Connect with us

Subscribe

Interview

ครูมอส-อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี : ศิลปะบำบัดกับการใช้ธาตุทั้ง 4 เชื่อมโยงกายใจให้สมดุล

เรื่อง : สุกฤษฏิ์ บูรณสรรค์ / ภาพ : พิชญุตม์ คชารักษ์

พูดกันถึงศิลปะแล้ว หลายคนอาจจะนึกถึงงานสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ ที่จัดแสดงไว้อยู่ตามแกลเลอรี เป็นแวดวงระดับสูงที่ยากจะเข้าถึง แต่นั่นเป็นเพียงเสี้ยวเดียวของโลกศิลปะ เพราะมันมีนิยามที่กว้างขวางมากกว่านั้นหลายเท่า เกี่ยวพันกับทุกองค์ประกอบและปัจจัยของชีวิตอีกหลายส่วน

ซึ่ง อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี หรือ ครูมอส ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงศิลปะสายบำบัด หรือ Art Therapy ได้ค้นพบ และพยายามนำเสนอออกมา ทั้งจากประสบการณ์นับสิบปี ทั้งการก่อตั้งโรงเรียนศิลปะบำบัด และจนถึงงาน The Art of Elements and Therapy ที่หอศิลปะ BACC ปทุมวัน ที่ครูมอสบอกว่า เป็นงานใหญ่ระดับชีวิต

GM จึงเข้าไปพูดคุยในบรรยากาศอันแสนสบาย และทำความเข้าใจกับการเข้าถึงด้านใน ทั้งของชีวิต และงานศิลปะสายบำบัดในครั้งนี้ 

ทำงานเป็นนักศิลปะบำบัดมากี่ปีแล้ว

15 ปีครับ แรกเริ่มเดิมทีเราไม่ได้มุ่งมาทางนักศิลปะบำบัด ส่วนตัวเรียนจบคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยความที่เราสนใจศิลปะ ก็ทำให้เราตามหาและเรียนรู้ด้วยตัวเอง และได้มีโอกาสแสดงงานศิลปะตอนปีสาม แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในระบบของการเรียนการสอน นี่เป็นจุดแรกที่ทำให้เราแน่ใจ ว่าเส้นทางนี้คือทางที่ใช่

แนวทางของการศึกษาด้วยตัวเองของครูมอสในเส้นทางศิลปะ

เราเริ่มต้นอย่างง่ายๆ ก็เริ่มต้นด้วยภาพวาดสีน้ำ และสไตล์ภาพวาดแบบแลนด์สเคป ที่ไปกันได้กับอีกหนึ่งงานอดิเรกของเราคือการแต่งบทกวีน่ะครับ

ที่มาที่ไปของการเป็นนักศิลปะบำบัดของครูมอส

มันเริ่มต้นหลังจากที่เราสำเร็จการศึกษา และแน่ใจว่าเส้นทางศิลปะคือทางที่ใช่ของตัวเอง ก็แสวงหาและพยายามจะไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ ที่เล็งเอาไว้ตอนแรกคือที่เมืองสตุทการ์ท เยอรมนี ทำให้เรามีโอกาสได้เจออาจารย์ที่หลากหลาย ทำให้รู้ว่ามีแนวทางของเส้นทางศิลปะที่นอกเหนือจากการเรียนตามระบบ อย่างเช่นโรงเรียนทางเลือก เป็นต้น

ที่นั่น เราใช้เวลาอยู่เกือบประมาณแปดปี ตั้งแต่อายุ 22 แต่เรียนในแนวทางที่หลากหลาย ทั้งเรียนทางด้านศิลปะ เรียนอบรมครู และมาสุดที่เรียนศิลปะบำบัด เนื่องจากมีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่ทางเยอรมนีไม่ออกวีซ่าให้ ทำให้เราไม่สามารถสมัครเข้าเรียนต่อได้ ก็มองหาว่าจะเบนเข็มไปที่ไหนต่อ ก็เลยเดินทางไปอังกฤษ ซึ่งเราเจอโรงเรียนที่สอนศิลปะ แต่เป็นศิลปะบำบัด ชื่อ Hibernia School of Artistic Therapy ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่ได้มีประสบการณ์ในด้านนี้มากนัก แต่อาศัยว่าเราทำงานกับเด็กๆ ในฐานะครูมาก่อน ก็เลยตัดสินใจลองเรียนดูครับ

ชีวิตในฐานะนักศึกษาศิลปะบำบัดที่อังกฤษในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นอย่างไร

อันนี้ค่อนข้างจะแปลกอยู่นิดหนึ่ง เพราะเราต้องเรียนรู้และทำงานร่วมกับผู้คนที่มีความต้องการพิเศษในฐานะที่เราขอทุนเรียน ส่วนใหญ่เป็นออทิสติก ซึ่งถือได้ว่าค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศไทย ทำให้เราไม่ได้เพียงแค่เรียนศิลปะ แต่ต้องคอยดูแลพวกเขาอย่างใกล้ชิด จนสำเร็จตามหลักสูตร เราก็มุ่งกลับมาที่เยอรมนี และเรียนรู้ทางด้านศิลปะบำบัดเต็มตัว เพราะมันชัดเจนแล้วว่า นี่เป็นทางที่ใช่จริงๆ

ชีวิตช่วงหลังจากกลับจากต่างประเทศ

หลังจากกลับมา เราทำงานเป็นนักศิลปะบำบัดในโรงพยาบาลมาก่อน ทำอยู่ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ทำอยู่เกือบสิบปี

ถ้าให้นิยามความหมายของคำว่า Art Therapy หรือศิลปะบำบัด จะสรุปนิยามอย่างคร่าวๆ ได้อย่างไร

จริงๆ ศิลปะบำบัดนั้นเป็นคำที่ใหญ่มาก พอๆ กับคำว่า Art หรือศิลปะคืออะไร แต่ถ้าให้นิยามจริงๆ ก็คงเป็น การเติมสมดุลให้คนที่ขาดด้วยงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะด้านใดก็ตาม ตั้งแต่วาดภาพ การละคร แม้แต่การจัดดอกไม้ก็ถือได้ว่าเป็นศิลปะบำบัดประเภทหนึ่ง ดังนั้นแล้ว ศิลปะบำบัด ก็อาจจะหมายรวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิตให้มีศิลปะด้วยเช่นกัน ซึ่งจริงๆ เราควรจะมีศิลปะอยู่ในทุกช่วงของการใช้ชีวิตนะ  เอาเข้าจริงศิลปะมันอยู่ในตัวของพวกเราทุกคนตั้งแต่ยังเด็กๆ ไม่ได้เฉพาะแต่ว่าจะต้องสอบเข้าโรงเรียนศิลปะ เรียนมาตามระบบ แต่ในปัจจุบัน ชั่วโมงเรียนและกิจวัตรต่างๆ เบียดบังการพัฒนาทางด้านศิลปะของเราไปจนหมด

แล้วศิลปะบำบัดของครูมอส ลงลึกไปจนถึงระดับใด?

ถ้าพูดถึงตัวเนื้องานแล้วศิลปะบำบัดในแนวมนุษยปรัชญาเชื่อมโยงกับงานด้านกายและใจเป็นอย่างมาก เราใช้ศิลปะบำบัดที่เหมาะสมกับช่วงวัย อาการและความเป็นไปต่างๆในตัวเขา โดยมีลำดับขั้นตอนการทำงานตั้งแต่เริ่มให้ลงมือทำเพื่อสังเกตสิ่งต่างๆในการวาดระบายของเขา คงเคยได้ยินประโยคหนึ่งที่ว่าศิลปะเป็นกระจกสะท้อนด้านวิญญาณ

หลักเกณฑ์ในการพิจารณาความเหมาะสมของหลักสูตรศิลปะบำบัดของครูมอส

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น เราพิจารณาตามช่วงอายุและตามอาการหรือโรคที่เหมาะสม อย่างเช่น ถ้าเด็กเล็กก็อาจจะปั้นขี้ผึ้งแต่ยังไม่ใช่ดิน เพราะดินเป็นธาตุหนัก หรือถ้าเด็กที่โตขึ้นมาก็ระบายสีเพราะเป็นการทำงานที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก เป็นต้น 

ที่มาที่ไปของการเปิดโรงเรียนในภูเขาโดย 7 Arts Inner Place

มันเริ่มต้นหลังจากที่เรากลับมาและคิดว่าอยากจะพำนักอาศัยที่อำเภอเชียงดาว ประมาณปี 2554 แต่มาเปิดจริงตอนปี 2559 ซึ่งมาถึงวันนี้ ก็สามปีพอดี บวกกับการที่เราเคยเป็นนักศิลปะบำบัดในโรงพยาบาล เราก็มาคิดต่อยอดว่า มันจะดีกว่าหรือเปล่า ถ้าเราสามารถเริ่มจากต้นทาง เพราะการบำบัดมันคือปลายทาง การ Prevention ถ้าได้เกิดขึ้นมันจะดีกว่าหรือไม่ นั่นเป็นหลักคิดที่ทำให้เราตัดสินใจเปิดโรงเรียนศิลปะขึ้นมา เพื่อป้องกันตั้งแต่ต้นทาง และเสริมสร้างความสมดุลให้กับเด็กๆ 

แล้วเราจะทราบได้อย่างไร ว่าคนไหนที่ยังขาดสมดุลของชีวิต แม้ว่าภายนอกจะดูปกติดีเหมือนคนทั่วไป

ต้องย้อนถามกลับนะ ว่า ‘ปกติ’ นั้น มันหมายถึงอะไร ถ้าได้คำตอบนั้น มันจะสามารถพิจารณาได้ อย่างเช่น เด็กๆ ในช่วงเจ็ดปีแรก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำงานกับมือและเท้าให้เป็นอิสระ ต้องได้เคลื่อนไหว แต่เด็กๆ บ้านเราใช้มือในการเขียนหนังสือ มันถูกล็อคเอาไว้ ซึ่งถ้าเราเห็นจุดนี้ เราจะพบว่าการศึกษาในปัจจุบันไม่ได้พูดถึงตัวเด็ก แต่พูดในสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เกิดขึ้นในตัวเด็ก ซึ่งมันไม่เป็นธรรมชาตินะ เพราะเด็กแต่ละช่วงวัยก็จะมีความพร้อมสำหรับสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างกัน มันเป็นการขีดเส้นเพื่อ Screen คนแบบหุ่นยนต์เลย ซึ่งมันควรกลับมาตั้งคำถามใหม่นะ ว่าเรากำลังตั้งมาตรฐานแบบผู้ใหญ่อยู่หรือเปล่า

จากที่เริ่มต้นเป็นนักศิลปะบำบัด มาจนถึงปัจจุบัน ความเข้าใจของคนทั่วไปที่มีต่อศาสตร์นี้ เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด

ส่วนตัวมองว่ามีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงสองปีที่ผ่านมา สังเกตได้ว่าคนเริ่มเข้ามาแสวงหาสิ่งเหล่านี้มากขึ้น ซึ่งเราเองก็ได้มีโอกาสร่วมงานกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น สสส. ในโครงการ ศิลปะด้านใน ที่ใช้พัฒนาศักยภาพของคน เป็นงานที่ต้องใช้เวลา และเรายังคงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างตั้งแต่ต้นทาง ทำให้เราทำงานร่วมกับครูโดยตลอด เพื่อให้คุณครูสามารถออกแบบหลักสูตรที่เหมาะสมกับสภาพโดยธรรมชาติของเด็กจริงๆ เป็นงานที่ทำในระดับประเทศ ทั้งภาคกลางจนถึงภาคอีสาน เป็นงานที่สำคัญมากๆ ชิ้นหนึ่ง เพราะมันตอกย้ำในแนวทางที่เราเดินมา และบ่งชี้ชัดถึงความจริงว่า ครูและพ่อแม่ผู้ปกครอง จะขาดซึ่งศิลปะไปไม่ได้เลย มันเป็นโครงการที่ทำร่วมกันทั้งครู เด็ก พ่อแม่ผู้ปกครองไปพร้อมๆ กัน

การใช้เวลาของศิลปะบำบัด กับสภาวะความรวดเร็วของโลกยุคดิจิตอลเป็นสิ่งที่ค่อนข้างขัดแย้งกันในตัวเอง ครูมอสรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างไร

นี่เป็นสิ่งที่ต้องย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอนะครับ ว่าเราจะเร็วไปกว่านี้ไม่ได้ มันต้องใช้เวลา ค่อยเป็นค่อยไป เราในฐานะครู ก็ต้องคอยสอนนักเรียนถึงความเป็นปกติของโลก ที่เวลายังคงมีอยู่เท่าเดิม และมนุษย์ยังคงต้องการเวลาเพื่อการเติบโตและเปลี่ยนแปลง ซึ่งคนที่มาเรียนหรือบำบัดกับเราจะรู้สึกและสัมผัสได้ว่า ได้กลับเข้ามาอยู่ในตัวเอง ได้ใช้เวลาอย่างที่ควรจะเป็นจริงๆ โดยเฉพาะกับศิลปะบำบัด ที่ผลลัพธ์ไม่ใช่สิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียว แต่ระหว่างทางก็สำคัญไม่แพ้กัน

ที่มาที่ไปของการจัดงานแสดงศิลปะ Art of Elements and Therapy ของครูมอส

มันเริ่มต้นจากทาง BACC ติดต่อเข้ามาครับ ซึ่งก็คือคุณพิชญา ศุภวาณิช ที่เป็น Curator รุ่นดั้งเดิมเมื่อสี่ปีที่แล้ว ซึ่งพี่เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับศิลปะบำบัดมาก่อน พอได้คุยและทำการค้นคว้าเพิ่มเติมเขาก็สนใจ และทำให้เกิดงานจัดแสดงนี้ขึ้นมา ซึ่งในระหว่างทาง เราก็ตกผลึกแนวคิดของตนเองมาบ้าง ก็นึกต่อไปว่าเราจะบอกเล่าเรื่องราวของศิลปะบำบัดและเพื่อนร่วมแวดวงอย่างไร ให้คนที่ไม่เคยรู้ได้เข้าใจ เราก็ปรึกษากับหลายคนทีเดียว ก็มาได้ข้อสรุปว่าบอกเล่าเกี่ยวกับธาตุ หรือ Elements อันเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง ดิน น้ำ ลม ไฟ เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยกันทั้งสิ้น อันเป็นที่มาของชื่อและรูปแบบการนำเสนอของงานครับ

เกณฑ์ในการคัดเลือกงานเพื่อนำมาจัดแสดงในงานครั้งนี้

เรานึกถึงนักศิลปะบำบัดที่จะชวนมาเล่า เราก็นึกถึงศิลปินที่ทำงานพุ่งตรงผ่านธาตุต่างๆ อีกหลายท่าน อาทิ อาจารย์สมรักษ์ คุณนิติ วัตตุยา หรือศิลปินไม้ไผ่ ซึ่งก็เป็นเพื่อนศิลปินในแวดวง เราจะเราเรื่องราวของมนุษย์ผ่านสีสัน ที่กลายมาเป็นอุโมงค์ไม้ไผ่ ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามฟอร์ม ทั้งสี แสง รวมถึงแบ่งออกเป็นแต่ละบทตอน ซึ่งจะมีรายละเอียดในแง่มุมของตนเอง  รวมถึงกระบวนการบำบัดจากกรณีศึกษาเป็นการแสดงให้เห็นว่า ถ้าจะทำศิลปะบำบัดนั้น จะมีกระบวนการหรือขั้นตอนใดบ้าง รวมถึงห้อง Response Art ที่จัดแสดงกระบวนการที่เกิดขึ้นจากด้านในของนักศิลปะบำบัด นี่ก็นึกเลยไปถึงคำว่า Freedom หรืออิสรภาพ ซึ่งจำเป็นต้องมีอยู่ในการทำงาน นั่นทำให้ผมนึกถึงผู้ต้องขัง ซึ่งตัวเองก็มีประสบการณ์การทำงานกับเรือนจำมาแล้ว และในรอบสองถึงสามปี เราก็ได้ทำงานร่วมกับเรือนจำต่างๆ อย่างเช่นเรือนจำที่อยุธยาอย่างใกล้ชิดอยู่ สอดคล้องกับนโยบายที่จะทำให้เรือนจำมีต้นแบบในการพัฒนาทางด้านใน

ผลตอบรับของการจัดงานในรอบหลายวันที่ผ่านมา

ค่อนข้างเป็นไปได้ด้วยดีนะครับ หลังจากที่ประชาสัมพันธ์ออกไป ก็มีคนที่เขียนถึงความประทับใจมากมายเลยทีเดียว เค้าก็เห็นความตั้งใจของงานและที่ทางหอศิลป์ส่งผ่านออกมา

ความคาดหวังที่มีต่อการจัดงานครั้งนี้

ผมคาดหวังว่าจะให้คนเห็นอีกมิติหนึ่งของศิลปะ เพราะถ้าพูดถึงศิลปะในบ้านเรา มันยังไปไม่ถึงมุมที่เข้ามาถึงด้านในมากนัก ซึ่งเราอยากจะพาให้เห็นว่าศิลปะสามารถเข้าถึงได้กับคนทุกผู้ทุกวัย  แม้แต่ในเรือนจำก็มีศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนชรา ศิลปะสามารถไปได้หมด มันขึ้นอยู่กับว่าเรามีมุมมองอย่างไร ให้เห็นว่าศิลปะไม่ได้เป็นเรื่องของนักเรียนศิลปะเท่านั้น แต่อยู่ในทุกช่วงของชีวิต อยู่ในทุกความตั้งใจ อยู่ในทุกบริบท ถ้าเราอิงกับนิยามว่าศิลปะอยู่ในชีวิตของเรา ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผู้ป่วย เป็นเรื่องของความงามที่ทำให้สังคมที่น่าอยู่ มีจังหวะที่ลงตัว มันก็เป็นมุมมองที่กว้างขวางมากขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่ผมคาดหวังครับ

Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup