Connect with us

Subscribe

Vision

ความสร้างสรรค์กับจุดกำเนิดที่แตกต่างกัน

เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา

เคยนึกสงสัยกันไหมว่าความสร้างสรรค์หรือ Creativity มาจากไหน?

ก็ต้องมาจาก ‘ผู้สร้างสรรค์’ หรือ Creators ไงละ  Creators ผู้ต้องการทำให้ผลงานของตนเองโดดเด่นกว่าใครจึงจะสามารถเรียกว่า ‘สร้างสรรค์’ ได้

หลายคนคงคิดเช่นนั้น 

แต่เอาเข้าจริง ความสร้างสรรค์ไม่เคยเกิดขึ้นเพราะใคร ‘อยาก’ สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองโดดเด่น แต่ความสร้างสรรค์ที่แท้จริงมักเกิดขึ้นเอง เกิดจากความต้องการเฉพาะของแต่ละคน แต่ละหนแห่ง แต่ละท้องถิ่น กระทั่งทำให้เกิดรูปแบบชีวิตเฉพาะตัวขึ้นมา

ความสร้างสรรค์อย่างนี้จึงไม่ใช่การเห็นว่า – โอ้โฮ! คนนั้นคนนี้ช่างสร้างสรรค์เสียเหลือเกิน เราจงมาเลียนแบบพวกเขาโดยเร็วพลันกันเถิด!

แน่นอน, ความสร้างสรรค์สามารถเกิดขึ้นจากการได้รับ ‘แรงบันดาลใจ’ ด้วย นั่นคือไปรู้เห็นถึงวิถีแห่งการสร้างสรรค์อื่นๆ แล้วนำกลับมาประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ของตัวเอง

เพียงแต่ความสร้างสรรค์อย่างหลังที่เกิดขึ้นเพราะแรงบันดาลใจนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ‘ยาก’ และ ‘ซับซ้อน’ กว่าความสร้างสรรค์แบบแรกมากนัก

ความสร้างสรรค์แบบแรก มักเป็นความสร้างสรรค์ที่เกิดเพราะ ‘เหตุปัจจัย’ ต่างๆ ครบพร้อม เช่น ชาวไอซ์แลนด์สร้างบ้านให้อยู่ห่างกัน เผื่อว่าเกิดภัยธรรมชาติอะไรขึ้นมา (เช่น ภูเขาไฟระเบิดหรือลาวาไหลผ่าน) จะได้ไม่เป็นอะไรกันไปทีเดียวทั้งหมู่บ้าน หรือหลังคากัชโชของชาวญี่ปุ่นที่สร้างให้หิมะไถลเลื่อนลงมาได้อย่างรวดเร็ว ไม่กองกันหนาหนักมากเกินไป ซึ่งก็รวมไปถึงบ้านไทยใต้ถุนสูง ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและฤดูน้ำหลากด้วย

อย่างนี้คือความสร้างสรรค์ที่ ‘เกิดขึ้นเอง’ หรือเรียกว่าเป็น Spontaneous Creativity ไม่ได้เลียนแบบใคร แต่มี ‘ความจำเป็น’ บางอย่างผลักดันให้ผู้คนต้องสร้างสรรค์ขึ้นมา

ความสร้างสรรค์อย่างที่สองคือความสร้างสรรค์ที่ส่งผ่านต่อๆ กันมา วิถีหรือวัฒนธรรมหนึ่งๆ เป็นแรงผลักแรงฉุดให้อีกวิถีหรืออีกวัฒนธรรมหนึ่งๆ เห็นถึงความดีงาม จึงอยากนำสิ่งเหล่านั้นมาปฏิบัติบ้าง

แต่ความสร้างสรรค์อย่างที่สองนี้มักมีสองลักษณะ นั่นคือถ้าไม่ทำแบบขาดพร่องก็มักทำแบบเกินเลย

ขาดพร่องก็คือนำเอาหลักการของเขามาไม่หมด บ่อยครั้งจึงมักได้มาแต่ ‘เปลือก’ ของความสร้างสรรค์ แต่ไปไม่ถึงแก่นแท้ของความสร้างสรรค์นั้น ปัญหาก็จะเกิดขึ้นได้ เช่น เห็นบ้านฝรั่งติดกระจกแลดูสวยงาม แต่พอมาสร้างที่เมืองไทยแบบเดียวกัน กลับกลายเป็นตู้อบไป ทั้งนี้ก็เพราะเราฉวยมาแต่รูปแบบ ไม่ได้คิดถึง ‘ฟังก์ชัน’ ของมันด้วย

ส่วนการนำมาแบบเกินเลยก็คือนำมาทั้งหมดโดยไม่ดัดแปลงให้เข้ากับวิถีชีวิตดั้งเดิมของเรา ต่อให้เข้าใจทุกอย่าง แต่ถ้าไม่มีการปรับแปลงเสียบ้าง ส่วนใหญ่ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

ด้วยเหตุนี้ ความสร้างสรรค์อย่างที่สองจึงไม่ใช่สักแต่สร้างสรรค์ ทว่าต้องเป็นความสร้างสรรค์ที่วางตัวอยู่บนฐานของความรู้สำคัญอย่างหนึ่ง – นั่นก็คือความรู้จักตัวเอง รู้ว่าตัวเราเป็นใคร อยู่ที่ไหน อยู่อย่างไร วัฒนธรรมของเราเป็นอย่างไร เราต้องการอะไรบ้าง ความต้องการที่แท้จริงของเราเป็นอย่างไร และมันล้อ ขยับ หรือปรับเปลี่ยนไปกับยุคสมัยแล้วมากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญก็คือ เรารู้หรือเปล่าว่า ‘ปัญหา’ ของเราคืออะไร

สตีฟ จอบส์ เคยบอกว่า Creativity หรือความสร้างสรรค์นั้น ก็คือการเอาสิ่งต่างๆ มาเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ถ้าใครมองเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงนี้ได้ ก็จะคิดสิ่งที่สร้างสรรค์จริงๆ ขึ้นมาได้ เขาบอกว่าในโลกทุกวันนี้ไม่มีอะไรที่ ‘ใหม่’ ถอดด้ามหรอก เพราะฉะนั้น นักคิดสร้างสรรค์ส่วนใหญ่จึงมักจะละอายใจอยู่หน่อยๆ เพราะพวกเขาไม่ได้ ‘คิด’ มันขึ้นมาใหม่จริงๆ แต่แค่จับโน่นมาชนนี่ เอาแนวคิดนั้นมาโยงเข้ากับแนวคิดนี้ แล้วก็ก่อเกิดเป็นสิ่งของ วิธีคิด หรือวิธีปฏิบัติที่สร้างสรรค์ขึ้นมา

แต่แน่นอน ความสามารถในการมองเห็นถึงความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่ว่าใครก็เห็นได้ และใช่ว่าพอจับนั่นมาชนนี่ได้แล้ว จะประสบความสำเร็จกลายเป็นความสร้างสรรค์เสมอไปนะครับ บางครั้งก็เป็นแค่การจับแพะชนแกะเท่านั้นเอง

เดวิด โบห์ม นักฟิสิกส์ที่เป็นนักปรัชญาด้วย – บอกว่าความสร้างสรรค์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ทั้งนี้ก็เพราะเรามัก ‘ถูกขัง’ อยู่กับ ‘ต้นทุนเดิม’ ของเรา การจะ ‘แหกคอก’ ออกไปหาโลกใหม่จริงๆ นั้น หลายครั้งเรานึกว่าทำได้ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เราแค่ ‘คิด’ ว่าเราทำได้เท่านั้น แต่เราไม่ได้ทำได้จริงๆ เพราะต้นทุนเดิมที่รายล้อมเราไว้นั้น มันกว้างขวางกว่าที่เราคิดมากนัก และโดยมากเราก็มัก ‘มองไม่เห็น’ มันด้วย

หลายคนอาจมอง ‘ความสร้างสรรค์’ ว่าเป็นเรื่องเชิงบวก เป็นคุณธรรมความดีอะไรสักอย่าง แต่ศิลปินอย่างปิกัสโซบอกว่า ศัตรูตัวหลักของความสร้างสรรค์ ก็คือการมีสติดีๆ นี่แหละ ความคิดของเขาน่าจะคล้ายกับนักเขียนอย่างเฮอร์มานน์ เฮสเส ที่เคยทดลองใช้ยาเสพติดเพื่อทำให้ตัวเองมีความเลอะเลือนในผัสสะ และก้าวเข้าสู่โลกอีกใบหนึ่งเพื่อทำงานสร้างสรรค์อย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

แน่นอน วิธีของศิลปินทั้งสองนี้อาจไม่ได้เหมาะสมกับทุกคน แต่วิถีของทั้งคู่ชี้ให้เราเห็นว่า ความสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบเดียว (เช่น สร้างสรรค์โดยสติแจ่มใส) แต่ความสร้างสรรค์อาจเป็นไปได้หลายหลากวิธีไม่รู้จบ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะพาตัวเองไปในเส้นทางแบบไหน Divergent หรือ Convergent

ขอเพียงตั้งมั่นจะไปให้สุดทาง

ขอเพียงรู้ว่าปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่จริงๆ คืออะไร พยายามทำความเข้าใจมัน และปล่อยให้ต้นทุนทางความทรงจำทั้งมวลทำงาน สุดท้ายเราอาจสามารถสร้าง ‘ความสร้างสรรค์’ ที่มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาบางอย่างออกมาได้ 

นี่คือวิธีที่ Creators ทั้งโลกใช้ไม่ง่าย – แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นจนเกินไป!

Written By

เสี้ยวหนึ่งของวัฒนธรรมประชาธิปไตยในอังกฤษ

Vision

โลกอันกว้างใหญ่ไพศาลของ ‘บอร์ดเกม’

Entertainment

การตายที่น่าเศร้า แต่ไม่ไร้ค่าของเด็กชาย ‘อดัม’

Life

อักษะกาแฟ

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup