Connect with us

Subscribe

Life

สมองแม่เปลี่ยนไปเพราะเรา

เรื่อง :  ปีย์ เชษฐโชติศักดิ์ 

“ลูก แม่ว่ามันไม่ดีนะ”

ในฐานะคนเป็นลูกเหมือนกัน ผมคิดว่าทุกคนคงจะเคยโดนคำๆนี้มาบ้างไม่มากก็น้อย และมันคงเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนหลายคนไปแล้ว

น่าเสียดายที่แม้ว่าคุณจะไม่เล่นยาเสพติด ไม่เคยสนใจจะไปแว้นมอเตอร์ไซค์ยามค่ำคืน ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ กินอาหารครบห้าหมู่ ออกกำลังกาย ตั้งใจทำงาน ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย แม่ของคุณก็ยังไม่เชื่อใจคุณอยู่ดี

หลายๆ ครั้งเรื่องไม่เป็นเรื่อง แม่ก็ยังสามารถทำให้มันเป็นเรื่องขึ้นมาได้ เช่น ไม่เก็บที่นอน แม่ของคุณก็สามารถสาธยายถึงความสำคัญของการรับผิดชอบต่อหน้าที่ได้ หรือแค่กินอาหารแล้วสำลัก แม่ของคุณก็สามารถสาธยายถึงความรอบคอบ ความใจร้อนของคุณที่จะส่งผลต่ออนาคตของคุณในภายภาคหน้า และหลายๆครั้งเรื่องเหล่านี้ก็ยังคงอยู่แม้อายุของคุณจะมากพอที่ทำให้เด็กๆเรียกคุณว่าลุงแล้วก็ตาม

สำหรับลูกแล้ว เรื่องเหล่านี้คงเป็นเรื่องเบื่อหน่ายไม่รู้จบที่ไม่รู้จะจัดการยังไง

ครับ ผมคงไม่ได้มาเล่าว่าจะแก้ไขปัญหานี้ยังไง แต่วันนี้ผมจะมาเล่าว่า ทำไมแม่คุณถึงกลัวหลายๆ อย่างที่คุณทำ ทั้งๆ ที่ดูมันจะไม่ใช่เรื่องอะไรอันตรายร้ายแรง แถมบางเรื่องยังเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ

ดีในทางสมองนะครับ

เมื่อคุณกำลังทำอะไรสักอย่างที่แม่ของคุณไม่คุ้นเคย เช่น เสนอไอเดียธุรกิจใหม่ให้เธอฟัง สมองของเธอก็พยายามรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่มีในการประมวลว่ามันจะไปรอดหรือไม่ และแน่นอน แทบจะร้อยทั้งร้อยสมองของเธอจะประมวลว่ามันเป็นเรื่องอันตราย เพราะด้วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตแล้ว การทำอะไรใหม่ๆ นั้นมีความเสี่ยงเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจเส้นทางล่ากวางใหม่ๆ หรือการเดินทางในยามค่ำคืน ล้วนแต่มีความเสี่ยงที่จะเจอเสือ สิงโต งู ตะขาบ ซึ่งอาจทำให้เราเสียชีวิตได้ในอดีต  และแม้เวลาจะผ่านมาหลายพันปี จนเราไม่มีทางที่จะเจอเสือจากการเริ่มต้นธุรกิจร้านกาแฟ แต่สมองของเราก็ยังเป็นสมองของคนป่าที่ยังไม่ได้ถูกวิวัฒนาการมาให้เข้าใจสภาพแวดล้อมแบบเมืองๆ อยู่ มันจึงยังตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยด้วยวิธีเดิมๆ ที่มันเคยทำมา นั่นคือ ความกลัว

สมองที่ทำหน้าที่ควบคุมความกลัวก็คือสมองส่วนที่เรียกว่า Amygdala (อมิกดาลา) มันเป็นสมองหน้าตาคล้ายกับเมล็ดอัลมอนด์ที่วางอยู่ที่ฐานของสมอง สมองส่วนนี้จะทำงานอย่างหนักเวลาที่เราเจอกับความกลัวอะไรสักอย่างขึ้นมา แล้วส่งคำสั่งต่อไปยังประสาทอัตโนมัติของร่างกายเพื่อให้เราเตรียมพร้อมที่จะหนีหรือสู้ (สองพฤติกรรมนี้เป็นพฤติกรรมที่เราจะทำเมื่อเรากลัวมากๆ เช่น การเจอเสือในป่า ทำให้เรากลัว เราอาจจะใช้แรงทั้งหมดเพื่อวิ่งหนีหรือสู้กับเสือ) คนที่เป็นโรคที่สูญเสียการทำงานของ Amygdala ไปก็จะกลายเป็นคนประเภทที่ไม่กลัวอะไรเลย แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องดี เพราะแปลว่าเราจะทำเรื่องอันตรายโดยไม่รู้สึกอะไรเลย และนั่นก็อาจจะทำให้เราตายได้

โยงมาที่แม่ของคุณอีกครั้ง เมื่อเธอรู้สึกกลัวธุรกิจร้านกาแฟของคุณ คุณน่าจะได้รับการตอบสนองหนึ่งในสองแบบ อย่างแรกคือ แม่เงียบ ไม่ตอบสนอง ไม่พูด ไม่คุย  เพราะประสาทอัตโนมัติของเธอกำลังทำงานแบบหนี หรือสอง แม่เถียงกับคุณอย่างเอาเป็นเอาตาย บอกว่าธุรกิจของคุณมันจะเจ๊งเพราะแบบนู้นแบบนี้แบบนั้น นั่นเพราะประสาทอัตโนมัติของเธอกำลังสั่งให้เธอสู้อยู่

แต่ทำไมแม่ถึงมีอาการกลัวมากกว่าคนอื่นๆล่ะ?

เหตุผลข้อแรกก็คือ เธอเป็นผู้หญิงครับ จากงานวิจัยพบว่า การเอาภาพที่มีผลให้เกิดอารมณ์ในเชิงลบ (เช่นหวาดกลัว หรือเสียใจ) ให้อาสาสมัครผู้หญิงและผู้ชายดู แล้วเอาอาสาสมัครไปสแกนในเครื่อง fMRI เพื่อดูการทำงานของสมอง ปรากฏว่าสมอง Amygdala ของอาสาสมัครผู้หญิงนั้น แม้ว่าจะถูกกระตุ้นด้วยความแรงพอๆ กับอาสาสมัครชาย แต่กลับเกิดการกระตุ้นซ้ำนานกว่าอาสาสมัครชาย

นี่อาจเป็นสาเหตุให้คนเป็นแม่กลัวเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นมากกว่าคนเป็นพ่อ (ที่เป็นเพศชาย) และอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้หญิงจึงเป็นโรคที่เกี่ยวกับความกลัว เช่น โรคซึมเศร้า (Depression disorder) หรือโรควิตกกังวล (Anxiety disorder) มากกว่าผู้ชาย

เหตุผลข้อที่สอง เพราะ แม่ก็คือแม่ครับ คำตอบอาจจะดูยียวนไปสักนิด แต่เพราะการที่ผู้หญิงคนหนึ่งผ่านกระบวนการการท้อง กระบวนการที่ทำให้เป็นแม่คน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสมองของพวกเธอให้มีความเป็นแม่มากขึ้น

เดิมทีนักวิทยาศาสตร์มีความเชื่อว่า สมองของมนุษย์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการเพิ่มเซลล์สมอง หลังจากอายุผ่าน 5 ขวบปีแรกไป แต่ตอนนี้มันกลายเป็นความเชื่อที่ไม่จริงแล้ว เพราะนักประสาทวิทยาพบว่าสมองของเรายังมีการเพิ่มของเซลล์สมองไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะสมองส่วน Hippocampus ซึ่งเป็นสมองส่วนที่สร้างให้เกิดความจำระยะยาว แถมสมองยังมีการเปลี่ยนแปลงส่วนเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทหรือที่เรียกว่า Synapse แทบจะตลอดเวลาอีกด้วย เพียงแต่กระบวนการเปลี่ยนแปลงของสมองที่เกิดขึ้นนี้จะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนเราแทบสังเกตไม่ได้ 

แต่นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Yale ได้ค้นพบว่านอกจากช่วงที่สมองเติบโตแบบก้าวกระโดดในวัยเด็กแล้ว ยังมีช่วงเวลาชีวิตอีกช่วงที่สมองได้เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง นั่นคือช่วงเวลาที่เรากลายเป็นแม่คน

พวกเขาได้ทดลองโดยการนำคุณแม่ๆ มาสแกนสมองแล้วก็พบว่า แม่ที่เพิ่งคลอดลูกมีเนื้อสมองหลายส่วนมีขนาดเพิ่มขึ้นกว่าเดิม หนึ่งในสมองที่มีขนาดเพิ่มขึ้นก็คือ Amygdala นี้เอง!

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการโตขึ้นของ Amygdala เป็นวิธีที่ธรรมชาติทำให้ลูกน้อยที่เพิ่งคลอดออกมานั้นมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น เพราะเมื่อ Amygdala โตขึ้น แม่ก็จะมีความกลัวระแวดระวังสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับลูกมากขึ้น ความระแวดระวังกังวลไปเสียทุกเรื่องของแม่เป็นประโยชน์มากกับทารกที่ช่วยเหลือตัวเองแทบไม่ได้เลย (ลองคิดดูว่า พวกช้างม้าวัวควายหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแทบทั้งหมด พอเกิดมาไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถเดินวิ่งได้แล้ว แต่มนุษย์นี่กว่าจะเดินได้ใช้เวลาเป็นปี และกว่าจะวิ่งได้คล่องก็ปาไปสามสี่ปีนู่น)

การที่แม่สังเกตเห็นและกังวลเกี่ยวกับความผิดปกติเล็กๆน้อยๆของลูก หรือคาดการณ์เหตุการณ์ในแง่ร้ายต่างๆไว้ก่อนจึงเป็นการปกป้องให้ลูกรอดพ้นจากอันตราย

น่าเสียดายครับ ที่มนุษย์ไม่ได้มีช่วงชีวิตที่ทำให้ขนาด Amygdala ลดลง (ยกเว้นคุณจะป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม) เมื่อลูกโตขึ้น แม้พวกเขาจะมีความสามารถในการจัดการสิ่งต่างๆด้วยตัวเองมากขึ้น แต่ความกลัวของแม่ก็อาจจะยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปตั้งแต่เราเป็นเด็กทารก ทำให้กลายเป็นปัญหาโลกแตกของคนหลายบ้านที่ไม่เข้าใจกันสักที

แต่สุดท้ายนี้พฤติกรรมความกลัวความกังวลของแม่นี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับใครก็ได้นะครับ พฤติกรรมที่ทำให้เธอตื่นขึ้นง่ายๆเพราะได้ยินเสียงคุณร้องยามดึกดื่น พฤติกรรมที่ทำให้เธอคอยซื้อผลไม้มาใส่ตู้เย็นที่ห้องของคุณเพราะกลัวว่าคุณจะได้รับสารอาหารไม่ครบห้าหมู่ พฤติกรรมที่ทำให้เธอร้องไห้เสียใจกับคุณตอนที่คุณผิดหวัง  มันเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมาจำเพาะเจาะจงกับคนที่เธอรักมากที่สุดเท่านั้น

ซึ่งก็คือคุณนั่นแหละ

สุขสันต์วันแม่ (ล่วงหน้า) ครับ

.

อ้างอิง

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4724473/

https://en.wikipedia.org/wiki/Amygdala

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4158377/

https://www.bbvaopenmind.com/en/science/research/how-the-brain-changes-during-pregnancy/

Avatar
Written By

ทำไมเราถึงชอบไปม็อบ

Life

เราเป็นคนอบอุ่น เพราะกาแฟอุ่น ๆ

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup