เรื่อง : ณัฐกร เวียงอินทร์
 
การเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ของธเนศ ฉิมท้วม หรือ “โจ บอยสเก๊าท์” ไม่เพียงแต่เป็นความโศกเศร้าของแฟนคลับที่เคยติดตามดนตรีป๊อปไทยยุค 90 เท่านั้น (คลิกอ่าน - ย้อนรำลึกยุค 90 ตำนานของวง “บอยสเก๊าท์” พวกเขาน่าจะไปได้ไกลกว่านี้)
 
แต่มันนำพาให้เรานึกถึงดนตรีป๊อปในยุคก่อน ที่มักจะมีคำพูดว่า มีค่ายเพลงป๊อปอยู่ 2 ค่ายเพลง นั่นคือ “อาร์เอส-แกรมมี่” (ที่จริงมีค่ายคีตาฯ อีกค่ายที่ผลิตเพลงป๊อปดังมากในยุคนั้น) ก่อนที่ปัจจุบันแนวทางทำธุรกิจของ "อาร์เอส" จะเปลี่ยนรูปแบบไป ซึ่งอ่านได้ในบทความ - เมื่อ “อาร์เอส” เดินสู่ทางสามแพร่ง จะทำค่ายเพลงต่อ หรือขายเครื่องสำอาง ? (คลิกอ่าน)
 
เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต น่าสนใจว่า ค่าย “อาร์เอส” ที่มีแนวเพลงแบบนี้นั้น คุมเวลาอยู่ช่วงประมาณสิบกว่าปี นั่นหมายถึงเด็กที่โตมากับเพลงยุคนี้ พวกเขาจะรู้จักกับอาร์เอสในภาพที่เป็นค่ายที่ปั้นป๊อปไอดอลมาตั้งแต่สมัยประถมฯ จนเรียนจบมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว
 
หากนับยุค “อาร์เอส” ปั้นดนตรีแนวป๊อปไอดอล ในยุค 90 ที่เราโตกับมันมา แล้วขายเทปได้ล้านตลับกันปีละหลายอัลบั้ม
 
ยุคนั้นน่าจะเริ่มที่ปี 2534 เปิดด้วยอัลบั้ม “ทัช ธันเดอร์” อัลบั้มที่สองของทัช ณ ตะกั่วทุ่ง และโดยส่วนตัวคิดว่าน่าจะจบที่ประมาณ ปี พ.ศ.2549 งานของแดนบีม Dan & Beam The Album II – Relax ที่มีเพลง “ไปน่ารักไกลๆหน่อย” เป็นจุดขาย
 
รวมกันแล้วน่าจะกินเวลาไปประมาณ 15 ปี...
 
เหตุที่เริ่มที่ปี 2534 เพราะก่อนหน้านี้จะเป็นดนตรีที่มีความไทยร่วมสมัย ดนตรีคอมโบ ดนตรีกระบะ(ที่มาคือขนเครื่องเล่นดนตรีขึ้นรถกระบะตะเวนเล่นตามโรงแรมในยุค 80) บวกดึงทำนองจากที่อื่นมา อย่าง คีรีบูน เรนโบว์ ฟรุตตี้ ไปจนถึงสรพงษ์ ชาตรี อะไรทำนองนั้น จนทัช ณ ตะกั่วทุ่ง นำร่องดนตรีเต้นรำสมัยขึ้นในอัลบั้ม “ทัช ธันเดอร์” ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากกระแสดนตรีโลก อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน อย่างมาก(ลองฟังเพลง “เท้าไฟ” เทียบกับดนตรีของเพลงเอ็มเจกันดู) แถมในปี 2535 ภาพยนตร์เรื่องแรกที่กำกับโดยปรัชญา ปิ่นแก้วอย่าง “รองต๊ะแล่บแปล๊บ” ยิ่งตอกย้ำความแรงของทัช แถมด้วยต่อมาทิศทางของอาร์เอสมาทางนี้อย่างชัดเจนผ่านการย้ายออฟฟิศมาที่ลาดพร้าว 15 และเปลี่ยนชื่อบริษัทจาก อาร์.เอส.ซาวด์ จำกัด เป็น  อาร์.เอส. โปรโมชั่น 1992 ในปี 2535
 
และที่มองว่ากระแสป๊อปไอดอลยุค 90 ขออาร์เอส จบในช่วงปี 2549-2550 นั่นก็เพราะ 1.การเปิดตัวของ กามิกาเซ่ ในปี 2550 ซึ่งก็ป๊อปไอดอลเหมือนกัน แต่มันคนละแนวทางกับป๊อปในสูตรที่เด็ก 90 บ้ากับมัน 2.กระแสเทปผี ซีดีเถื่อน การดาวน์โหลดเพลง ทำให้ยอดขายเทปตก ถ้าไม่นับล้านตลับของวงไอน้ำในปี 2547 ต้องย้อนกลับไปที่ D2B อัลบั้มแรกในปี 2545 เลย 3.และที่สำคัญคือ ช่วงเวลานี้ ในปี 2548(ถ้าจำไม่ผิด) อาร์เอสขายโรงงานเทปไปเรียบร้อยแล้ว แล้วผ่าตัดองค์กรครั้งใหญ่ จำได้ว่าผมเคยสัมภาษณ์เฮียฮ้อสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ เคยเล่าว่า ตอนนั้นล่ะคือช่วงเวลาที่คิดหนักที่สุดในการบริหารอาร์เอสเพื่อเปลี่ยนผ่านบริษัทมาสู่อีกยุค อย่างที่เห็น อาร์เอสยุคปัจจุบันไม่ได้มีภาพจำเป็นค่ายเพลงวัยรุ่นอีกต่อไปแล้ว (อ่านได้ในบทความ เมื่อ “อาร์เอส” เดินสู่ทางสามแพร่ง จะทำค่ายเพลงต่อ หรือขายเครื่องสำอาง ?)
 
ในพีเรียด 15 ปี ความเป็นป๊อปไอดอล ของเพลงอาร์เอสก็ยังมีรายละเอียดหรือยูนิตย่อย ต่างกันไปแต่ละยุค อย่างยุคแรกยุค 2533-38 ยุคเฟิร์สคลาสของป๊อปไอดอล ก็จะเป็นทัช-แร็พเตอร์(ยุคเด็กน้อย)-ลิฟต์ออย(อัลบั้มแรก)-นุ้ก-เต๋า สมชาย(บอดี้การ์ด, สมชายจรดปลายเท้า)-แซงค์ ปฏิวัติ อะไรประมาณนี้ ซึ่งดนตรีเน้นเต้นรำ อิงกระแสป๊อปตะวันตกผสมกับความเป็นไทย มีการลองผิดลองถูก จนได้สูตรการทำดนตรีวัยรุ่นในยุคต่อมา
 
จนมายุคปี 2539 – 2544 อาร์เอสเริ่มมีสูตรในการปั้นศิลปินป๊อปไอดอล(ในนิตยสาร ขายหัวเราะยุคนั้นเคยมีเรื่องสั้นเขียนล้อโมเดลนี้ว่า ทำเพลง “ลูกกวาด" ที่มีสีสันสดใส แต่กินลูกไหนรสชาติไม่ต่างกัน)  น่าจะเป็นยุคทอง ยุค “ล้านตลับ” ของอาร์เอสแล้ว คือมีเพลงหน้าเอ โปรโมต 2-3 เพลง หน้าบีสัก 1 เพลง, มีเพลงเร็วที่มีท่าเต้นจำ, หากขายได้ล้านตลับเพิ่มเพลงพิเศษ, มีเพลงช้าเอาไว้ขาย, ศิลปินแต่งตัวจัดจ้าน มีเอกลักษณ์, มีการทำอัลบั้มพิเศษรวมศิลปินเป็นระยะ,โปรโมตเพลงอย่างหนักผ่านรายการโทรทัศน์และวิทยุ, มีคอลัมน์โปรโมตอัลบั้มในหนังสือพิมพ์หัวใหญ่อย่างเช่น ไทยรัฐ และแน่นอน ทุกคนต้องหน้าตาดี ไม่งั้นก็เอาหน้าตาพอใช้ได้ แลนด์มาร์คเริ่มต้นของยูนิตย่อยนี้น่าจะเป็นอัลบั้ม Waab Boys ของแร็พเตอร์ ในปี 2539 ที่มีเพลงดังอย่าง อย่าพูดเลย และรู้สึกอย่างไร แต่จุดสูงสุดของยุคนี้คืออัลบั้ม ไซเรนเลิฟ ของเจมส์ เรืองศักดิ์ ในปี 2540 ที่เพลง “ไม่อาจเปลี่ยนใจ” ทำสถิติอะไรต่าง ๆ มากมาย
 
ยุคนี้จึงมีศิลปินป๊อปไอดอล ออกอัลบั้มตามสูตรการตลาดดังกล่าวมากมาย และทำยอดขายล้านตลับเป็นว่าเล่น อย่างเช่น แร็พเตอร์, เจมส์ เรืองศักดิ์, โดม ปกรณ์ลัม, เจอาร์ วอย, ราฟฟี่ แนนซี่, แก๊งโฟร์, ลิฟต์ออย, โมเม, ไจแอนท์, แซนด์-แบงค์, นาตาลี-แจ็สกี้, นิกกี้, อนัน อันวา,บาซู, ปุ๊กกี้ ฯลฯ ออกมามากมาย ไม่ติดยอดขายล้านตลับก็ใกล้เคียง จนถึงจุดหนึ่ง สูตรนี้กลายเป็นจุดอิ่มตัว
 
จนมาปี 2545 (จริง ๆ ปลายปี 2544) การเข้ามาของ D2B ที่กระแสแรงมาก อัลบั้ม D2B น่าจะเป็นอัลบั้มท้าย ๆ ของอาร์เอสแล้วที่ขายได้ล้านตลับ ข่าวอุบัติเหตุเชื้อร้ายขึ้นสมองของบิ๊ก ดีทูบี สมาชิกคนสำคัญของวงเป็นข่าวใหญ่ในช่วงปี 2546 และการเสียชีวิตของเขาทำร้ายจิตใจแฟนคลับอยู่พอสมควร
 
ความสำเร็จของ D2B นำมาสู่การปั้นกลุ่มศิลปินบอยแบนด์ของอาร์เอสออกมามากมายในยุคนั้น อย่างเช่น B-Mix , Strikerz, โบกี้-ดอดจ์, Brothers, Dance Army 
 
แต่ก็ไม่มีวงไหนสร้างปรากฏการณ์ได้ในระดับ D2B อีกเลย