Connect with us

Subscribe

Life

Case Study
YSS โช้คอัพสัญชาติไทย เขย่าตลาดโลก

เมื่อพูดถึงสินค้าโช้คอัพมอเตอร์ไซค์ในเวลานี้เชื่อว่าชื่อของแบรนด์ ‘YSS’ น่าจะเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ของนักบิดสองล้อเพราะมีมาตรฐานในระดับที่การแข่งขันในเวทีสนามแข่งทั่วโลกให้การยอมรับรวมถึงยังได้รับการการันตีจากองค์กรด้านยานยนต์ของยุโรปที่เข้มงวดกับสินค้ากลุ่มนี้อย่างมากเป็นใบเบิกทางให้สินค้า YSS ไปอยู่ที่ไหนทั่วโลกได้สบายๆ

บางคนอาจจะคิดว่าแบรนด์นี้เป็นแบรนด์ต่างชาติเพราะเป็นแบรนด์ชั้นนำที่ไปอยู่ในหลายๆประเทศทั่วโลกรวมถึงยังมีการลอกเลียนสินค้าออกมาขายเป็นจำนวนมาก

ทราบหรือไหมว่าแบรนด์ YSS นี้เป็นแบรนด์สัญชาติไทยแท้ 100%!!

ภิญโญ พานิชเกษม
ประธานกรรมการบริหาร บริษัทวาย.เอส.เอส. (ประเทศไทย) จำกัด

วันนี้ GMLive มีโอกาสได้พูดคุยกับ ภิญโญพานิชเกษมประธานกรรมการบริหารบริษัทวาย.เอส.เอส. (ประเทศไทย) จำกัดผู้นำพาแบรนด์นี้ไปเขย่าอุตสาหกรรมโช้คอัพโลกมาร่วม 3 ทศวรรษอะไรคือสิ่งที่ทำให้สินค้าที่ยากต่อการเจาะตลาดโลกแบรนด์มาถึงจุดที่เรียกว่าผู้นำนำตลาดโช้คอัพไทยและระดับโลกได้

เรื่องนี้ต้องนับย้อนไปตั้งแต่ปี 2526 ในตอนที่ภิญโญได้สั่งสมประสบการณ์ในธุรกิจจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ในตำแหน่งผู้จัดการแผนกการตลาดบริษัทธนเสริมจำกัดเขาทำงานเป็นลูกจ้างที่ธนเสริมอยู่ 9 ปีจนกระทั่งได้ออกมาร่วมหุ้นในบริษัทไทยเอเซียคอมเมอร์เชียลตั้งแต่ปี 2536 และมีส่วนสำคัญในการปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทที.เอส.เค แฟคตอรี่จำกัด(ชื่อเดิมของบริษัท วาย.เอส.เอส ประเทศไทยจำกัด) จากหุ้นส่วนเดิมที่เป็นชาวไต้หวันกลายมาเป็นของคนไทย 100% พร้อมใช้ชื่อ YSS มาตั้งแต่ตอนนั้น

เป้าหมายของ ภิญโญ หลังเปลี่ยน YSS มาเป็นบริษัทไทย คือ การพยายามนำพาบริษัทให้ก้าวข้ามธุรกิจผลิตอะไหล่เทียมสู่สินค้ามีแบรนด์ที่อยู่ในกลุ่ม ‘High performance’ หรือกลุ่มโช้คอัพสมรรถนะสูงให้สำเร็จ เพราะเขามองว่าหากไม่สร้างแบรนด์ที่มีศักยภาพขึ้นมาเอง และยังรับจ้างผลิต (OEM) ต่อไปเรื่อยๆ โอกาสที่จะถึงทางตันจะมีมาก เนื่องจากสภาพตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยและทั่วโลกไม่ได้สวยหรูเหมือนในอดีต 

กลับกัน หากวิ่งเข้าหาตลาดโช้คอัพแบบ High Performance เพื่อขายผู้บริโภคได้โดยตรง จะมีโอกาสกวาดกลุ่ม After Market หรือ ‘กลุ่มที่ซื้อไปเปลี่ยนและซ่อมแซม’ รวมถึง ‘กลุ่มที่ไม่พอใจกับโช้คอัพรถเดิม’ ที่ได้มากับรถรุ่นที่ซื้อได้มากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าตลาดรถยนต์ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นสองล้อ หรือสี่ล้อ เริ่มวางเกรดเป็นอีโคโนมี่คาร์ หรือเน้นประหยัด ทำให้ช่วงล่างไม่ตอบโจทย์ในการใช้งานของผู้บริโภค บางกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คิดในวันนั้นจะไม่เป็นรูปเป็นร่างเลย ถ้าเขาขาดจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ และจิ๊กซอว์นั้น คือ การที่ ภิญโญ ได้มาพบกับHarrie Essens’ ผู้เชี่ยวชาญด้านโช้คอัพจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งในระหว่างนั้น Harrie มีดีกรีพัฒนาสินค้าโช้คอัพที่ทำให้สองล้อในสนามแข่งต่างๆ ชนะมานักต่อนัก โดยเฉพาะกับสนาม ‘ดาการ์แรลลี’ หรือ ‘เดอะ ดาการ์’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ปารีสดาการ์’ 

การพูดคุยแบบ ‘ซื้อใจ’ ของภิญโญ ทำให้ Harrie ที่กำลังคิดจะปลดระวางตัวเองไปจากวงการนี้  เนื่องจากทำธุรกิจด้านนี้แล้วถูกโกงมาตลอด กลับเลือกที่จะงัดองค์ความรู้ พร้อมพ่วงทีมค้นคว้าวิจัยที่มีประสบการณ์มากมายจากรายการแข่งระดับโลกมาร่วมมือพัฒนาผลิตภัณฑ์โช้คอัพที่มีคุณภาพกับ ภิญโญ ที่ YSS 

แน่นอนว่า เมื่อมีขุนพล ที่เป็นทั้งเพื่อนและพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจมาร่วมทาง การเดินหน้าสร้างแบรนด์เป็นของตนเอง ก็เริ่มขึ้น เพียงแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก นั่นก็เพราะธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคนิคเฉพาะแบบนี้ หากไม่ได้มาจากขั้วโลกยุโรปหรือประเทศชั้นนำเดิม ก็มักจะยากต่อการทะลวงตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

เขาจึงปักหมุดที่จะทำให้ทั้งโลกต้องยอมรับใน YSS ในฐานะแบรนด์ ‘ระดับโลก’ โดยตั้งเป้าที่จะทำให้แบรนด์ YSS ได้การันตีจากเวทีระดับยุโรป ที่มีคำกล่าวกันถึงสินค้าประเภทนี้ว่า หากไม่ได้รับมาตรฐานจากยุโรป ก็จะไม่มีวันแจ้งเกิดได้ง่ายๆ 

ปฏิบัติการสร้างชื่อให้ YSS จึงเกิดขึ้น!! โดยมี Harrie เป็นแม่ทัพด้านการผลิตนวัตกรรมสินค้า ส่วนภิญโญ ก็งัดเอาตำราด้านการค้าแบบไทยๆ มาเดินคู่กัน

เขาใช้เวลากว่า 5 ปีกับ Harrie ในการพัฒนาโช้คอัพของ YSS ด้วยการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์จากที่ต้องใช้เทคนิคปรับแต่งประสิทธิภาพให้เหมาะกับรถเฉพาะ ซึ่งมีความยุ่งยากซับซ้อน แต่กลับกันตัวสินค้าสามารถนำไปใช้งานได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นดีลเลอร์หรือผู้บริโภคโดยตรง ส่งผลเริ่มมีดีลเลอร์และบริษัทรายใหญ่ของประเทศชั้นนำไม่ว่าจะเป็น เยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ สเปน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ พร้อมใจกันเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้กับ YSS อีกทั้งยังมีการขยายศูนย์บริการและร่วมกัน R&D มาอย่างต่อเนื่อง

นี่คือบทสรุปที่เรายังไม่ได้ขยายความแต่บอกให้รู้ไว้ว่าภิญโญและ Harrie ทำสำเร็จกับเป้าหมายที่พวกเขาวางไว้!!

ทีนี้อะไรที่ทำให้โช้คอัพสัญชาติไทยเข้าไปเขย่าตลาดโลกได้?

ภิญโญเล่าให้ฟังว่าการทำสินค้าให้ได้คุณภาพมาตรฐานระดับสากลแบบ ISO ทั่วไปไม่เพียงพอต่อสินค้ากลุ่มโชัคอัพแต่จำเป็นต้องทำให้ได้มาตรฐานระดับ  ISO/TS 16949 โดย Tuv Rheinland จากประเทศเยอรมนีและมาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์ ABEโดยสถาบัน Kraftfahrt-Bundesamt (KBA) จากประเทศเยอรมนีซึ่งหากได้มาตรฐานเหล่านี้มาจะเป็นใบเบิกทางให้สินค้าได้รับความเชื่อมั่นได้ในทุกมุมโลก

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายท่านคงคิดว่า แค่ทำให้ได้มาตรฐาน ก็จบ!! แต่เปล่าเลย เวทีระดับโลกอาจจะมีมาตรฐานไว้เป็นเกณฑ์ แต่เกณฑ์ที่จะกระแทกใจบรรดาผู้บริษัทตัวแทนจำหน่ายได้นั้น มันต้องมีบทพิสูจน์จาก ‘ตัวจริง’ เป็นผู้การันตี 

ความหมายก็คือ YSS ต้องกระโดดเข้าไปในปาร์ตี้ของอีเว้นท์ระดับโลกให้ได้ 

Part แรก คือ การเข้าไปแสดงตัวในงานอีเว้นท์ด้านสินค้ามอเตอร์ไซค์ระดับโลก ซึ่งในโลกนี้มีงานสองล้อยักษ์ใหญ่คืองาน EICMA ที่อิตาลี และ INTERMOT ที่เยอรมัน 

ภิญโญพร้อม Harrie พาแบรนด์ YSS เข้าไปท้าทายเวทีแห่งนั้นซึ่งช่วงแรกๆแทบไม่มีใครสนใจในแบรนด์ YSS เลยแม้แต่น้อย เพราะดีกรีของความเป็นแบรนด์เอเชีย ค่อนข้างมีผลต่อทัศนคติของผู้ที่มาชมงานว่าไม่น่าเทียบชั้นแบรนด์ชั้นนำจากยุโรปได้ 

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำคัญนัก เมื่อ ภิญโญ มี Harrie อยู่ข้างๆ และเขาให้ Harrie สาธยาย YSS ให้ผู้มาร่วมงานได้รู้จัก และเน้นย้ำว่า นี่คือสินค้าของ ‘ประเทศไทย แต่มีมาตรฐานระดับยุโรป’ และในงานเหล่านั้น ชื่อ YSS เริ่มเป็นที่จดจำ และมีคู่ค้าที่เริ่มสนใจอยากนำไปจำหน่าย

 Part 2 ซึ่งตรงนี้สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะ ‘โชว์ของ’ ไปแล้ว ต้องได้ ‘ลองของ’  ภิญโญ เลือกที่จะนำ YSS วิ่งสวนเลนเข้าไปในสนามแข่งขันสองล้อระดับโลก ทั้งในยุโรป และญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยเสนอตัวโช้คอัพของ YSS ให้เข้าไปใส่กับรถของนักแข่ง พร้อมทั้งมีการบริการถึงขอบสนามแบบเรียลไทม์

จะเรียกว่าโชคดีหรือฝีมือก็ตามแต่แต่รถทุกคันที่ติดโช้คอัพ YSS ในแทบทุกสนามแข่งได้ขึ้นโพเดี้ยมรับรางวัลตลอด!! 

จากองค์ประกอบที่ว่ามาทำให้ YSS กลายเป็นแบรนด์ที่เข้าไปสู่ตลาดโลกได้ด้วยคุณภาพและผลงานที่ชี้ได้ชัด เพราะถ้าระดับสนามแข่งเลือกใช้ รถทั่วไปก็ต้องวางใจได้

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โลกเริ่มเปิดรับชื่อ YSS !!

หลังจากนั้นเมื่อสินค้าของ YSS เข้าสู่ตลาดโลกภิญโญต้องทำการบ้านหนักขึ้นเพราะเขาไม่อยากให้ YSS เป็นแค่สินค้าที่หาได้ตามแบบแบรนด์ท้องตลาดแต่ต้องการให้ YSS เป็นสินค้าที่ตอบสนองรถทุกรุ่นตั้งแต่ปี 1969และโมเดลรถสองล้อมากกว่า 2 พันรุ่นรวมไปถึงแต่ละรุ่นที่ส่งไปขายในแต่ละประเทศต้องเข้ากับสภาพพื้นผิวถนนและพฤติกรรมการขับขี่ของผู้คนด้วย 

วิกฤติเป็นเรื่องของคนชอบถอยอย่างไรก็ตามสูตรของการทำธุรกิจคงไม่มีคำว่าเดินหน้าได้อย่างไร้การสะดุดซึ่งเรื่องนี้ภิญโญก็เคยผ่านวิกฤติใหญ่ๆมาหลายครั้งรวมถึงครั้งนี้กับโควิด-19 ด้วย

แต่ภิญโญบอกว่าเมื่อมีวิกฤตเกิดขึ้นต้องไม่ถอยไม่ท้อต้องคิดค้นพัฒนาสินค้าเพื่อสร้างดีมานด์ในตลาดหาช่องทางที่จะนำสินค้าไปตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้มากขึ้นและรวดเร็วเพราะในช่วงที่เกิดวิกฤติตลาดมักจะเล็กลงเนื่องจากคู่แข่งส่วนใหญ่จะล่าถอย

ดังนั้นถ้าบริษัทมุ่งมั่นในการขยายธุรกิจต่อเนื่องก็จะโตเป็นสองเท่าโดยเขาได้บอกพนักงานเสมอในช่วงวิกฤติว่าต้องทำงานหนักขึ้นแล้วทุกคนจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่าเดิมและก็เป็นเช่นนั้นเสมอมา

ภิญโญได้ขยายความถึงการไม่ถอยต่อทุกวิกฤติได้น่าสนใจมาก

เริ่มตั้งแต่ช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งเขาบอกว่าไม่ต้องคิดมากผลิตไปและส่งออกไปเลยเนื่องจากค่าเงินบาทอ่อนนี่คือโอกาสและก็เป็นเช่นนั้นยอดขายของ YSS เติบโตอย่างมากในช่วงนั้น

ในช่วงวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ปี 2554  YSS เติบโตขึ้นอีกครั้งด้วยตัวเลขสูงถึง 30% โดย ภิญโญ เลือกจะสู้ให้พันธมิตรเห็น เพราะในจังหวะที่โรงงานต่างๆ ถูกน้ำท่วม และเจอปัญหาว่าจะต้องปิดโรงงาน เขาถามโรงงานของซัพพลายเออร์ ซึ่งตอนนั้นเหลืออยู่โรงเดียวที่พุทธมณฑลว่า พร้อมจะสู้ไปกับเขาหรือไม่ ถ้าพร้อมเขาจะส่งอาหาร สิ่งอำนวยความสะดวก เรือ และรถสิบล้อมาสแตนบายให้ ขอเพียงแค่ผลิตชิ้นส่วนต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ YSS ได้ส่งออกตลาดแบบไม่สะดุด เมื่อซัพพลายเออร์เห็นความใจสู้ของเขา จึงตัดสินใจสู้ฟันฝ่าวิกฤตนี้ไปกับเขา และนั่นก็ทำให้ช่วงนั้น YSS เติบโตจากส่งออก ส่วนซัพพลายเออร์ก็มีรายได้เข้ามาไม่ขาดสาย

ในช่วงวิกฤติโควิด-19 เขาบอกว่า YSS ได้รับผลกระทบเพียงเดือนเดียวคือเดือนเมษายน  แต่หลังจากนั้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมก็กลับมาเติบโตเหตุผลเพราะเขาเชื่อว่าในจังหวะที่ประเทศต่างๆล็อกดาวน์คนจะออกไปใช้ชีวิตที่ไหนลำบากเที่ยวก็ไม่ได้ช้อปปิ้งก็ลำบากเขาคาดเดาว่าคนกลุ่มที่เล่นรถมอเตอร์ไซค์เป็นกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตนอกบ้านเป็นจำนวนมากแต่เมื่อไม่มีอะไรให้ทำการแต่งรถจึงเป็นทางออกของกิจกรรมในยามว่างและก็เป็นเช่นนั้นจริงๆเพราะช่วงนั้นช่วงเดียวมีออเดอร์เพิ่มขึ้นมา 2 เท่าตัวและมีตลาดที่เติบโตแบบน่าตกใจด้วยนั่นก็คือตลาดที่อิตาลีที่โตถึง 60% ในช่วงโควิด-19 ระบาด 

ฉะนั้นจะบอกว่าทุกวิกฤติที่ผ่านเข้ามาใน YSS และชีวิตของภิญโญแทบจะเป็นสิ่งหอมหวานมากกว่าความขมขื่นก็คงไม่ผิดนัก

ตรงนี้ส่งผลให้ตัวเลขผลประกอบการของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรกนี้มียอดขายรวม 441 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.13% โดยเติบโตทั้งจากการส่งออก มีสัดส่วนการส่งออกยู่ที่ 48% และสัดส่วนการขายในไทย 52%  ส่วนในอาเซียนไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ฮ่องกง เกาหลี YSS กวาดที่ 1 ในตลาดเรียบ

YSS ไม่ได้มีดีแค่โช้คอัพมอเตอร์ไซด์

 YSSได้มีการขยายตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์โช้คอัพรถยนต์ทั้งรถยนต์นั่งทั่วไป และรถยนต์เฉพาะกลุ่ม เช่น PPV ,ออฟโรด ให้มากขึ้น โดยพัฒนาตามความต้องการของผู้ใช้งานจริงมีการดีไซน์ออกแบบให้โช้คอัพมีความเข้ากันกับตัวรถได้อย่างสวยงามควบคู่กันไป

ขณะเดียวกันก็เตรียมขยายโรงงานเพิ่มเป็นแห่งที่3และเปิดแฟลกชิพสโตร์แห่งแรกในกรุงเทพฯ  พร้อมเป้าหมายที่มีแผนขยายศูนย์บริการเพิ่มทั้งในกรุงเทพ ต่างจังหวัด รวมถึงประเทศต่างๆ ในอาเซียน เพื่อให้บริการลูกค้าอย่างครบวงจรมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม กว่าจะมาถึงจุดที่ YSS ได้ก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์เบอร์ 1 ด้านโช้คอัพในเมืองไทย และเขย่าตลาดโลก จนมีสินค้าก๊อปปี้เลียนแบบออกมาเป็นจำนวนมากนั้น เป็นเพราะ ภิญโญ เชื่อว่าการพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐานระดับโลก มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนไทย เราสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจในตลาดจริงๆ ไม่ทำออกมาให้เป็นแค่แฟชั่น แต่ต้องพัฒนาสินค้าออกมาให้เหมือนกับที่เรา ‘อยากใช้’ ถ้าใช้งานแล้วไม่ได้เรื่อง อย่าผลิตออกมาดีกว่า

ที่สำคัญ YSS จะเติบโตไม่ได้ หากไม่รู้จักให้โอกาสคน ไม่วิ่งหนีเทคโนโลยีเพื่อการทำงานใหม่ๆ รวมถึงไม่ไปเอาเปรียบคู่ค้า และพร้อมยื่นมือช่วยเหลือเกื้อกูลไปด้วยกัน 

เหล่านี้เป็นสิ่งที่ ภิญโญ ย้ำว่า ไม่ได้มองเห็นได้ด้วยตา แต่มันแสดงออกมาได้ด้วยผลงานของ YSS ในปัจจุบัน…

Milestone

  • ปี 2526   YSS ก่อตั้งโรงงานครั้งแรกที่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ
  • ปี 2531   ธุรกิจเริ่มขยายตัว ย้ายฐานการผลิตเข้าไปยังนิคมอุตสาหกรรมบางพลี จ.สมุทรปราการ
  • ปี 2538   ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เป็นบริษัทคนไทย 100%  
  • ปี 2540   บุกสู่ตลาด เอเซีย, ตะวันออกกลาง, ยุโรป, แอฟริกา และอเมริกาใต้
  • ปี 2544    ได้รับมาตรฐาน QS 9000 และ ISO 9002 โดย Tuv Rheinland จากประเทศเยอรมัน
  • ปี 2546    ผลิตสินค้ามากกว่า 300 โมเดล ครอบคลุมรถจักรยานยนต์กว่า 14 ยี่ห้อทั่วโลก 
  • ปี 2547    พัฒนาโช้คแก๊สเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
  • ปี 2548    ร่วมทุนกับทีมวิจัยและพัฒนาจากทวีปยุโรป ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และถ่ายทอดเทคโนโลยี 
  • ปี 2549    ได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ ISO/TS 16949 โดย Tuv Rheinland จากประเทศเยอรมันอีกครั้ง
  • ปี 2550    ก่อตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา YSS Europe BV. .เมือง ชินเดล ประเทศ ฮอลแลนด์
  • ปี 2551    ฉลองครบรอบ25 ปี พร้อมปรับเปลี่ยน VERSION และแผนระยะ 10 ปี
  • ปี 2551    ได้รับมาตราฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์ ABE โดยสถาบันKBA จากประเทศเยอรมันสำหรับโช้คในกลุ่มรถสกุตเตอร์ ยี่ห้อแรกในทวีปเอเชีย
  • ปี 2553   สร้างโรงงานแห่งใหม่ ซึ่งถือเป็นโรงงานผลิตโช้คอัพมอเตอร์ไซค์ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง สำหรับตลาดอะไหล่ ทดแทนและ Hi Performance 
  • ปี 2554  ได้รับมาตราฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์ ABE โดยสถาบันKBA จากประเทศเยอรมันสำหรับโช้คในกลุ่มรถ มอเตอร์ไซค์ยี่ห้อแรกในทวีปเอเชีย พร้อมพัฒนาโช้คอัพแก๊สในระบบดับเบิ้ลทิวส์ สำหรับมอเตอร์ไซค์เป็นเจ้าแรกของโลก ในชื่อรุ่น HYBRID
  • ปี 2558 สร้างโรงงานแห่งที่ 2 บนพื้นที่ใช้สอย 5,000 ตร.ม ครอบคลุมการผลิตสปริง เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดทั่วโลก
  • ปี 2562 ตั้งบริษัท YSS R&D EUROPE BV. ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีพนักงาน 4 คน
    YSS R&D ITALY ที่เมืองMONZA มี พนักงาน 5 คน รวมทั้งPART TIME
    ตั้ง YSS R&D SPAIN ที่เมืองVALENCIA มีพนักงาน 1 คน
    ตั้ง YSS R&D JAPAN ที่เมือง KOBE มีพนักงาน 1 คน

Avatar
Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup