x

ภาพประกอบ: ภาพพิมพ์ปี 1894 แสดงฉากการเสียชีวิตของคลีโอพัตราโดยมีงูอยู่ในมือขวาของเธอ และมีออกุสตุสแห่งโรมยืนอยู่ด้านขวามือ
 
เรื่อง: อดิเทพ พันธ์ทอง
 
คลีโอพัตราที่ 7 มักเป็นที่จดจำในฐานะราชินีทรงเสน่ห์จากอียิปต์ผู้พิชิตหัวใจของจูเลียส ซีซาร์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโรมัน และมาร์ก แอนโธนี หนึ่งในผู้สืบทอดอำนาจต่อจากซีซาร์ 
 
และเธอก็เป็นเจ้าผู้ปกครองอียิปต์คนสุดท้ายจากราชวงศ์ปโตเลมี ซึ่งก่อตั้งโดยหนึ่งในแม่ทัพของอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาเซโดเนีย 
 
นักประวัติศาสตร์ยุคเก่ามักเน้นย้ำว่าราชสำนักอียิปต์สมัยนั้นมีการใช้ชีวิตอย่างเหลวแหลก มัวเมาในตัณหา ก่อนที่อาณาจักรอันยิ่งใหญ่จะต้องล่มสลายลงในยุคสมัยของคลีโอพัตรา เมื่อออกุสตุส จักรพรรดิองค์แรกแห่งจักรวรรดิโรมันสามารถโค่นล้มอาณาจักรของเธอและผนวกเข้าเป็นแคว้นหนึ่งของโรมได้สำเร็จ
 
อย่างไรก็ดี จากงานวิจัยล่าสุดที่ทำการวิเคราะห์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อประเมินสภาพแวดล้อมของอาณาจักรแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์ ได้นำไปสู่ข้อเสนอที่ว่า ความอ่อนแอของอาณาจักรปโตเลมี อาจเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศอย่างรุนแรง จนทำให้เกิดความระส่ำระสายไปทั้งอาณาจักรตั้งแต่ก่อนสงครามกับโรมก็เป็นได้
 
“การเกิดภูเขาไฟระเบิดนับเป็นเครื่องทดสอบการตอบสนองของมนุษย์และระบบนิเวศทางธรรมชาติต่อภาวะช็อกที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และการเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า[ของภูเขาไฟระเบิด]ก็ช่วยในการหาความสัมพันธ์เชิงระบบของเหตุการณ์ที่มีความปรวนแปรแบบคาดเดาไม่ได้” ตอนต้นของบทคัดย่อในงานวิจัยว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดการเอ่อท่วมของแม่น้ำไนล์ในช่วงฤดูร้อนและความขัดแย้งภายในอาณาจักรอียิปต์โบราณ ระบุ
 
งานวิจัยชิ้นนี้เผยแพร่ทางในวารสาร Nature ฉบับออนไลน์เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้วิจัยกล่าวว่า ความรุ่งเรืองของอียิปต์มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มแม่น้ำไนล์ซึ่งจะมีน้ำท่วมทุกรอบปีในช่วงฤดูร้อนซึ่งมาพร้อมกับลมมรสุม หากปีใดที่น้ำท่วมน้อยก็มักจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประชาชนดังปรากฏในบันทึกทางประวัติศาสตร์ แต่ที่ผ่านมา การศึกษาผลกระทบของการเกิดภูเขาไฟระเบิดซึ่งไปขัดขวางวงจรการเกิดน้ำท่วมตามฤดูกาลของแม่น้ำไนล์กลับยังมีไม่มากเท่าใดนัก
 
คณะผู้วิจัยในคราวนี้จึงนำข้อมูลจากบันทึกแกนน้ำแข็งเพื่อหาเวลาที่เกิดภูเขาไฟระเบิด พร้อมด้วยบันทึกระดับน้ำแม่น้ำไนล์ และบันทึกการเกิดเหตุการก่อความวุ่นวายหรือการกบฏภายในอาณาจักรอียิปต์โบราณมาทำการวิเคราะห์ร่วมกัน 
 
ฟรานซิส ลุดโลว์ (Francis Ludlow) นักประวัติศาสตร์ด้านสภาพอากาศจากทรินิตีคอลเลจดับลิน (Trinity College Dublin) หนึ่งในคณะวิจัยกล่าวกับเดอะการ์เดียนว่า “เราได้แสดงหลักฐานให้เห็นว่าน้ำท่วมที่ไม่เกิดขึ้นตามฤดูมีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์อย่างเช่นการกบฏ การขายที่ดิน และสิ่งเหล่านี้ก็ไปกระตุ้นภาวะตึงเครียดทางสังคม”
 
ตอนหนึ่งของงานวิจัยกล่าวว่า “แม้ราชวงศ์ปโตเลมีจะถึงการสิ้นสุดอย่างเป็นทางการเมื่อคลีโอพัตราฆ่าตัวตายในปีที่ 30 ก่อนคริสตกาล หลังกองทัพเรือของเธอพ่ายแพ้ให้กับโรมที่แอคติอุม (Actium) เมื่อปีที่ 31 ก่อนคริสตกาล มันก็ควรต้องกล่าวด้วยว่า ขณะนั้นอาณาจักร[อียิปต์]ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายของทศวรรษก่อนหน้าจากจากภาวะแม่น้ำไนล์ล้มเหลว[ไม่มีน้ำท่วมตามฤดูกาล]หลายครั้ง ภาวะอดอยาก โรคระบาด เงินเฟ้อ การทุจริตของภาครัฐ การลดลงของประชากรในชนบท การอพยพ และการละทิ้งถิ่นฐาน โดยในทศวรรษนี้[อียิปต์]ต้องเจอกับภูเขาไฟระเบิดที่รุนแรงที่สุดในรอบ 2500 ปี เมื่อปีที่ 44 ก่อนคริสตกาล หลังการระเบิดนอกเขตร้อนในซีกโลกเหนือเมื่อปีที่ 46 ก่อนคริสตกาลไม่นาน” 
 
ด้าน โจ แมนนิง (Joe Manning) นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยลกล่าวว่า ผู้ปกครองจากราชวงศ์ปโตเลมีมักถูกนักประวัติศาสตร์ยุคเก่านำเสนอว่า “เป็นพวกเลวร้าย ขี้เหล้า บ้าผู้หญิง กดขี่ พูดได้อีกอย่างว่าเป็นพวกโง่ขี้เมาที่ไม่มีปัญญาบริหารประเทศ” ซึ่งเป็นมุมมองจากฝั่งโรมที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ปกครองแห่งอียิปต์เท่าใดนัก 
 
แมนนิงเสริมว่า ภาพรวมของเหตุการณ์มีความซับซ้อนยิ่งกว่านั้น “เรากำลังบอกว่า สภาพแวดล้อมและพฤติกรรมของแม่น้ำไนล์มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจถึงสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นด้วย”