Connect with us

Subscribe

Life

Art in Prison ศิลปะในคุกแห่งเม็กซิโก

เรื่อง : กรกฎ พัลลภรักษา
ภาพ : Korakot Punlopruksa, Cesar Chavez และ Fernando Aceves Humana 

เวลาที่เดินไปตามถนนตรอกซอกซอยของเมืองต่างๆ เท่าที่จำได้ไม่มีที่ไหนที่จะสะดุดตาเท่าการเดินในประเทศเม็กซิโก

ที่นี่มีสตรีตอาร์ตภาพฝาผนังที่กลายเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ของเมือง ทั้งการออกแบบการเล่าเรื่องราว ความจูงใจจูงตาในเส้นลายและสีสัน

ยิ่งในเมืองวาฮาก้า เมืองหลวงของรัฐวาฮาก้า ยิ่งมีความเข้มข้นน่าสนใจมากอีกระดับ เพราะในความเล็กของความเป็นเมืองในหุบเขา วาฮาก้าเป็นเสมือนศูนย์กลางและกองไฟของความโชติช่วง แห่งงานศิลปะ เป็นบ้านเกิดของศิลปินเม็กซิกันที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายคน เช่น Rufino Tamayo, Rodolfo Morales และคนที่โลกเพิ่งสูญเสียไป คือ Francesco Toledo (17 ก.ค. 1940 – 5 ก.ย. 2019 )

วาฮาก้าในห้วงเวลานั้น ไร้สีและชีวิตไปชั่วขณะ มีความเศร้าเป็นผ้าห่มเปียกชื้นไปด้วยความอาลัย เพราะ Toledo ไม่ได้เป็นศิลปินใหญ่ที่ราคาผลงาน แต่เป็นเพราะ Toledo สร้างคุณค่าให้กับการสนับสนุนวัฒนธรรมและศิลปะในวาฮาก้ามากมาย ด้วยการตั้งกองทุนส่วนตัวสร้างสถาบันกราฟฟิกในวาฮาก้า ห้องสมุดเพื่อการศึกษาศิลปะ และสนับสนุนโครงการเล็กโครงการน้อยที่ต้องการเติบโตจากเมล็ดงอกงามเป็นต้นไม้วัฒนธรรมอย่างจริงจัง

“ชุมชนศิลปินที่นี่แข็งแรง เกาะกลุ่มกันแน่นมาก ไม่ว่าจะเป็นความเคลื่อนไหวอะไร ทุกคนจะออก ‘เสียง’ ช่วยกันจริงจัง” Fernando Aceves Humana เพื่อนศิลปินที่ฉันรู้จักบอก

เฟอร์นานโด้ วาดภาพสีน้ำมันทำโครงการระยะยาวกับทีมนักโบราณคดีในเม็กซิโกซิตี้ เมื่อไหร่มีการขุดพบหลักฐานของอาณาจักร Aztec ที่อยู่ใต้ดิน เมื่อนั้นเฟอร์นานโด้จะลงไปวาดรูปสดๆ ณ สถานที่จริงด้วย

เพื่อนคนนี้ยังวาดภาพแลนด์สเคปต่างฤดู ของอาณาจักรโบราณ Monte Alban ในวาฮาก้า และตั้งโครงการศิลปะภาพพิมพ์ที่โรงเรียนศิลปะในพนมเปญ ประเทศกัมพูชา จนฉันอดไม่ได้ที่ต้องแซวว่า “นี่เธอมันศิลปินการกุศลจริงๆ” เพราะสิ่งที่เขาชอบทำคือทำแบบใช้ใจใหญ่กว่าการคิดถึงรายได้ แต่นั่นยังไม่หมด เพราะอีกงานที่เขาทำแบบอาสา จนทำให้ฉันได้เขียนถึงเรื่องนี้คือ เป็นครูสอนวาดภาพสัปดาห์ละครั้งที่อิชโคเต็ล คนวาฮาก้ารู้จักกันในชื่อสั้นๆว่า คุก

ฉันขอเข้าคุก ตามเฟอร์นานโด้ และก็ได้รับอนุญาตจากแผนกของอิชโคเต็ล ให้ได้เข้าไปสังเกตการณ์และเขียนเรื่องในส่วนห้องเรียนศิลปะด้วย

หลังจากถูกตรวจทุกสิ่ง รวมทั้งสมุดโน้ตที่เป็นภาษาไทย และกล้องถ่ายรูปแล้ว ความรู้สึกแรกของฉันตอนเดินเข้าไปในสถานที่ที่เพื่อเข้าแล้วไม่ได้ออกด้วยตัวเองนั้น เหมือนกำลังต่อแถวเพื่อยื่นแขนให้ฉีดยา สั่นกล้าสั่นกลัว ด้วยไม่รู้ว่าบรรยากาศคุกในเม็กซิโก จะเป็นเหมือนในหนังยาเสพติด อาชญากรรมที่เคยดูไหม… จะมีแต่คนตัวใหญ่ๆมีรอยสักหัวโล้นๆ มีเสียงดังโหวกเหวกกระทืบพื้น เขย่าลูกกรงไหม

เปล่าเลย ฉันรู้สึกเหมือนเดินเข้าโรงเรียนกินนอนที่มีคนเฝ้าที่หน้าประตู มีครูใหญ่กับกุญแจพวงใหญ่ที่เอว มีอุปกรณ์ไต่ตามร่างกายคนที่เฝ้ามากมายจนดูรุงรัง ทุกคนใส่เสื้อผ้าสีเดียวกันเป็นเครื่องแบบ และมีลูกกรงเหล็กเป็นประตูในแต่ละมุม ดูวังเวงเงียบเหงาตรงข้ามกับที่จินตนาการไว้ เฟอร์นานโด้เปิดประตูลูกกรงบานหนึ่งที่ไม่ได้ลงกลอน แล้วผายมือให้ฉันเดินขึ้นบันได ใจก็ผวาว่ากลอนจะลั่นปิดตายแล้วออกไม่ได้ไหม? แค่คิดปลอมๆ ก็หลอนให้รู้สึกถึงการถูกกระชากอิสรภาพได้อย่างน่ากลัวเหลือเกินแล้ว

กำแพงระหว่างขึ้นบันได มีภาพวาดฝาผนังชั้นดี ที่ผ่านการคิดก่อนลงมือวาดแล้ว หน้าต่างอยู่สุดทางของบันไดปล่อยแสงสว่างจ้าต้อนรับความหวังจากมืดที่เดินผ่านขึ้นมา

ที่นี่คือ ซิเกียรโรส เวิร์คช็อป (Siqueiros) ห้องเรียนศิลปะของอิชโคเต็ล  ขาตั้งวางผ้าใบวาดรูป กระดาษ แป้นพิมพ์ภาพ ภาพวาดติดผนัง และภาพพิมพ์ใส่กรอบ ที่ติดรอบผนังด้านในสุดอีกด้านของห้อง ฉันวางม้วนกระดาษวาดรูปที่ซื้อมาช่วยเวิร์คช็อป เพื่อให้มือสองมือสามารถจับมือทักทายอีก 12 มือที่เฟอร์นานโด้แนะนำ

ความจริงการจับมือทักทายคนแปลกหน้านับสิบแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับฉันมาก แต่คราวนี้ฉันประหม่าเพราะสถานที่และบริบทรอบตัวที่ไม่ธรรมดา มือเดียวกันนี้จากคนแปลกหน้า จะจับปากกา ดินสอ และสี

ดวงตาใหม่แต่ละคู่ต่อไปนี้ คือดวงตาที่เราจะได้จับจ้องมองกันตลอด 2 ชั่วโมงต่อไป เพราะหน้าที่อาสาสมัครของฉันในการเข้ามาที่อิชโคเต็ลนี้ คือ การช่วยเป็นแบบให้คนวาดรูป มุมสุดของห้องด้านหนึ่งที่ติดหน้าต่างคือ พื้นที่ของฉัน ที่จะพาตัวเองขึ้นไปยืนอยู่บนกล่องไม้ หรือนั่งบนเก้าอี้สูงริมหน้าต่าง รับแสงและเงาจากด้านนอก ผ่านความนิ่งสงบให้นานที่สุด เพื่อให้ทุกคนได้วาดรูปตามแบบที่เห็น แล้วแต่มุมที่แต่ละคนเลือก

ธรรมดาแล้วเฟอร์นานโด้จะเป็นทั้งครูและคนที่เป็นแบบให้ทุกคนวาด เขาจะกำกับด้วยเสียงนุ่มๆ พร้อมรอยยิ้มว่า “อ่ะท่านี้มีเวลา 5 นาทีนะ” “ไม่ต้องมองกระดาษ มองแบบแล้วปล่อยให้มือพาไป” ขณะที่ฉันเคลื่อนไหวช้าๆ ทุกคนเริ่มตะครุบลายเส้นตามจังหวะการเปลี่ยนท่าด้วย “หมดเวลา” เมื่อได้ยินคำนี้ ทั้งแบบคือฉัน และทุกคนในห้องต่างก็ปล่อยเสียงลมหายใจออกพร้อมๆกัน เสียงเปลี่ยนกระดาษพร้อมบทสนทนาเป็นภาษาสเปนเหมือนเป็นเสียงดนตรีเบาๆ และเสียงให้เปลี่ยนท่าเป็นเหมือนเสียงร้องเนื้อเพลง บอกหน้าที่ในวันนั้นให้ฉันทำตาม

วันที่เฟอร์นานโด้สอนศิลปะในอิชโคเต็ล คือวันสเก็ตช์ภาพเหมือนด้วยดินสอและสีน้ำ ส่วนวันอื่นๆ ของ ซิเกียรโรส มีศิลปินคนอื่นๆเข้ามาสอนศิลปะอื่นๆ เช่นการแกะสลักทำภาพพิมพ์ ถ่ายรูป การปั้น ตามความถนัด

เมื่อฉันได้เข้ามาอยู่ในห้องทำงานนี้ ฉันรู้สึกถึงความจริงใจจริงจังในโครงการศิลปะนี้มาก ว่ามันไม่ใช่การสอนเพื่อหน้าที่ แต่คือการให้โอกาสในศักยภาพที่แต่ละคนจะได้ค้นพบ นี่คือหนึ่งในโครงการที่เกิดจากที่ศิลปินในวาฮาก้ารวมตัวกันเอง เพื่อช่วยเหลือสังคม ที่เขาถือว่าเป็นหน้าที่ เป็นความรับผิดชอบ และเป็นการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

การได้ลองมายืนอยู่ที่มุมนี้ และเป็นคนที่ถูกจับตามองจากตาสิบสองสิบสามคู่ มันช่างต่างกับการเป็นคนที่เคยแต่มองคนอื่นมาก วินาทีต่อวินาทีในนั้นมันเปลี่ยนความนึกคิดของฉันรวดเร็ว ฉันรู้สึกถึงคุณค่าของอิสรภาพ และการสลับจุดยืนของการเป็นคนในและคนนอก เมื่อเราได้ใช้เวลาอยู่บนพื้นที่เล็กๆร่วมกัน มันไม่ได้ทำให้เกิดความคับแคบเลย แต่กลับทำให้ฉันรู้สึกว่าเราต่างก็มีพื้นที่มากขึ้นสำหรับการปลูกเมล็ดพันธุ์ของความเป็นมนุษย์ร่วมกัน

สองชั่วโมงผ่านไป เหมือนฉันได้ผ่านการบำบัดจิตจากพวกเขามากกว่า การสลับที่ยืนและการใช้ความเงียบร่วมกัน เป็นยาวิเศษที่เรียกว่าความไว้ใจ ทำให้ฉันกล้าขอกลับมาเป็นแบบอีกครั้ง เฟอร์นานโด้ต้องรีบขอออกให้ตรงเวลาคือบ่ายโมง เพราะถ้าช้ากว่านั้น เราจะออกไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่จะล็อคประตูและพักกลางวัน

เราออกจากอิชโคเต็ลพร้อมกัน แต่ใจฉันยังออกจากคุกไม่ได้

เมื่อถามว่า ซิเกียรโรส เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เฟอร์นานโด้นัดฉันพบกับ Cesar Chavez ศิลปินงานพิมพ์ภาพแกะสลัก ผู้ที่ใช้เวลาระยะหนึ่งในอิชโคเต็ล ที่สตูดิโอภาพพิมพ์แกะสลัก Zapata เขาจะเป็นคนเล่าประสบการณ์ทั้งในและนอกอิชโคเต็ล และการเดินทางของการก่อตั้งซิเกียรโรสให้ฉันฟัง

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าเม็กซิโกเป็นประเทศที่มีประเพณีงานศิลปะแกะสลักตราประทับย้อนหลังไปไกล ก่อนสเปนจะเข้ามา ตั้งแต่งานภาพพิมพ์กะโหลกจาก José Guadalupe Posada ศิลปินผู้เริ่มออกแบบงานภาพพิมพ์เย้ยการเมือง ไปจนถึงกราฟิกการเมืองจากภาพเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาในปี 1968 ถึงการแกะสลักของกลุ่มการชุมนุมของศิลปินนักปฏิวัติแห่งวาฮาก้า (ASARO) ในปี 2006 แค่ในเมืองหลวงของรัฐเอง ที่เมืองวาฮาก้าเอง มีเวิร์คช็อปภาพพิมพ์ที่ทำงานประเภทกราฟฟิกมากกว่า 50 แห่ง และยังมีเครื่องพิมพ์แกะสลักอีกกว่า 120 เครื่องในรัฐวาฮาก้า นั่นทำให้เป็นการอธิบายว่า เวิร์คช็อปงานแกะสลักภาพพิมพ์ในอิชโคเต็ล หรือเรือนจำในวาฮาก้า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และเป็นเพียงที่เดียวในประเทศที่มีปรากฏการณ์นี้

“เราตั้งชื่อสตูดิโอว่า กราฟิกา ซิเกียรโรส (Gráfica Siqueiros) จากชื่อของศิลปินชาวเม็กซิโก David Alfaro Siqueiros ที่ถูกกักตัวไว้หลายครั้งในเรือนจำ Lecumberri ในเม็กซิโกซิตี้ ขณะที่อยู่ในคุกนั้น เขาสร้างงานชุดแกะสลักไม้จำนวน 13 ชุด แล้วให้ภรรยาช่วยขายงานภาพพิมพ์เพื่อสร้างรายได้ให้กับเขาขณะที่อยู่ในคุกเราตัดสินใจใช้ ชื่อ Siqueiros เพราะเป็นตัวแทนความหมายของศิลปะและคุก ซิเกียรโรสเกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2017 ในศูนย์ปรับตัวทางสังคมหมายเลข 1 มี Jason Pfohl เป็นศิลปินคนหนึ่งที่เริ่มต้น และได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนศิลปินมากมาย ที่ทั้งช่วยบริจาคอุปกรณ์ในการทำงานศิลปะ และช่วยกันออกเงินคนละ 200 เปโซ (ประมาณ 400 บาท) และในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ก็ได้รับการสนับสนุนโปรเจ็คจากศิลปินรุ่นใหญ่ของประเทศ นั่นก็คือ Francisco Toledo ด้วย”

โครงการศิลปะในเรือนจำอิชโคเต็ล เป็นโปรเจ็กต์แรกในเม็กซิโก แต่เป็นที่สามในละตินอเมริกา ทว่าการทำงานแกะสลักพิมพ์นั้นเป็นครั้งแรก ได้รับการสนับสนุนและเปิดโอกาสให้เกิดขึ้นจากภาครัฐ ของฝ่ายกระทรวงป้องกันและการแทรกซึมทางสังคมของรัฐ María Concepción Tovar Monreal ผู้อำนวยการฝ่ายอาชญากรรม José Jarquín López และทีมงานที่เกี่ยวข้องร่วมกัน ทำให้เกิดโครงการศิลปะในเรือนจำ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังในคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการ และที่ถูกตัดสินจำคุก ได้เรียนการวาดภาพวาด แกะสลักลายนูน แกะสลักไม้ และประติมากรรมวัสดุเบา เช่น หลายคนรวมทักษะเหล่านี้กับการใช้ถุงพลาสติกทำเป็นลูกฟุตบอล ขณะเดียวกัน ก็มีการพัฒนาเวิร์คช็อปสอนการทำงานภาพพิมพ์ สกรีน วาดภาพบนกำแพง ที่สอนโดยศิลปินหลายคนอย่าง Yescka, Dr. Lakra, Jesús Martínez และอีกหลายคน รวมทั้งคนที่เกี่ยวข้องที่ไม่ใช่ศิลปิน อย่าง Fernanda Pan ที่ช่วยจัดการขอใบอนุญาต และประสานงานเชื่อมระหว่างนักพูดและนักอ่านจากโลกภายนอกให้กับคนข้างใน

“สำหรับผม เวิร์คชอปนี้เป็นการแสดงออกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของคนวาฮาก้าอย่างหนึ่ง ที่ทุกคนอยากมีส่วนร่วม เริ่มต้นสตูดิโอ จากการเป็นห้องสมุดที่มีหนังสือศิลปะมากมายที่เป็นแหล่งความรู้จาก Toledo ที่ให้มา มีนักเขียนให้หนังสือวรรณกรรม อีกคนให้พจนานุกรมศิลปะ เพราะในคุกไม่สามารถเรียนรู้อะไรจากอินเตอร์เน็ตทางโทรศัพท์ได้ หนังสือมีมากถึง 80 เล่มแล้ว และทุกคนในนี้ใช้ประโยชน์เต็มที่”

เมื่อประมาณกลางปีที่ผ่านมา เซซ่าเล่าว่ามีอดีตผู้ต้องหาคนหนึ่งได้ออกจากคุกไป แต่ไม่สามารถจะเริ่มต้นทำงานที่ไหนได้ เพราะมีอุปสรรคเรื่องอดีต ในที่สุดเขาก็เริ่มต้นทำงานภาพพิมพ์แกะสลักที่เขาเรียนมาในเมืองบ้านเกิดของเขา

“ผมดีใจมากที่รู้ว่าเขาสามารถใช้ศิลปะที่เรียนในนี้ไปเป็นอาชีพได้ และเขาก็เป็นนักเรียนคนแรก ที่ออกจากคุกไปและใช้ศิลปะจากโปรเจ็ค เริ่มต้นชีวิตใหม่และให้ชีวิตกับคนอื่นได้”

ซีซ่าเล่าความรู้สึกของทั้งคนนอกและคนใน จากเหตุการณ์เมื่อปี 2017 ที่ทำให้เขาเข้ามาที่อิชโฮเต็ลเพียงเพราะเขาอยู่ในเหตุการณ์ที่มีคนทะเลาะกัน ทำให้มีคนถูกลูกหลงเข้ามาอยู่ในอิชโฮเต็ลด้วย

“ช่วงเวลานั้น มันสอนผมหลายอย่างว่า 70 % ของคนที่ถูกจับมาอยู่ในอิชโฮเต็ลไม่มีความผิดจริงเลย แต่ระบบการติดคุกของเม็กซิโกมันยากที่จะอธิบาย คือเมื่อคุณถูกจับเข้าคุกปุ๊บ คือคุณผิดทันที จนกระทั่งคุณสามารถแสดงว่าคุณได้ประพฤติดี แต่ที่อิชโฮเต็ลแตกต่างจากคุกอื่นๆในเม็กซิโกเพราะสงบไม่วุ่นวาย เวิร์คชอปนี้ถึงเกิดขึ้นได้ เพราะธรรมดาแล้วคุกทั่วๆไปจะเต็มไปด้วยอำนาจมากมาย ผมอดคิดไม่ได้ว่าอิชโฮเต็ลเหมือนเป็นโรงเรียน มันตลกไหมล่ะที่ว่า ตอนผมอยู่ในนี้ ผมต่อสู้เพื่อออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แต่ตอนนี้ผมออกมาอยู่ข้างนอกแล้ว แต่ผมกลับขออนุญาตเพื่อกลับเข้ามา… เพื่อสอนศิลปะ”

เราหัวเราะกันด้วยตาพร่ามัวนิดหน่อย เพราะสถานการณ์นี้ยังสดใหม่สำหรับเขา อย่างไรก็ดีเขาภูมิใจมากที่เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็คนี้ เพราะความจริงแล้วระบบคุกในเม็กซิโก เขาบอกว่าเมื่อใครได้ออกไปแล้ว จะไม่สามารถกลับเข้ามาได้อีกก่อนหกเดือน แต่เขาสามารถกลับเข้ามาภายในสองอาทิตย์ เพราะนำโปรเจ็คการสอนศิลปะเข้ามาให้กับผู้ต้องขังที่ยังอยู่ในคุก

“ใครๆ เรียกคุกว่า มหาวิทยาลัยแห่งอาชญากรรม แต่เวลานี้ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยแห่งศิลปะ เพราะมีการสอนศิลปะทุกๆวัน ไม่ว่าจะเป็นวาดรูป ทำงานแกะสลัก คือทุกวันจะทำให้คนได้เรียนรู้แตกต่าง และได้โฟกัสความคิดให้เป็นประโยชน์”

สำหรับเขา ศิลปะไม่ได้ให้ความเป็นศิลปิน แต่ศิลปะทำให้ทุกคนสามารถมีโอกาสแสดงความคิด รับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ และเรียนรู้จากความคิดในงานของคนอื่น แล้วยังเป็นการฝึกให้แต่ละคนมีโอกาสทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ

สำหรับสตูดิโอ Zapata แห่งนี้ เป็นพื้นที่สำหรับการขายงานของนักเรียนในอิชโคเต็ลแต่ละคน ทำให้โปรเจ็คท์สามารถยืนได้ด้วยตัวเองจากรายได้ที่ขายได้ โดยมีข้อแม้ว่า งานที่ทำออกมาขายนั้นจะต้องเป็นการเล่าเรื่องชีวิตที่อยู่ในคุก เพื่อเป็นการสื่อสารสองทางให้คนที่ข้างนอกได้เข้าใจและเห็นชีวิตของคนข้างใน เป็นการลดช่องว่างให้คนที่ไม่เคยสัมผัสได้เห็นชีวิตที่แตกต่าง

ผ่านการเล่าเรื่องด้วยเจ้าของเรื่องเองว่า มีความ รู้สึก คิดถึง รัก เจ็บปวด เหมือนกันทุกคน ผ่านงานภาพพิมพ์แกะสลัก และแน่นอนศิลปะเป็นกระบอกเสียงให้พวกเขาได้สื่อสารให้นักการเมือง ให้นักสิทธิมนุษยชน และครอบครัวได้รู้จักชีวิตของพวกเขาเวลาที่อยู่ในคุกว่า มีความเป็นอยู่การกินอย่างไร มีความคิดที่อยากสื่อสารให้คนข้างนอกได้รับรู้อย่างไร นอกจากนั้น สตูดิโอ Zapata ยังเปิดรับให้ทุกคนที่ออกจากคุกแล้วได้มาทำงานต่อที่นี่ในอนาคตด้วย สตูดิโอที่นี่เป็นการร่วมมือกันระหว่างเพื่อนๆ หลายๆ คน เพื่อสร้างพื้นที่ให้คนทุกคน

“การที่ผมได้มีประสบการณ์ทั้งคนนอกคนใน ทำให้มุมมองชีวิตเปลี่ยนไปมาก มันทำให้ผมกับพ่อ กับครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ทำให้รู้สึกถึงอิสรภาพ ความรัก กับเพื่อนและทุกคน เราเปลี่ยนอะไรในอดีตที่เกิดขึ้นแล้วไม่ได้ แต่มันทำให้เราเกิดใหม่ได้”

ฉันจบคำถามลงด้วยว่า นี่เป็นความเป็นวาฮาก้า หรือเปล่าที่ช่วยเหลือกันขนาดนี้ ?

“ผมคิดว่าคนวาฮาก้า ชินกับการให้เพื่อขอบคุณซึ่งกันและกัน โดยปราศจากการรับคืน ผมคิดว่าโปรเจ็คนี้เป็นการช่วยเหลือสังคมอย่างหนึ่ง ที่ทุกคนในสังคมสามารถช่วยกันสร้างสิ่งที่ดีได้”

ในช่วงเวลาที่ฉันมีอยู่ในเมืองนี้ ฉันก็ยังอยากเข้าคุกไปเพื่อลดความต่างของพื้นที่ต่อไป

ตราบใดที่ฉันยังสามารถเลือกที่อยู่ข้างนอก และสามารถเป็นสะพานโยงเรื่องของข้างในออกมาข้างนอกได้

ขอขอบคุณ
SANTA MARIA IXCOTEL, Cesar Chavez และ Fernando Aceves Humana

ติดตามผลงานเพิ่มเติมที่Facebook : grafica siqueiros

Written By

The Day of the Dead : วันแห่งความอมตะกับความตายที่กลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรม

Life

Muxes เพศที่สามของเม็กซิโก

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup