Connect with us

Subscribe

Life

A passage to the south
ปัตตานีกับสเต็ปวาดลายผ้าบาติก

เรื่อง: เอกมล อรรถกมล

ผมได้รับการติดต่อจากเว็บไซต์ The living arts เชิญแบรนด์ EAGGAMON ให้ Collaborate กับ Batik de Nara เพื่อทำเสื้อผ้าหนึ่งคอลเลกชั่นสำหรับการเปิดตัวเว็บไซต์ในเดือนมีนาคมนี้ ผมตอบรับคำเชิญในทันทีโดยไม่ลังเล อย่าเพิ่งว่าผมใจง่ายนะครับ แต่จากการติดตามแบรนด์นี้มาไม่น้อยกว่าสามปี Batik de Nara มีผลงานออกแบบลายผ้าที่ร่วม Collaborate กับดีไซเนอร์แถวหน้าของเมืองไทยมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 แบรนด์ นี่เปรียบเสมือนเป็นใบการันตีระดับมาสเตอร์ว่าแบรนด์นี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน และเมื่อมีโอกาสดีที่จะได้ร่วมงานกับคนเก่งมาถึง ผมจึงเซย์เยสโดยไม่ต้องคิดเลยไงครับ

Step 1: คอลเลกชั่นของผมเริ่มต้นที่การเดินทางลงใต้สู่จังหวัดปัตตานี เพื่อไปพบกับ คุณรอวียะ หะยียามา นักออกแบบผ้าบาติกผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ Batik de Nara ผมกล่าวชื่นชมผลงานต่างๆ ที่ผ่านมาของคุณยะในช่วงต้นของบทสนทนาหลังจากที่ได้ทำความรู้จักกันแล้ว คุณยะเองก็ออกตัวเสียงดังฟังชัดว่าจำผมได้ เพราะเป็นสาวกของนิตยสารแพรว ติดตามมาตั้งแต่สมัยที่ผมเป็นบรรณาธิการแฟชั่นโน่น ผมเริ่มได้ยินเสียงแว่วของสัญญาณแห่งมิตรภาพ ต่างคนต่างเป็นแฟนคลับซึ่งกันและกันขนาดนี้ ทำให้ผมคิดไปไกลว่าการ Collaborate ระหว่างเราสองคนต้องดำเนินไปด้วยความราบรื่นชื่นบานแน่

Step 2: ผมเดินสำรวจผ้าบาติกทุกชิ้นที่อยู่ในช้อปเพื่อทำความรู้จักกับขั้นตอนการทำงาน ว่ากว่าที่ผ้าจะสำเร็จออกมาเป็นผืนพร้อมขายให้ลูกค้าต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง ต้องยอมรับก่อนว่าผมไม่ได้เชี่ยวชาญในงานบาติก ดังนั้นหน้าที่ของผมก็คือเก็บข้อมูลต่างๆ ให้มากที่สุดเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการออกแบบ

Step 3 : ผมเดินทางกลับกรุงเทพฯ พร้อมกับแนวทางในการสร้างคอลเลกชั่นที่ค่อยๆ เริ่มตกตะกอนอยู่ในหัว เขาว่ากันว่า ‘การเดินทางช่วยสร้างไอเดีย’ นั้นเป็นความจริงเสมอ จากทริปที่ผมลงใต้ในครั้งนี้ ผมได้มีโอกาสไปสัมผัสงาน Craft ของ 3 จังหวัดได้แก่ พัทลุง ปัตตานี และนราธิวาสอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการผลิตเครื่องจักสานที่ทำด้วยเสื่อกระจูด การร้อยลูกปัดโนรา วัฒนธรรมการแต่งตัวแบบโบราณ รวมไปถึงการได้เข้าชมผลงานจิตรกรรมและประติมากรรมของศิลปินท้องถิ่นที่จัดแสดงอยู่ตาม Art space ต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการออกแบบของผมทั้งสิ้น แต่ผมไม่ได้หยิบทุกอย่างที่พบเจอมาใช้เป็นแรงบันดาลใจ ผมเลือกเอาเฉพาะที่ผมชอบเท่านั้น และในที่สุดตะกอนทางความคิดของผมก็ตกผลึกออกมาเป็น Key word สามคำ ได้แก่

-เปอรานากัน (Peranakan)
-ผ้าถุง
-Boundary (อาณาเขต)

Step 4: ผมใช้ key word ทั้งสามคำมาเป็น ‘แกน’ ในการออกแบบลายผ้า เพราะถ้าไม่มีแกนให้ยึดรับรองได้ว่าเราหลงทางแน่  ซึ่งนักออกแบบทุกคนรู้ดีในจุดนี้ โดยส่วนตัวผมเป็นคนชอบผ้าล็อค ผ้าล็อคคือผ้าที่มีลวดลายแบ่งเป็นล็อคๆ เรื่องราวจบในล็อคไม่ต่อเนื่อง ดังนั้น การแสดงอาณาเขตที่ชัดเจนเพื่อบ่งบอกความเป็นเจ้าของล็อคหรือพื้นที่นั้นๆ ก็คือ ‘ขอบอาณาเขต’ หรือ Boundary นั่นเอง

จากการออกแบบจะเห็นว่าผมแบ่งดีไซน์ของผ้าออกเป็น 2 ล็อค ล็อกละ 1 เมตร แต่ละล็อคจะมีขอบเป็นตัวแบ่งอาณาจักรไว้อย่างชัดเจน และผมตั้งใจให้เรื่องราวของลวดลายทั้งสองล็อคนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง (เอาจริงๆ แล้วก็ไม่ได้แตกต่างไปทั้งหมดหรอก เพราะมีสีเป็นตัวเชื่อมอยู่) ล็อคแรกผมเอาดอกดาหลามาวางบนเสื่อกระจูด แต่ดอกดาหลาของผมจะพิเศษกว่าดอกดาหลาที่ปรากฏอยู่บนผ้าถุงทั่วไป

กล่าวคือ ดาหลาของผมจะใหญ่มากถึงมากที่สุด ส่วนลายผ้าที่ปรากฎอยู่ในล็อคข้างกันคือลายฉลุไม้ รวมไปถึงลายปูนปั้นที่ประดับอยู่ตามส่วนต่างๆ ของอาคารโบราณในภาคใต้ เช่น ลายฉลุไม้ที่เชิงชายของหลังคาบ้าน ลายปูนปั้นรอบกรอบประตูหน้าต่าง ไปจนถึงลายของกระเบื้องปูพื้น ผมนำเอาลวดลายเหล่านี้มาวางทแยงให้มุมชนกันตรง Center ของล็อคพอดี ซึ่งผมจะใช้แพตเทิร์นของ 2 ล็อคนี้วางสลับกันบนผ้าไปเรื่อยๆ

ความน่าสนใจที่ผมออกแบบลายผ้าให้เป็นอย่างนี้ก็คือ ปกติผ้าถุงทั่วไปจะมีความยาวอยู่ที่ผืนละ 2 เมตร ดังนั้น ถ้าลูกค้าซื้อผ้าของผมไปทำเป็นผ้าถุง เวลานุ่งมันจะดูเหมือนใช้ผ้าถุง 2 ผืนที่ลายแตกต่างกันมาเย็บติดกัน ฟังดูแล้วก็ธรรมดาๆ ไม่เห็นจะตื่นเต้นใช่ไหมครับ ในฐานะคนแฟชั่นผมขอแค่ให้มันดู ‘เก๋ ๆ’ ก็พอแล้ว เพราะในความหมายของแฟชั่นคำว่า เก๋ = Chic แล้วเราจะต้องการอะไรมากไปกว่า Chic เล่าครับเมื่อเราแต่งตัว

นอกจากนั้นผ้าล็อคถือเป็นจุด Challenge ดีไซเนอร์ในมุมมองของผมอีกด้วย นั่นก็คือ ในความยาวผ้าที่กำหนดเราต้องใช้ให้คุ้มและไม่หลือทิ้ง เช่น ชุดเดรสยาวไม่ควรใช้ผ้าเกิน 3 เมตร ดังนั้น ดีไซเนอร์ต้องวางแผนให้ดีก่อนลงมือตัดผ้าว่าจะวางลายอย่างไร ไม่ว่าจะวางลายไว้ซ้ายหรือขวา บนหรือล่าง หน้าหรือหลัง มันต้องมีเหตุผลทั้งหมดเพราะ Border มันจะคอยมาเป็นตัวก่อกวนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของดีไซเนอร์ในการค้นหาความลงตัวของ Beauty, Balance และ Composition ให้เจอ ไม่ใช่คำนึงแค่ว่าวางผ้าให้พอแล้วตัดเป็นชุดให้จบๆ ไปเท่านั้น

Step 5: หลังจากออกแบบลายผ้าเสร็จแล้วผมก็ส่งเมลไปให้คุณยะทำการขึ้นต้นแบบบนผ้าจริง และแน่นอน ด้วยกระบวนการสร้างลายแบบบาติก ซึ่งเป็นงานทำมือ มันย่อมไม่เหมือนกับที่เราออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว ดังนั้น ระหว่างทางที่คุณยะใช้เวลาในการผูกลาย เขียนเทียน และลงสีมันก็จะเจอปัญหาอยู่บ้าง ซึ่งผมกับคุณยะจะต้องมีการสื่อสารกันตลอดว่าอะไรที่ไม่สามารถทำได้และจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร ผมถือว่าผมโชคดีที่ได้คู่หูดูโอที่ดี เพราะเราต่างให้เกียรติและเคารพในการตัดสินใจซึ่งกันและกันอย่างมีเหตุผล ผมว่าหัวใจสำคัญที่สุดในการทำงาน Collaborate คือเราต้อง Open mind ห้ามมีอีโก้เด็ดขาด เพราะถ้าต่างคนต่างก็คิดว่าฉันเจ๋งมันก็จบตั้งแต่เริ่มต้น และแล้วคุณยะก็ถ่ายรูปผ้าที่ขึ้นตัวอย่างลายเสร็จแล้วมาให้ผมชม

Step 6: ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางไปปัตตานีอีกครั้งเพื่อตรวจงาน ครั้งนี้ผมมีโอกาสบุกไปถึงโรงงานบาติกของคุณยะ ที่ตำบลบางนาคจังหวัดนราธิวาสเลยทีเดียว (โรงงานอยู่นราธิวาส ส่วนช้อปอยู่ปัตตานีครับ) ไม่มีใครได้รับโอกาสพิเศษแบบนี้บ่อยนักเพราะถือเป็นความลับขององค์กรเหมือนกัน และการมาเยือนโรงงานแห่งนี้ผมเพิ่งค้นพบว่า ช่างฝีมือผู้เนรมิตลายผ้าของผมให้เป็นจริงนั้นคือผู้หญิงทั้งหมด ผมมีการปรับและแก้ไขลวดลายจากที่ทีมงานของคุณยะเขียนให้ผมในบางจุด เช่น ปรับวิธีการไล่สีและใส่ดีเทลบนกลีบดอกไม้ให้แตกต่างจากเดิมๆ ที่เคยเห็นบนผ้าถุง แก้สีของ Border ให้มีพลังมากขึ้น เพื่อช่วยแสดงความชัดเจนของอาณาเขต รวมไปถึงการปรับแต่งน้ำหนักสีให้ดูมีมิติและสวยงามขึ้น แต่สิ่งที่แก้ไขเหล่านี้ก็ต้องขึ้นอยู่บนพื้นฐานและประสบการณ์ที่คนวาดเขาคุ้นเคยด้วยนะครับไม่ใช่จะเอาแต่ที่เราอยากได้อยู่ฝ่ายเดียว

งานทำผ้าบาติกถือเป็นมรดกตกทอดของชุมชน แต่ก่อนชาวบ้านจะทำผ้าบาติกเพื่อขายกันเอง เมื่อเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นจึงมีการผลิตเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนและส่งไปขายนอกพื้นที่ ผมต้องขอชื่นชมในความเป็นคนแอคทีฟและมีวิสัยทัศน์ของคุณยะ ในการเป็นหัวเรือนำพาผลงานผ้าบาติกภายใต้ชื่อแบรนด์ Batik de Nara เข้าร่วมโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่จัดโดยหน่วยงานรัฐบาลด้วยรูปแบบของการจับคู่ให้ดีไซเนอร์กับชุมชนได้ทำงานร่วมกัน ด้วยความที่เป็นคนมีฝีมือและใจที่เปิดกว้างจึงทำให้คุณยะได้รับโอกาสเข้าร่วมโครงการอื่น ๆ ที่ต้อง Collaborate กับดีไซเนอร์จากแบรนด์ต่างๆ ต่อมาอีกหลายครั้ง และที่น่าภูมิใจที่สุดอันหนึ่งก็คือผ้าบาติกจาก Batik de Nara เคยอวดความงามต่อสายตาชาวโลกบนเวที Tokyo fashion week มาแล้วด้วยครับ

Step 7: หลังจากที่ผมตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ผ้า ‘คอตตอนนาโนซิงค์’ เป็นวัสดุหลักในการตัดเย็บเสื้อผ้าคอลเลกชั่นนี้ คุณยะก็จะทำการเขียนลายที่แก้ไขใหม่ลงบนผ้าดังกล่าว เพื่อให้ผมตรวจทานครั้งสุดท้าย ก่อนลงมือผลิต และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ผมคงได้รับผ้าล็อตแรกจำนวนหนึ่งร้อยหลาส่งตรงมาจากปัตตานี เพื่อนำไปตัดเย็บคอเลกชั่น A passage to the south, EAGGAMON x Batik de Nara ภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์

A passage to the south, EAGGAMON x Batik de Nara เป็นเสื้อผ้าแนว Resort wear ที่ผสมผสานความทันสมัยกับความเป็นพื้นถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน ในความลำลองคุณจะมองเห็นคุณค่าทางวัฒนธรรมซุกซ่อนอยู่ ถึงเวลาแห่งการสวมใส่ความมีสไตล์ให้กับฮอลิเดย์ของคุณในทุกๆที่ ที่คุณเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นน้ำตก ภูเขา ทะเล หรือจะเดินเล่นบนห้างฯ หรูไปจนถึงเดินดูต้นไม้ที่สวนจตุจักร ‘ถ้ามันเป็นวันหยุดพักผ่อนมันคือ A passage to the south’

A passage to the south, EAGGAMON x Batik de Nara พร้อมเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ทางเว็บไซต์ www.thelivingarts.com

Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup