Connect with us

Subscribe

Life

การเติบโตของ ‘นักเล่าเรื่อง’ ในพิพิธภัณฑ์

เรื่อง : นลิน สินธุประมา

ในปี 2016 กูเกิลเพิ่มฟีเจอร์ในแอปพลิเคชัน Google Arts & Culture ที่ทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกสามารถสัมผัสประสบการณ์เสมือนจริงในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วโลก ด้วยหลักการเดียวกับ Google Street View ที่ชาวไทยผู้อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา สามารถส่องถนนหนทางของถนนในลอนดอนได้

แอปพลิเคชันดังกล่าวเปิดประตูพาเราเข้าชม British Museum ได้ พร้อมเดินทัวร์แบบเสมือนจริง ทั้งยังมีคอลเลกชันข้าวของในพิพิธภัณฑ์ซึ่งเราสามารถซูมเข้าไปได้ใกล้ ชนิดที่หากเราไปเดินส่องของจริงในพิพิธภัณฑ์ยังมีความเป็นไปได้ที่พนักงานรักษาความปลอดภัยจะไม่ยอมให้เราเข้าใกล้ของได้มากขนาดนั้น

ด้วยพลังแห่งอินเทอร์เน็ต ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้จำนวนมหาศาล รูปภาพประวัติศาสตร์ความละเอียดสูง แถมยังเข้าไปเดินดูพิพิธภัณฑ์ได้โดยไม่ต้องก้าวขาออกจากบ้าน พิพิธภัณฑ์จึงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ถูกตั้งคำถามทำนองเดียวกับนิตยสาร หนังสือ หรือสื่อประเภทอื่นๆ ว่า ในยุคสมัยแห่งเทคโนโลยีดิจิทัล พิพิธภัณฑ์จะอยู่รอดอย่างไร?

คำตอบเชิงหลักการนั้นง่าย – แต่ทำยาก

นั่นคือ – พิพิธภัณฑ์ต้องมีสิ่งที่ผู้คนไม่อาจหาได้จากอินเทอร์เน็ต!

ภัณฑารักษ์ ผู้ขับเน้นประกายให้ข้าวของ ก่อนอาชีพ Content Creator จะกลายมาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลิตเนื้อหาให้กับพิพิธภัณฑ์หลายๆ แห่งในปัจจุบัน ภาษาไทยเรามีคำว่า ‘ภัณฑารักษ์’ เรียกคนที่ดูแลพิพิธภัณฑ์อยู่ก่อนแล้ว เป็นคำที่แปลมาจากคำว่า ‘Curator’

โดยรูปศัพท์ ‘ภัณฑ์’ หมายถึง สิ่งของ เครื่องใช้ บวกกับคำว่า ‘อารักษ์’ ที่หมายถึง การดูแล คุ้มครอง ป้องกัน ดังนั้นคำว่า ‘ภัณฑารักษ์’ จึงบ่งบอกหน้าที่ว่าพวกเขามีหน้าที่ดูแล รักษา อนุรักษ์โบราณวัตถุที่มีอยู่ในครอบครอง ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงความหมายของคำว่า ‘Curate’ ซึ่งหมายรวมถึง การเลือกสรร บริหารจัดการ และจัดแสดงวัตถุเหล่านั้นด้วย หน้าที่ของ Curator จึงไม่ใช่เพียงการนำวัตถุมาตั้งในอาคารพิพิธภัณฑ์ แต่การเลือก (หรือไม่เลือก) วัตถุชิ้นหนึ่งขึ้นมา รวมถึงวิธีที่นำวัตถุมาเรียงรายกันนั้นยังสร้าง ‘ความหมาย’ บางอย่างเพิ่มขึ้นมาให้กับวัตถุเหล่านั้นด้วย

ในมุมหนึ่ง Curator จึงมีบทบาทไม่ต่างจากนักเล่าเรื่อง เพียงแต่เรื่องเล่านี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ในรูปของข้อเขียนบนกระดาษหรือภาพเคลื่อนไหวในภาพยนตร์สารคดี หากแต่ Curator เล่าเรื่องผ่านวัตถุจัดแสดงที่มีอยู่ในมือ แต่ครั้นเมื่อแปล Curator มาเป็นคำว่า ภัณฑารักษ์ แล้ว การ ‘เล่าเรื่อง’ ผ่านวัตถุสิ่งของในพิพิธภัณฑ์จึงอาจไม่ใช่สิ่งแรกๆ ของพิพิธภัณฑ์ที่คนทั่วไปนึกถึง

แม้กระนั้นก็อาจจะใจร้ายไปสักนิด หากจะบอกว่าการให้ความสำคัญกับ ‘สิ่งของ’ มากกว่าสิ่งอื่นๆ ในพิพิธภัณฑ์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะนักพิพิธภัณฑ์หลายๆ คนก็เห็นพ้องต้องกันว่า ‘สิ่งของ’ นี่แหละคือเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์ และต่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่จะสามารถซูมรูปพระพุทธรูปทรงเครื่องบนอินเทอร์เน็ต จนเห็นไปถึงรอยปริร้าวที่ผู้ดูแลโบราณวัตถุอุตสาหะพยายามปกปิดไว้แล้วอย่างดีที่สุด การไปยืนดูวัตถุจริงในพิพิธภัณฑ์ก็ยังให้ความรู้สึกและประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปอยู่ดี

เติมเรื่องเล่าให้ข้าวของ

อย่างไรก็ตาม การมี ‘ของจริง’ ให้ดูชมก็ยังดูเหมือนไม่เพียงพอสำหรับพิพิธภัณฑ์ หากย้อนเวลาไปสักสามสิบปีที่แล้ว ภาพลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์ไทยในสายตาสาธารณชนอาจไม่ใช่ภาพที่น่าประทับใจเท่าไรนัก พิพิธภัณฑ์ถูกมองว่าเป็น ‘ที่เก็บของ’ อันอึมครึมไร้แรงดึงดูด แม้จะเป็นสถานที่ซึ่งรวบรวมวัตถุจัดแสดงล้ำค่าเอาไว้ แต่รูปแบบการจัดแสดงที่ไม่ดึงดูดกับคำอธิบายวัตถุที่แทบจะไม่บอกข้อมูลอะไร หรือแม้จะบอกเอาไว้ก็เป็นข้อมูลที่ผู้ชมไม่อาจหาจุดเชื่อมโยงอะไรกับชีวิตของตนเองได้ ก็ทำให้พิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่เฉพาะสำหรับผู้ที่มีความสนใจด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี มากกว่าจะดึงดูดคนทั่วไปเข้ามา

นอกจากนั้น พิพิธภัณฑ์ไทยเมื่อสามสิบปีที่แล้วยังมีความแตกต่างด้านเนื้อหาน้อยมาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จัดแสดงวัตถุจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ พิพิธภัณฑสถานที่จังหวัดเชียงใหม่ ก็จัดแสดงวัตถุจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ดุจเดียวกัน โดยมีโบราณวัตถุของล้านนาเป็นส่วนประกอบด้วยนิดหน่อย

สว่าง เลิศฤทธิ์ เคยกล่าวถึงพิพิธภัณฑ์ไว้ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม เมื่อปี 2534 ว่า “โบราณวัตถุที่พบทางภาคเหนือก็ควรจะอยู่แต่ในพิพิธภัณฑ์ทางภาคเหนือ … แต่ปัจจุบันไม่เป็นอย่างนั้น อย่างหม้อบ้านเชียงพบในพิพิธภัณฑ์ทุกแห่งในประเทศไทย”

อาจกล่าวได้ว่า พิพิธภัณฑ์หลายสิบแห่งของไทยในยุคก่อน ไม่ใช่ว่าไม่มี ‘เรื่องเล่า’ ผ่านข้าวของ แต่เรื่องเล่าในพิพิธภัณฑ์ทั้งหลายกลับมีแค่เรื่องเดียว นั่นคือเรื่องราวของประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลัก

หลังทศวรรษ 2530-2540 พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทยเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นช่วงนี้เอง ที่เรื่องเล่าในพิพิธภัณฑ์ได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาล นักวิชาการวิเคราะห์ว่านี่คือการโต้กลับกระแสโลกาภิวัตน์ เนื่องจากกระบวนการโลกาภิวัตน์นั้นมาพร้อมกับการขยายตัวของทุนจากบรรษัทข้ามชาติที่รุกคืบเข้าไปในชุมชน และส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ นอกจากนี้กระบวนการที่โลกทั้งใบเชื่อมโยงกันมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคมที่ก้าวหน้า ยังนำมาสู่ความกังวลว่าวัฒนธรรมกระแสหลักจะกลืนเอาความหลากหลายของวัฒนธรรมท้องถิ่นให้มีหน้าตาเหมือนๆ กันไปหมด ความกังวลเหล่านี้นำไปสู่ความต้องการที่จะพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง และนำไปสู่แนวคิด ‘ท้องถิ่นนิยม’ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมๆ กับ ‘การโหยหาอดีต’

แล้วอะไรจะตอบโจทย์การโหยหาอดีตและความต้องการจะอนุรักษ์วัฒนธรรมชุมชนได้ดีไปกว่าการสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นมาเล่า

จากเดิมที่เรื่องเล่าในพิพิธภัณฑ์มีแต่เรื่องราวประวัติศาสตร์ชาติ จึงเกิดงานวิจัยเนื่องด้วยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และเกิดโครงการสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจำนวนมาก และจากเดิมที่ประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์อยู่หลักสิบแห่ง จำนวนพิพิธภัณฑ์ในประเทศก็ทะลุ 1,000 แห่งในเวลาอันรวดเร็ว

ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์มากกว่า 1,500 แห่ง และเจ้าของพิพิธภัณฑ์ที่มีสัดส่วนมากที่สุดก็ยังคงเป็นวัดและชุมชน ในขณะเดียวกัน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติก็เริ่มมีการปรับตัว ด้วยงานวิจัยเกี่ยวกับท้องถิ่นที่เพิ่มมากขึ้น และการขุดค้นทางโบราณคดีที่เพิ่มมากขึ้น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติตามต่างจังหวัดในปัจจุบันก็เปลี่ยนมาเน้นเล่าเรื่องและจัดแสดงโบราณวัตถุที่เกี่ยวกับพื้นที่นั้นๆ เป็นหลัก

พบว่า วัตถุประเภทเดิมไม่ได้ถูกใช้เล่าเรื่องเดิม เช่นแทนที่พระพุทธรูปจะถูกนำไปตั้งเทียบกับพระพุทธรูปในสมัยต่างๆ เพื่อสื่อสารเรื่องยุคสมัยของศิลปะและแสดงให้เห็นวิวัฒนาการและอิทธิพลจากยุคสู่ยุคเท่านั้น พระพุทธรูปกลับถูกนำไปใช้ ‘อธิบาย’ ความคิดความเชื่อทางสังคม เช่นตั้งไว้ในขบวนแห่จำลองในเทศกาลสงกรานต์ เพื่อสื่อสารเรื่องความเชื่อและวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน เป็นต้น

แม้พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหลายแห่งได้ก้าวขึ้นมาเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว และมีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนให้กระเตื้องขึ้นจริง แต่เนื่องจากการดูแลพิพิธภัณฑ์ที่ต้องการคนมาคอยดูแลอยู่ตลอด พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ไม่แสวงหาผลกำไรหลายๆ แห่งจึงยืนระยะอยู่ได้ไม่นานนัก หากไม่ปิดตัวก็เงียบร้างลงมาก

เครื่องกระตุ้นหัวใจให้พิพิธภัณฑ์

ก่อนที่เทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามาตั้งคำถามกับการมีอยู่ของพิพิธภัณฑ์ เทคโนโลยีดิจิทัลเคยทำหน้าที่เป็นเสมือนเครื่องกระตุ้นหัวใจให้พิพิธภัณฑ์มาก่อน

จุดเปลี่ยนอีกครั้งในวงการพิพิธภัณฑ์ไทย คือการเกิดขึ้นของพิพิธภัณฑ์ที่มีการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยมาเป็นสื่อในการส่งต่อความรู้ พิพิธภัณฑ์ประเภทนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ เช่น โปรเจกเตอร์ที่ฉายวิดีโอแนะนำข้อมูลเบื้องต้น หน้าจอทัชสกรีนที่มีเกมให้เล่นหรือมีข้อมูลความรู้ให้กดเปิดอ่าน หรือปุ่มกดต่างๆ ตามทางเดิน สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเทคโนโลยีอันน่าตื่นตาตื่นใจในช่วงนั้น และช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้พิพิธภัณฑ์ในฐานะ ‘แหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัย’ พร้อมทั้งฉายภาพการเรียนรู้ที่สนุกสนาน โดยมีกุญแจสำคัญคือคำว่า ‘Interactive’ หรือการออกแบบพิพิธภัณฑ์ให้ผู้ชมสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับตัวนิทรรศการได้

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เกิดตัวละครใหม่ๆ ขึ้นในวงการของคนทำพิพิธภัณฑ์ เมื่อคนทำพิพิธภัณฑ์ต้องการพิพิธภัณฑ์ที่ออกแบบอย่างทันสมัย สวยงาม และมีลูกเล่นดึงดูดใจ คนทำพิพิธภัณฑ์ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นผู้มีความรู้หรือมีคอลเลกชันอยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็นคนในชุมชนที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรม นักวิชาการ นักวิจัย หรือผู้มีความรู้เฉพาะศาสตร์ต่างๆ จึงต้องขอความช่วยเหลือจากนักออกแบบ สถาปนิก ไปจนถึงนักการศึกษาและนักออกแบบเกม เพื่อให้บุคคลเหล่านี้มาช่วยสื่อสารความรู้ออกไปเป็นสื่อแบบอื่นๆ นอกจากตัวหนังสือที่พรินต์มาแปะบนบอร์ด

ทว่าหลังจากเวลาผ่านไปสิบปี ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์หลายๆ แห่งเริ่มเผชิญปัญหาว่า บางครั้งเทคโนโลยีอันน่าตื่นตาในพิพิธภัณฑ์นั้นนำเรื่องน่าหนักใจพกติดมาด้วย นั่นคือภาระในการดูแลซ่อมบำรุงซึ่งนับเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อย เมื่อเทียบกับผลประกอบการของพิพิธภัณฑ์ที่ก็ไม่ได้มีลูกค้าแวะเวียนมาเข้าชมมากขนาดนั้น นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่เคยเป็นที่ฮือฮาในอดีต ก็เริ่มจะกลายเป็นเทคโนโลยีสุดแสนธรรมดาที่หาได้ทั่วไป แถมยังไม่ได้พิเศษไปกว่าสื่ออื่นๆ ที่อยู่ในสมาร์ทโฟน

สูงสุดสู่สามัญ

โจทย์ของคนทำพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบันจึงไม่ใช่การพึ่งพาเทคโนโลยีที่หวือหวาอีกต่อไป แต่เป็นการเฟ้นหา ‘เรื่องราว’ และ ‘วิธีการ’ ที่จะสร้าง ‘ประสบการณ์’ เฉพาะให้กับผู้เข้าชม เพราะจุดประสงค์หลักของการให้ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์กับนิทรรศการก็คือความตั้งใจจะสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ชม ด้วยความหวังว่าประสบการณ์นั้นจะสามารถจุดประกาย สร้างแรงบันดาลใจ หรือทำให้เกิดการเรียนรู้บางอย่างขึ้นได้

การออกแบบเนื้อหาในพิพิธภัณฑ์จึงไม่ใช่แค่การออกแบบบทเรียน แต่เป็นการออกแบบ ‘ประสบการณ์’ ดังนั้น การคิดนิทรรศการจึงต้องคิดรวมไปถึงเส้นทางการเดินของผู้เข้าชม บุคลิกลักษณะของผู้เข้าชม เช่น หญิงสาวผู้มีธุรกิจรัดตัวย่อมมีความสนใจและวิธีการเดินชมนิทรรศการที่แตกต่างไปจากเด็กชายวัยสิบขวบที่ตื่นเต้นกับการได้จับ ได้สัมผัสข้าวของ เป็นต้น 

การทำงานของคนผลิตเนื้อหาให้พิพิธภัณฑ์จึงซับซ้อนมากขึ้น เพราะการคิดเนื้อหาในปัจจุบันนั้นให้ความสำคัญกับการ ‘สื่อสาร’ ออกไปหาผู้ชม มากพอๆ กับการ ‘ค้นคว้า’ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลตั้งต้น การคิดเพื่อสื่อสารกับผู้ชมจึงต้องหยิบยืมทั้งทักษะของนักเขียน นักออกแบบ นักการศึกษา ฯลฯ

เมื่อหัวใจของการไปพิพิธภัณฑ์คือการได้รับ ‘ประสบการณ์’ ที่เรียกร้องประสาทสัมผัสอื่นๆ มากกว่าการมองเห็น Virtual Museum Tour หรือการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แบบเสมือนจริงของแอปพลิเคชันในมือถือ คงไม่อาจมาทดแทนการเดินเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ในพิพิธภัณฑ์จริงๆ ได้ง่ายๆ ในทางกลับกัน ภาพเสมือนจริงนั้นอาจเปลี่ยนไปทำหน้าที่เป็นตัวยั่วน้ำลายให้คนที่นอนไถโทรศัพท์อยู่ที่บ้านอยากออกจากบ้านไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ก็เป็นได้

Written By

พิพิธภัณฑ์แห่งวัยเด็ก เมือง Edinburgh

Entertainment

Advertisement
Connect
Newsletter Signup