Connect with us

Subscribe

Entertainment

โลกอันกว้างใหญ่ไพศาลของ ‘บอร์ดเกม’

เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา 

คุณคิดว่าบอร์ดเกมหรือเกมกระดานปรากฏอยู่ในโลกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่,

เมื่อสิบปีก่อน ห้าสิบปีก่อน หรือเมื่อร้อยปีก่อน? 

ผิด! เพราะเชื่อกันว่า บอร์ดเกมแรกเริ่มที่มนุษย์เคยเล่นกันนั้น อย่างน้อยที่สุดต้องมีอายุไม่ต่ำว่า 5,500 ปี !

นานขนาดนั้นเลยหรือ,คำตอบก็คือใช่ เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็มีหลักฐานเป็นบอร์ดเกมชื่อ ‘Senet’ อันเป็นบอร์ดเกมเก่าแก่ที่สุดเท่าที่ยังหลงเหลืออยู่ให้เราเห็นเป็นหลักฐาน 

แม้ว่าการปรากฏตัวของ Senet จะทำให้น่าสงสัยและน่าสันนิษฐานว่า ก่อนหน้ามันก็น่าจะมีเกมอื่นๆ ที่ง่ายกว่ามาก่อน แล้วค่อยๆ วิวัฒนาการมาเป็น Senet ทีหลัง แต่ในเมื่อไม่มีหลักฐาน ก็ไม่อาจกล่าวเช่นนั้นได้ 

ได้แต่พูดว่าอย่างน้อยที่สุด บอร์ดเกมที่เก่าแก่ที่สุดก็มีอายุราว 5,500 ปี เท่านั้นเอง 

Senet เป็นเกมเก่าแก่ที่พบอยู่ในหลุมศพของอียิปต์หลายแห่ง  ไม่ใช่พบอยู่แค่ชิ้นเดียว และหลุมศพหนึ่งที่ Senet ไปอยู่ในนั้นด้วย ก็คือหลุมศพของฟาโรห์ตุตันคาเมน โดยเกมนี้มีลักษณะเป็นช่องสี่เหลี่ยมมาเรียงต่อกัน ด้านกว้างมี 3 ช่อง ด้านยาวมี 4 ช่อง ผู้เล่นแต่ละคนจะมีตัวเล่นราว 5-7 ชิ้น

น่าเสียดาย  ที่กฎการเล่นดั้งเดิมนั้นสูญหายไปแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าวิธีเล่นจริงๆ นั้นคืออะไร แต่ก็เห็นพ้องต้องกันว่า เป้าหมายน่าจะเป็นการ ‘แข่ง’ กันนำชิ้นส่วนของตัวเองข้ามผ่านกระดาน โดยมีการโยนแท่งไม้เหมือนโยนลูกเต๋า แม้ในช่วงแรกจะเป็นเกมที่เล่นกันสนุกๆ แต่ต่อมาเกมนี้เริ่มมีความสำคัญในทางศาสนาต่อชาวอียิปต์ด้วย มีการเอาสัญลักษณ์แทนเทพเจ้าต่างๆ มาใส่ไว้ในตารางต่างๆ จึงไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมมีการพบ ‘บอร์ดเกม’ ในหลุมศพของชาวอียิปต์ด้วย

เห็นไหมล่ะครับ ว่าคนอียิปต์ก็รักบอร์ดเกมยิ่งชีพเหมือนกัน!

อย่างไรก็ดี ถึง Senet จะเป็นบอร์ดเกมเก่าแก่ที่สุดก็จริง แต่ในเมื่อไม่รู้กฎก็เล่นไม่ได้ หรือถึงเล่นได้ก็เป็นกฎที่ต้อง ‘เดา’ เอาเองว่าเล่นอย่างไร

แล้วมีบอร์ดเกมไหนเก่าแก่ที่สุด ทั้งยังมีกฎเกณฑ์พร้อมให้เล่นบ้างหรือเปล่าเล่า ?

คำตอบก็คือ มีครับ เกมนั้นชื่อ The Royal Game of Ur คราวนี้ไม่ใช่เกมของอียิปต์แล้ว แต่เกมนี้ชุดที่เก่าแก่ที่สุดนั้น ค้นพบในอิรักเมื่อทศวรรษสองศูนย์ เชื่อว่าเกมนี้มีอายุเก่าแก่ถึงราว 4,600 ปี เป็นเกมแข่งขัน โดยมีการโยนลูกเต๋าเพื่อเดิน

ตัวเล่นของตัวเองให้ไปถึงเป้าหมาย

คนที่ค้นพบ ‘กฎ’ ของเกมนี้ คือ ดร. ไอร์วิน ฟินเคล (Irving Finkel) เขาเป็นภัณฑารักษ์อยู่ที่บริติชมิวเซียม และค้นพบกฎของเกมนี้จารึกอยู่บนแผ่นดินโบราณ 

แรกทีเดียวคิดกันว่าเกมนี้ไม่มีคนเล่นกันมานานแล้ว เพราะมีเกมที่ ‘ใหม่’ กว่าอย่างแบ็คแกมมอนเข้ามาแทนที่เมื่อราว 2,000 ปีก่อน (ใช่ครับ! แบ็คแกมมอนเก่าแก่ขนาดนั้น!) 

แต่ก็เป็น ดร. ฟินเคลนี่แหละครับ ที่ไปพบครูวัยเกษียณคนหนึ่งในอินเดียที่ยังเล่นเกมนี้อยู่ ครูคนนี้บอกว่าเล่นเกมนี้มาตั้งแต่เด็ก และรับสืบทอดเกมนี้มานานแล้วด้วย ดังนั้น เกมนี้จึงกลายเป็นเกมที่มีการเล่นต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลกพ่วงไปอีกตำแหน่งหนึ่งด้วยข้อมูลของบริติชมิวเซียมระบุว่า คนในเมโสโปเตเมียนั้นชอบเล่นบอร์ดเกมกันเป็นอันมาก นักโบราณคดีขุดค้นทั้งตัวบอร์ด (คือกระดาน) และชิ้นส่วนเกมต่างๆ หลากหลายเกมทีเดียว

ชักเริ่มทึ่งแล้วใช่ไหมครับ – ที่บอร์ดเกมมีความเป็นมาอันยาวนานถึงเพียงนี้ !

แล้วบอร์ดเกมสมัยใหม่ล่ะ มีกำเนิดมาอย่างไร?

คำว่า บอร์ดเกมสมัยใหม่ หรือ Modern Board Game นั้น หลายคนบอกว่าถือกำเนิดมาพร้อมๆ กับการปฏิวัติอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นก็ตกอยู่ในราวปลายศตวรรษที่ 18 ต่อต้นศตวรรษที่ 19 เนื่องจากเทคโนโลยีในการผลิตเปลี่ยนแปลงไป

จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในสังคม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของบอร์ดเกมด้วย ว่ากันว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้มีอยู่ด้วยกันอย่างน้อยที่สุดสามเรื่อง

เรื่องแรกที่เห็นได้ชัดเจนก็คือเกิดเทคนิคการพิมพ์แบบใหม่ขึ้น เกมที่ผ่านการพิมพ์จึงเกิดขึ้นได้ง่ายและผลิตได้ปริมาณมาก

เรื่องที่สองเป็นเรื่องของกรอบการมองโลกที่เปลี่ยนไป นั่นคือพอเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้น ก็เกิดสิ่งใหม่ที่เรียกว่า ‘การทำงาน’ ขึ้น ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในสังคมแบบเกษตรกรรมนั้น มนุษย์ไม่ค่อยได้แบ่งแยกนะครับว่าอะไรคือการทำงาน อะไรคือเวลาว่าง ทุกอย่างมันปนเปคละเคล้ากันไปหมด แต่พอต้องไปทำงานในโรงงานกันมากขึ้น ก็เลยเกิด ‘เวลาทำงาน’ กับ ‘เวลาว่าง’ ขึ้นมา ที่สำคัญก็คือ

การปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อให้เกิด ‘ชนชั้นกลาง’ ขึ้นมาด้วย ทั้ง ‘เวลาว่าง’ และ ‘ชนชั้นกลาง’ ก็เลยมีส่วนทำให้บอร์ดเกมแพร่หลายมากขึ้น เมื่อประกอบกับเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ดีขึ้น บอร์ดเกมยุคใหม่จึงเป็นที่นิยม

เรื่องที่สามสืบเนื่องจากเรื่องที่สอง นั่นคือเมื่อมีการทำงาน ‘พื้นที่’ ในชีวิตมนุษย์จึงแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือบ้าน ส่วนที่สองคือที่ทำงาน (หรือโรงงาน) พื้นที่ของ ‘บ้าน’ จึงกลายเป็นพื้นที่เฉพาะที่ทำให้เกิดการพบปะสังสันทน์ และเป็นพื้นที่ให้การศึกษาด้วย ทั้งสามเรื่องจึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้บอร์ดเกมเฟื่องฟูขึ้นมา แต่น่าประหลาด ที่บอร์ดเกมยุคแรกเริ่มนั้น เป็นที่นิยมในประเทศเกิดใหม่อย่างสหรัฐอเมริกาก่อน

บอร์ดเกมยุคแรกๆ ของอเมริกาเริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่ทศวรรษ 1820s โน่นแน่ะครับ ตัวอย่างเกมแรกๆ มีอาทิเกมชื่อ A Traveller’s Tour Through the United States ที่เกิดขึ้นในปี 1822 เป็นเกมที่พิมพ์โดย New York Bookseller แต่ที่เชื่อกันว่าเป็นเกมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในยุคแรกๆ คือ The Mansion of Happiness (ออกวางตลาดในปี 1843)

ถ้าถามว่าในยุคแรกๆ นั้น บอร์ดเกมได้รับความนิยมขนาดไหน ก็ต้องบอกคุณว่า ระดับทอมัส เจฟ-เฟอร์สัน ยังเคยเขียนไว้ใน In Thoughts on Lotteries เลยครับ เขาพูดถึงเรื่องของ ‘โอกาส’ หรือ ‘ความเสี่ยง’ ซึ่งกลายเป็นตัวสร้างประโยชน์ให้กับสังคม แล้วเขาก็ร่ายยาวมาถึงเรื่องของ ‘เกม’ ต่างๆ ไม่ใช่แค่เกมที่คนเล่นกันเท่านั้น แต่ยังกว้างไกลไปถึงสิ่งมีใช้พื้นฐานเหมือนเกม แต่กลายมาเป็นเรื่องใหญ่ๆ ในสังคมในเวลาต่อมา อาทิเช่น ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจลอตเตอรี่ ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ต้องบอกคุณด้วยว่าบอร์ดเกมยุคแรกๆ ในอเมริกานั้น สะท้อนให้เห็นถึงจริยธรรมแบบพวกเพียวริแทน (Puritan) ซึ่งสอดแทรกอยู่ในการเล่นเกม อย่างเช่น Mansion of Happiness นั้น คือเกมที่ต้อง ‘แข่ง’ กันไปให้ถึงจุดหมาย โดยมีอุปสรรคในเกมเป็นช่องไม่ดี อาทิเช่น ช่องขี้เกียจ ซึ่งจะถ่วงรั้งให้คุณต้องกลับมาที่เดิม เรียกว่าคล้ายๆ กับเกมงูตกบันได ที่หากไม่ ‘ขยัน’ มากพอ ก็จะไม่ก้าวไปถึงไหน

บอร์ดเกมยุคแรกๆ เลยเป็นการ ‘สอนสั่งจริยธรรม’ ให้กับเด็กๆ ไปด้วยในตัว ที่น่าสนใจก็คือ พอเคร่งจริยธรรมกันมากๆ ก็เลยชิงชัง ‘ไพ่’ และ ‘ลูกเต๋า’ ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์เล่นกันมาตลอดยุคกลาง จนถือว่าเป็นเครื่องมือของปีศาจไป ใครจะเป็นคริสเตียนที่ดีต้องไม่เล่นอะไรพวกนี้ ผลก็คือต้องคิดค้นอุปกรณ์ใหม่ขึ้น เรียกว่า teetotum ซึ่งจริงๆ  มีลักษณะเหมือนลูกเต๋าเสียบไม้ เวลาจะใช้ก็ต้องหมุนเพื่อให้ออกมาเป็นตัวเลขที่ต้องการ ซึ่งจริงๆ ก็เหมือนลูกเต๋านั่นเอง เพียงแต่มีลักษณะไม่เหมือนลูกเต๋าเท่านั้น

เกมอีกประเภทหนึ่งที่มีกลไกต่างออกไปคือเกมที่เรียกว่า Social-Conversation Games นั่นคือเป็นเกมที่มีการถามและตอบคำถามโดยใช้ไพ่ มักจะเป็นเกมที่เอาไว้ใช้ในการศึกษา เหมือนเป็นอุปกรณ์การสอนอย่างหนึ่ง แต่เกมประเภทนี้มักจะมีการใช้ไพ่มากกว่าบอร์ด และยังถือว่าเป็นเกม ‘ที่ดี’ เพราะเป็นการให้การศึกษาไปในตัวด้วย จึงยังสอดรับกับจริยธรรมของเพียวริแทน

อย่างไรก็ตาม พออเมริกาเริ่มเจริญ มีความเป็นเมืองมากขึ้น เกมก็เปลี่ยนแปลงไป จากเกมในยุคแรกๆ ที่มีเป้าหมายทางศีลธรรม พอถึงกลางศตวรรษที่ 19 ปรากฏว่าเกมเริ่มมี ‘เป้าหมาย’ เปลี่ยนแปลงไป ถ้าจะว่าไปก็มีลักษณะคล้ายๆ กับงานศิลปะที่แรกเริ่มเดิมทีจะเขียนถึงพระเจ้า แต่ต่อมาเขียนถึงมนุษย์ เพราะเกมยุคนี้จะเริ่มหันเหมาสู่เรื่องทั่วๆ ไปในชีวิตของมนุษย์ อย่างเช่น การเข้าเรียน การแต่งงาน และการแข่งขันกันร่ำรวย ซึ่งก็สะท้อนถึงความเป็นวัตถุนิยมและทุนนิยมของสังคมอเมริกันไปด้วยในตัว พูดได้อีกอย่างหนึ่งว่า บอร์ดเกมเริ่มหันเหมาสู่ ‘คุณค่าแบบโลกย์’ (Secular Virtues) มากกว่า ‘คุณค่าทางศาสนา’ (Religious Virtues) ในช่วงนี้เอง

แน่นอน บอร์ดเกมสำคัญในประวัติศาสตร์อย่าง ‘เกมเศรษฐี’ หรือ Monopoly ก็ถือกำเนิดขึ้นในช่วงนี้ด้วย!

โดยทั่วไป บอร์ดเกมประกอบไปด้วย 3 ส่วนใหญ่ๆ นั่นก็คือ โชค (Luck), การวางแผนกลยุทธ์ (Strategy) และการเจรจาต่อรอง (Diplomacy) (หรือจะเป็นการข่มขู่คุกคามก็ว่ากันไป!)

โชคหรือ Luck นั้น แท้จริงก็คือการ ‘สุ่ม’ (Randomness) ตัวอย่างของการสุ่มที่รู้จักกันมายาวนานที่สุด ก็คือการทอยลูกเต๋า ซึ่งแปลว่าผู้เล่นไม่ต้องใช้ทักษะอะไรเท่าไหร่นัก แต่จะได้หรือเสีย หรือจะเดินหน้าต่อไปมากน้อยแค่ไหน ย่อมขึ้นอยู่กับโชคชะตา ตัวอย่างของเกมจำพวกนี้ก็คือเกมเศรษฐีหรืองูตกบันไดนั่นเอง

เกมที่อาศัยโชคหรือ Luck มากๆ นั้น จริงๆ แล้วสร้างความสนุกสนานเฮฮาครึกครื้นให้ผู้เล่นนะครับ เพราะมักเกิดการ ‘คาดเดาไม่ได้’ จึงมีแก่น (Essence) แบบเดียวกับการพนันที่คาดเดาไม่ได้เช่นกัน ผู้เล่นแทบไม่ต้อง ‘ตัดสินใจ’ อะไร แต่ปล่อยให้ตัวเดินของตัวเองเดินไปตามโชคชะตา ซึ่งต่างจากเกมที่ต้องมีการวางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อขับเคี่ยวกันถ้าเกมเศรษฐีหรืองูตกบันไดเป็นเกมที่วางอยู่บนปลายข้างหนึ่ง คือด้านของ ‘โชค’ เกมที่วางตัวอยู่บนปลายอีกข้างหนึ่ง ก็คือเกมประเภทที่ต้องอาศัยกลยุทธ์แบบเต็มที่ อย่างเช่นหมากรุกหรือโกะ ซึ่งผู้เล่นต้องเป็นผู้ ‘ตัดสินใจ’ เอาเองว่าจะเดินหน้าไปทางไหน สิ่งที่คาดเดาไม่ได้ก็คือการตัดสินใจของคู่แข่ง

ในสมัยก่อน นักเล่นเกมมักจะแบ่งตัวเองออกอย่าง ‘สุดขั้ว’ สองปลาย คือชอบเล่นเกมที่ใช้โชคกับที่ต้องใช้สมอง โดยคนสองกลุ่มนี้จะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง คนกลุ่มแรกมักชอบเล่นเพื่อออกสังคม ในขณะที่คนกลุ่มที่สองมักคร่ำเคร่งจริงจัง และเป็นกลุ่มคนที่ถูกขนานนามว่า ‘เนิร์ด’

เกมแบบอเมริกันนั้น ส่วนใหญ่มักจะอาศัย ‘โชค’ เป็นสำคัญ (ตัวอย่างเช่นเกมเศรษฐี) โชคนั้นอาจจะมาได้ในหลายรูปแบบ เช่น การทอยลูกเต๋า การใช้อุปกรณ์อื่นๆ ในแบบต่างๆ  หรือแม้กระทั่งออกแบบเกมให้การกระทำของผู้เล่นต้อง ‘คัดง้าง’ กันเอง ใครทำอะไรจะเกิดผลกระทบต่อคนอื่นในแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ (และตั้งใจไม่ได้ด้วย) เช่น การกำหนดให้ทรัพยากรบางอย่างมีจำกัด

เมื่อทรัพยากรหมดแล้ว คนที่จะต้องใช้ถัดมาก็ถือว่า ‘ซวย’ ไปด้วยเหตุนี้ ต่อมาจึงเกิดเกมอีกแบบขึ้นในยุโรป เรียกว่า ‘บอร์ดเกมแบบเยอรมัน’ (German-Style Board Games) ซึ่งมีการออกแบบให้ ‘เชื่อม’ สองข้างระหว่าง ‘โชค’ กับ ‘การวางแผนกลยุทธ์’ เข้าด้วยกัน นั่นคือทำให้ ‘โชค’ ลดบทบาทความสำคัญลง ผู้เล่นต้อง ‘ตัดสินใจ’ มากขึ้น แต่กระนั้นก็ไม่ได้ละทิ้งโชคไปทั้งหมดจนเคร่งเครียดเหมือนเกมที่จริงจังอย่างหมากรุกนั่นก่อให้เกิด ‘บทใหม่’ ของบอร์ดเกมขึ้นในโลก!

ที่จริงแล้ว เกมสไตล์เยอรมันนั้นไม่ได้แปลว่าต้องเป็นเกมจากเยอรมนีเสมอไป บางคนก็เรียกบอร์ดเกมทำนองนี้ว่า ยูโรเกม หรือเกมสไตล์ยุโรป เพื่อให้ตรงข้ามกับเกมแบบอเมริกันที่มักมีการออกแบบให้ใช้โชคมาก หรือไม่ก็เป็นเกมสงคราม (War Game) ที่เน้นการต่อสู้ของตัวละครแบบ Role Playing Game (หรือ RPG) ไปเลย แต่ถึงจะเป็นเกมสงคราม ก็ยังต้องใช้โชคอยู่ดี และหลายเกม ก็เล่นกันยาวนานข้ามวันข้ามคืนด้วย

แต่เกมแบบเยอรมันไม่เป็นแบบนั้น เกมแบบนี้จะพยายามคิดค้นกฎที่ไม่ยากเกินไป ผู้เล่นต้อง ‘ตัดสินใจ’ ด้วยในระดับหนึ่ง พอๆ กับที่อาศัยโชคด้วย และมีการออกแบบให้เกมแบบนี้เล่นได้จบโดยไม่ใช้เวลานานเกินไปนัก เช่นมีตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงไปจนยาวนานถึงสองสามชั่วโมง ทั้งยังออกแบบให้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นในทางอ้อม (Indirect Player Interaction) คือไม่ต้องปะทะกันตรงๆ เหมือนเกมสงครามแบบอเมริกัน เรียกว่าต้องมุ่งเน้นไปที่การวางกลยุทธ์ แต่ไม่ได้ขัดแย้งกันตรงๆหลายเกมมีลักษณะแบบ ‘เกมเศรษฐศาสตร์’ มากกว่าเกมสงคราม และมักยัง ‘รักษา’ ผู้เล่นเอาไว้ไม่ให้ต้องเลิกเล่นไปก่อนเกมจบ ไม่เหมือนเกมเศรษฐี ที่หากใครล้มละลายก็ต้องออกจากเกมไปนั่งดูคนอื่นเล่น ที่สำคัญที่สุดก็คือ เกมแบบเยอรมันมักออกแบบให้มีกลไกที่หลากหลาย จนผู้เล่นไม่อาจรู้แน่ชัดว่าใครจะเป็นผู้ชนะในตอนจบ เพราะมักมีการนับคะแนนตอนท้ายเกมที่คาดเดาได้ยากด้วย

เกมแบบเยอรมันนั้นถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคหกศูนย์ แล้วจากนั้นก็ค่อยๆ แพร่หลายไปในประเทศอื่นๆ ในยุโรป จนกระทั่งสามารถ ‘ย้อนกลับ’ ไปได้รับความนิยมในอเมริกาได้ ด้วยเกมที่ชื่อ The Settlers of Catan ซึ่งเป็นเกมที่วางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1995 แม้ไม่ใช่เกมแรกที่เข้าสู่อเมริกา แต่เกมนี้ถือเป็นเกมที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก และได้รับความนิยมมากกว่าเกมใดๆ ขายได้ถึงหลายล้านชุดเฉพาะในเยอรมนีประเทศเดียวฟังดูเหมือนเกมแบบนี้ต้องใช้สมองจนเครียด แต่จริงๆ แล้วเกมแบบเยอรมันนั้นจะลดความเป็น Abstract ลงจากเกมประเภทหมากรุกมาก และมีการสอดแทรก ‘โชค’ เข้าไปด้วย ผลก็คือมีทั้งความสนุกและการใช้สมองปะปนกันไปไม่เหมือนกันในแต่ละเกม

ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ แต่ละเกมจะคิดสร้าง ‘ธีม’ ที่ไม่เหมือนกัน โดยมาก ธีมเหล่านี้มักเกี่ยวข้องกับ ‘เรื่องเล่า’ ในประวัติศาสตร์ต่างๆ มา ‘สร้าง’ เป็นเกม เพราะฉะนั้น เวลาที่เราเล่นเกมเหล่านี้ เราจึงได้ ‘เรียนรู้’ ประวัติศาสตร์ไปด้วยโดยไม่รู้ตัว แถมยังสนุกสนาน ตัวอย่างเช่นเกมอย่าง Carcassonne นั้น จะต้องสร้างหมู่บ้านและปราสาทในยุคกลางของฝรั่งเศส จึงทำให้เรารับ ‘คอนเซ็ปต์’ ของการสร้างเมืองยุคกลางไปโดยอัตโนมัติ หรือเกมอย่าง Puerto Rico ที่ผู้เล่นต้องพัฒนา ‘ไร่’ (Plantation) บนเกาะเปอร์โตริโกในยุคศตวรรษที่ 18 เพื่อผลิตสินค้าเกษตร ก็ทำให้เราได้เรียนรู้รายละเอียดบางอย่างในประวัติศาสตร์ช่วงนั้น หรือเกมอย่าง Finca

ซึ่งเป็นเกมแข่งขันกันปลูกและขายผลไม้บนเกาะมายอร์ก้า ก็ทำให้เรารู้ถึงผลไม้ที่ปลูกในแถบเมดิเตอร์เรเนียนโดยไม่ต้องท่องจำเลย เป็นต้น

ประเทศที่เรามองว่าแข็งกระด้างเป็นหุ่นยนต์อย่างเยอรมนีนั้น จริงๆ แล้วมีการผลิตบอร์ดเกมต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดในโลก อย่างที่เราคาดไม่ถึงเลย 

Written By

เสี้ยวหนึ่งของวัฒนธรรมประชาธิปไตยในอังกฤษ

Vision

การตายที่น่าเศร้า แต่ไม่ไร้ค่าของเด็กชาย ‘อดัม’

Life

อักษะกาแฟ

Life

(เลิก) ต้อนรับนักท่องเที่ยวดุจญาติมิตร

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup