x

บอกตรงๆ ว่า ผมไม่ค่อยชอบอาหารจีนเท่าไรผมไม่ชอบหลายอย่างในวิธีกินอาหารอย่างที่เรียกว่า ‘โต๊ะจีน’ อย่างแรกสุด ผมไม่ชอบการกินหูฉลาม บางคนอาจบอกว่าดัดจริตก็ได้ ซึ่งผมจะไม่ต่อล้อต่อเถียงสักคำ ถ้าใครจะบอกว่าดัดจริตไม่อยากกินหูฉลามเพราะสงสารพวกมัน แต่กลับสวามปามกินหมูเห็ดเป็ดไก่อื่นๆ ได้ เพราะในความเป็นจริง ฉลามกำลังจะสูญพันธุ์อยู่แล้ว และเราก็ไม่สามารถเลี้ยงเฉพาะ ‘หู’ ของมันเพื่อทำเป็นฟาร์มเอามากินได้เหมือนหมูเห็ดเป็ดไก่
 
อย่างที่สอง ผมไม่ชอบการกินอาหารเลี่ยนๆ มันๆ เท่าไร เอ…จะว่าไม่ชอบก็คงไม่ถูก ที่จริงก็คือชอบนั่นแหละ แต่ที่ไม่ชอบก็คือผลของการกินอาหารประเภทที่มีไขมันสูง เพราะมันอร่อยเหลือล้ำ ไม่ว่าจะเป็นเป็ดปักกิ่ง หมูหัน หรืออะไรอื่นๆ แต่เพราะอร่อยนี่แหละ เมื่อกินเข้าไปแล้วเลยทำให้เรือนร่างบอบบางกลายเป็นบอบบวมได้ในบัดดล ดังนั้นถ้าหลีกเลี่ยงได้ ผมจึงไม่ค่อยอยากกินโต๊ะจีนเท่าไร แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็จะขอเป็นติ่มซำนานาสารพันแทน ซึ่งพูดขึ้นมาแล้วก็ให้โหยหิวเป็นกำลังสิน่า!
 
อย่างที่สาม ด้วยความที่ผมคงสมาทานวัฒนธรรมตะวันตกมาเยอะ จึงไม่ค่อยชอบ ‘วิธี’ กินโต๊ะจีนเท่าไร ผมหมายถึงวิธีการที่ทุกคนต้อง ‘ร่วมวง’ กันกินอาหารร่วมกันบนโต๊ะ แล้วก็ต้องหมุนไปหมุนมา เพื่อนบางคนบอกว่า ถ้าเป็นกลุ่มคนที่สนิทสนม ก็ต้องแย่งกันกินจึงจะสนุก เอาตะเกียบคีบคนละหนุบละหนับ อย่ามานั่งอดอาหารไดเอ็ทอะไร เพราะจะพานทำให้คนอื่นเขาไม่สนุกกับการกินไปด้วย ผมก็เลยต้องทำตามเพื่อน แต่ลึกๆ แล้ว ผมแอบว่านี่เป็นวิธีการกินที่ไม่ค่อยชวนให้สุขภาพดีสักเท่าไร
 
แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ ถ้าเราต้องไปกินโต๊ะจีนร่วมกับคนแปลกหน้า มันออกจะขัดๆ เขินๆ ไม่น้อย เพราะต้องค่อยๆ เลื่อนโต๊ะหมุนให้หมุน แถมยังมีกติกาที่บางทีก็ไม่ค่อยรู้อีก เช่นต้องหมุนตามเข็มนาฬิกาเท่านั้นหรือเปล่า และถ้าวางโต๊ะหมุนไม่ดี บางทีถ้ามันเบี้ยวมันก็จะบิดส่วนที่เบี้ยวมาชนแก้วหรือถ้วยน้ำจิ้มจนหกเลอะเทอะได้ โดยส่วนตัวแล้ว ผมจึงคิดว่าการกินโต๊ะจีนกับคนแปลกหน้าเป็นการกินที่ไม่สนุก ไม่อร่อย และไม่น่าทำเข้าไปใหญ่ ร้ายกว่าแย่งกันกินกับเพื่อนอีก
 
ส่วนใหญ่ผมไม่ค่อยเป็นคนหมุน แต่จะรอให้อาหารมาตกอยู่ตรงหน้า (เหมือนเล่นสล็อตแมชชีน) แล้วค่อยเอาตะเกียบคีบ มันจึงเป็นการกินที่ ‘เสี่ยงโชค’ อย่างไรชอบกล บางทีก็ไม่ได้กินสิ่งที่อยากกิน และบางทีกว่าสิ่งที่อยากกินจะมาถึงหน้า มันก็หมดไปแล้ว จึงได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไรหรอก ก็เอาการกินแบบนี้ไปชดเชยตอนที่กินโต๊ะจีนกับเพื่อนแล้วกัน อย่างหนึ่งกินล้นเกิน อีกอย่างกินน้อยไป ถัวแล้วเฉลี่ยเท่ากับกินตามปกตินั่นเอง
 
แต่ความคิด (หรือจะเรียกว่า ‘มายาคติ’) เกี่ยวกับโต๊ะจีนที่ว่ามาทั้งหมดนี้ก็สูญหายไปสิ้น เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ หนังสือนั้นมีชื่อว่า – เถ่าชิ่วคนสุดท้าย
เถ่าชิ่วก็คือพ่อครัวหรือเชฟ (หรือวิเสท) ที่รับใช้ใกล้ชิดอยู่ในวัง เป็นผู้ปรุงและคัดสรรอาหารนานาสารพัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นของดีของวิเศษที่มาจากทั่วโลก เพื่อให้พระจักรพรรดิและราชวงศ์คนอื่นๆ ได้เสวย
 
“ไม่เคยมีสถานที่เช่นนี้มาก่อน แล้วก็ไม่มีที่ไหนอีก สมัยนั้นปลายรัชกาลฉือสี่ มีครัวห้าแผนกด้วยกัน มีครัวเนื้อ ครัวเจ ครัวธัญญหมายถึงข้าว ขนมแป้งก้อน แป้งเส้น ครัวหวาน และครัวอบ อาหารนานาสารพัดชนิดล้วนมุ่งเข้าวัง ไม่เฉพาะสัตว์ป่าหายาก สัตว์ปีก และอาหารทะเลทุกประเภทเท่านั้น ยังมีผลหมากรากไม้และพืชผักคัดสรรมาจากไร่สวนที่ปลูกเฉพาะอย่าง แต่ละผลปลิดจากโคนต้น ที่ใกล้รากที่สุดถือว่าให้คุณค่าชีวิตมากที่สุด 
 
แล้วยังบรรณาการจากข้าหลวงท้องถิ่นจากทั่วจักรภพ อาทิ แตงหอมฮามิและองุ่นหวานจากตะวันออกเฉียงเหนือ ทางใต้มีส้มเขียวหวาน ส้มเกลี้ยง ลำไย น้ำตาลผลึก และลิ้นจี่ ข้าหลวงเมืองซานตงส่งเม็ดบัว อินทผลัม ลูกพลับ และถั่วลิสง จากเหลียวหนิงและแมนจูเรียมีลูกเบอร์รี่ฮอร์ธอร์นและสาลี่ รายการอาหารในครัวหลวงมีอย่างน้อยสี่พันรายการ จานสร้างสรรค์วิเศษสุดที่เชื้อพระวงศ์โปรดอาจกลายเป็นหน้าที่ประจำของพ่อครัวเอกเฉพาะคนเดียวไปตลอดชีวิต”
 
จากหนังสือ ‘เถ่าชิ่วคนสุดท้าย’
เขียนโดย นิโคล โมเนส แปลโดย ดนัย ฮัตระกูล
 
เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ ผมจึงตระหนักว่า ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะจีนในโรงแรมหรูหรากี่ดาวก็ตาม ก็เป็นเพียงโต๊ะจีนชาวบ้านเท่านั้นเมื่อเทียบกับโต๊ะจีนในวังหลวง และปรัชญาการกินอาหารของชาวจีนก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมเคยคิดทั้งหมด การกินร่วมกันของชาวจีนไม่ใช่การ ‘แย่งกันกิน’ เพื่อให้อร่อยดังที่เพื่อนว่าไว้ ทว่าโดยเนื้อแท้แล้ว คนจีนกินร่วมกันก็เพราะว่าอาหารจะอร่อยที่สุดไม่ได้อยู่ที่รสชาติหรือรสสัมผัสเท่านั้น แต่อยู่ที่เพื่อนร่วมโต๊ะด้วยเหมือนกัน 
 
นอกจากนี้ อาหารจีนยังไม่ใช่อาหารเลี่ยนๆ มันๆ ตามที่เคยคิดอีกด้วย แต่อาหารจีนชั้นสูงนั้นพิถีพิถัน ซับซ้อน ทั้งยังมีปรัชญาในการ ‘บำบัด’ สภาวะทางจิตของคนในครอบครัวด้วย อาหารจีนแท้ๆ ในรูปแบบนี้จึงทำขายไม่ได้ เพราะผู้ปรุงต้องใกล้ชิดกับผู้กิน จนรู้ว่าควรจะปรุงอาหารแบบไหนให้ในเวลาต่างๆ ไม่ว่ายามเศร้า สนุก รื่นเริง ซึม ป่วย ฯลฯ
 
การกินอาหารจีนจึงมีความลึกซึ้งทั้งของเนื้ออาหารเอง อาหารบางอย่างต้องการรสชาติ แต่บางอย่างใช้เพียงรสสัมผัส ไม่ต้องปรุงมาก การปรุงรสมากเกินไปหลายครั้งบดบังรสชาติที่แท้จริงของอาหาร และเราก็ไม่ได้รับรู้อะไรเลย นอกจากรสชาติของซอสนั้นๆ เท่านั้น
 
เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ผมนึกอยากกินโต๊ะจีนขึ้นมาในทันทีทันใดผมอยากพิศดูอาหารจีนในมุมมองใหม่ มุมมองที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและเชื่อว่าอาหารจีนจะช่วยให้เข้าใจโลก และชีวิตดีขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาตลอดทั้งชีวิต