อเดินทางมาถึงปี 2017 ยังต้องปรับตัวดิ้นรนไม่ต่างจากสื่อดั้งเดิม ไม่ว่าจะปลดคน หรือสละเครือข่ายธุรกิจที่ไม่เข้าเป้า  
 
ปรากฏการณ์ที่ว่ามาไม่ได้บอกว่าทุกอย่างเป็นสูตรที่แก้โจทย์ยุคเปลี่ยนผ่านของสื่อได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยโมเดลธุรกิจสื่อดิจิทัลแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านไม่ได้เป็นวิกฤตเพียงอย่างเดียว มันยังเป็นโอกาสสำหรับคนที่เข้าใจ (ถ้าสังเกตให้ดี สื่อดิจิทัลที่ยืนหยัดในยุคเปลี่ยนผ่านได้มีจุดเหมือนร่วมกันอยู่) และปรับตัวไปสู่พื้นที่ใหม่ได้ตรงจังหวะด้วยวิธีที่สอดคล้องอย่างเหมาะสมกับเป้าหมายของแต่ละธุรกิจ