Connect with us

Subscribe

Life

ความขัดแย้ง

เรื่อง : วิทยากร โสวัตร

วิถีของเด็กผู้ชายบ้านนอกเมื่อ 30 ปีก่อน  เราจะถูกพวกวัยรุ่นรุ่นพี่ๆ จับมาเผชิญหน้ากัน  พูดยุยงให้เราต่อยกันเพื่อแสดงความเป็นชายชาตินักรบ  แต่ถ้ายังไม่ได้ผล พวกเขาจะขีดวงกลมล้อมรอบเราไว้คนละวง  แล้วบอกกับเราว่านั่นคือหัวของพ่อหรือแม่ของเรา จากนั้นพวกเขาก็จะพูดท้าทายให้เราเหยียบวงกลมของอีกฝ่าย  บางทีถึงกับจับขาเราให้ไปเหยียบ เมื่อคนที่ถูกเหยียบยังไม่ตอบโต้ พวกเขาก็จะสบถคำดูถูกเหยียดหยาม บรรยากาศตึงเครียด  แรงกดดันอัดแน่นเข้ามา เหมือนลูกโป่งที่กำลังจะแตก…

ผมไม่ได้ติดต่อกับพี่จืด กลุ่มเด็กรักป่าสุรินทร์มาตั้งแต่ปี 2557  ทั้งที่รู้จักมักคุ้นกันมาตั้งแต่ปี 2540 และความเป็นแอ็คทิวิสต์ของผมและเพื่อนๆ ที่เรียนมหาวิทยาลัยในเขตอีสานใต้ตั้งแต่โคราชถึงอุบลก็ได้เบ้าหลอมจากกลุ่มเด็กรักป่าซึ่งมีพี่จืดเป็นแกนกลาง  จิตวิญญาณเรื่องธรรมชาติ การต่อต้านอำนาจรัฐ เผด็จการ จิตวิญญาณรักประชาธิปไตยและการมีจิตใจเพื่อผู้อื่นก็ถูกบ่มเพาะขึ้นที่นี่  

ทุกๆ เย็นวันศุกร์  ตลอดการเป็นนักศึกษา  พวกเราจะนั่งรถไฟไปเจอกันที่โรงเรียนเด็กรักป่า  ถ้าไม่มีค่าย เราก็ไปนอนอ่านหนังสือที่ห้องสมุดกลางน้ำ  ตั้งวงพูดคุยสัมมนากันเอง เย็นวันอาทิตย์ก็โดยสารรถไฟกลับสถาบันของใครของมัน

ผมคุยกับพี่จืดน้อยลงเมื่อรู้ว่าแกสนับสนุนกปปส.  แต่ผมโอเค ไม่มีปัญหาเพราะความต่างทางความคิดทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องธรรมดา  แต่หลังจากรัฐประหาร ในช่วงแรกๆ กลุ่มคนอยากเลือกตั้งโดนคุกคาม และผมก็เป็นหนึ่งในนั้น  แล้วพี่จืดขึ้นสะเตตัสในเฟสบุ๊คเชียร์ทหาร ผมก็อันเฟรนด์แก และไม่ร่วมกิจกรรมใดใดกับแกอีกเลย

แม้แต่วาระสำคัญของกลุ่มเด็กรักป่า (ผมไม่แน่ใจว่าครบรอบ 25 หรือ 30 ปี) พี่จืดก็โทรมาขอให้ไป  แต่ผมปฏิเสธ เพราะผมรับไม่ได้ที่จะร่วมกินข้าวกับคนที่ให้ความคิดหล่อหลอมเรื่องเสรีภาพ ประชาธิปไตย  ต้านอำนาจเผด็จการ แล้ววันหนึ่งมาสนับสนุนการรัฐประหาร  

แต่ที่เลวร้ายที่สุดในความรู้สึกของผม  ขณะที่ผมและเพื่อนอีกหลายคนถูกคุกคาม ถูกไล่ล่า  พี่จืดกลับชูป้ายเชียร์คนที่ตามล่าคุกคาม ทำราวกับว่าผมไม่ใช่น้อง  ไม่ใช่คนรู้จักคุ้นเคย และเป็นใครหรืออะไรก็ได้ที่ถ้าถูกกำจัดไปก็เหมือนไม่มีตัวตน  ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ในบรรยากาศที่เท้าเราเกร็งเหยียบแน่นรักษาวงกลมสมมติว่าเป็นหัวพ่อ/แม่  แขนที่ยกขึ้นมาตั้งการ์ด มือที่กำแน่นรอตอบโต้หรือช่วงชิงลงมืออีกฝ่าย ในบรรยากาศแบบนั้นบางทีก็มีเสียงเรียกร้องหนึ่งกึกก้องขึ้นในหัวใจ  เราอยากได้ยินเสียงพ่อหรือแม่หรือพี่เราเรียกกลับบ้าน…

เมื่อมีข่าวว่าช้าง 11 ตัวที่เขาใหญ่ตกเหวตรงน้ำตกเหวนรก  แล้วพี่จืดเดินทางไปอดข้าวประท้วงเพื่อเรียกร้องทางเดินคืนให้ช้าง  ด้วยการยื่นเรื่องของให้ผู้รับผิดชอบรับเรื่องเพื่อพิจารณารื้ออาคารบริการนักท่องเที่ยวตรงจุดนั้นที่สร้างบนเนินเขาทับทางเดินช้างทำให้ช้างต้องเดินเบี่ยงไปทางเลียบน้ำตกเหวนรก

แรกๆ ผมแทบไม่สนใจข่าวเลย  ไม่แม้แต่จะแชร์ด้วยซ้ำ แต่ภาพพี่จืดในหน้าเฟสข่าวกลับติดอยู่ในหัวของผมตลอดเวลา  ซึ่งผมไม่รู้ว่าเพราะอะไร คุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ว่าผมได้ยินเสียงในภาพนั้น เป็นเสียงร้องของช้าง  

ตรงปากเหวนั้นมีเพนียด  และช้างโขลงนั้นมี 14 ตัว  ทางมันค่อนข้างแคบ และช้างเด็กน้ำหนักราวๆ 300 กิโลกรัมที่กำลังซุกซนคงหลุดออกจากแนวโขลงแล้วหลุดช่องเพนียด  หัวหน้าโขลงซึ่งเป็นตัวเมียและตัวอื่นๆ จึงต้องเข้าไปช่วย แล้วก็พลัดตกเหว 

ผมได้ยินเสียงอากาศที่ถูกแหวกออกตอนที่ช้างทั้ง 11 ตัวตกลงไปยังก้นเหว  มันฟังดูหวีดหวิวน่ากลัว

พอช้างทุกตัวตกถึงก้นเหว  ทุกอย่างก็เงียบสงัด

ตลอดการเป็นแอ็คทิวิสต์  พี่จืดใช้เขาใหญ่เป็นห้องเรียนธรรมชาติศึกษาให้พวกเรา  เขาใหญ่เป็นยิ่งกว่าบ้านหลังหนึ่งของแก ช้างทยอยตกเหวนี้มาตั้งแต่ปี 2526 นับจากวันนั้นถึงวันนี้ก็น่าจะร่วม 30 กว่าตัว  แล้ว เคยมีการตกเหวครั้งใหญ่คือปี 2535 แต่จำนวนไม่มากเท่าครั้งนี้ และปีนั้นเองที่พี่จืดเริ่มทำกิจกรรมเพื่อช้างที่เขาใหญ่  และทุกๆ ปี พี่จืดจะเดินทางมาไว้อาลัยดวงวิญญาณช้างเหล่านี้เงียบๆ เพียงลำพัง ประหนึ่งการเดินทางมาเคารพดวงวิญญาณบรรพบุรุษในวันครบรอบการตาย

และครั้งนี้แกก็มาเพียงลำพัง !

ผมนึกถึงฉากหนึ่งในหนังเรื่องเมาคลีลูกหมาป่าเวอร์ชั่นล่าสุดที่เข้าฉายเมื่อไม่กี่ปีที่แล้วซึ่งผมพาลูกๆ ไปดู  มันเป็นฉากไฟป่า สัตว์ทุกตัวกำลังแตกตื่นขวัญกระเจิงด้วยความกลัวสุดขีดและทุกอย่างกำลังจะมอดไหม้ แล้วสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่มหึมาซึ่งมีบุคลิกเงียบสำรวม  เยื้องย่างด้วยท่วงท่าลีลาสงบและสง่างามก็มาดับไฟ เมื่อโขลงช้างเดินผ่าน หมีใหญ่และเสือดำก็พาเมาคลีนั่งก้มลงค้อมหัวให้แก่จิตวิญญาณของป่า  

ผมรู้สึกเย็นที่รูจมูก  มันเป็นความเย็นเดียวกับเวลานั่งรถขึ้นหรือเดินอยู่ในผืนป่าเขาใหญ่  

แล้วผมก็ได้ยินเสียงเรียก…

ไม่มีความลังเลใดใดเมื่อตัดสินใจที่จะเดินทางไปร่วมอดข้าวประท้วงกับพี่จืด  แม้อาการท้องร่วงและบิดจะยังไม่หายขาดผมก็ไม่รู้สึกเป็นกังวล สิ่งเดียวที่ผมกังวลคือภาระเรื่องลูกและคำอนุญาตของหญิงสาวคู่ชีวิต  เมื่อเธอบอกอยากให้ไป ผมก็พักฟื้นหนึ่งวันแล้วก็ออกเดินทางด้วยรถไฟชั้นสาม

เช้าวันนั้น  พี่จืดที่ผ่านการอดอาหารมาแล้ว 9 วัน (กำหนด 11 วันเพื่อไว้อาลัยช้าง 11 ตัว  และอดน้ำสองวันเพื่อยกระดับการเรียกร้อง เมื่อทางกรมอุทยานรับเรื่องแล้วก็กลับมาดื่มน้ำ) นอนอยู่ในราวเชือกสีขาวที่ติดกระดาษที่เขียนถึงสิ่งที่ทำเพื่อสื่อสารกับผู้คน

ผมนั่งลงอีกฝั่งของเชือกเพื่อไหว้สวัสดี  แกโย้ตัวขึ้นมารับไหว้ แล้วถามว่าผมมาอะไร (ความหมายคือมาเที่ยวเหรอ) 

“ไม่  ผมมาร่วมอดข้าวกับพี่”  

เมื่อได้ยินคำตอบพี่จืดก็โน้มตัวข้ามเชือกมากอด  

“แต่ผมไม่ได้มาเพื่อพี่นะครับ”

“กูเข้าใจ”

ผมรู้ว่าแกเข้าใจจริงๆ ว่าผมไม่ได้พูดถึงจุดยืนหรือความคิดทางการเมือง

แล้วผมก็ก้าวข้ามเชือกเส้นนั้น  เข้าไปนั่งอยู่ข้างๆ แก

เมื่อย้อนคิดไปถึงวัยเด็กที่ถูกพวกผู้ใหญ่วัยรุ่นขีดวงสมมติคุณค่าให้เหยียบยึดเพื่อปกป้องราวกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ใครจะแตะต้องไม่ได้ในวัยนี้  ผมกลับไม่เห็นถึงคุณค่าอะไรในวงกลมที่ถูกขีดขึ้น ความหมายของเส้นวงกลมนั้นมันหายไปจริงๆ แต่ผมรู้สึกได้ถึงแรงเกร็งของขาและแขน เสียงเต้นของหัวใจ  มันทำให้รู้สึกถึงการมีอยู่ของชีวิต มันเป็นเช่นเดียวกับคู่ตรงข้ามของผม

ผมกลับจากอดข้าวร่วมกับพี่จืดมาหลายวันแล้ว  แต่ฉากที่พี่จืดหันมามองผมหลังจากผ่านครึ่งทางของวันแรก  แล้วบอกว่า 

“เอ็งกินน้ำเยอะๆ นะ กินเยอะๆ” 

มันอยู่ในใจผมตลอดตั้งแต่ลงจากเขาใหญ่.

Written By

ชีวิตโดยตัวของมันเองคือการเดินทาง: หิมาลัยของพจนา จันทรสันติ

Life

หนังสือกับคน

Life

หนังสือเล่มละบาท

Life

กาแฟ บุหรี่ และหนี้ชีวิตของคาลิล ยิบราน

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup