x

(บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของเรื่อง)
 
ปฏิเสธใจไม่ได้เลยว่า APP WAR  เป็นอีกภาพยนตร์ที่ผมจับตามองมาตั้งแต่ตอนเปิดตัว เพราะด้วยเนื้อหาที่จับเอา ‘การสร้างแอปพลิเคชั่น’ มาผสมเข้ากับเรื่อง ‘สตาร์ทอัพ’ โดยมีความเป็น โรแมนติก-คอมเมดี้ ผสมเข้าไป ดูเป็นเรื่องที่ท้าทายและน่าสนใจพอสมควร ซึ่งเมื่อหลังจากได้ชมจริงๆ ก็พบว่าตัวหนังมีหลายๆส่วนที่ชวนพูดถึง ทั้งน่าชื่นชม และน่าผิดหวัง เช่นเดียวกัน
 
“ในสตาร์ทอัพคนจำนวน 90% จะเจ๊ง ส่วนอีก 8 % กำลังดิ้นรน มีเพียง 2 % เท่านั้นที่รอด”
 
APP WAR เปิดเรื่องด้วยประโยคของชายคนหนึ่งที่พูดถึงวงการสตาร์ทอัพให้เราได้รับรู้ตั้งแต่เริ่มว่า ‘วงการนี้มันเถื่อน ถ้าไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้’ ก่อนหนังจะย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้าที่เราจะได้เห็นว่า บอม และ จูน หนุ่มสาวสองคนต้องผิดหวังเมื่อแอปพลิเคชั่นของพวกเขาทำไม่ผ่านการประกวดอีกเช่นเคย กระนั้น ในเรื่องโชคร้ายยังแฝงไว้ด้วยเรื่องโชคดี เมื่อ บอม และ จูน ได้ทำความรู้จักกันจริงๆเสียที (หลังจากเห็นผ่านตาในงานประกวดอยู่หลายๆครั้ง) และมันไม่เพียงทำให้เขารู้สึกดีต่อกันและกันเท่ากัน แต่การพบเจอสั้นๆครั้งนี้ยังส่งผลต่อไอเดียแอปพลิเคชั่นใหม่ของทั้งคู่อีกด้วย
.
พวกเขาทำแอปใหม่ของตัวเองมาในชื่อ Inviter และ Amjoin โดยใจความสำคัญของทั้งสองแอปมีเป้าหมายเดียวกันนั่นคือการเป็นแอปพลิเคชั่นที่เชื้อเชิญให้เราได้พบเจอกับคนที่ชอบอะไรเหมือนๆกัน โดยไม่จำเป็นต้องออกมาเป็นความสัมพันธ์แบบโรแมนติกเสมอไป ใครที่ชอบทำกิจกรรมอะไรเหมือนๆกัน ชอบกินอาหารเหมือนๆกัน หรือมีรสนิยมเหมือนๆกัน แอปนี้จะช่วยให้เราได้พบเจอกับคนเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น ซึ่งสาเหตุที่ทำให้มันออกมาเหมือนกันซะเหลือเกิน (แถมอยู่ในเวลาที่ไล่เรี่ยกันด้วย) นั่นก็เพราะ ทั้ง บอม และ จูน ต่างนำคีย์เวิร์ดสำคัญที่ตนพูดและได้ยินเอาใช้เป็นไอเดียหลักในการสร้างสรรค์มันขึ้นมา จากคนที่ชอบ กินอาหารอินเดียเหมือนกัน, มีมุมหลายๆอย่างเหมือนกัน นำไปสู่โปรแกรมที่ถูกดีไซน์ออกมาเหมือนกัน และเมื่อถึงวันที่ทั้งคู่ได้รู้ว่าอีกฝ่ายคือคู่แข่งทางการค้าของตน มันจึงเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ดีสักเท่าไหร่ - และแน่นอนว่ามันคือจุดเริ่มต้นของสงครามนี้
.
APP WAR ดำเนินเรื่องควบคู่ระหว่าง สงครามนักทำแอประหว่างทีม Inviter และ Amjoin กับเรื่องราวความรักระหว่างพักรบของ บอม และ จูน ที่สานสัมพันธ์ขึ้นกันอย่างช้าๆ และแน่นอนว่ามันมีผลกับการตัดสินใจในการแข่งขันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ทั้งคู่จะตกลงกันแล้วก็ตามว่า “เรื่องงานก็เรื่องงาน เรื่องส่วนตัวก็เรื่องส่วนตัว” แต่เอาเข้าจริงทั้งสองฝ่ายก็ไม่สามารถทำได้ ซึ่งจริงๆแล้ว ความสัมพันธ์แบบ ‘ทั้งรัก ทั้งเกลียด’ ของ บอม และ จูน ก็ดูน่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะการที่หนังพยายามสร้างความสัมพันธ์ทั้งสองให้อยู่ในจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนั่นคือ ‘ความรักที่ไม่นิยามชัดเจน’ จะเรียกว่าเพื่อนก็คงไม่ใช่ จะเรียกว่าแฟนก็คงไม่เชิง มันจึงกลายเป็น ‘ศัตรูที่รัก’ ที่ชวนสับสนอลหม่านหัวใจของทั้งสองไม่น้อยเลย
.
กระนั้น ความรัก ก็ไม่อาจเพียงพอที่จะฉุดรั้งความ ‘อยากชนะ’ ของทั้งสองคนได้ เมื่อพวกเขามีภาระและปัญหาที่ชีวิตต้องแบกรับแตกต่างกันไป สำหรับ จูน เธออาจไม่มีโอกาสได้มาประกวดสตาร์ทอัพอีกแล้ว เพราะเงินทั้งหมดที่ลงทุนเป็นเงินพ่อของตน ในขณะที่ บอม ก็ไม่ยอมแพ้หรือออมมือให้ได้เช่นเดียวกัน ทั้งสองเป็นนักสู้ที่บนสังเวียนนี้มานานเต็มทน ศึกครั้งนี้เหมือนเป็นแมตช์สุดท้ายที่พวกเขาต้องงัดของที่มีทุกอย่างออกมาปล่อยให้เต็มที่ ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงวิธีสกปรกๆ ที่พวกเขาสร้างขึ้นมาสาดใส่กันก่อนจะรับรู้และพบเห็นว่าการเล่นแบบไม่แฟร์ไม่เคยสร้างผลดีให้กับใครรวมไปถึงตัวเอง
.
ตลอดเวลาเกือบทั้งเรื่องเราจึงได้เห็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกันระหว่างสองทีม ระหว่างสองคน และระหว่างใจของพวกเขา สิ่งที่คอยเป็นแรงกดดันบีบชีวิตของ บอม และ จูน ให้มาถึงจุดนี้คงไม่ใช่อะไรนอกไปจากวงการ ‘สตาร์ทอัพ’ ที่พวกเขาเลือกจะมาเส้นทางมานี้แบบเทหมดหน้าตัก ไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาไม่มีงาน ไม่มีอนาคต หรือไม่สามารถเอาชีวิตรอดในโลกอันแสนวุ่นวายนี้ได้ แต่เพราะพวกเขามีฝัน มีพลังและมีความหวังที่จะพาชีวิตตัวเองไปอยู่จุดสูงสุดที่ประสบความสำเร็จในแบบฉบับที่ต้องการ ไม่ว่าจะการเป็นยูนิคอร์น, Serie A  หรืออะไรก็ตามแต่ สำหรับ บอม จูน และคนอื่นๆ สิ่งเหล่านี้สำคัญกับพวกเขามากเหลือเกิน
.
เอาจริงๆ เพราะเหตุผลทั้งหมดที่ว่ามานี้จึงทำให้ตอนจบของ APP WAR ออกมาเศร้าไม่น้อยเมื่อท้ายที่สุดแล้ว เราได้เห็นชีวิตของ บอม และ จูน ไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่ตนวาดฝันไว้ ในขณะที่ จูน แพ้การประกวดสตาร์ทอัพ ส่วนตัว บอม เองก็ออกมาจากธุรกิจของตนที่ทำกับเพื่อนเพื่อไปรับงานฟรีแลนซ์แทน เพราะแอปพลิเคชั่นที่ถูกเขียนมากลับถูกดัดแปลงจนกลายเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่ใช่ไอเดียแรกเริ่มที่เขาได้คิดไว้ (ซึ่งสำหรับเขามันสำคัญมากๆ เช่นเดียวกับ จูน ที่สำคัญสำหรับเขา และอาจมากกว่างานด้วยซ้ำ) ทั้งสองกลายเป็นคนแพ้, ไม่มีใครชนะในศึกครั้งนี้ และโดยเฉพาะกับ จูน ที่เธอไม่แม้แต่จะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้เลยสักนิดตามที่เคยต้องการและปล่าวประกาศให้ใครทุกคนได้ทราบ (ผ่านชื่อไอดีไลน์อย่าง junechangetheworld) กอดสุดท้ายในฉากจบของเรื่องจึงแทบไม่ต่างจากแสงสว่างของความสัมพันธ์เล็กๆที่ก่อเกิดขึ้นท่ามกลางซาบปรักหักพังในความฝันและการดิ้นรนของพวกเขา
.
แปลกที่หลังดูจบเราไม่ได้รู้สึกและหรือนึกถึงอารมณ์ตามประโยคก่อนหน้านี่เท่าไหร่นัก แต่เป็นส่วนที่ตกตะกอนหลังจากดูผ่านมาแล้วสองสามวัน กระนั้น ส่วนที่ทำให้ อิน ตั้งแต่ตอนดูจริงๆกลับเป็นเรื่องของ ไต๋ ดีไซน์เนอร์หนุ่มผู้เป็นเพื่อนของ บอม  และ บิวต์ ที่ได้มีส่วนเล็กๆของตนในเรื่องราว APP WAR ผ่านชีวิตนักออกแบบแอปพลิเคชั่นที่กลายมาเป็นชนวนสำคัญเมื่อแบบแปลนที่เขาเคยถูกบอมปัดตกไปได้กลายเป็นที่ชื่นชอบของฝ่าย Amjoin นำไปสู่ข้อพิพาทสำคัญเมื่อดีไซน์ของทั้งสองแอปดันออกมาเหมือนกับของเขา
.
สิ่งที่ทำให้เราชอบตัวละคร ไต๋ มากๆก็คงเป็นฉากที่เขามาขอลาออกจากทีม Amjoin กับ จูน ความรู้สึกนึกคิดและการอัดอั้นทุกๆอย่างถูกระบายออกมาหมดในฉากนี้ (ซึ่งมีการทิ้งเชื้อไว้ให้เห็นมาก่อนหน้าแล้ว) ไม่ว่าจะด้วยสิ่งที่หนังสื่อหรือว่าสิ่งที่เรารู้สึกร่วมเป็นพิเศษ การได้พบเห็นตัวละครระบายความรู้สึกเสียใจที่ถูกมองข้ามงานออกแบบ หรือรู้สึกมีคุณค่าเมื่อมีใครสักคนชื่นชอบงานดีไซน์ของเขา มันกลายเป็นความงดงามที่ยืนเด่นสง่าท้าทายส่วนอื่นๆของหนังไปในทัน และแน่นอนว่ากลายเป็นตัวละครโปรดของเราเช่นเดียวกัน (สำหรับเรา ฉากนี้ ทู สิราษฎร์ เล่นดีมาก ยอมเลย)
.
นอกเหนือจากนั้นเมื่อวกย้อนกลับไปยังประโยคแรกข้างต้น สิ่งที่หนังที่บอกกล่าวตั้งแต่เริ่มและเป็นอีกหัวข้อสำคัญให้กับ APP WAR นั่นก็คือ ‘สตาร์ทอัพ’ นั่นเอง สำหรับเรา สตาร์ทอัพ และ แอปพลิเคชั่น เป็นเหมือนเรื่องใกล้ตัวที่ยังไกลความเข้าใจอยู่ และสิ่งที่หนังพยายามบอกกล่าวกับเราชัดเจนนั่นคือ เรื่องราวการแข่งขันของกลุ่มวัยรุ่นสองทีมก็ดูจะเป็นเหมือนการต่อสู้ที่ไม่มีใครเข้าใจเช่นเดียวกัน (โดยเฉพาะเหล่าผู้ใหญ่ที่ถูกกล่าวถึงในหนังว่าไม่ได้เข้าใจสิ่งที่พวกกำลังทำอยู่สักเท่าไหร่) ยิ่งเมื่อประโยคสถิตินี้ถูกเน้นย้ำอีกครั้งในช่วงท้าย เราจึงได้รู้สึกว่าการแข่งขันเหล่านี้ยิ่งดูห่างไกลและมีช่องว่างมากพอสมควร การคือการแข่งขันที่มีความเสี่ยงสูง อันตราย พลาดง่าย และล้มเหลวไม่เป็นท่าแทบจะ 100% แต่ทุกคนที่เข้ามาที่แห่งนี้ แข่งขันเพื่อความฝัน ล้วนต้องการจะเป็น 2% สุดยิ่งใหญ่ที่อยู่เหนือใครคนอื่น เมื่อคือการแข่งขันสุดบ้าที่ชัยชนะเหล่านี้อาจจะไม่มีใครเข้าใจเท่าไหร่นัก - ซึ่งเป็นที่ APP WAR พยายามย่อยออกมาให้เราได้เข้าใจและเรียนรู้ได้ง่ายที่สุด
.
ถึงอย่างนั้น ภาพรวมของ APP WAR ก็มีส่วนที่ ‘บัค’ อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะช่วงองค์สุดท้ายที่เรื่องต้องดำเนินมาสู่จุดจบบทสรุปหลังความอลหม่านเตลิดเถิดเทิงที่ดูหนักมือไม่น้อย ความแปลกประหลาดได้เกิดขึ้นกับการตัดสินใจทีม Amjoin ที่จะกลับไปใช้ดีไซน์เดิมและบอกกับกรรมการว่าตลอดเวลาที่ทำไปก็แค่พยายามแก้จุดที่เป็นบัคของโปรแกรมก็เท่านั้น ซึ่งตัวละคร จูน อาจจะไม่น่าฉงนเท่ากับ ฝ้าย กับ บัน สองตัวละครที่ดูสุดขีดขั้นสุดในการพยายามจะเอาทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะแบบไม่ขาวสะอาด แต่กลับเลือกจะจำนนต่อความพ่ายแพ้ในท้ายที่สุดเสียได้ (โดยไม่มีเบาะแสใดๆให้เห็นชัดเจนด้วยนัก) ซึ่งเมื่อนึกคิดไปอีกก็ยิ่งเสียดายที่สองตัวละครนี้ไม่ได้ถูกทำการสำรวจอะไรใดๆ เลย ในขณะที่ตัวละคร มายด์ สาวฝึกงานดูจะถูกจับใส่เรื่องราวเข้ามาให้มีตื้นลึกหนาบางมากกว่าคนในทีมจริงๆ เสียอีก (ตัวละคร มายด์ มีประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อยโดยเฉพาะการหยิบเรื่อง ความกดดันของการเรียนจบ การฝึกงานให้สำเร็จ เข้ามาเกี่ยวข้อง น่าเสียดายที่ถูกจับใส่มาตอนท้ายตู้มเดียวจนดูแปลกๆไม่ใช่น้อย)
.
โดยรวม APP WAR อาจจะไม่ใช่งานที่เราชอบมากๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือหนังไทยที่น่าสนใจและควรค่าแก่การจับจ้อง การเลือกจะหยิบประเด็นอย่าง สตาร์ทอัพ และ การทำแอปพลิเคชั่น ที่ดูเป็นเรื่องที่ยากเข้ามาผสมเรื่องราวกับความเป็น รอม-คอม ค่อนข้างน่าสนใจไม่น้อย แม้ว่าหนังจะมีจุดผิดพลาด ข้อเสีย และปัญหาหลายๆอย่างที่ไม่น่าอภัย แต่โดยรวมแล้วก็ยังคงสามารถเรียกได้อย่างเต็มมาว่ามันคือหนังไทยที่โดดเด่นและแตกต่าง (อย่างกล้าหาญ) เรื่องหนึ่งของปีนี้เลย