Connect with us

Subscribe

Life

ชีวิต “ไกลกะลา”

เรื่อง : พีรพัฒน์ ตัณฑวณิช 

เมื่อแซม พาโนปูลอส (Sam Panopoulos) จากไปเมื่อ 2 ปีก่อน ผมคุยกับเพื่อนว่าในโลกยุคนี้คงยากจะหาคนที่ใช้ชีวิตข้ามพรมแดนได้เช่นนายแซมผู้นี้อีกแล้ว

แซมเกิดที่ประเทศกรีซในปี 1934 เมื่ออายุครบ 20 ปีครอบครัวก็พากันอพยพมายังแคนาดา หลังจากทำงานในเหมืองได้ไม่นานเขาและพี่ชายก็ตัดสินใจเปิดร้านอาหาร และเป็นชาวกรีกอย่างแซมนี่เองที่คิดใส่สัปปะรดลงไปในอาหารอิตาลีอย่างพิซซ่า แต่กลับตั้งชื่อตามรัฐหนึ่งในสหรัฐอเมริกาว่าฮาวาเอี้ยนจนกลายเป็นหนึ่งในพิซซ่าที่มีคนนิยมกันมาที่สุดในโลก ชายกรีกผู้ปฏิวัติอาหารอิตาลีผู้นี้เสียชีวิตลงที่ลอนดอน ไม่ใช่ลอนดอนที่คุณคิดแน่นอน แต่เป็นเมืองลอนดอนในแคนาดา เมืองเล็กๆ ที่ตั้งชื่อตามมหานครอีกฝั่งสมุทร แซมกลายเป็นสัญลักษณ์ของโลกาภิวัตน์ยุคใหม่ที่ชีวิตไม่ได้จำกัดอยู่ภายใต้พรมแดนสมมติอีกแล้ว

อยู่ๆ ผมนึกถึงแซมและพิซซ่าของเขาขึ้นมา ระหว่างที่อ่านหนังสืออัตชีวประวัติของชายผู้หนึ่ง ผู้ใช้ชีวิตไร้พรมแดนไม่ต่างจากแซมชายที่ชื่อ เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน 

เบเนดิกท์ที่เกิดที่คุนหมิงประเทศจีนภายใต้การเลี้ยงดูของพี่เลี้ยงชาวเวียดนามที่พูดภาษาฝรั่งเศสได้แคล่วคล่อง เมื่อญี่ปุ่นบุกเข้าแผ่นดินจีน ครอบครัวของเขาก็ย้ายกลับมาอยู่ที่ไอร์แลนด์ถิ่นเกิดของผู้เป็นพ่อซึ่งจากไปหลังจากนั้นไม่นาน วัยเยาว์เขาจึงเติบโตภายใต้การดูแลของแม่ผู้ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ ด้วยความที่ถือสัญชาติไอริชตามพ่อ ซึ่งก็ทำให้เขารอดพ้นจากการถูกเกณฑ์ไปรบกับพลพรรคของนาซี เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมรุ่นจำนวนมาก

หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์อันโด่งดัง เขาก็ข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำงานวิชาการอยู่ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนลแห่งสหรัฐอเมริกา แต่เบเนดิกส์ก็ไม่ได้ทำงานวิชาการเกี่ยวกับไอร์แลนด์ อังกฤษ สหรัฐอเมริกาหรือแม้แต่คุนหมิงที่มีความเกี่ยวข้องกับเขา หากแต่เลือกทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเกี่ยวกับอินโดนีเซียโดยให้ความสนใจไปที่การยึดครองอินโดนีเซียของกองทัพญี่ปุ่นในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

เขาใช้เวลาไม่นานในการเรียนรู้ภาษาบาฮาซาอินโดนีเซียจนกลายเป็นอีกหนึ่งภาษาที่เขาพูดได้อย่างคล่องแคล่ว เขาจึงมีโอกาสได้พูดคุยกับคนอินโดนีเซียหลายคนที่เคยเข้าร่วมกับกองทัพญี่ปุ่น มุมมองของชาวอินโดนีเซียในขณะนั้นย่อมมองว่าชาติในเอเชียอย่างญี่ปุ่นนั้นเป็นมิตรกว่าฝั่งสัมพันธมิตรที่มาจากตะวันตกเช่นเดียวกับเจ้าอาณานิคม เมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้ลงในมหาสงครามเอเชียบูรพา อาวุธจำนวนมากของกองทัพก็ถูกส่งต่อให้กับกองกำลังเรียกร้องอิสรภาพของอินโดนีเซียที่นำโดยซูการ์โน ผู้ซึ่งต่อมาได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศในปี 1945  

อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีซูการ์โน ถูกนายพลซูฮาร์โตผู้เป็นลูกน้องของตัวเอง ใช้กำลังทหารยึดอำนาจในปี 1967 ก่อนที่ซูฮาร์โตจะนำประเทศเข้าสู่ระบอบเผด็จการเต็มรูปแบบ อินโดนีเซียที่เบเนดิกส์หลงรักกลับเต็มไปด้วยเลือดจากการสังหารหมู่คอมมิวนิสต์ที่บางคนประเมินว่ายอดผู้ถูกสังหารในช่วงนั้นอาจสูงถึง 3 ล้านคน

เบเนดิกส์ยังทำหน้าที่นักวิชาการอย่างตรงไปตรงมาทั้งการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเผด็จการทหาร โดยเฉพาะในปี 1971 เบเนดิกส์ร่วมกับรูท แม็คเวย์ (Ruth McVey) ร่วมกันเขียนเอกสารคอร์แนล (Cornell Paper) อันลือลั่น โดยเป็นการขุดคุ้ยถึงเบื้องหลังการทำรัฐประหารที่ล้มเหลวในปี 1965 ที่มีซูฮาร์โตอยู่เบื้องหลังหาใช้ที่คนเคยเข้าใจกันว่าเป็นการจัดฉากของซูการ์โน หรือเป็นฝีมือของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินโดนีเซียไม่ ผลของเอกสารคอร์แนลดังกล่าวก็ทำให้เขาถูกห้ามเข้าประเทศอินโดนีเซียในปีต่อมาและต้องรอเวลาอีก 35 ปีกว่าที่เรื่องดังกล่าวจะได้รับการยกเลิก

เมื่อคนรักปิดประตูใส่หน้า เบเนดิกส์จึงต้องมองไปรอบๆ และพบดินแดนอีกแห่งที่น่าสนใจนามว่า “สยาม” เขาชอบคำนี้มากกว่า “ไทย” ที่เป็นการอ้างอิงถึงชนชาติเดียว โดยละเลยกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ นับร้อยที่ต่างก็อาศัยอยู่บนดินแดนแห่งนี้ ตลอดทั้งหนังสือเล่มนี้ เขาจึงใช้คำว่า “สยาม” ในการเรียก “ราชอาณาจักรไทย”  โดยตลอด

สยามในปี 2516 (1973) กลายเป็นที่สนใจของคนทั้งโลก เมื่อพลังของประชาชนได้ล้มอำนาจของทหารที่ปกครองประเทศต่อเนื่องกับมาร่วมทศวรรษลงได้ ความสนใจของเบเนดิกส์จึงมุ่งมาที่สยามแห่งนี้แทน แน่นอนว่าไม่นานหลังจากนั้นเขาก็บรรจุภาษาไทยลงเป็นอีกหนึ่งภาษาที่สื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว แต่กระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์และทฤษฎีโดมิโนก็กำลังสร้างความหวาดกลัวให้กับชนชั้นนำของไทย

“แต่ท้องฟ้าที่ผ่องอำไพในทางการเมืองก็ไม่วายมีเมฆดำอยู่สองก้อน ก้อนมืดทะมึนที่สุดเห็นจะได้แก่ความพ่ายแพ้ที่กำลังใกล้เข้ามาของอเมริกาในสงครามเวียดนาม ที่กรุงเทพฯ หัวหน้าหน่วยซีไอเอได้ปล่อยข่าวว่าหากรัฐต่างๆ ในอินโดจีนตกเป็นคอมมิวนิสต์ โดมิโน ตัวถัดไปก็ได้แก่ประเทศไทย … อะไรเหล่านี้ก่อความตื่นตระหนกให้เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ฝ่ายขวา รวมถึงพวกเจ้าที่ในช่วงกลางปี 1975 ก็เริ่มตอบโต้ด้วยวิธีการที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ”

เบเนดิกส์ได้เห็นอุษาคเนย์ในยุค “บ้านเมืองของเราลงแดง” ทั้งการสังหารคนนับล้านในข้อหาคอมมิวนิสต์ที่อินโดนีเซีย ต่อด้วยสถานการณ์ขวาพิฆาตซ้ายในสยาม ทั้งการลอบสังหารศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยคอร์แนลอย่าง ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน และไม่นานหลังจากนั้นก็เกิดการสังหารหมู่การเมืองหลวงในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 

“ภายใต้ภาวการณ์เช่นนี้ได้เกิดลัทธิชาตินิยมที่วิตกร้อนรนอย่างใหม่ ซึ่งไม่อาจจัดลงให้อยู่ได้ทั้งฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา”

จุดหนึ่งที่ทำให้เบเนดิกส์ แตกต่างจากนักวิจัยชาวตะวันตกคนอื่นๆ คือสายตาที่มองมายังอดีตประเทศอาณานิคม ขณะที่ชาวตะวันตกในยุคนั้นจำนวนมากก็ยังมองประเทศอื่นๆ ด้วยสายตาเจ้าอาณานิคมผู้มีอารยะที่สูงส่งกว่า แต่เบเนดิกส์กลับมองด้วยสายตาของคนนอกที่ไม่ได้วางตนอยู่เหนือกว่า หากแต่เป็นมุมมองที่หลุดพ้นไปจากกรอบชาติพันธุ์ เรื่องราวการถูกกดขี่จากเจ้าอาณานิคม หรือการต่อสู้เพื่อเอกราช สู่การตั้งคำถามกับเรื่องราวที่กลายเป็นสายเลือดใหญ่ที่รัฐต่างๆ ใช้ในหล่อเลี้ยงความสมัครสมานสามัคคีในชาติ

ผมถามตัวเองด้วยคำถามต่างๆ ที่ผมไม่มีคำตอบ ความคิดชาตินิยมเกิดขึ้นเมื่อไหร่และที่ไหน? ทำไมมันถึงมีพลังในทางอารมณ์เช่นนั้น? มี ‘กลไก’ อะไรบ้างที่เป็นเหตุให้มันแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วและแพร่ขยายไปสู่โลก? ทำไมการเขียนประวัติศาสตร์ในแนวทางชาตินิยมจึงมักจะต้องเป็นแนวตำนานปรัมปรา กระทั่งถึงขนาดที่เป็นเรื่องเหลวไหลน่าหัวร่อ? ทำไมหนังสือเกี่ยวกับหัวข้อนี้เท่าที่มีอยู่จึงไม่น่าพอใจเอาเสียเลย? แล้วผมควรจะไปอ่านอะไรแทน?”

คำถามเหล่านี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของงานเขียนที่ในกาลต่อมาแทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวเขา

ในวัย 47 เบเนดิกท์ก็ได้ตีพิมพ์ผลงาน Imagined Communities หนึ่งในงานวิชาการที่ได้รับการอ่านอย่างกว้างขวางมากที่สุดชิ้นหนึ่งในโลกสังคมศาสตร์ สถิติใน Google Scholar ระบุว่างานชิ้นนี้ถูกอ้างถึงในงานวิชาการถึง 98,909 ครั้ง!!  เรียกว่าถ้าเทียบกับบางมหาวิทยาลัย เอางานทุกชิ้นของอาจารย์ทุกคนมารวมกันอาจจะยังไม่โดนเอ่ยอ้างมากเท่านี้

ยังไม่นับว่าอิทธิพลของงานที่กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการก้าวพ้นกรอบชาตินิยม หรือใครจะเรียกว่า “ชังชาติ” ก็แล้วแต่ เพราะเบเนดิกส์เองก็คงไม่แคร์หากโดนเรียกเช่นนั้น

“ในสมัยนั้น พอหนังทุกเรื่องฉายจบ ผู้ชมจะต้องยืนแสดงความเคารพเมื่อเพลงชาติดังขึ้นคลอไปกับบรรดาภาพเทคนิคคัลเลอร์ของราชินีเอลิซาเบธในวัยสาวผู้น่าเวทนาบนหลังม้า นี่มันเป็นการบำเพ็ญทุกรกิริยาชัดๆ ในขณะที่น้ำในดวงตาผมยังเอ่อคลอจาก Tokyo Story หรือเลือดในกายยังพลุ่งพล่านจาก The Battleship Potemkin การต้องมาทนดูอะไรไร้สาระของพวกเจ้าซึ่งบังคับกะเกณฑ์กันแบบนี้มันทรมานจริงๆ ไม่นานผมก็รู้จักเผ่นไปที่ประตูทางออกทันทีที่เพลงชาติเริ่มขึ้น โดยมีพวกรักชาติบ้าเลือดจำนวนมากคอยดักคว้าตัวผมไว้หรือไม่ก็คอยดักตีผมตรงทางออก”

เบเนดิกส์ แอนเดอร์สันเสียชีวิตลงเมื่อ 4 ปีก่อนที่ประเทศอินโดนีเซีย ความข้ามพรมแดนครั้งสุดท้ายของเขาคือการที่หนังสืออัตชีวประวัติถูกตีพิมพ์ออกมาครั้งแรก เป็นภาษาญี่ปุ่น ภาษาแห่งหมู่เกาะที่ความรักชาติเคยคร่าชีวิตคนไปหลายล้านคน

A Life Beyond Boundaries ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาไทยโดย ไอดา อรุณวงศ์ แห่งสำนักพิมพ์อ่าน ความน่าสนใจอีกประการคือ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เจ้าของสำนักพิมพ์โอเพ่นตัดสินใจสละลิขสิทธิ์ในการแปลหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้คุณไอดาได้เป็นคนแปล ตามความประสงค์ของเบเนดิกท์ผู้ล่วงลับ

อ่านหนังสือเล่มนี้ในฐานะนักวิชาการก็จะทำให้เราได้เห็นพัฒนาการของยักษ์ใหญ่ตนหนึ่งว่าแนวความคิดความเชื่อ การตั้งคำถามกับสิ่งรอบข้างแล้วนำไปสู่การหาคำตอบทางวิชาการนั้นทำอย่างไร การผนวกสิ่งที่พบเห็นทั้งในอินโดนีเซีย สยาม หรือฟิลิปปินส์ ให้ตกผลึกเป็นงานวิชาการแต่ก็มีใช้งานที่อ่านกันอยู่เฉพาะบนหอคอยงาช้าง หากแต่เขายังคำนึงถึงการเขียนให้ผู้อ่านสามารถอ่านรู้เรื่องในวงกว้าง มากกว่าการใช้ศัพท์แสงที่ใส่เข้ามาเพียงเพื่อทำให้งานวิชาการดูซับซ้อนหรือตามกระแสศัพท์ที่กำลังเป็นที่นิยม

“การทลายกำแพงที่สูงเกินเหตุของความเป็นสาขาวิชาลง มักจะช่วยพัฒนาข้อเขียนของนักวิชาการ ลดความน่าเบื่อ และเปิดทางไปสู่โลกของกลุ่มนักอ่านที่กว้างขวางกว่าเดิมมาก นี่มิใช่หมายความว่าจะต้องมาทำให้โง่ลง”

หากอ่านหนังสือเล่มนี้ในฐานะกบตัวหนึ่งนั้น อย่างน้อยก็จะฉุกคิดถึงกะลาที่ครอบทับเราอยู่ แม้ว่าช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้เขียนเองก็ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมิใช่น้อย มิตรสหายหลายท่านก็บอกผมว่า “ไปเปิดหูเปิดตา” มาแล้ว คงไม่คิดอะไรเหมือนพวกที่อยู่แต่ในกะลา แต่ผู้เขียนก็ยืนยันเสมอว่าเท้าที่ก้าวย่างไปไกล อาจจะไม่ได้พาเราไปไหนเลย หากกะลายังคงตามติดไปด้วย

ในเมื่อวาทะ “ควรให้ถนนลูกรังหมดประเทศก่อน” อันโด่งดังก็มาจากปากของอดีตเอกอัครราชทูตผู้ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมาค่อนชีวิต หรือในห้วงยามก่อนที่คณะราษฎรเริ่มหาญกล้าคิดที่จะก่อการ ก็มีเชื้อพระวงศ์ไม่น้อยที่ได้ไปดื่มด่ำรสขมของกาแฟในปารีสไม่แตกต่างกัน

ไม่ว่าตัวอยู่ที่ไหนแสงที่ลอดผ่านเข้ามาบางครั้งก็ทำได้แค่ส่องให้เราเห็นเปลือกกะลามากขึ้น แต่ใครจะไปรู้ว่ากะลาที่ครอบเราอยู่นั้นกว้างใหญ่หรือเล็กแคบเพียงไหน ความเจิดจ้าที่ทำให้ตาสว่างอาจจะมิใช่ดวงอาทิตย์อันไพศาลหากเป็นเพียงรูเข็มเล็กบนกะลา จะไปมั่นใจอะไรได้ว่าเราเข้าใจแล้วซึ่งจักรวาล ในเมื่อเราต่างก็มีกะลาเป็นของตัวเอง

“นั่งอยู่เงียบงันใต้เปลือกฝามิช้านาน เจ้ากบเริ่มรู้สึกว่ากะลานั้นแลโอบไว้สิ้นแล้วทั้งจักรวาล” 

อ้างอิง
ไกลกะลา (A Life Beyond Boundaries) เขียนเบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน แปลไอดา อรุณวงศ์ สำนักพิมพ์อ่าน (2562)

Written By

คิดถึง วัฒน์ วรรลยางกูร คิดถึงเสรีภาพที่ยังเดินทางมาไม่ถึง

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup