“สำหรับผู้บริโภคที่เป็นแฟน ไอดอลคือวัตถุแห่งความปรารถนา เป็นต้นแบบแห่งความเพ้อฝันหรืออุดมคติ เป็น ‘กระจก’ สะท้อนที่สอดคล้องกับความลุ่มหลงที่หยั่งลึก หรือคุณค่าเชิงความรู้สึก”
 
- แพทริค ดับเบิลยู. กัลเบรธ และ เจสัน จี. คาร์ลิน (บรรณาธิการ Idols and Celebrity in Japanese Media Culture
 
กรณีของ “แคน BNK48” หรือนายิกา ศรีเนียน สมาชิกวงไอดอลยอดนิยมที่ถูกแฉว่าแอบเปิดไอจีลับ และถ่ายรูปคู่กับชายรายหนึ่ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อกฎระเบียบของวง ล่าสุดมีข่าวว่าเธอได้เดินทางไปแจ้งความกับกองบังคับการปราบปรามการประทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เพื่อขอให้ทางการหาตัวผู้ปล่อยภาพดังกล่าวแล้ว
 
รายงานของ เดลินิวส์ กล่าวว่า “เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งความไว้และอยู่ระหว่างสืบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดเพื่อมาดำเนินดคีตามกฎหมายต่อไป”
 
เผยแพร่ภาพคนอื่นผิด “พ.ร.บ.คอม” ? 
 
การเดินทางไปแจ้งความกับ ปอท. ชวนให้เราคิดได้ว่า แคนและผู้เกี่ยวข้องต้องการดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่ภาพตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอม) ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่มีการกล่าวหาว่า ผู้ก่อเหตุนำภาพที่เผยแพร่ใน “ไอจีลับ” มาเผยแพร่ต่อ ก็ไม่น่าจะเป็นความผิดอะไรตามพ.ร.บ.นี้
 
เพราะข้อกฎหมายที่อาจเกี่ยวข้องอย่าง มาตรา 14 (1) จะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อเป็นการกระทำโดย “ทุจริต” หรือ “หลอกลวง” นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ “บิดเบือน” หรือ “ปลอม” หรือ “เป็นเท็จ”
 
หากภาพที่เผยแพร่เป็น “ภาพจริง” ก็ย่อมไม่เข้าลักษณะความผิดตามมาตรานี้
 
และใน มาตรา 16 ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับ “ภาพ” โดยตรง จะเป็นความผิดก่อต่อเมื่อภาพนั้นเกิดจากการ “สร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลง ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย”
 
แม้กรณีนี้จะทำให้แคนเสียชื่อเสียงจริง แต่ถ้าภาพนั้นไม่ได้เกิดจากการสร้าง หรือการตัดต่อก็ย่อมขาดองค์ประกอบความผิดอยู่ดี
 
หรือ ความผิดตาม มาตรา 5 ที่เอาผิดกับคนที่ “เข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน” แต่หากภาพที่ถูกเผยแพร่นั้น เจ้าของภาพเอามาเผยแพร่เองทาง “ไอจีลับ” ผู้ก่อเหตุก็ “อาจ” ได้ภาพมาโดยไม่ต้องเจาะระบบคอมพิวเตอร์ให้ลำบากเลย
 
ศาลฎีกายอมรับสิทธิความเป็นส่วนตัว
 
การใช้มาตรการทางกฎหมายผ่านพ.ร.บ.คอม ผู้กล่าวอ้างอาจมีข้อได้เปรียบตรงที่มันเป็นกฎหมายใหม่ที่ยังต้องรอฟังว่า “ศาล” จะตีความปรับใช้กฎหมายฉบับนี้อย่างไรบ้าง แต่ถึงแม้ไม่มีกฎหมายฉบับนี้ ศาลไทยก็รับรองสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนอยู่แล้วแม้บุคคลนั้นจะเป็น “บุคคลสาธารณะ” ก็ตาม
 
ตัวอย่างคือ คำพิพากษาฎีกาที่ 4893/2558 ที่หนังสือพิมพ์เจ้าหนึ่งเผยแพร่ข่าวภาพหลุด “นักการเมือง” มีเพศสัมพันธ์กับหญิงคนรักพร้อมระบุว่าชายในภาพคือใคร ศาลตัดสินว่ากรณีนี้ถึงสื่อจะมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่กรณีดังกล่าวถือเป็นการก้าวล่วงหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น 
 
แม้โจทก์จะเป็นนักการเมือง เป็นบุคคลสาธารณะ แต่ก็ย่อมมีสิทธิความเป็นส่วนตัว มิใช่ว่าเมื่อเป็นนักการเมืองหรือบุคคลสาธารณะแล้วจะทำให้สิทธิในความเป็นส่วนตัวต้องสูญสิ้นไปทั้งหมด การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวของโจทก์” ส่วนหนึ่งของคำพิพากษาระบุ
 
แค่ไหนถึงเรียกได้ว่าเป็นส่วนตัว?
 
สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไปก็คือ กรณีของแคนนับเป็น “สิทธิในความเป็นส่วนตัว” ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่? เพราะแม้จะเป็นเรื่องส่วนตัวเหมือนกับกรณีตัวอย่างฎีกาข้างต้น แต่บริบทต่างกันมาก เพราะภาพการมีเพศสัมพันธ์ตามฎีกาเป็นภาพที่เกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนตัว เจ้าของภาพมิได้มีเจตนาที่จะเผยแพร่เอง 
 
ขณะที่กรณีของแคนนั้น “ภาพพิพาท” เป็นภาพที่เธอกินข้าวกับชายหนุ่มในร้านอาหารซึ่งเป็น “พื้นที่สาธารณะ” และหากเธอนำไปเผยแพร่เองทางไอจีลับด้วยแล้ว แม้จะจำกัดขอบเขตการเข้าถึงเฉพาะคนที่รู้จัก แต่มันก็ยิ่งทำให้ข้อต่อสู้เรื่อง “ความเป็นส่วนตัว” ของเธอดูอ่อนลงไปอีก
 
ความย้อนแย้งในการอ้างความเสียหายจากข้อสัญญาที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน
 
“พวกเขาเลือกผู้หญิงที่ตัวเองมั่นใจว่าจะไม่กล้าโต้แย้ง หรือจะมาทำร้ายจิตใจตัวเอง” มิโนริ คิตาฮาระ นักข่าวชาวญี่ปุ่นวิจารณ์ชาวโอตะในบ้านเกิด (The Guardian) “ผู้ชายกลุ่มนี้ไม่เคยพยายามที่จะจับมือกับผู้หญิงทั่วไป พวกเขาเชื่อว่าตัวเองควรได้รับความรักและการยอมรับโดยไม่ต้องพยายามอะไรเลย”
 
ความคาดหวังว่าตัวเองจะได้รับการปฏิบัติเชิง “โรแมนติก” จากไอดอลของกลุ่มโอตะ ทำให้กลุ่มผู้ดูแลไอดอลในญี่ปุ่นออกกฎให้บรรดาสมาชิกวงห้ามมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว (no dating rule) และกลุ่มไอดอลไทยอย่าง BNK48 ก็รับเอาธรรมเนียมปฏิบัตินี้มาเช่นกัน 
 
ผลของกฎหรือสัญญาดังกล่าวจึงทำให้ การมีแฟนของไอดอล (ซึ่งโดยปกติเป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปเลือกที่จะมีหรือไม่ก็ได้) กลับกลายเป็น “การละเมิด”
 
อย่างไรก็ดี ผู้ละเมิดในกรณีนี้คือคู่สัญญาหรือตัวไอดอลเองไม่ใช่บุคคลภายนอก (ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญญา) การที่แคน ไอดอลผู้ละเมิดกฎ อ้างว่าตัวเองเป็นผู้เสียหาย จากการที่ตัวเองละเมิดกฎแล้วคนอื่นรู้ จึงฟังดูผิดที่ผิดทาง เพราะจริงๆ ผู้เสียหายจากการละเมิดสัญญานี้คือต้นสังกัดไม่ใช่เธอ
 
แต่สิ่งที่แคนสามารถยกขึ้นต่อสู้ได้อย่างมีน้ำหนักน่ารับฟังก็คือ การบอกว่าข้อสัญญาหรือกฎดังกล่าวเป็นข้อบังคับที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนที่ตนไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม ซึ่งเรื่องนี้ ไอดอลญี่ปุ่นรายหนึ่งเคยต่อสู้และได้ชัยชนะมาแล้ว 
 
“การเสริมสร้างคุณค่าของชีวิตของบุคคลหนึ่งบุคคลใดด้วยการมีสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามได้รับความคุ้มครองภายใต้สิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง
 
“การมีสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามนับเป็นส่วนหนึ่งของการแสวงหาความสุข แม้จะต้องคำนึงถึงบริบทพิเศษอย่างการเป็นไอดอล แต่การห้ามมีสัมพันธ์เช่นนั้นถือเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ” ผู้พิพากษาโคซึยะ ฮาระ แห่งศาลแขวงโตเกียวกล่าว (SBS) 
 
ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นในเชิงกฎหมายเท่านั้น แต่การดำเนินคดีเพื่อให้เกิดเป็นข่าวขึ้นมา เจตนาของผู้กล่าวโทษบางครั้งก็อาจจะมิได้ต้องการให้คดีไปถึงโรงถึงศาลไม่ เพียงแต่เป็นเทคนิคหนึ่งที่เอามาใช้เพื่อ “ปราม” คู่ขัดแย้งมิให้ล้ำเส้นบางอย่างที่ตนเองขีดไว้เท่านั้น หลายกรณีที่มีการฟ้องร้องกันจึงมิได้นำไปสู่บทสรุปใดๆ แต่กลับจบลงไปอย่างเงียบๆ เหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้นมาก่อน