Connect with us

Subscribe

Vision

วาทศิลป์แห่งยุคกรีกโบราณ-ศตวรรษที่18 ที่เหล่านักคิดใช้เพื่อจูงใจคน

“วาทศิลป์ที่เก่งกาจ มีความสำคัญเทียบเท่ากับความกล้าหาญในสนามรบ”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการพูดจูงใจคน เป็นศาสตร์หนึ่งที่คนยุคนี้ให้ความสนใจ เราจึงเข้าคอร์สอบรม ซื้อหาหนังสือมาอ่าน หรือฟังพอดแคสต์เพื่อเพิ่มทักษะนั้นให้กับตัวเองอยู่เสมอ 

แท้จริงแล้วศาสตร์ของการพูดนั้นอยู่กับเรามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในยุคกรีกโบราณที่หลายคนยกย่องให้เป็นชนชาติที่มีความสามารถในการพูดโน้มน้าวจิตใจมาก 

เพราะสมัยนั้นกรุงเอเธนส์ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยทางตรง พลเมืองในรัฐสามารถมีส่วนร่วมกับสังคม และได้รับอนุญาตให้แสดงความคิดเห็นด้านการเมืองการปกครองผู้พูดเก่ง จึงสามารถใช้คำพูดเพื่อโน้มน้าวให้คนเชื่อถือและชื่นชอบในตัวเขา คนที่พูดได้ใจประชาชนจึงจูงใจคนให้สู้รบเป็นพวกได้ไม่ยาก

กลุ่มคนที่โดดเด่นในช่วงเวลาดังกล่าว ก็คือพวกที่เป็น ‘โซฟิสต์’ เป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญต่อวิวัฒนาการของวาทวิทยา พวกเขาตั้งตนเป็นอาจารย์เพื่อสอนวิชาการพูดในที่สาธารณะ โดยมีจุดประสงค์ต้องการสอนให้พลเมืองในรัฐใช้วาทศิลป์เพื่อสร้างความสำเร็จในสังคม

‘โปรแทกอรัส (Protagoras)’ เป็นพวกโซฟิสต์คนแรกๆ ที่ริเริ่มเก็บเงินค่าสอน ค่าเลคเชอร์ วิธีการสอนของโปรแทกอรัสคือให้ความสำคัญกับการใช้โวหารที่ถูกต้อง เขาจะใช้วาทศิลป์เพื่อการโต้แย้งความจริง 

ในความหมายของเขาขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคลดั่งคำกล่าวอันโด่งดังของเขา Man is the Measure of All things. หรือมนุษย์เป็นผู้ตัดสินทุกสิ่งทุกอย่าง 

โซฟิสต์พวกนี้เน้นสอนให้เยาวชน โดยเฉพาะชนชั้นสูงในเอเธนส์ ก้าวขึ้นสู่การเป็นบุคคลผู้มีอำนาจและสามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้มากกว่าคนอื่น บางคนอาจเห็นว่าโซฟิสต์เป็นพวกมีปัญญาเฉลียวฉลาด และมีคารมคมคายเป็นเลิศ ขณะที่อีกกลุ่มกลับดูแคลน หาว่าพวกโซฟิสต์ขาดจริยธรรม และเป็นเพียงครูสอนวาทศิลป์ที่ไม่เอาใจใส่ต่อสัจจะ ตลบตะแลง ปลิ้นปล้อนเพื่อจูงใจผู้ฟัง

ถ้าคุณได้อ่านหนังสือเบสต์เซลเลอร์เล่มล่าสุดอย่าง Talk Like Ted ก็คงจะรู้จัก 3 คำนี้กันแล้วเราขอย้อนกลับไปถึงต้นกำเนิดของมัน เมื่อนักปรัชญากรีกผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมาของพวกโซฟิสต์ คือ ‘เพลโต’ เขาได้วิพากษ์วิจารณ์ว่าพวกโซฟิสต์นั้นใช้วาทศิลป์เพื่อการหลอกลวงมากกว่าการค้นหาความจริง เพลโตค่อนข้างมองการใช้วาทศิลป์ในแง่ลบ แต่งานเขียนของเขากลับก่อให้เกิดพัฒนาการอย่างใหญ่หลวง

เพลโตให้คุณค่ากับการโน้มน้าวด้วยความรู้มากกว่าคำกล่าวของเขาที่ว่า “จะไม่มีศิลปะการพูดที่แท้จริง ที่จะแยกออกจากความจริงได้เป็นอันขาด” 

เรื่องการพูดสำหรับเพลโต จึงต้องเป็นไปเพื่อการรักษาเยียวยาวิญญาณของมนุษย์ อวิชชาหรือความเขลาทั้งหลายควรได้รับการขจัดไปโดยการบอกเล่าสั่งสอนจากผู้รู้ที่จะใช้วาทศิลป์ให้เกิดประโยชน์ เพลโตจึงสนับสนุนให้ผู้พูดใช้สัจจะในการโน้มน้าวใจคนฟัง ศิษย์เอกของเพลโตอย่าง ‘อริสโตเติล’ ฉายาหนึ่งของเขาคือ ‘บิดาของวาทวิทยา’

หลังจากเพลโตเสียชีวิต อริสโตเติลได้เปิดโรงเรียนของตนเองขึ้น เพื่อสอนวิชาการต่างๆ ให้กับพลเมืองในรัฐ โดยมีวิชาวาทวิทยา ที่เป็นอีกสาขาหนึ่งที่มีชื่อเสียงนอกจากนี้อริสโตเติลยังมีงานเขียนเกี่ยวกับวาทวิทยา ในหนังสือ The Rhetoric of Aristotle ในมุมมองของเขา การพูดคืออำนาจที่จะค้นพบวิธีการต่างๆ เพื่อใช้โน้มน้าวใจคน เพราะฉะนั้นผู้พูดจะต้องรู้จักจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของผู้ที่เขาต้องการชักจูง

ใน Talk Like Ted เขายกวิธีของอริสโตเติลนี่แหละมาประยุกต์ใช้กับการพูดบนเวทีในยุคสมัยของเรา เหมือนการนั่งไทม์แมชชีนข้ามประวัติศาสตร์มนุษยชาตินับพันปี เพื่อยืนยันว่าหลักการพูดนั้นดำรงอยู่อย่างสากล ข้ามเวลาและสถานที่มาถึงวันนี้

การชักจูงผู้ฟังจะประสบความสำเร็จสำหรับอริสโตเติล จะต้องประกอบด้วยปัจจัย 3 ประการ

Ethos (ทัศนคติและความเชื่อ) บุคลิกของผู้พูดที่ทำให้คนฟังเกิดความประทับใจ ผู้พูดจะต้องแสดงเชาวน์ปัญญาและน้ำใจไมตรี จึงจะสามารถสร้างความเชื่อถือจากผู้ฟัง

Logos (ตรรกวิทยา) การชี้แจงเหตุผลที่จะต้องประกอบด้วยข้อเท็จ-จริง และหลักฐานต่างๆ ที่สนับสนุนสิ่งที่พูด

Pathos (ความรู้สึก) สภาพอารมณ์ของผู้พูดและผู้ฟังที่มีร่วมกัน ไม่ใช่เพียงการปลุกปั่นอารมณ์ของผู้ฟัง หากแต่เป็นการโน้มน้าวให้ผู้ฟังมีจิตใจที่จะฟังวาทะอย่างมีวิจารณญาณด้วย

อริสโตเติลยังเป็นนักพูดที่มีผู้ฟังประทับใจมากที่สุดคนหนึ่ง ทุกครั้งขณะที่เขาแสดงปาฐกถา เขาจะใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวล ควบคู่กับคารมคมคายและโวหารที่เฉียบแหลม เร้าใจผู้ฟังอยู่ตลอดเวลา ใครๆ ก็ชอบฟังเขาพูด นอกจากอริสโตเติลจะพูดเพื่อการสอนคนแล้ว เขายังได้พูดเรื่องสำคัญๆ อย่างประชาธิปไตยและการศึกษา โดยมองว่า ประชาธิปไตยต้องอาศัย

การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญ วาทศิลป์จึงเป็นกิจกรรมสาธารณะ ที่เกิดขึ้นในเรื่องการเมืองและดำเนินไปพร้อมกับจริยศาสตร์

How to Win Friends and Influence People

“พิสูจน์สิ่งที่เรายืนยันว่าเป็นจริง เพื่อชนะใจและสร้างความรู้สึกเป็นมิตรในหมู่คนฟัง รวมทั้งเพื่อเร้าอารมณ์ที่เราปรารถนาในใจคนฟัง”

ฟังดูเหมือนแนวคิดในหนังสือของเดล คาร์เนกี ในอีกหลายพันปีต่อมา แต่นี่คือแนวคิดเรื่องการพูดของ ‘ซิเซโร’

ถ้านักปราชญ์ชาวกรีกเปรียบเป็นผู้ที่ให้หลักการทางวาทวิทยา นักปราชญ์ชาวโรมันคงเป็นผู้ที่นำหลักการเหล่านั้นไปปฏิบัติและขัดเกลาให้รื่นหูมากขึ้น

‘ซิเซโร’ เป็นนักพูดที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของโรมัน ผลงานสุนทรพจน์ของเขาได้รับการยกย่องตลอดมา กระทั่งปัจจุบันยังถูกนำมาใช้เป็นแบบเรียนในมหาวิทยาลัยและสถาบันการฝึกพูดทั่วโลก ซิเซโรมักเดินทางไปพูดตามสถานที่ต่างๆ ในชุมชน การพูดของเขาเรียกความสนใจจากผู้ฟังได้อย่างล้นหลาม นอกจากเป็นนักพูดที่เก่งกาจแล้ว ซิเซโรยังได้รับความนิยมจากชาวโรมันให้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองด้วย ทฤษฎีของซิเซโรที่ใช้ในการพูดเพื่อจูงใจทั้ง 5 ขั้นตอน นับเป็นมรดกตกทอดที่ใช้สำหรับการเรียนการสอนในปัจจุบัน ได้แก่

Invention (การคิดค้น) ผู้พูดควรกำหนดว่าจะเลือกสิ่งใดมานำเสนอแก่ผู้ฟัง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวผู้ฟังมากที่สุด

Organization (การประมวลความคิด) การนำความคิดมาจัดระเบียบและลำดับให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้ผู้ฟังเกิดความสับสน

Style (การใช้ภาษาและลีลา) ซิเซโรเสนอว่า ควรใช้ภาษาและลีลาที่ทำให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย ได้แก่ ถ้อยคำที่กระชับ ชัดเจน และการแสดงออกด้วยท่วงท่าที่แจ่มใส เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น

Memory (การกำหนดการจดจำ) ผู้พูดที่ดีควรจดจำเนื้อหาที่จะพูดให้แม่นยำเสียก่อน โดยการฝึกซ้อม และเตรียมความพร้อม

Delivery (การแสดงออก) การแสดงออกจะต้องเหมาะสม ทั้งการใช้เสียง อากัปกิริยา และมีมารยาทในการพูด

Delivery (การแสดงออก) การแสดงออกจะต้องเหมาะสม ทั้งการใช้เสียง อากัปกิริยา และมีมารยาทในการพูด

Knowledge Diffusion

สโลแกนว่า ‘Ideas Worth Spreading’ ของ TED Talks ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันมีมาก่อนหน้านี้นานโข ตั้งแต่ยุคโรมันสำหรับนักพูดเด่นๆ ในสมัยโรมันอีกคนหนึ่งที่ควรทำความรู้จัก คือ ‘ควินติเลียน’ ผู้ให้น้ำหนักกับประเด็นทางศีลธรรม นักพูดในความคิดของควินติเลียน จึงต้องเป็นคนดีพูดดี (The good man speaking well) ผู้พูดจึงมีพันธกิจอันสำคัญในการสั่งสอนศีลธรรมและความประพฤติที่ดีให้แก่ตัวผู้ฟังด้วย

แนวโน้มของการพูดนั้นค่อยๆ กระจายออกไปสู่จุดประสงค์อื่นๆ อย่างที่ย้อนไปดูยุคกรีก-โรมัน จะเห็นว่าการพูดเป็นเรื่องของรัฐและอำนาจ แต่ต่อมาโลกตะวันตกก้าวสู่ยุครุ่งเรืองของคริสต์ศาสนา การพูดก็กลายเป็นเรื่องจริยธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความคิดของควินติเลียนพอมาถึงยุคกลาง เซนต์ ออกัสติน นักเทววิทยาในยุคกลางเป็นนักพูดคนสำคัญ เขาได้ประยุกต์การพูดเข้ากับการเทศนา โดยเชื่อว่าวาทศิลป์เป็นไปเพื่อการสั่งสอนและโน้มน้าวจิตใจให้คนทำดี ตามหลักธรรมในพระคัมภีร์นั่นเอง

ในช่วงศตวรรษที่ 16-17 เป็นยุคเรเนซองส์ หรือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ การพูดก็ได้รับการฟื้นฟูกลับมา ด้วยการหันกลับไปศึกษายุคกรีก-โรมัน นำมาผสมผสานความคิดแบบวิทยาศาสตร์เข้าไปด้วย

จุดประสงค์ของการพูด กลายเป็นเรื่องของการกระจายความรู้ ซึ่งนี่ก็คือแนวโน้มของการพูดในยุคปัจจุบันของเรา ที่เห็นได้ชัดเจนจาก TED Talks ที่ถือว่าเวทีการพูดนั้นเป็นแพลตฟอร์มในการเผยแพร่ไอเดียที่ควรค่า

ก่อนจะเป็น TED Talks ‘ฟรานซิส เบคอน’ คือนักวาทวิทยาจากยุคเรเนซองส์ ก็ทำสิ่งเดียวกันนี้ไว้แล้ว ในความที่เขาเป็นนักคิดเชิงประจักษ์ ที่เชื่อว่าความรู้ทั้งหลายมาจากประสาทสัมผัสทั้งห้า เบคอนบอกว่า “ความรู้เป็นสิ่งสากล และสัจจะที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่กำเนิด” เบคอนมองว่าแท้จริงแล้วจิตของมนุษย์นั้นว่างเปล่า ความรู้จึงมาจากประสบการณ์จากประสาทสัมผัสทั้งห้าเท่านั้น

เบคอนชี้ว่าการพูดสามารถช่วยขยายความศาสตร์ต่างๆ ให้มองเห็นได้กระจ่างชัดเจน การพูดคือการใช้เหตุผลผสมผสานเข้ากับจินตนาการเพื่อให้จิตถูกโน้มน้าวได้ดีขึ้น

เหตุผล ความรู้ และการเอาใจใส่เนื้อหาที่พูด มีความสำคัญฉันใด ลีลาในการกล่าววาทะก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

Vivacity : Let Me Entertain You

เสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ รวมถึงพรีเซนเทชั่นที่น่าตื่นตาตื่นใจ อย่างที่เราเห็นกันในงานทอล์กแห่งยุคสมัยของเรา มีที่มาตั้งแต่ยุคสมัยใหม่

ในโลกสมัยใหม่ การพูดได้วิวัฒนาการตัวเองต่อมา โดยมีลีลาในการพูดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เริ่มมีการออกแบบท่าทางหรือลีลาประกอบสุนทรพจน์การออกท่าทางแบบธรรมชาติ และการเอาชนะใจผู้ฟังด้วยการพูดที่จริงใจ ใช้น้ำเสียงเหมาะสม และบ่งบอกความรู้สึกด้วยสีหน้าของผู้พูด

ศตวรรษที่ 18 อังกฤษเริ่มมีการปกครองแบบรัฐสภา การพูดจึงมีบทบาทในการสนับสนุนสิทธิของรัฐสภา แนวคิดเชิงประจักษ์ของ ฟรานซิส เบคอน ได้รับการพัฒนาโดย ‘จอห์น ล็อค’ ล็อคได้ตีพิมพ์งาน An Essay Concerning Human Understanding ที่ส่งอิทธิพลต่อแวดวงวาทวิทยาเป็นอย่างสูง ผลงานของล็อคได้ตอกย้ำความเชื่อของเบคอนว่า ‘จิตของมนุษย์นั้นว่างเปล่า ความรู้หรือหลักการต่างๆ จึงมาจากประสบการณ์’

เช่นเดียวกับ ‘เดวิด ฮิวม์’ นักคิดเชิงประจักษ์อีกคนหนึ่ง ได้เสนอทฤษฎีการเชื่อมโยงมโนภาพที่เกิดขึ้นภายในจิต ซึ่งมโนภาพนั้นมีที่มาจากรอยประทับของสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก แนวคิดเรื่องมโนภาพของฮิวม์นี้เองที่ส่งผลให้นักวาทวิทยาในยุคสมัยใหม่ได้นำมาศึกษาและพัฒนาต่อ ‘จอร์จ แคมพ์เบลล์‘ นักวาทวิทยาผู้รับอิทธิพลจากฮิวม์ เชื่อว่า ‘วาทวิทยามีรากฐานอยู่บนจิตวิทยา’ เขาบอกว่าอำนาจภายในจิตก่อให้เกิดการโน้มน้าวใจในตัวมนุษย์ขึ้นมาได้ ผู้พูดควรจะมีความรู้เกี่ยวกับผู้ฟังให้มาก และผู้พูดสามารถใช้ประโยชน์จากมโนภาพของจินตนาการในการโน้มน้าวให้ผู้ฟังเห็นภาพแล้วจึงเกิดการคล้อยตามได้

แคมพ์เบลล์เป็นผู้ให้กำเนิดคำศัพท์ใหม่ Vivacity หรือ ความร่าเริง ความมีชีวิตชีวา ความสนุกสนาน ความเบิกบาน นี่คือจังหวะเวลาที่ความสนุกสนานสอดแทรกตัวเองเข้ามาในการพูดเพื่อส่งต่อความรู้ ความสนุกสนานจะช่วยเสริมให้เนื้อหาที่พูดมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น หากผู้พูดพูดด้วยความบันเทิง เร้าใจ และมีการสื่อสารความคิดที่กระจ่างชัดเจน มีชีวิตจิตใจไปยังผู้ฟังกล่าวโดยสรุป วาทวิทยาในสมัยศตวรรษที่ 18 ได้เปลี่ยนความสนใจจากการมุ่งโน้มน้าวผู้ฟัง ด้วยการเร้าจินตนาการผู้ฟัง และมุ่งสู่วิธีการเชิงประจักษ์ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนับเป็นก้าวใหม่ของวาทวิทยา ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ได้รับการศึกษาอย่างแพร่หลายมากขึ้นในเวลาต่อมา

Style, Rhetoric, and Postmodern Culture

ในที่สุด โลกก็ได้ทำความรู้จักกับ ‘วาทวิทยาแบบโพสต์โมเดิร์น’ เป็นความพยายามมองหาทฤษฎีใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากยุคกรีก-โรมัน และต่างจากยุคสมัยใหม่หรือยุคแห่งวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 18

ในยุคนี้มีความเชื่อว่า ‘ประเด็นของปัญหาต่างๆ ในสังคมจะเป็นตัวเร่งหรือท้าทายการเสาะแสวงหาวาททฤษฎีใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น’ ดังเช่นความพยายามตั้งคำถามกับเนื้อหาและลีลาในการสร้างทฤษฎี ของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรี ที่ได้ตีพิมพ์บทความหนึ่งซึ่งบ่งชี้ให้เห็นว่า “วาทศาสตร์นั้นไม่เป็นแนวทางที่เอื้อประโยชน์ในการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี” เพียงเอ่ยถึงการเรียกร้องเพื่อสตรี ก็ไม่สามารถดึงดูดใจผู้ฟังที่ฝักใฝ่การพูดที่เต็มไปด้วยขนบของการแบ่งแยกเพศ

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ความพยายามในการสร้างสรรค์วาทศิลป์เพื่อชุมชน โดย แม็คกี เขาได้ตีพิมพ์บทความชื่อ In Search of ‘the People’ : A Rhetorical Alternative ที่บอกว่าการพูดไม่ควรทำหน้าที่เพียงแค่โวหารที่จะสอนผู้ฟังเท่านั้น หากแต่นักพูดควรมองตนเองเป็นผู้ฟัง โดยตระหนักว่าชีวิตในสังคมชุมชนก็คือการเป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟังด้วย ‘มีแชล ฟูโก’ นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสยุคโพสต์โมเดิร์น พูดถึง Discourse และแนวคิดเรื่องอำนาจ ฟูโกได้ตั้งคำถามว่า “กฎเกณฑ์อะไรที่ทำให้ข้อความบางอย่างพูดได้ ขณะที่บางอย่างพูดไม่ได้”

กระทั่งสิ่งที่ไม่ได้พูดนั้นยังมีความหมายพอๆ กับสิ่งที่ถูกพูดออกมา ในข้อเสนอนี้ทำให้แนวคิด Ethos (ทัศนคติและความเชื่อ) ของอริสโตเติลถูกท้าทายอีกครั้ง ฟูโกมองว่าอำนาจเป็นสัมพันธภาพระหว่างปัจเจกซึ่งการกระทำของคนหนึ่งจะมีผลต่ออีกคนหนึ่ง คนคนหนึ่ง เป็นได้ทั้งเป้าของอำนาจ และบางคราวอาจเป็นผู้ใช้อำนาจเสียเอง ความสัมพันธ์ลักษณะนี้จึงสามารถกลับไปมา และขึ้นอยู่กับสถานการณ์

ฟูโกได้ตั้งคำถามต่อไปอีกว่า การใช้อำนาจเพื่อโยงกับกลยุทธ์การโน้มน้าวใจเพื่อจะมีอิทธิพลเหนือคนอื่นนั้น อำนาจจะโยงกับความรู้ที่แท้จริงได้อย่างไร อำนาจในทัศนะของเขาจึงมีพลังถึงขั้นสามารถผลิตสิ่งที่เรียกว่าเป็นความรู้และความจริงประจำยุคสมัยได้ ปัญหาด้านจริยธรรมจึงเป็นเรื่องที่ผู้พูดต้องขบคิดด้วย

เมื่อโลกมีสภาพเป็นโลกาภิวัตน์ที่เราสามารถสื่อสารโดยไม่มีพรมแดนเป็นอุปสรรคขวางกั้น มนุษย์คนหนึ่งไม่ได้ดำรงตนเป็นผู้พูดหรือผู้ฟังเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องสื่อสารซึ่งกันและกัน ต้องตระหนักถึงปัญหาและสิทธิเสรีภาพของกันและกัน

แม้การวินิจฉัยใช้เหตุผล ยังต้องผ่านทางการใช้วาทศิลป์ดูจะมีพลังอำนาจมหาศาล เราคงไม่สามารถคาดหวังหรือวางใจให้คนดีพูดดี เพราะเพียงแค่นิยามว่าคนดีคือใคร เรายังถกเถียงกันไม่รู้จักจบสิ้น การใช้วิจารณญาณในการพิจารณา ไตร่ตรองอย่างมีสติ จึงเป็นหน้าที่ของทั้งผู้พูดและผู้ฟัง จึงจะสามารถสร้างชุมชนที่ใช้การพูดอย่างมีภูมิธรรมความรู้

Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup