จุดยืนของไอดอลในฐานะธุรกิจบันเทิงรูปแบบหนึ่งที่เริ่มเข้ามาแพร่หลายในไทยในรอบ 2 ปีที่ผ่านมากำลังได้รับความนิยมประกอบกับผู้เขียนได้ชมสารคดี Girls Don’t Cry. ของ เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่ถึงแม้จะไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ตามที่คาดคิด แต่ก็มีประเด็นบางอย่างที่น่าสนใจและเอามาอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมต่อได้
 
ไคลแม็กซ์ของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวนั้น เป็นการตัดสลับภาพระหว่างเมมเบอร์ผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของ BNK48 อย่างเฌอปราง BNK48 และ เมมเบอร์ที่ได้รับความนิยมระดับรั้งท้ายก็คือจิ๊บ BNK48 ถึงแม้ทั้งคู่จะไม่ได้พูดพร้อมกันแต่วิธีการตัดร้อยเรียงแบบเต๋อ ทำให้เราพบการปะทะทางความคิดที่น่าสนใจ
 
หากอธิบายตามหลักลัทธิเสรีนิยมใหม่ (Neo liberalism) ถ้าเรานิยามลัทธิเสรีนิยมใหม่ว่า ตัวตนของมนุษย์ในเรื่องของความสัมพันธ์ในเชิงกิจกรรมหรือสถาบันต่าง ๆ ในสังคมจะถูกลดทอนความซับซ้อนให้เหลือเพียงตัวแสดงของระบบตลาด กลายเป็นมนุษย์ที่มองตัวเองเสมือนกับบริษัท หรือที่เราเรียกว่า “ทุนมนุษย์” (Human Capital) ไอดอลเองนั้นเฟื่องฟูในระบบสังคมที่เป็นบริโภคนิยมขั้นสูงสุด คือไม่ว่าจะหยิบจับสิ่งใดก็สามารถกลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าได้ แม้กระทั่งตัวของไอดอลเองก็เป็นสินค้า 
 
เมื่อการถ่ายรูปหรือการจับมือนั้นมีมูลค่าที่แฟนคลับจะต้องจ่ายเพื่อให้ได้มา  แม้กระทั่งการบริโภคเองก็ก้าวข้ามขีดการบริโภคเพื่อยังชีพไปสู่การบริโภคเพื่อความสุขและแสวงหาการบริโภคที่มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น จากที่คนทั่วไปซื้อซีดีแผ่นเดียวเพื่อการฟัง แต่ระบบดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดการบริโภค ทำให้หนึ่งคนที่ต้องการบัตรจับมือที่แถมมากับซีดี ต้องการซีดีมากกว่าเพื่อใช้ฟัง อาจจะสั่งมากกว่า 1 แผ่น 
 
 
 
เฌอปรางนั้นถือว่าเป็นผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดในห่วงโซ่ดังกล่าว ในสารคดีโดยเต๋อ นวพล เฌอปรางกล่าวว่า เธอเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมเธอถึงได้รับโอกาสมากมายเช่นนี้ ขณะที่จิ๊บ BNK48 กล่าวว่า ในบางครั้งสื่อก็ผลิตซ้ำภาพของเฌอปรางจนมากเกินไปทำให้เธอรู้สึกอึดอัดเช่นกัน การปะทะทางความคิดในเรื่อง “ชนชั้น” ในสารคดีก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ 
 
 
จิ๊บ บอกว่าต้องการให้คนที่อยู่ข้างบนนั้นเข้าใจความรู้สึกของคนที่อยู่ข้างล่าง และเฌอปรางก็บอกทำนองว่า คนที่อยู่ข้างล่างนั้นไม่เข้าใจคนที่อยู่ข้างบนว่าต้องพบกับอะไรบ้าง เธอยังสื่อสารทำนองว่า ถ้าเป็นคนอื่น หากมายืนในจุดเดียวกับที่เธอยืนก็ไม่รู้ว่าจะทำแบบที่เธอทำหรือเปล่า ซึ่งจะจริงหรือไม่ คงไม่สามารถทราบได้แต่เธอพูดเพื่อต้องการรักษา “สถานะที่เป็นอยู่” (status quo) ของเธอที่อยู่บนจุดสูงสุด
 
ความแตกต่างสำคัญข้อหนึ่งระหว่างลัทธิเสรีนิยมทางเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมกับลัทธิเสรีนิยมใหม่ก็คือ สถานะความเป็นส่วนตัว 
 
ในแบบดั้งเดิมนั้นมนุษย์จะเป็นส่วนหนึ่งของตลาดเมื่อเขาอยู่ในสถานะหน่วยงานพื้นที่ผลิตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ในระบบเสรีนิยมใหม่มนุษย์ทุกคนมีสถานะเป็นเพียงแค่ “สัตว์เศรษฐกิจ” (homo economicus) ในทุกพื้นที่และทุกเวลา
 
เรื่องนี้เฌอปรางสะท้อนได้ดีว่าเธอถือว่างานบางประเภท เช่น การสื่อสารผ่านโลกออนไลน์นั้น เป็น “งานชนิดหนึ่ง” แม้จะเป็นเวลาส่วนตัวก็ตาม เพราะมีส่วนในการสร้างความนิยมให้กับตัวเธอเอง 
 
ดังนั้น การสื่อสารออกมาทุกครั้งถูกคิดคำนวณบนฐาน “ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ” ในขณะที่เมมเบอร์บางคนอาจจะใช้ช่องทางสื่อสารเพื่อสื่อสารส่วนตัว อาทิ เจนนิษฐ์ BNK48  ที่ใช้แอคเคาท์ออฟฟิเชียลในรูปแบบกึ่งแอคเคาท์ส่วนตัวในการโพสต์เรื่องต่าง ๆ 
 
 
อีกหนึ่งข้อแตกต่างก็คือ ในระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมแบบดั้งเดิมเราเชื่อว่า “ตลาด” นั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างเสรีต้องมีการแทรกแซงน้อยที่สุดจากรัฐหรือผู้มีอำนาจ แต่ตลาดในระบบเสรีนิยมใหม่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น และได้รับการสนับสนุน ปกป้อง และผลักดันจากผู้มีอำนาจจากภายนอกเพื่อให้ตลาดนั้นมีเสถียรภาพ ไม่ได้เกิดจากการแข่งขันกันเองทั้งหมด
 
ดังนั้น ในส่วนนี้ตอบคำถามที่ว่า “ความพยายาม” อย่างเดียวเพียงพอหรือไม่? สิ่งสำคัญก็คือผู้มีอำนาจเองในที่นี้หมายถึงบริษัทเป็นผู้กำหนดว่าคนใดจะทำให้ตลาดนั้นมีเสถียรภาพ ซึ่งแน่นอนว่ารูปแบบของการแข่งขันธุรกิจบันเทิงไอดอลไม่ได้วัดที่ใครร้องเพลงดีสุด เต้นดีสุด หรือขยันมากที่สุด แต่เป็น “ขายได้มากที่สุด” การเลือกเซมบัตสึก็เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนดังกล่าวเช่นกัน 
 
 
ระบบที่ทำให้ตลาดแข่งขันดังกล่าว บริษัทอาจจะไม่ได้เข้าไปกำหนดความนิยมโดยตรงว่าคนไหนดังหรือแฟน ๆ ควรสนับสนุนคนไหน แต่ในทางเดียวกันนั้น ก็อยู่ที่การจัดตารางโชว์หรือตารางงานของค่ายที่มักจะให้คนที่ต้องการจะผลักดันได้พื้นที่มากกว่าคนอื่น ๆ รวมทั้งทำหน้าที่สร้างเงื่อนไขเพื่อให้ตลาดเติบโต สร้างความเป็นไปได้ให้เกิดการแข่งขัน เช่น ระบบการเลือกตั้งเซมบัตสึ ให้ดูเสมือนว่าในระบบดังกล่าวยังมีการแข่งขันและโอกาสในความเป็นไปได้ที่เมมเบอร์คนอื่นจะมายืนอยู่ในจุดนี้ แม้ปลายทางต้องไปตัดสินกันด้วย “เงิน” ที่จะถูกใส่เข้ามาระบบนั้นก็ตาม
 
ถามว่าเฌอปรางผิดอะไรหรือไม่? 
 
เฌอปรางก็ไม่ได้ทำความผิดอะไร เพียงแต่เฌอปราง เป็นคนที่รู้จักระบบนี้ดีกว่าใคร ๆ เพราะเธอเคยติดตามวงรุ่นพี่มาก่อน ดังนั้นไม่แปลกที่คนรู้กติกาและเข้าใจเกมจะไปได้ไวกว่าคนอื่น และเธอรู้ว่า เธอจะต้องบริหารอย่างไรเพื่อที่จะได้เป็นที่ 1 ในระบบนี้ได้ และสื่อ หน่วยงานรัฐ บริษัทห้างร้านนั้นต้องการสิ่งใด เธอก็สามารถตอบสนองให้ได้ตามที่ต้องการ เช่น ภาพลักษณ์ของ “ต้นแบบ” ของสังคมที่ถูกคาดหวังไว้
 
ไม่แปลกใจที่เธอแทบจะรวมศูนย์ความนิยมและโอกาสมาให้ เธอเหมือนเป็นภาพแทนของวง BNK48 ที่อยู่ภายใต้ระบบ “เฌอปรางธิปไตย” และถ้าวันหนึ่งถ้าเธอเดินจากไปคงทิ้งคำถามและมรดกทางความคิดว่า ใครจะขึ้นมาเป็นผู้สืบทอดระบบนี้ต่อไป

Update : เวอร์ชั่นล่าสุดนี้ปรับใจความคำพูดของเมมเบอร์บางส่วนแล้ว