Connect with us

Subscribe

Life

(เลิก) ต้อนรับนักท่องเที่ยวดุจญาติมิตร

เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา

ไม่ว่าคุณจะวางแผนไปเที่ยวยุโรปซัมเมอร์นี้หรือวินเทอร์ไหน อยากให้ระลึกไว้ว่า ตอนนี้ยุโรปไม่ค่อยจะเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

สมัยก่อน เรามักคิดว่ายุโรปเป็นแดนสวรรค์ สวยก็สวย อากาศก็ดี๊ดี อัธยาศัยของผู้คนก็งดงามแบบชนบท เพราะส่วนใหญ่มีแต่เมืองเล็กเมืองน้อย จึงมีความ Quaint หรือสวยแบบสงบร่มรื่นไปทุกหนทุกแห่ง (ถ้าไม่เข้าเมืองใหญ่อย่างปารีสหรือเบอร์ลิน)

แต่รู้ไหมครับว่าตอนนี้ ชาวยุโรป (ส่วนหนึ่ง) เกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งกับนักท่องเที่ยวขึ้นมา และความรู้สึกนี้ก็กำลัง ‘แรง’ มากขึ้นเรื่อยๆ

นั่นคือความรู้สึกแบบ Anti – Tourism หรือ ไม่ (อยาก) ต้อนรับนักท่องเที่ยวนั่นเอง!

เรื่องนี้เริ่มขึ้นที่สเปนก่อน เมื่อปี 2016 มีนักท่องเที่ยวเข้าไปถล่มสเปนมากถึง 75.6 ล้านคน ถือว่ามหาศาลมาก เพราะประชากรสเปนทั้งประเทศมีอยู่ราว 46.5 ล้านคนเท่านั้น นักท่องเที่ยวจึงมากกว่าคนท้องถิ่นถึง 1.6 เท่า ทำให้เกิดความตึงเครียดหลายด้าน อย่างหนึ่งก็คือความตึงเครียดเรื่องที่พัก ซึ่งในปัจจุบัน นักท่องเที่ยวนิยมใช้บริการอย่าง Airbnb ทำให้นักท่องเที่ยว ‘บุก’ เข้าไปถึงย่านที่อยู่อาศัยของคนท้องถิ่นได้เลย

ในสเปน เกิดกลุ่มที่เรียกว่า Arran ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่ไม่พอใจนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมาก โฆษกของกลุ่ม Arran บอกว่า ‘โมเดล’ ของการท่องเที่ยวที่เป็นอยู่นั้น ได้ ‘ขับไล่’ คนท้องถิ่นที่เคยอยู่ในพื้นที่ของตัวเองให้ต้องออกไปอยู่ที่อื่นด้วยหลายปัจจัย

เคยมีข่าวว่า กลุ่ม Arran ปฏิบัติการกรีดยางรถทัวร์ของนักท่องเที่ยว รวมถึงรถจักรยานที่นักท่องเที่ยวเช่าขี่ด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ที่ไม่ผิดกฎหมายก็คือการจัดเดินขบวนประท้วงต่อต้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเมืองสวยของแคว้นบาสก์ทางตอนเหนือของสเปน อย่างเมืองซานเซบาสเตียน

เมืองนี้เป็นเป้าหมายแห่งการเดินทางท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่ง เคยได้รับเลือกให้เป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรป และมีรายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็น 13% แต่การท่องเที่ยวกำลังเข้าไป ‘ทำลาย’ อะไรๆ หลายอย่าง เช่น วิถีชีวิต ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ฯลฯ ดังนั้น หลายคนจึงเริ่มคิดว่า 13% ของ GDP เมืองนั้นอาจจะไม่คุ้มก็ได้

อย่างไรก็ตาม ถึงซานเซบาสเตียนจะมีกลุ่มต่อต้านการท่องเที่ยวของตัวเองที่เรียกว่ากลุ่ม Ernai แต่ชาวเมืองโดยทั่วไปก็ยังไม่ได้ลุกขึ้นต่อต้านการท่องเที่ยวอย่างรุนแรงมากนัก หลายคนเห็นว่ายังพอจะประนีประนอมกันได้อยู่ คือไม่ใช่การ ‘ทำลาย’ การท่องเที่ยวไปเลย แต่ต้อง ‘ควบคุม’ การท่องเที่ยวให้รัดกุมมากขึ้น จึงมีการออกกฎสำหรับนักท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่เข้มงวด เช่น ปิดร้านให้เช่าโน่นนั่นนี่แก่นักท่องเที่ยวไปถึงเกือบ 100 ร้านในช่วงที่ผ่านมา (รวมถึง Airbnb บางแห่งด้วย) โดยเฉพาะร้านให้เช่าที่ผิดกฎหมาย ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ ‘สบาย’ เหมือนก่อน

อีกเมืองหนึ่งที่มีข่าวว่าชาวเมืองมีความรู้สึกในแง่ลบกับนักท่องเที่ยวมาก ก็คือ เมืองดูบรอฟนิก ในโครเอเชีย

เมืองนี้ไม่ได้แค่สวยงามเพราะอยู่ริมฝั่งทะเลดัลมาเชียนของโครเอเชียเท่านั้น แต่นักท่องเที่ยวยังแห่แหนกันไปที่นี่ เพราะเมืองนี้ถูกใช้เป็นฉากในซีรีส์ Game of Thrones ด้วย เลยกลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่นักท่องเที่ยวจะไปถ่ายเซลฟีกัน ดูบรอฟนิก คล้าย ซานเซบาสเตียน คือมีประชากรชาวท้องถิ่นไม่มาก เมื่อถูกนักท่องเที่ยว ‘บุก’ ก็เลยรู้สึกเหมือนถูกรังควาน ในที่สุดก็เลยต้องจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปในเขตเมืองเก่าให้เหลือแค่ 8,000 คนต่อวัน ตามคำแนะนำของยูเนสโก โดยมีการติดตั้งกล้องเพื่อนับจำนวนนักท่องเที่ยว ถ้าแออัดมากก็ให้ค่อยๆ เข้าคิวไปช้าๆ หรือไม่ก็หยุดเข้าชั่วคราวไปเลย นั่นคือใช้วิธีควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้น

นอกจากนี้ เนื่องจากดูบรอฟนิกอยู่ริมทะเล ก็เลยเป็นเป้าหมายของการท่องเที่ยวทางเรือโดยเรือสำราญ มีเรือมาเทียบท่าแต่ละวันเป็นจำนวนมาก ทางการเลยจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวจากเรือสำราญให้เหลือไม่เกินวันละ 4,000 คน

ข้ามมาที่ฝั่งทะเลอีกด้านหนี่ง คือในเวนิส พบว่าเวนิสก็เป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีปัญหานี้ ที่จริงแล้ว เวนิสเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เลื่องชื่อมาเนิ่นนานแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น เวนิสก็เป็นเมืองเล็ก มีประชากรราว 270,000 คนเท่านั้น แต่มีนักท่องเที่ยวบุกถล่มมากถึงปีละกว่า 20 ล้านคน ซึ่งย่อมทำให้เกิดปัญหาแน่ๆ

เมื่อหลายปีก่อนชาวเวนิสราว 2,000 คน ออกมาเดินขบวนประท้วงการท่องเที่ยวที่กำลัง ‘ทำลาย’ เมืองของพวกตน พวกเขาบอกว่า ปัญหาใหญ่ที่การท่องเที่ยว ‘กระทำ’ กับเวนิส ก็คือทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์และค่าเช่าบ้าน (สำหรับคนท้องถิ่น) พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คนเวนิสจริงๆ ที่เคยอยู่กันมาชั่วชีวิตและไม่ได้ทำธุรกิจท่องเที่ยวจึงอยู่ไม่ไหวอีกต่อไป พบว่ามีอัตราการย้ายออกจากเมืองถึงราวปีละ 1,000 คน (ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด) ทั้งนี้เพราะทนท้ังค่าครองชีพและวิธีท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวไม่ไหว

ในเวนิส เกิดกลุ่มประท้วงการท่องเที่ยวที่เรียกว่า Gruppo 25 Aprile ขึ้นมา คนกลุ่มนี้มองว่าการท่องเที่ยวได้เปลี่ยนเวนิสให้กลายเป็นแค่ ‘สวนสนุก’ ซึ่งถือเป็นโศกนาฏกรรมทางสังคมอย่างหนึ่ง ประมาณกันว่า นักท่องเที่ยวที่มาเวนิสเพิ่มขึ้นปีละราว 3.2% ไม่มีหยุด จึงยิ่งสร้างผลกระทบต่างๆ ต่อคนท้องถิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่เวนิสทำก็คือออกมาตรการควบคุม เช่น ห้ามเปิดที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวเพิ่มในย่านใจกลางเมืองอีก และมีการเปิดจุดเฝ้าระวังตามพื้นที่ยอดนิยมทั้งหลาย เพื่อจับตาดูพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว

และที่จริงก็ไม่ใช่แค่เวนิส แต่ในโรมหรือมิลานเอง นักท่องเที่ยวก็ทำอะไรๆ ไม่เข้าท่าไว้เยอะเหมือนกัน เช่น ลงไปกินดื่มกันในน้ำพุตามที่ต่างๆ ของเมือง หรือออกมาดื่มกันตามถนน ส่งเสียงเอะอะในยามค่ำคืน ในมิลานถึงขั้นต้องออกมาตรการห้ามการขายอาหารแบบฟู้ดทรัค และห้ามการใช้ไม้เซลฟีในบางย่านกันเลยทีเดียว

อีกที่หนึ่ง ที่หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าก็มีปัญหากับนักท่องเที่ยวด้วยเหมือนกันคืออัมสเตอร์ดัม ล่าสุด อัมสเตอร์ดัมออกมาตรการหลายอย่างเพื่อจำกัดนักท่องเที่ยว

ปัญหาที่เกิดกับอัมสเตอร์ดัมก็เหมือนเวนิสหรือซานเซบาสเตียน นั่นคือประชากรของอัมสเตอร์ดัมมีแค่แปดแสนกว่าคน แต่ต้องมารองรับนักท่องเที่ยวถึงปีละกว่า 17 ล้านคน แทบทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ในย่านใจกลางเมืองที่แออัดและมีพื้นที่ไม่มากนัก ไม่เหมือนกับลอนดอนหรือปารีสที่เป็นเมืองใหญ่ นักท่องเที่ยวจึงสามารถกระจายตัวไปเที่ยวตรงโน้นตรงนี้ได้มากกว่า

ด้วยเหตุนี้ อัมสเตอร์ดัมจึงเพิ่งออกมาตรการใหม่มาหลายอย่าง อย่างหนึ่งก็คือจะจำกัดการเปิดร้านอาหารประเภทที่ไม่มีที่นั่ง คือลูกค้าต้องซื้อกลับบ้านหรือถือออกไปกินข้างนอก ร้านประเภทนี้มีเป้าหมายพุ่งตรงไปที่นักท่องเที่ยวที่ชอบซื้อของกินแล้วเดินชมเมืองไปด้วย เช่น ร้านไอศกรีม ร้านขนม ร้านลูกกวาด แต่ร้านที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของอัมสเตอร์ดัม เรียกว่า นูเทลลาช็อป (Nutella Shop) ร้านพวกนี้จะขายวาฟเฟิลและแพนเค้กที่ทานูเทลลาหรือเนยถั่ว และเป็นที่นิยมอย่างมากของนักท่องเที่ยวในระยะหลัง เนื่องจากกินง่าย ราคาไม่แพง ซื้อแล้วถือเดินไปไหนๆ ได้สะดวก

ในอัมสเตอร์ดัมนั้น ก่อนหน้านี้จะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘เบียร์ไบค์’ (Beer Bikes) คือเป็นยานพาหนะขนาดใหญ่พอสมควร มีลักษณะคล้ายๆ โต๊ะอาหารให้คนมานั่งหลายๆ คน แต่ด้านล่างเป็นจักรยานให้ทุกคนช่วยกันถีบปั่นไปตามที่ต่างๆ ในเมือง จึงสามารถกินเบียร์ไปด้วย ท่องเมืองไปด้วยได้ แน่นอนว่าคนท้องถิ่นไม่นั่งเบียร์ไบค์แน่ๆ คนที่ใช้บริการมีแต่นักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ตอนนี้อัมสเตอร์ดัมสั่งห้ามเบียร์ไบค์นี้แล้ว ซึ่งหลายคนก็เห็นด้วย

แต่สิ่งที่อาจทำให้นักท่องเที่ยวช็อกก็คือ อัมสเตอร์ดัมอันเป็นเมืองจักรยาน กำลังจะจำกัดการเปิดร้านเช่าจักรยานสำหรับนักท่องเที่ยว เพราะตอนนี้จักรยานในอัมสเตอร์ดัมมีมากมายเป็นล้านๆ คัน จนแทบไม่มีที่จอดจักรยานเหลืออีกแล้ว ปัญหาอยู่ที่ร้านเช่าจักรยานที่ไม่ประสานงานกับรัฐ ทั้งยังไม่จัดที่จอดจักรยานให้ลูกค้ามากพอ ปัญหาเรื่องที่จอดจักรยานในอัมสเตอร์ดัมจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ

แม้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับจักรยาน แต่อัมสเตอร์ดัมไม่มีระบบจักรยานสาธารณะ (Bike-Share Scheme) ของตัวเอง คนส่วนใหญ่ใช้จักรยานส่วนตัว ดังนั้นร้านจักรยานให้เช่า จึงมาเพิ่มจำนวนนักปั่นที่เป็นนักท่องเที่ยวเข้าไปอีก และนักท่องเที่ยวเหล่านี้ก็มักสร้างปัญหาจราจรด้วยการปั่นกีดขวางด้วย จึงยิ่งเป็นปัญหา

ส่วนเรื่อง Airbnb ตอนนี้ อัมสเตอร์ดัมก็จำกัดการให้เช่า โดยให้แต่ละที่สามารถเปิดให้เช่าได้ไม่เกินปีละ 60 วันเท่านั้น ซึ่งก็ทำให้จำนวน Airbnb ในอัมสเตอร์ดัมลดจากราว 15,000 แห่ง เหลือ 13,000 แห่งในเวลา 6 เดือน

จะเห็นว่า ยุโรปตั้งแต่สเปนถึงโครเอเชีย เนเธอร์แลนด์ถึงอิตาลี ล้วนแล้วแต่กำลังเกิดอารมณ์ความรู้สึกร่วมเดียวกัน

หลายคนอาจคิดว่า ปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเพราะนักท่องเที่ยวชาวจีนบุกตะลุยโลก แต่ที่จริงแล้วนักท่องเที่ยวชาวยุโรปเองที่ท่องยุโรป (เช่น คนอังกฤษไปเที่ยวเมดิเตอร์เรเนียนในฤดูร้อน) ก็สร้างปัญหาให้ไม่แพ้กัน

กระแสไม่เอานักท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น จึงชวนให้เราย้อนกลับมาสำรวจตัวเองบ่อยๆ ว่าเวลาไป ‘เที่ยว’ นั้น เรามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหรือไม่

ผมคิดว่า – เรื่องสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนสถานะตัวเองไปเป็น ‘นักท่องเที่ยว’ ก็คือการรู้จัก ‘เคารพ’ ในความแตกต่างและวิถีแห่งท้องถิ่น,

ซึ่งเอาเข้าจริงก็เป็นกฎพื้นฐานของความเป็นมนุษย์นี่เอง

ขอบคุณภาพจาก Alberto Morante/EPA

Avatar
Written By

เสี้ยวหนึ่งของวัฒนธรรมประชาธิปไตยในอังกฤษ

Vision

โลกอันกว้างใหญ่ไพศาลของ ‘บอร์ดเกม’

Entertainment

Sharing Economy หรือ ขวากหนามธุรกิจอสังหาฯ?

Life

การตายที่น่าเศร้า แต่ไม่ไร้ค่าของเด็กชาย ‘อดัม’

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup