Connect with us

Subscribe

Interview

บทสนทนาในสาทรซอยหนึ่งถึงชีวิต การเดิน และการนับ กับ อรวรรณ อรุณรักษ์

เรื่อง : พวงสร้อย อักษรสว่าง
ภาพ : พวงสร้อย อักษรสว่าง และ http://www.orawanarunrak.com/

อรวรรณ อรุณรักษ์ ศิลปินหญิงและศิลปินไทย (หลังจากคุยกับเธอแล้ว เราได้ความกันว่า ทำไมต้องหญิงและไทยต่อท้าย) เราอาจเคยเดินสวนกันไปมาในสาทร เจริญกรุง หัวลำโพง เบอร์ลิน สถานี kotti แต่เราเองก็ไม่เคยเห็นกัน ไม่เคยทักกัน กึ่งๆ จะรู้จักแต่ก็ไม่ เราอาจมีหลายอย่างเชื่อมกัน อาจจะด้วยเพศ ชีวิตบางส่วนที่เคยคาบเกี่ยวในเบอร์ลิน หรือย้อนไปไกลกว่านั้น อรวรรณและพวงสร้อยเป็นชื่อที่พระตั้งให้เหมือนกัน ข้อมูลเหล่านี้เกิดจากบทสนทนาที่มันนำพาเราไปเรียนรู้ชีวิต จากคำถามหนึ่ง สู่คำถามร้อย เราค่อยๆ เก็บเล็ก ผสมน้อย ร้อยเรียงชีวิตกันและกันทั้งเข้าหาและว่างเว้น 

เหมือนงานของอรวรรณที่กำลังแสดง

เราเดินชมงาน COUNTING สองวัน รูปวาดดินสอไม้ ข้อความตัวอักษรบนแผ่นฟุตบาธ ผนังมวลเบา แผ่นคอนกรีตถูกจัดวางอยู่ ไม่มีแผนที่บอกว่าต้องเดินอย่างไร ผู้ชมมีหน้าที่หาจุดเริ่มนับหนึ่งของเส้นทาง ค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ ดู ค่อยๆ ซึบซับเรื่องราว

ข้อความของอรวรรณเขียนถึงชีวิตที่เธอได้แลกเปลี่ยนบทสนทนากับคน ‘ร่วม’ เส้นทาง พระเยอรมันในวัดไทยในเยอรมัน คนขับแท๊กซี่ที่นัดเจอกันในวัดแต่ไม่ได้เจอ ร้านดอกไม้เวียดนามในเบอร์ลิน ตลอดตั้งแต่ปี 2015 ในเขมร เวียดนาม เบอร์ลิน และไทย มันไหลรวมกันผ่านดินสอ เพื่อรอการเดินต่อไปยังข้อความใหม่ที่เราตื่นเต้นเสมอเมื่อได้เจอเรื่องราวที่คล้ายกัน สำหรับเรา ความทรงจำมันกระโดดเด้งข้ามไปมาระหว่างตัวเองและผู้อื่นเสมอ สิ่งนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยามได้อ่านเรื่องของ ‘คน’ ที่มันก้ำกึ่งระหว่าง สถานะ เพศ การเมือง ความทรงจำส่วนตัวและส่วนรวม โดยเฉพาะยามเราอยู่ต่างบ้านต่างเมือง เราหยิบยืมพื้นที่ของเขามายึดหมายมั่นหมุดใหม่ในการสร้างเรื่องราวชีวิต ในขณะเดียวก็ละลายความเป็นตัวเราไหลเวียนออกสู่เรื่องราวของเขาและอากาศต่างประเทศ

เรานั่งลงในห้องแสดงงานสีขาว อรวรรณนั่งข้างๆ เราไม่ได้แนะนำตัวกัน ต่างฝ่ายต่างรู้ชื่อกัน อรวรรณและพวงสร้อย นอยและโรส ไม่กังวลกันเรื่องภาษา ออกตัวก่อนว่าเราคุยกันสบาย ก้ำกึ่งระหว่างหยาบคาย แต่ใครวัดกันเล่า เรารู้จักงานก่อนจะรู้จักกัน ชวนพูดคุยถึงชีวิตในฐานะศิลปิน และในฐานะเพื่อนใหม่ งั้นคงถึงเวลาต้องทำความรู้จัก แล้วคำถามที่หนึ่งก็เริ่มถูกนับ

ทำไมต้อง ‘นับ’ (COUNTING) 

นับมันเป็นเรื่องของการ คิด เรียง แพลน อาจจะไม่ได้แพลนแบบ 1 2 3 4 แต่แบบตื่นมาเราจะเลือกชุดอะไร เราก็คิดแล้ว กินข้าว มันเป็นระบบ เหมือนการเดิน มันเป็นภาพที่ค่อยๆ เรียง ค่อยๆ วางมันว่าเป็นยังไง

คือโรสรู้สึกว่าชื่องานมันเข้ากับงานตรงที่ว่า มันเป็น continuous มันไปเรื่อยๆ มันเหมือนที่พี่บอกเมื่อกี้ว่าชีวิตคนข้างนอกในงานของพี่ก็ยังเติบโตไปเรื่อยๆ 

ย้อนกลับบ้าง ไขว้บ้าง ก็เหมือนเดิน 

ทำไมเลือกปูน คอนกรีต มาอยู่ในงาน

คือหลักๆ ภาพรวมมันเป็นเรื่องการสื่อสาร เรื่องคน เรื่อง structure ของตัวเรา ตัวเมือง การอยู่ด้วยกันของของที่ร่วมกัน เพราะฉะนั้น element ที่เราเลือกมามันล้อกับตัวเราอยู่แล้ว หมายถึงก่อนที่มันจะเป็นก้อน มันก็เป็นดิน ทราย น้ำ ก่อนที่มันจะมาเป็นทั้ง text มันก็เป็น ก ไก่ สระอิ A B C มันเป็น element ที่แยกกันก่อนที่จะมาเป็นเรื่อง เรื่องในนิทรรศการด้วย คำพูดที่เราพูดอยู่ หรือเรื่องที่เราเดินออกไปข้างนอก ตอนที่เราเดินออกไปข้างนอก ไอ้พวกนี้ พวกอิฐสีเทา พวกแผ่นฟุตบาท มันก็อยู่กับเรา เรายืนอยู่ข้างบนเค้าใช่มั้ย ส่วนอิฐมวลเบาก็อยู่ในผนัง คือถ้ามองเป็นภาพ เค้าอยู่ข้างใน แล้วเราอยู่ข้างบน มันเป็น architecture จาก element แรกก่อนที่มันจะสร้างเป็นเรื่องเรื่องหนึ่ง แล้วเราก็อยู่บนเรื่องๆ นั้น แล้วคนทุกคนก็ยังอยู่ล้อในเรื่องพวกนี้ แล้วเราไม่ได้อยากได้วัสดุแบบศิลปะที่ต้องสร้างใหม่ ต้องไปหล่อ หรือต้องไปทำอะไรใหม่ให้มันเป็น object ใหม่ เราอยากใช้วัสดุตามสิ่งที่เป็น แล้วก็จัดเรียงแบบที่เค้าเป็นที่ร้านอยู่แล้ว เราแค่เอามา organise เอง แค่วางแบบของเรา เส้นทางว่าหมุนยังไง แต่เค้ายังอยู่ในแบบที่เค้าเป็น เค้าอยู่แบบนี้ที่ร้าน หรือบางทีเวลาเค้าโดนรื้อแบบนี้ที่ถนน เค้าก็ยังอยู่แบบนี้ ถูกตั้งเรียงแบบนี้ แล้วการตั้งเรียงมันก็นับ รอ ทิ้งแล้ว หรือเพิ่มขึ้น 

มันมีความเป็นตึกๆ บ้านๆ เหมือนกันนะ เหมือนที่กำลังจะสร้าง หรือไม่รู้ว่าสร้างอยู่ หรือทิ้งแล้ว

มันก็จะไปล้อกับเรื่องบางเรื่องที่มันตกหล่น กิจวัตรที่เค้าทำแล้ว มัน link มันมีการบอกบางอย่างอยู่

แล้วเรื่องที่พี่เลือกมาเขียน พี่มีวิธีเลือกยังไง เรื่องนี้เอาหรือไม่เอาดีกว่า

จริงๆ เราไม่ค่อยได้เลือก เพราะมันต่อๆ กัน มันต่อกัน อย่างเจอนักมานุษยวิทยาคนไทย นักมานุษยวิทยาคนนั้นก็นัดเรามาเจอที่วัด ก็เจอพระคนนี้ เราจะไปอพาร์ทเม้นเรา แท๊กซี่ก็พาขับไป แต่ทุกอย่าง

pasted-image.png

คือเราอยู่ในนั้น ในเรื่องจะมีแท๊กซี่คนเดียวเองที่เราไม่ได้เจอเค้าต่อ ที่เราชอบคือ เราจะนัดกันที่ไหนวะ เพราะมันเป็นคนแปลกหน้าเนอะ เค้าเลยตอบมาว่า วัดมันดูเป็นสถานที่ที่ไม่ทำร้ายกันอยู่แล้ว เราก็โอเคที่จะไปเจอเค้า แต่แค่พอตอนโทรไป เค้าเลิกเป็นแท๊กซี่ละจ้า เราว่าคนทุกคนมีเกิน 21 เรื่อง พี่ก็มีเกิน แต่อันนี้มันพอตาม link ของมัน บางอันมันก็ยังไม่ได้จบ ถ้าเรายังเจอเค้าอยู่ นอกจากตายกันไป

สังเกตว่าพระเยอะเหมือนกันนะพี่ เป็นความตั้งใจหรือมารู้ทีหลัง

มันปนๆ เพราะตอนเด็กๆ หรือตอนโต เป็นเหี้ยอะไรไม่รู้ชอบเที่ยวในวัด (หัวเราะ) เพราะว่ามันดูกึ่งๆ ถ้าแม่ไป แล้วเราไม่อยากฟังพระ เราก็แค่เดินดู เราชอบสถาปัตย์ ดูรูปวาด ยิ่งถ้าวัดอีสานเนี่ย รูปมันสนุก ตัวมันตลก มันเหมือนเป็นแกลอรี่แรกปะ เหมือนแกลอรี่แถวบ้าน

เออมี performance ให้ดูด้วย พระสวดมนต์

เออ แล้วมันก็มีมหรสพ ของในงานทั้งหมดนี้มันก็เป็นพวกสวนสาธารณะ ขนส่ง ตลาด มันเป็นสิ่งที่ทุกคนเป็นเจ้าของ ชั้นเป็นเจ้าของที่พวกนี้ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตใครมาก มันแค่ขออนุญาตทางสายตา เช่น พระ จะไปเข้าห้องเค้า ก็ต้องพาเพื่อนมา มันมีบางเรื่องอย่างที่บอกมันต้องใช้เวลา อย่างพระเราเจอท่านมาสองปี เค้าถึงโอเคถึงให้ไปคุย กลับมาเรื่องวัด มันคงเป็นเรื่องสวนสนุกข้างบ้าน ดูลิเก อยู่กับแม่ ไปทำบุญเสร็จ มีกิจกรรมสงกรานต์ งานศพก็ต้องไป ทุกอย่างมันก็อยู่ตรงนั้น พอเริ่มโต เรามีแฟน ก็ไปเที่ยววัดอยู่ดีตามต่างจังหวัด ไปวัดที่เบอร์ลินนี่คือเราสงสัยเฉยๆ ว่า สมัยเด็กๆ ที่เราชอบเที่ยววัด มันเป็นยังไงวะวัดที่นี่ มันตั้งใจปนไม่ตั้งใจ วัดเค้าไม่ไล่กูหรอก

ตอนเด็กๆ โรสอยู่กับตากับยายที่สตูล ก็อยู่วัดบ่อย

ชั้นไม่เคยไปเที่ยววัดภาคใต้เลย

ชื่อพวงสร้อยก็คือพระตั้งให้

เหมือนกัน อรวรรณ พระก็ตั้งให้ เป็นชื่อแฟนเก่าพ่อด้วย (หัวเราะ) แต่แม่งมี choice แค่นั้น ชื่อที่ให้มาก็ชื่อแฟนเก่าพ่อหมด

ชีวิตอยู่กับวัดแค่ตอนนั้นแหละพี่ 

ภาพชีก็เป็นภาพเดียวที่เรา collage สองอัน ชีเวียดนามที่เบอร์ลิน กับชีไทยที่เบอร์ลิน เค้าพูดเรื่องทำไมต้องเป็นแม่ชีสีขาวด้วย ในชีวิตเค้าก็ต้องทำครัว เป็นเมียเป็นแม่ในบ้าน เค้าเลยใส่สีน้ำตาล ทำสีน้ำตาลขึ้นมาเอง เพราะจะต้องทำงานสกปรก เช่นแบบก่อสร้าง มีสีดิน สีขาวมันก็เลอะ เค้าเลยไม่อยากเป็นชีที่แบบชี๊ชี ส่วนสีเทาเราก็ถามแม่ชีเวียดนามทำไมถึงเป็นสีเทา แล้วถึงคนไม่ได้บวชก็มีสิทธิที่จะใส่ชุดแบบเค้าได้เลย เค้าบอกว่าในศาสนาของทางเค้า เวียดนามมัน mix มากเลย สีเทามันคือการ balance ระหว่างข้างในกับข้างนอก มันไม่ใช่ขาว เค้าก็ดูแลวัด พระกับชีก็เท่ากัน แค่ก็แยกสี

81675.jpg
81847.jpg

แล้วในฐานะศิลปินในสายงาน จำเป็นต้องย้ำว่าเป็นศิลปินผู้หญิงอีกมั้ย เรามองตัวเองแบบไหน

เวลาเรามองใคร เราก็มองแค่ว่าคนนี้พวงสร้อย คนนี้นอย ไม่ค่อยไปมองว่าอันนี้อิหร่าน อันนี้เป็นผู้ชายใช่มั้ย พยายามไม่ค่อยไปเพ่งชาติกับเพศเท่าไหร่ แต่แน่นอนเวลาเค้าจัดกลุ่ม มันจะต้องโดนถูกเลือกแต่ตัวเราเอง เราแค่ไม่ชอบเอาตัวเราเองไปอยู่ใน section ไทยเลย หรือผู้หญิงเลย เราปฏิเสธการโชว์งานแบบนี้มาตลอด เพราะเรารู้สึกว่าเราควรจะเป็น…

เรา?

เราควรจะเป็นอะไรที่มันด้วยกัน ไม่รู้ใช้คำว่าอะไร

81673_new.jpg

ตอนนี้พี่ประจำที่ไหน

เราต้องกลับไป apply visa (ที่เบอร์ลิน)

วีซ่าอะไรคะ วีซ่าศิลปิน?

freelance artist อะไรซักอย่าง มันได้ปีต่อปี

ถ้าพี่อยู่ที่เบอร์ลิน พี่ทำอะไร ถ้าไม่นับว่าทำงานศิลปะ

ค่าครองชีพกับกรุงเทพเริ่มราคาใกล้เคียง ที่นู่นชั้นคอนโทรลได้ 

นี่ถามเพื่อตัวเองด้วยนะ 

โอเคแหละ มีแฟน ชั้นไม่ต้องเสียค่าเช่า เสียค่าใช้จ่ายส่วนตัวเอง ที่นู่นมันยังมีอะไรให้เรียนเยอะ คือไม่ต้องใช้ตังค์ มีพวก Symposium (สัมมนา) เยอะ มีกิจกรรม art กับ culture ที่มันเหมาะสมกับเรา ตอนนี้คือเราก็ไม่ได้อยู่กรุงเทพตั้งแต่ 2014
แล้วอะ เราไปอยู่เขมร เวียดนาม แล้วเราก็ใช้ชีวิตแบบที่นู่น มันสเกลเล็กก็จริง แต่ว่าเหมือนกันก็คือ มันจะมีกิจกรรมทุกๆ เสาร์-อาทิตย์ข้างบ้าน คืออย่างถ้าอยู่เวียดนามเนี่ย มี talk ทุก 3 วัน ทุก weekend แล้วเราก็ใช้เวลาแค่ 15 นาทีเพื่อที่จะไป คือทุกครั้งที่พี่กลับมาอยู่กรุงเทพเนี่ย…

มันเดินไม่ได้เนอะ

ใช่ มันเดินไม่ได้ แล้วก็ใช้เงินเยอะมาก ซึ่งมันพูดแล้วจะตลก ดูดัดจริต

จริงพี่ 

ก็แบบนี่บ้านมึงไม่ใช่หรอ รู้ แต่ก็เนี่ย 5 ปีพอดีที่ช่วงนี้การเมืองมันก็ไม่ปกติ ตั้งแต่มีการเมืองก็เราก็ on and off แค่รู้ว่าแบบอยู่เบอร์ลินก็ใช้ตังค์วันละ 200 บาท อยู่กรุงเทพ ชั้นก็ต้องตั้งลิมิตว่าให้ไม่เกินวันละ 200 ก็ต้องนั่งรถเมล์แทน เพื่อให้มันอยู่ใน 200 

โรสนั่งมานี่ก็ 200 แล้วนะ (หัวเราะ)

คืออยู่ที่นู่น เงินที่เหลือครึ่งหนึ่ง มันมีเวลา มี cafe ก็เดินไปนั่งกับเพื่อน ก็หมดแค่วันยูโร ซื้อของก็ไม่ได้ซื้ออยู่แล้วไงมันแพง ชั้นก็จะใส่ทุกแบรนด์แล้วก็เอาไปคืน ตอนนี้รู้แล้วว่าเสื้อผ้าไม่มีปัญหา คือ ใส่ทุกแบรนด์ แล้วก็เอาไปคืน (หัวเราะ) 

อันนี้ลงได้ใช่มั้ยพี่ 

ได้ดิ เป็นชีวิตที่เอา lebel ไว้ข้างใน ตอนแรกก็ติดมือสอง แต่พอไปดูมือสอง…

ก็แพงนะ

แพง แล้วก็ไซส์ไม่ได้ ก็เลยต้องไปซื้อแบบ xs s แล้วก็หมุนเงินเอา (หัวเราะ) แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว รองเท้าก็แบบราคาลดเยอะ เมคเฟรนด์ไปอีก พอมันลด 50% เธอไปเป็นเพื่อนกับคนขายก็ลดไปอีก 30% ชั้นก็รู้วิธีแล้ว ก็อยู่ได้ งานก็เช็ควันเอา มิวเซียมมันต้องจ่ายตังค์ใช่ปะ ก็ไปวันเปิดเอา (หัวเราะ) วันเปิดก็กั้นเวลาไว้หน่อย เพราะอีกวันนึงมันก็จะ 15, 18 ยูโร  พออยู่ไปมันก็จะเริ่มรู้ละ เพราะมันเป็น residency ที่อยู่นานกว่าประเทศอื่น

พี่มองว่าการมาไทยมันเป็นการกลับบ้านของพี่มั้ย หรือเดี๋ยวนี้มันเป็นอะไร

เราเห็นภาพแค่ family เรา กลับมาเพื่อครอบครัว สอง เราอยากแลกเปลี่ยนกับคนอื่นเยอะๆ ด้วย เวลาตัวเรา หมายถึงในอายุนี้แล้ว มันก็ยังต้องให้กับตัวเอง แล้วก็ต้องแลกกับคนอื่น คือเราไม่สามารถให้แบบ 100% เพราะมันไม่ใช่ยุคที่แบบจะมาบอกเขาแล้ว มันอยู่ในโลกที่ทุกคนเริ่มรู้ด้วยตัวเองแล้ว เค้า search ได้ เค้าเรียนได้ ในสมัยก่อนรุ่นอื่นๆ เค้าอาจจะคิดว่าไปเมืองนอกแล้วก็เอากลับมาบอก แต่ตอนนี้โลกมันสามารถที่ถ้าเธอมีความอยากใคร่รู้อะไร…

มันก็แค่กด google

ใช่ มันมีความรู้ที่มันไปได้เอง แต่ความรู้ที่สองมันคือ เวลาการเคลื่อนไปอยู่ที่อื่น มันต้องซึมซับ แสง สี อากาศ อาหาร มันต้องได้จับ กด google ไม่ได้

แล้วเบสิคสุดเลย ตั้งแต่พี่ไปอยู่เขมร เวียดนาม เบอร์ลิน สามที่นี้มัน shape พี่แบบไหนบ้าง

ตลกดี อย่างโรสเองไปไหนก่อนที่แรก?

ไปเบอร์ลินเลย

คือโตมาใช่มั้ย ประเทศไหนที่ไปประเทศแรก?

ตอนเด็กๆ สมัยมีตังค์ แม่จะส่งไปซัมเมอร์ ไปออสเตรเลีย ไปนิวซีแลนด์ แต่พอไม่มีตังค์แล้วก็หาทุนเอง (หัวเราะ)

ก็รุ่นนี้แหละ เป็นรุ่นแบบไปซัมเมอร์กัน เพราะฉะนั้นเราคิดว่าโรสคงมีภาพคอลลาจต่างประเทศสะสมมาอยู่แล้ว เหมือนไม่ได้ตื่นมาก มันเหมือนได้เห็นมาแล้ว ของเราเนี่ยคือแตกต่างเลย ไม่มีภาพยุโรปอะไรเลย จนอายุคือ 26

ประเทศแรกที่พี่ไปคือ?

ไปพม่า (หัวเราะ)

พม่านี่คือไปเที่ยวหรืออะไร

ไปเที่ยว ครั้งแรก 9 วัน ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก กูไปพม่า (หัวเราะ) แต่ดีใจมากที่ได้ไปตอนนั้นเพราะไปก่อนประเทศมันเปิด คือสิบกว่าปีที่แล้ว พอไปอีกทีก็รู้สึกชั้นดีใจที่ชั้นเคยได้ไปตอนนั้น ตอนนั้นอายุเยอะแล้วนะ 25 บิ๊วตัวเองว่ามาไกลบ้าน (หัวเราะ) จำได้เลยอะว่า มาไกลมาก สัด แค่เหนือเอง เลยเชียงรายมานิดนึง (หัวเราะ)

แล้วตอนนั้นอยากไปที่อื่นอีกมั้ย

มันก็อยากไปอะ แต่เราก็คิดอยู่แล้วถ้ามีปัญหาเรื่องเงิน เราก็จะไม่มีภาพที่จะไปเรียนเมืองนอกอยู่แล้ว เราจะคิดแบบสั้นๆ เรียนจบ มา BACC ทำงานเสร็จ เราว่าเรารู้ตัวอยู่แล้วว่ามี apply ไป residency 

พี่นอยจบที่ไหน

จบที่ลาดกระบัง วิจิตรศิลป์ ดูพวกที่ไปอังกฤษแล้วเทียบกับตัวเรา เราไม่ได้พร้อมเลย เราไม่ได้อยากจะไปสมัครอะไรเลย พอวันนึงที่มันทำงาน งานมันถึงส่งให้เราไป ถ้าเราไม่ได้ค่อยๆ ทำงาน ก็คงไม่ได้ไป ชีวิตตั้งแต่ที่โตมา แม่งไม่เคยมีเวลานั่งอยู่หน้าคอมแล้วจองตั๋วเลย คือเหมือนว่ามันได้ไปเพราะงานทั้งนั้น มันก็ยืดต่อเวลาของมันเอง อย่างเวียดนามเราไป เรามีโอกาสเราก็ไปต่อ พอเราได้ residency ที่ไหน เราก็ไปอยู่ ทำให้มันเป็นบ้าน

ตอนอยู่เขมร บ้านพี่เป็นยังไง

มันเป็นตึก white building 

ที่เค้าจะทุบเหรอ ที่เป็นหนัง (จากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Last night I saw you smiling โดย Kavich Neang)

ตอนนี้ทุบไปแล้ว ในหนังคือเธอยังได้เดินอยู่ในนั้นอยู่นะ ชั้นยังไม่ได้ดู ชั้นอยากดูมาก เพราะอยู่ตอนที่เขาถ่ายสะสม แต่พอเค้าทุบ เราก็อยู่ที่เบอร์ลินแล้ว 

อ๋อ อยู่ในนั้นเลยเหรอ

pasted-image.png

ใช่ อยู่ในนั้นเลย เราเป็นพวกชอบบ้านอยู่แล้ว เพราะตั้งแต่เด็ก เราเป็นเด็กสองบ้าน ก็คือแม่เลี้ยงคนที่เลี้ยงเรามา ไปเยี่ยมแม่จริง แล้วแม่จริงเค้าเช่าบ้าน เราก็เลยแบบอันนี้เช่าเค้า ส่วนบ้านที่เลี้ยงเรามาก็บ้านแม่เค้า เราต้องนอนรวมห้องเดียวกัน ไม่เคยมีบ้านของฉัน ห้องของฉัน พอไปเขมรนี่เป็นครั้งแรกที่ชั้นมีบ้านของตัวเอง มีห้อง แล้วเราชอบพวกตึก ชอบดูตึก ตึกรกๆ ตึกรวย ตึกจนอะไรชอบดูหมด อันนี้จะได้เข้าไปอยู่ มันจะมีงานชุดนึง ก่อนหน้านี้ที่เราจะวาดข้างนอกหมดเลย เราก็เลยแบบ อุ๊ย จะได้แบบวาดข้างนอก แล้วจะได้เข้าไปอยู่ในตึกที่หน้าตารกๆ แบบนี้แล้ว ที่เขมรเค้าอยากได้เรา เธออยากจะไปอยู่ ไม่ได้อ่านอะไรเลยนะ ตอบเร็วไปมาก ไป! ไม่ดูด้วยว่าได้เงินเท่าไหร่ อยู่กี่วันกี่ปี อยากไปมาก พอไปถึง มันก็คล้ายๆ บ้านเรา แต่พออยู่ พอมันเป็นเมืองนอก แต่มันเป็นเมืองนอกที่ใกล้ความเป็นบ้านเรา ก็เลยค่อยๆ เห็น ที่คนชอบพูดกันว่า same same but different เราเลยแบบ กูเข้าใจคำนี้แล้วค่ะ มันหมายถึงแบบ อิฐตรงนี้ก็มีเหมือนกัน หน้าตาคล้ายๆ แต่มองใกล้ๆ มันก็ไม่ใช่ แล้วพอดีเขมรมันก็เสือกติดกับเวียดนามอีกใช่มั้ย คนที่ไม่เคยสนใจเรื่องใกล้ตัวระหว่างประเทศ การเมืองเล็กๆ มันค่อยๆ เห็น พี่ก็เลย apply ต่อไปที่เวียดนาม มันต่อไปแบบอัตโนมัติ เลยไม่ได้เป็นศิลปินที่นั่งลิสต์ว่า ชั้นจะสร้างตัวตนยังไง ชั้นจะทำงานอะไรดี

pasted-image.png

ZONES AND VERBS, 2016, Solo Exhibition At Cartel, Narathiwas soi 22, Bangkok

คือพี่ไม่ได้เบสจากคอนเซปงานว่าจะ apply ไปไหน แต่เป็นการไปต่อของมันเอง?

เราเคยคุยกับศิลปินคนหนึ่ง เขาแก่มากแล้ว เราเคยไปถามเค้าว่า Resident Artist มันหมายความว่าอะไรเหรอ เค้าแค่บอกว่า เลือกให้ถูกที่ หมายถึงไม่ใช่การส่งร่อน เราเองก็ไม่เคยส่งร่อน เราอยู่แล้วมันไปต่อยังไง อย่างเบอร์ลินเราก็ไม่ได้ส่ง แต่เค้า nominate เราไป คราวนี้อย่างที่บอกไป กูไม่ได้มีภาพยุโรป อเมริกาอะไรจ้า กูมาแบบเนี่ยขอบๆ ชายแดน วันก่อนไปเราก็คิดว่ามันจะเป็นยังไง แล้วงานเราอยู่ที่นี่หมดเลย สมองก็ยังอยู่ ก็เลยทำงานก่อนจะไป 2016 ชื่อว่า Zones and Verbs  มันเป็นการบ้านในแถบแถวนี้ว่าเราอยู่แล้วมันเป็นยังไง เราอยากทำเป็นการบ้านให้ตัวเองว่าเนี่ย คือภาพก่อนที่เราจะไปนะ แล้วพอไปอยู่เบอร์ลินมันก็เป็นทุกสิ่งอีก มันเหมือนเป็นทุกที่มารวมกันอีก เรายังจำได้เลยวันแรกที่เครื่องลง แล้วแบบแหม ทุนที่ได้นึกว่าจะเอารถมารับ ก็ถามว่าอะไหนล่ะรถ Princess ลงมาแล้วนะ (หัวเราะ) เพราะเขมรเค้ายังเอารถมารับ เพื่อนบ้านกูเนี่ย มึงอะเยอรมัน แล้วกระเป๋าอะไปไงอะ ขึ้นเมล์ค่ะ

แล้วอย่างตอนเวียดนาม?

อ๋อ เวียดนาม 6 เดือน เขมร ตอนนั้นสั้นๆ 2 เดือน คราวนี้พอ 6 เดือนเราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราไม่อยากเห็นแค่ไซ่ง่อนแล้ว เราเลยคิดงานให้ได้เห็นได้เยอะที่สุดใน 6 เดือนนั้น ตอนนั้นเต็มที่อายุ 29 อกหัก ใช้ชีวิตครบมาก 24 ชั่วโมงเลยทำงานและเที่ยว

vietnam.jpg
vietnam2.jpg

A resident artist of San Art Laboratory for Session 6 (6 months),Ho Chi Minh City, The Owner 2015

แล้วถ้าพูดถึงบ้าน เวียดนามมัน shape ความเป็นบ้านให้พี่ในแบบไหน?

เวียดนามมันค่อยๆ มา เพราะมันมีภาพของฝรั่งเศสเยอะ เขมรเวียดนามเค้าปน แต่ไทยไม่มี ไทยมีแต่แบบ behind the scene เวียดนามก็จะเห็นความรวมเยอะกว่า นานกว่า เขมรมันใกล้มาก สองเดือนนั้นน่ะ มันเหมือนเรากับเค้าเป็นคนเดียวกัน แต่เวียดนามเราก็ยังรู้สึกว่าเราเป็นคนนอกอยู่ตลอดเวลา

แล้วเบอร์ลินไม่นอกกว่าเหรอ?

มันค่อยๆ ใหญ่ขึ้น เขมรนี่เหมือนใกล้ปราจีนฯ ที่บ้าน เวียดนามเหมือนค่อยๆ ขยายขึ้น พอเป็นเบอร์ลินแน่นอนมาทุกอย่าง เพราะมันต้องไปเจอทั้งเพื่อนอาหรับ ซีเรีย มันมีทุกประเทศ เรารู้สึกถึง conversation ที่ต้องออกไปเจอคน เลยต้องทำความเข้าใจมากขึ้น อย่างสมมติมีเพื่อนซีเรีย เราก็ต้องมาอ่านเพื่อนซีเรีย เหมือนตอนเด็กๆ ต้องมาพรีเซนต์ความเป็นไทยกันเถอะ เล่าเรื่องตัวเอง มันค่อยๆ โตไปตามเมือง แต่พี่ก็ไม่ได้มองว่าเบอร์ลินใหญ่ แต่มันใหญ่เพราะคนมันมาจากหลายที่ มันใหญ่ที่คน ทำให้ของมันใหญ่ขึ้น 

แล้วบ้านในเบอร์ลินเป็นยังไง?

บ้านเบอร์ลินตอนปีแรกเป็นสตูดิโอ มันเหมือนนอนในสตูดิโอ เป็นห้อง ขาว เพดานสูง กั้นไว้มีเตียงเล็กอีเกีย แต่ตอนแรกเราแบบเหี้ย นอนในสตูดิโอครั้งแรกในชีวิต ที่นี่มันแบบ perfect studio อะ ที่เวียดนามกับเขมรมันเป็นสตูดิโอแบบ art ใน south east asia มั้ย เหมือนเราพยายามทำ space ให้ขึ้นมาเพื่อเป็นสตูดิโอ แต่ที่เบอร์ลินมันคือสตูดิโอเลย นอนครั้งแรกแบบก็นอนในห้องขาว แล้วเราก็พยายามทำให้มันเป็นบ้าน แบบจัดมุมของเรา ทำให้เป็นห้องนอนก็โอเค

อันนี้คือเป็นแบบตึก?

ใช่ เพื่อนข้างห้อง 25 ประเทศ แล้วเราเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดอีก คนที่ได้คืออายุแบบ 38 จริงๆ 38 นี่ยังน้อย เราได้ตอนอายุ 33 ก็จะอายุน้อยสุด เราเป็นผู้หญิงเอเชียอีก แล้วไม่ได้เป็นแบบเอเชียโคเรีย เจแปน

คือไม่ใช่เอเชียชุดดำ (หัวเราะ)

เออ อีนี่มาไงเนี่ย คนมอญ (หัวเราะ) แล้วเสือกได้ทุนเยอะที่สุดอีก แต่เราไปว่าเค้าก็ไม่ได้ เหมือนได้แบบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้เด็กตัวเล็กจากประเทศโลกที่สามนิดนึง

พี่รู้สึกอย่างนั้นมั้ย มันมีจริงๆ ใช่มั้ย

มันไม่ต้องรู้สึกเว้ย มันต้องยอมรับ (หัวเราะ) ตอนแรกก็พยายามจะทำตัวเป็น princess แบบดีใจชั้นได้ แต่มึงอย่าลืมว่ามีสายตานั้นอยู่

pasted-image.png

One Year residency in KfW Stiftung at Künstlerhaus Bethanien, Berlin. EXIT-ENTRANCE, 2016-2017

เหมือนเค้ามี space นิดนึงว่าต้องเหลือให้อีเด็กผู้หญิงสักคนหนึ่ง

ใช่ แล้วเรารู้สึกว่าเราไปเปลี่ยนอะไรอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเราก็จะได้ message จากคนขาวเยอะมากๆ ว่าแบบดีจังเลยเนอะ เป็นผู้หญิงที่มาจาก South east asia อีก บลา บลา บลา บุลชิท แต่เวลากู talk กับมึง คุยสิ! คุยงาน ทำงานยังไง สิ่งที่มึงพูดออกมา คือเบอร์ลินที่เราเจอนะ คือเน้นพูดแต่พวกเรื่อง career นะ แต่ก็จะเริ่มค่อยๆ เห็นว่าคนที่มาจากเอเชียเริ่มสตรองมากกว่า แล้ว deep ส่วนคนเยอรมันโอเค practice level ในชีวิตอะมึงมี แต่เรื่องการ combine สิ่งต่างๆ ของ contemporary ตอนนี้ กูขอโทษนะ แล้วเวลานั่งด้วยกัน ก็อย่ามามองนะว่ากูนั่งกับแค่เอเชีย พูดแบบนี้ก็ดูแบ่งอีก แต่มันเป็นแค่ประสบการณ์ เรานั่งคุยกับเพื่อนบ่อยว่า หรือเป็นเพราะว่าเราพยายามทำให้มันแข็งแรงมากขึ้นหรือเปล่า แต่เราไม่ค่อยเอามามองหรอก คำถามของใครก็ตามที่อยู่ตรงหน้า มันสะท้อนตัวเขาเองไง ถามไม่พอ พูดอีก ดีจังที่ได้ผู้หญิงตัวเล็กๆ จากเอเชีย ยังไม่ได้คุยงานกันเลย เค้าก็ judge จากสิ่งที่เราเป็น

เหมือนตอนเดือนที่แล้ว โรสไปประกวดฉายหนังที่โรงเรียน (ที่ฮัมบวร์ก) เขาก็บอกว่า รู้เลยมีสองเรื่องแน่นอน ไทยแลนด์กับอิหร่าน ได้รางวัลแน่นอน แล้วอิหร่านก็ได้ไป แล้วเค้าก็แซวกัน คือเรื่องมันคล้ายกัน เรื่องครอบครัว แต่ไทยแลนด์ ยูไม่มีเรื่องสงคราม คือเค้าแซว แต่พอฟังแล้วเราก็ไม่รู้จะรู้สึกยังไง

คือมันเปลี่ยนไม่ได้น่ะ คือเค้าก็พยายามจัดกลุ่ม เราว่าก็ขอให้คนที่ถามตามงานเรากับโรสอีก 5 ปีแล้วกัน

พี่เคยโดนเหยียดมั้ย

เราเจอแค่แบบชั้นจะ educate ยู ซึ่งมันเป็นคำที่เหี้ยเหมือนกัน คือมันพยายามถามว่ารู้อะไรเกี่ยวกับเบอร์ลิน เยอรมันบ้าง เราก็เลยย้อนถามว่าแล้วรู้อะไรเกี่ยวกับเอเชียบ้าง มันก็ยกตัวอย่างมาเกี่ยวกับไชน่า เราแบบ thank you นะ ควาย (หัวเราะ) ทะเลาะกันข้างหน้า berlin Bianale ตีกัน พูดไม่ได้เยอะ แต่แบบคำว่ามาสอนกัน มันก็ใหญ่แล้วนะ ทำไมไม่ใช้คำว่า share ภาษาอังกฤษเราอาจจะไม่ได้ดีมาก แต่อย่ามาแบบ educate เกลียด คือไรอะ เค้าก็แชร์กันไม่ใช่เหรอตอนนี้ แล้วเลเวลที่สร้างมาก อายุ เพศ ต้องเท่ากัน มา educate อะไรกู แล้วพอกูย้อนถามกลับไป บอกไชน่าช่างกว้างใหญ่

แต่ในงานนี้ COUNTING สัดส่วนเรื่องจากเบอร์ลินเยอะสุดมั้ยพี่

7-8 ชิ้น แต่จริงๆ มันจะตลกมาก ถ้าใน information ไม่ได้บอกคนมาดู ก็ยังรู้สึกว่าอยู่ไทยอยู่นะ จากรูป ถ้าไม่ได้อ่านเรื่อง รูปพระขุดดิน แต่ถ้าสังเกตดีๆ มันก็จะเห็นว่าท่านใส่แบบ full option นะ จีวรมันก็ cover ทุกสิ่งอย่าง มันมีโลเคชั่นของมันอยู่ แต่มันไม่ได้แบบเบอร์ลินๆ ไทยๆ

เพราะพออ่าน ถ้าไม่ได้เห็นชื่อเมือง บางทีก็ไม่รู้นะว่าที่ไหน

ใช่ คือเรารู้สึกว่าสิ่งที่เราเจอแล้วมันน่าสนใจเพราะว่ามันซ้อนๆ กันอยู่ อย่างเช่น พระเยอรมันไม่เคยมาไทย บวชศรีลังกา แล้วก็อยู่ที่วัดไทยในประเทศตัวเอง ไอ้เหี้ยมันคือ breakfast กูเท่นทาคต้องฉันข้าวไทย เราก็ถามเค้านะว่าแบบ breakfast เป็นยังไงอะ นานๆ ทีอาจจะขอครัวซองต์ ตลกมากเลย ข้างนอกเป็นตึกเมืองเยอรมัน แต่พอเข้ามาเขตวัดก็เป็นไทย เป็นคนไทย

ตอนพี่อยู่เบอร์ลินพี่คุยกับใครบ้าง

ปีแรก ด้วยความที่มันไม่ได้แพคกระเป๋า ไม่ได้จะไป adventure จ้ะ มันเลยเหมือนมีสเกลอยู่แล้วว่า ต้องไปอยู่ในสตูดิโอ

มี career ตัวเองที่ต้องทำความเข้าใจ ตึกที่อยู่ก่อน เพื่อนรอบห้องก่อน จากนั้นเราก็ค่อยๆ ปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติ ไอ้ตัวงานที่เบอร์ลินเราเลยไม่สร้างธีมขึ้นมา เราก็ปล่อย ไม่อยากคิดว่าสุดท้ายมันจะคิดเป็นเรื่องอะไร แล้วมันก็จะได้ conversation ประเภทจากทุกคนที่เป็น outsider เป็นคนที่ curious เกี่ยวกับเบอร์ลิน เค้ามาเพื่อ hunting connection เรายังอยู่ในวัยที่อยากรู้ อยากเรียน คนนอกก็อย่างที่บอก อย่างคนเวียดนามมันเจอได้ตาม corner เพื่อนที่เราเล่าให้ฟังเรื่องซื้อรองเท้าลดราคา คือเราตั้งใจจะไปดูรองเท้าอีร้านฮิป Voo store อะไรเนี่ย (หัวเราะ) ชั้นหาไม่เจอจ้า กูอยากได้เที่ยวเล่นสักคู่ในชีวิต ไม่เคยมีตังค์ซื้อรองเท้า (หัวเราะ) หายังไงก็หาไม่เจอ แล้วมีผู้ชายคนนึง เห็นหน้ามันเอเชียๆ ไทยๆ รู้จัก Voo store มั้ย ก็บอก over there ร้านกูเอง กูทำงานร้านนี้ แล้วมันก็เดินพาไป แล้วมันก็หันมา ‘พี่จ้ะ’ คือไรวะ พี่จ้ะ สรุปคือเค้าเป็นลาว แต่ก็หันมาบอกว่าชั้นเป็นเบอร์ลินเน่อนะซอรี่ กูแบบเออ เรื่องของมึง (หัวเราะ) ภาษาไทยภาษาลาวก็คำเดียวกัน เค้าก็เอาทุกคู่มาให้ลองเลย ทุกครั้งที่ไป ก็จะไปเจอมัน ชั้นก็จะได้ลด 

พี่นอยมีวิธีการเก็บบันทึกอย่างนี้อยู่แล้วมั้ย เราจะรู้ได้ไงว่าเจอคนนี้แล้วเราอยากเล่า

ถ้าทำงานกับ ‘คน’ พี่ไม่เก็บเขาไว้ข้างทางตลอดนะ เราให้เขาเป็นเพื่อนร่วมเส้นทางด้วยกัน วันนึงมันจะวนมาอีก แล้วถ้าบาง conversation พระมีอีเมล แล้วเราสงสัย ก็ถามกลับไปกลับมา มันเหมือนมีเหตุและผลให้กลับไปอีก แต่เราจะไม่เป็นคนที่สักแต่ใส่ list อ๋อ อีนี่ กูต้องคุย เราจะเห็นได้เวลาอยู่ในงานว่ามันจะไม่ธรรมชาติ มันเลยแบ่งเกณฑ์กันชัดเจน ว่าอย่างนักมนุษยวิทยา เค้าจะ research เรื่องอะไร เค้าก็จะไปย้ำๆๆ แต่เป็นเรา เราไปตามทาง แต่ถ้า conversation ไหน มันต้องกลับมา เราก็กลับมา ถ้า shopping ข้างทางแล้วเราหายใจไม่ค่อยออก

งานพี่นอยงานนี้ เหมือนต้องเดินเนอะ ตอนพี่นอยเก็บบันทึกทั้งหลายในชีวิตก็เดิน

เออ กลับไปตอบเรื่องมะกี้ว่า แกถามว่าชั้นคุยกับใครที่เบอร์ลิน ไซ่ง่อนกับเขมรเนี่ยกูไม่เดิน เพราะของหาย กับเมืองใน south east asia เนี่ยเดินยาก

มันเดินไม่ได้?

มันเดินได้แต่มันต้อง meditate ไม่ได้ชิว ไอ้สัด เดี๋ยวน้ำที่ฟุตบาทโดนหน้า ที่เบอร์ลินแบบ หูย กูโตมายังไงวะ คือมันเงียบ ชั้นไม่สนใจเรื่องศิวิไลซ์อะไรหรอก ชั้นสนใจแค่ว่ากูยังเจอกระต่ายข้ามถนน มันได้คิดช้าๆ เพราะฉะนั้นเราเลยอาจจะคุยกับคนอื่นน้อย เพราะว่าเมืองมันใหญ่ในความรู้สึก เพราะฉะนั้นเราก็เดิน เดินเยอะมากที่นู่น เดินคิด แต่อยู่กรุงเทพฯ​ เนี่ยเราชอบเดินมากเหมือนกัน แต่เราต้องรู้ว่าเราจะไปเดินที่ไหน อย่างแต่ก่อนอยู่หัวลำโพง เจริญกรุง เงี้ย เดินตั้งแต่ก่อนดัง เพราะถ้าไม่เดินก็คิดไม่ออก เออ เราก็ใช้ perception เรื่องการเดินพวกนี้แหละ คิดว่าคนทำหนังถ้าไม่เดินก็ต้องขับรถ พูดง่ายๆ คนทำหนัง คนที่เป็นครีเอทีฟต้องเดินทาง เพราะถ้ามันไม่เดินทาง มันก็จะไม่เห็นซีน

โรสสังเกตตัวเองว่าตอนอยู่เบอร์ลินอะ เดินเยอะมาก แล้วรู้สึกว่าเดินแล้วมันได้คิด ต่างจากการวิ่งคือมันมีโฟกัส

เราว่าวิ่งเหนื่อย บอดี้มันบอกไปแล้วว่าให้วิ่ง มันมีจุดหมาย ไม่รู้มีจุดหมายเปล่า เพราะไม่ได้วิ่ง

ไม่มีจุดหมาย แล้วก็ไม่วิ่งเหมือนกัน (หัวเราะ) อยู่ไทย ไม่รู้อ้างตัวเองรึเปล่า แต่รู้สึกว่ามันเดินยาก 

พี่ถึงบอกไงว่าเราต้องมาร์คโลเคชั่น แต่ถ้าเราอยู่ที่ไหน เราก็พยายามหาวิธีไปเดินนะ อย่างตรงนี้สาทร มันก็เดินแบบเรียงเดี่ยวเหมือนมดน่ะ แกเดินคู่กับแฟนกับเพื่อนไม่ได้นะ ชั้นซ้อมเดินแล้วแบบ เออบางทีเราคิดว่าการเดินมันได้คุย มันมีภาษาของมัน มันมีวิธีการได้คุยกับของข้างๆ

ที่ไทยกับเบอร์ลินพี่เดินต่างกันมั้ย

ไม่รู้ข้อดีหรือข้อเสีย แต่เราแม่งขับรถทุกประเภทไม่เป็น

เหมือนกัน

แม่งต้องเดินอยู่แล้ว แล้วเราก็ชอบเดินซอก ไปญี่ปุ่นเราก็จะหาอะไรที่มันเป็นซอย 

เพราะอะไร

เรารู้สึกว่ามันคงมีอะไรซ่อนอยู่ อย่างเมื่อวานก็เดินไปเจอ swimming pool ก็แบบไอ้เหี้ยเดินเจอ จะมีความสุขมาก ถ้าเดินไปเจออะไร แล้วก็พยายามถ้าเกิดที่ที่มันปิดๆ อยากเข้าไป ถามว่าเข้าไปได้มั้ย ชอบเดิน

อีกอย่างที่โรสสังเกตคือ การเดินกับการเขียนมันเป็นสิ่งเบสิคที่เอาจริงๆ ไม่ค่อยได้ทำนะ หมายถึงการเขียนตัวอักษรลงในกระดาษจริงๆ ถ้าไม่นับเรื่องงาน เรื่องจด เดี๋ยวนี้โรสก็จดในมือถือ 

เราไม่ได้เป็นคนจดบันทึกเหมือนกัน บันทึกของเราก็เป็น sketch แล้วเราก็อ่านไม่ออก งานนี้เป็นการ organise จากสิ่งที่เราเรียบเรียงมาแล้วเหมือนกัน เราไม่ได้เป็นคนเขียนลายมือแบบประจำวัน แต่เราคิดว่าเราเลือก medium นี้มาใช้เพื่อให้ลดดิจิตอลลงไป ดิจิตอลมันทำความเข้าใจแบบการเลื่อน (หน้าจอ) การเขียนอักษรมันต้องไล่ลงไปทีละตัว ทุกอย่างมันช้าลง

โรสคิดว่างานของพี่ การเขียนบนงานมันเหมือนกับการเดินไปข้างหน้า เหมือนเวลาพี่เดินไปเจอคนนั้นคนนี้ คือถึงแม้จะเลี้ยวมันก็เป็น direction ตรงอยู่ดี เมื่อคุณเลี้ยว เดี๋ยวคุณก็ต้องเดินตรง ก็เลยรู้สึกว่ามันเหมืิอน process ตอนเขียน 

เราเรียกอันนี้เป็น map ของเราเลยนะ เป็น map ที่มันต่อ ต่อกัน ถึงเรื่อง drawing มาใช้ เลือกดินสอ มันเป็น note มันเป็น sketch

เหมือนมันยังไม่แบบเสร็จ?

ใช่ แล้วเรื่องจริงในชีวิตจริงมันยัง growing อะ มันไม่ได้ stop เค้าก็ยัง on going เมื่อวานมีคอมเม้นท์น่าสนใจ เค้าบอกว่า นิทรรศการนี้มันโตขึ้นได้ เราบอกว่ามันโตข้างนอก วันนี้ที่มันตั้งอยู่ตรงนี้ ข้างนอกมันก็โตอยู่ 

ก็จริง แล้วคนดูแต่ละคนก็จะมีเส้นทางในการดูงานของตัวเอง เพราะมันไม่ได้มีแบบ 1 2 3 4

ใช่ คือ 5 คนมา ก็คือ 5 direction การอ่านของทุกคนยังไม่เหมือนกันเลย งาน COUNTING อันนี้ เราเลยอยากให้ทุกชิ้นมันมี content หลักเลยคือแบบจะทำยังไงให้คนดูงานจากทุกอย่างของเค้า โดยที่เค้าไม่ออกไปเร็ว เราอยากให้มันมีโมเม้นท์ที่คนดูได้กลับไปใช้เรื่องของตัวเอง ไม่ต้องมี text จาก curator ให้ข้อความมันสื่อสารด้วยตัวของมันเอง

ในเชิงการเดินทางล่ะพี่ เรื่องชีวิตพี่เป็นยังไง

เดี๋ยวน่าจะมีงานที่เขมร เรายังรู้สึกว่ามันพิเศษมาก แต่ยังอยากอยู่สองที่อยู่ เราอยู่นู่น (เบอร์ลิน) เพื่อศึกษา ไม่ได้มองว่าเป็น career เราเพียงอย่างเดียว และถ้าจะมองเห็นว่าความสำเร็จมันก็ยาก เพราะศิลปินมันเยอะ เราต้องสะสมความรู้ซึ่งที่นั่น (ยุโรป) มันมีคลังความรู้ที่รอเราอยู่ส่วนที่นี่ (เอเชีย) ก็จะมี หลายๆ อย่างที่ยังอยากได้ยิน

ซึ่งพี่มองว่าคนเราไม่จำเป็นต้องปักหลักอยู่ที่ใดที่หนึ่ง?

ในช่วงอายุตอนนี้ ในช่วงที่มันมีเวลาอยู่ 

ตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าอยู่ที่ไหน

ธรรมดา เราว่าเป็นคนรุ่นพวกเราหมดแหละที่ว่ากลับไปกลับมา นี่ยังแพลนไว้ว่าเรากลับไปอยู่เขมรหนึ่งเดือน เวียดนามหนึ่งเดือน เพราะงานมันไม่สามารถนั่งคิด เขียนเอง มันต้องอยู่ที่นั่น 

แล้วกรุงเทพพี่อยู่กี่เดือน

วีซ่ามันห้ามอยู่เกิน 6 เดือน ประเทศกูเองนะเนี่ย พี่คุยรู้เรื่องใช่มั้ย (หัวเราะ)

ดีพี่

.

81674.jpg

สุดท้ายเราไม่ได้นับคำถามที่คุยกันว่าถามจำนวนเท่าไหร่ ไม่ได้นับก้าวเดินระหว่างดูอีกรอบ แต่อย่างที่อรวรรณบอกไป แม้ชีวิตของหลายๆ คนที่เคยเดินทางผ่านร่วมกันในชีวิตของเธอจะถูกวาดใหม่ หรือจดลงในงาน แต่สุดท้ายข้่างนอกแกลอรี่นั่น ข้างนอกโลกศิลปะนั่น พวกเขายังคงมีชีวิตอยู่ต่อในแบบใดแบบหนึ่ง และตัวเราเองก็เช่นกัน 

ในฐานะศิลปิน เราอาจมีหน้าที่ของการเก็บหลักฐานการมีชีวิตอยู่ของใครคนใดคนหนึ่งในโลก คำพูดของเขา เศษเสี้ยวความทรงจำของเขา บางเรื่องราวทั้งน่าจดจำและไม่น่าจดจำที่อยากส่งต่อแบบไม่ถูกตัดสิน แบบไม่ใช่บทสนทนาสะดวกซื้อ แต่เป็นการไปมาหาสู่จนเกิดเป็นเส้นสายใยที่อาจไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ของการรู้จักกัน แต่อย่างน้อยก็เป็นเครื่องบันทึกเตือนความจำระหว่างกัน ว่าเราเคยมีบทสนทนาทาบกันในช่วงเวลาหนึ่ง อาจสะท้อนให้เห็นชีวิตทั้งเปราะบางและแข็งแกร่งของกันและกัน และนั่นไม่ใช่ฐานะศิลปิน แต่เป็นในฐานะเพื่อนมนุษย์

เราเดินออกจากแกลอรี่กับอรวรรณ เราหิว เราต่างมีบทสนทนากันต่อที่ไม่ใช่แค่เรื่องศิลปะ และแน่นอนบนถนนสาทรซอย1 ที่ต้องเดินเรียงเดี่ยว

นิทรรศการ COUNTING โดย อรวรรณ อรุณรักษ์ จัดถึงวันที่ 25 สิงหาคมนี้ ที่ Bangkok City City Gallery

ขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/bangkokcitycity/

Written By

ติสต์แตกได้ ถ้าติสต์เป็น

Life

Stumbling Stones หินแห่งความทรงจำ: ทำไมคนรุ่นหลังต้องจำจด ‘โฮโลคอสต์’

Life

40 แล้วทำไมต้องง่ายด้วย?

Life

Damage joy of the JOKERs เราจะขำขันความขมขื่นของผู้อื่นได้ถึงขั้นไหน

Entertainment

Advertisement
Connect
Newsletter Signup