โรงไฟฟ้าถ่านหินกลับมาเป็นประเด็นถกเถียงกันอีกครั้งหลังจากรัฐบาลทหารตัดสินใจสลายการชุมนุมผู้คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน อ.เทพา จ.สงขลา หลังชาวบ้านเดินไกลกว่า 75 กิโลเมตรเพื่อพยายามยื่นหนังสือต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้ความขัดแย้งนี้ดูเหมือนเกิดขึ้นระหว่างชาวบ้านในพื้นที่ รัฐบาล และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะเจ้าของโครงการ แต่แท้จริงแล้ว โรงไฟฟ้าแห่งนี้ อาจจะสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ไกลกว่าเฉพาะคนในอ.เทพา ทั้งสร้างต้นทุนที่ยังไม่เคยถูกรวมไว้ในการคำนวนค่าไฟฟ้าจากถ่านหิน นั่นคือ “ต้นทุนภายนอก” 
 
ต้นทุนภายนอก (external costs) คือ ต้นทุนที่ไม่ได้รวมอยู่ในการประกอบกิจการของโครงการนั้น ๆ โดยตรง แต่เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของกิจการนั้น เช่น ค่ารักษาพยาบาลอันเกิดจากความเจ็บป่วยจากมลพิษ ค่าการฟื้นฟูมลพิษที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม การสูญเสียพื้นที่ทำกิน หรือการแก้ปัญหาเยียวยา ฯลฯ ซึ่งที่ผ่านมาตกเป็นภาระของรัฐและผู้ได้รับผลกระทบ ในปัจจุบัน มีการผลักดันให้เกิดการรวมเอาราคาที่สังคมและสิ่งแวดล้อมต้องจ่าย เข้าไปไว้ในต้นทุนการประกอบกิจการมากขึ้น (internalization of externalities) ตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) 
 
กฟผ. กล่าวอ้างเสมอว่า ไฟฟ้าจากถ่านหินมีราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับแหล่งอื่น แต่สิ่งที่ยังไม่เห็นคือ มีวิธีการคำนวนราคาอย่างไร นำเอาปัจจัยอะไรไปคำนวนบ้าง และที่สำคัญคือได้รวมเอาต้นทุนที่สังคมและสิ่งแวดล้อมต้องแบกรับรวมไปไว้ในการคำนวนนี้หรือไม่ แม้จะมีบทความของกฟผ.ที่กล่าวถึงต้นทุนภายนอกอยู่บ้าง แต่มีลักษณะยืนยันว่าไม่มีผลกระทบ จึงไม่จำเป็นต้องรวมเอาต้นทุนนี้ไปรวม คำถามคือ จริงหรือ? ความเสี่ยงและราคาที่เราต้องแบกรับร่วมกันจากโรงไฟฟ้าถ่านหินไปไกลแค่ไหน  และเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร 
 
การเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน
 
คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Harvard (Koplitz et al 2017) ทำการศึกษาผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซึ่งแน่นอน รวมประเทศไทยด้วย) และตีพิมพ์ในปีนี้ลง Environmental Science & Technology ซึ่งเป็นวารสารที่ยอมรับมากที่สุดในโลกฉบับหนึ่งด้านวิศวกรรมศาสตร์/วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม พบว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในภูมิภาคประมาณ 20,000 กรณีต่อปี (ในไทยประมาณ 2,000 คน ต่อปี) แต่หากมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มอีกตามที่มีการวางแผนกันไว้จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรประมาณ 70,000 คน ต่อปี (ในไทยประมาณ 4,000 คน ต่อปี) ในปี 2030 งานวิจัยนี้บอกด้วยว่ามลพิษทางอากาศที่เกิดจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไหนบ้างที่น่าจะมาสร้างผลกระทบในไทย (ดังรูปที่ 1)
 
 
รูปที่ 1 (ซ้าย) ประมาณการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอันเนื่องมาจากมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่ายหินแยกตามประเทศ โดยสีฟ้าเป็นการประมาณการสำหรับปี 2011 และ สีแดงเป็นการประมาณการสำหรับปี 2030 หากมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมากขึ้นตามแผนที่วางไว้ในภูมิภาค และ (ขวา) ประมาณการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอันเนื่องมาจากมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่ายหินแยกแหล่งที่มาของมลพิษทั้งจากโรงไฟฟ้าในประเทศตัวเอง (สีเทา) และ โรงไฟฟ้าจากต่างประเทศ เป็นมลพิษข้ามพรมแดน (อ้างอิง: Koplitz et al (2017) รูปได้รับอนุญาตจากผู้เขียนตามเงื่อนไข ACS AuthorChoice)
 
ฉะนั้น แทนที่จะมองว่าประเทศอื่นสร้างได้ก็แปลว่าเราควรสร้างบ้าง รัฐบาลไทยน่าจะต้องคุยกับประเทศเพื่อนบ้านว่าจะลดผลกระทบอย่างไรไม่ให้คนไทยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวันอันควรจากโรงไฟฟ้าในประเทศนั้น ๆ และจะเรียกร้องการประกันหรือชดเชยความเสี่ยงจากความเสียหายจากมลพิษข้ามพรมแดนดังกล่าวอย่างไร ต้องดูข้อมูลและหมั่นหาความรู้เรื่องผลกระทบต่อสุขภาพและความเสียหายของทรัพยากรมนุษย์ให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจใช้เงินภาษีไปดำเนินโครงการสาธารณะ
 
มูลค่าชีวิตของคนไทยกี่บาท?
 
มีหลายวิธีในการประเมินมูลค่าความเสี่ยงต่อสุขภาพจากมลพิษ ตัวอย่างเช่น จากการทำแบบสอบถามเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศในกรุงเทพฯ โดย Vassanadumrongdee และ Matsuoka ในปี 2005 พบว่า คนไทยยอมจ่ายเงินเพื่อดำเนินมาตรการ (Willingness to Pay (WTP)) ลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษอากาศในกรุงเทพฯ ประมาณ 25.9 ถึง 46.2 ล้านบาท (1 USD = 35 บาท) ฉะนั้น มูลค่าความเสี่ยงต่อความเสียหายก็ลองเอา WTP x จำนวนความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ก็ประมาณ 51,800 ถึง 184,800 ล้านบาท ต่อปี อันนี้เป็นการประมาณมูลค่าชีวิตคนไทยในภาพรวมที่มีความเสี่ยง ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นญาติใครบ้าง ทุกคนต้องแชร์ร่วมกัน
 
อย่างไรก็ตาม เงินมหาศาลนี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของต้นทุนภายนอก (External Cost) ที่โรงไฟฟ้าถ่านหินอาจผลักสู่สังคมได้ ยังมีอีกหลายหมวดที่สังคมและสิ่งแวดล้อมต้องแบกรับ บางหมวดเกิดแค่ตรงที่โรงไฟฟ้าตั้ง จึงเห็นการคัดค้านของเฉพาะคนรอบโรงไฟฟ้า แต่อีกหลายหมวดที่ซ่อนอยู่ เช่น หมวดผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษอากาศสามารถข้ามพรมแดนไปไกล ไม่ได้อยู่เฉพาะใกล้ที่ตั้งโครงการเท่านั้น กรุงเทพฯ ภาคเหนือ ภาคอีสาน หากลมไปถึง มลพิษ เช่น ฝุ่นขนาดเล็ก (PM2.5) - มีผลทำลายระบบสมอง ระบบหายใจ หัวใจ - และ ปรอท - ทำลายระบบประสาท กระทบพัฒนาการของเด็ก เสี่ยงแท้งลูก - ก็ไปถึงทุกคนได้เช่นกัน อันเป็นราคาที่ทุกคนต้องแบกรับร่วมกัน นอกเหนือจากค่าไฟฟ้า
 
หลายงานวิจัยสรุปต้นทุนภายนอก (External Cost) จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน อย่างเห็นภาพ ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยโดย Epstein et al. (2011) สรุปว่า หากคิดแต่ต้นทุนของโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นในการผลิตไฟฟ้าโดยไม่คำนึงถึงมลพิษ และ ผลกระทบต่อสังคม โรงไฟฟ้าดังกล่าวจะสามารถขายไฟฟ้าได้ในราคาประมาณ 6-13 ¢/kWh แต่การผลิตแบบไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ สุขภาพของประชาชนดังกล่าว ผลักภาระออกไป (External Cost) สู่สังคมโดยร่วมเฉลี่ยเท่ากับ 17.84¢/kWh (ในช่วง 9.42 ¢/kWh to 26.89 ¢/kWh) หรือคิดเป็น 1-2 เท่าตัวของค่าไฟฟ้าที่ผลิตโดยถ่านหินที่อ้างว่าถูกนักถูกหนา กล่าวคือ ทุก kWh ของไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ชาวอเมริกันใช้ในราคา 6-13 ¢ นั้น ชาวอเมริกันเองต้องจ่ายค่าเสียหายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม หรือ รักษาการเจ็บป่วย เท่ากับ 9.42-26.89 ¢ 
 
ต้นทุนภายนอก (External Cost) อันเกิดจากความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร หรือ การเจ็บป่วยที่กว้างไกลเช่นนี้ ยิ่งต้องควรสื่อสารข้อมูลให้ชัดเจนกับคนทั้งประเทศ เพราะ 2,000 หรือ 4,000 คนที่ถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นจะเป็นใครก็ได้ แล้วแต่ลมจะพัดพาไป ไม่ว่าอยู่ในจังหวัดไหน หรือกระทั่งประเทศใด
 
ก่อนจะเอาหรือไม่เอาถ่านหิน
 
ปัจจุบันต้นทุนของการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทางเลือกมีทิศทางที่ถูกลงเรื่อย ๆ ตามการพัฒนาของเทคโนโลยี สวนทางกับต้นทุนไฟฟ้าจากถ่านหินที่เมื่อรวมกับต้นทุนภายนอกแล้วกลับมีทิศทางเพิ่มขึ้น มาตรการทางกฎหมายของหลายประเทศต่างออกมาเพื่อทำให้ต้นทุนไฟฟ้าจากถ่านหินสะท้อนต้นทุนที่เป็นจริง เช่น สหรัฐอเมริกาทยอยออกกฎหมายจำกัดการปลดปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของสาธารณะ โดยเฉพาะปรอท ซึ่งกฎหมายใหม่บีบให้เอกชนต้องลงทุนติดตั้งเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในตลาดไม่ว่าราคาจะสูงแค่ไหน ต้นทุนจากการปฏิบัติตามกฎหมายนี้ที่สูงขึ้นกว่า 9.6 พันล้านดอลล่าร์ ทำให้ต้องกลับมาคิดว่ามีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่ที่คุ้มค่ามากกว่า นอกจากนี้มาตรการทางภาษี การเก็บค่าธรรมเนียมมลพิษที่สูงขึ้น การแสดงให้ผู้ใช้ไฟเห็นว่าแหล่งที่มาไฟฟ้ามาจากไหนและเปิดให้เลือกได้แม้จะต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น ก็เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่หลายประเทศนำมาใช้
 
เมื่อกลับมายังประเทศไทย โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา แม้กฟผ.จะกล่าวอ้างเสมอถึงการติดตั้งเทคโนโลยีที่ป้องกันมลพิษให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ปัญหาคือ กฎหมายไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานการปลดปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้าที่สำคัญอย่าง ฝุ่นขนาดเล็ก (PM2.5) และปรอท อีกทั้งรายงานการประเมินผลกระทบของโรงไฟฟ้า ก็ไม่มีกำหนดมาตรการให้ควบคุมการปลดปล่อยสารดังกล่าวที่ปลายปล่องแต่อย่างใด ดังนั้น แม้จะมีเทคโนโลยี แต่เมื่อไม่มีเพดานควบคุมปริมาณการปลดปล่อยสารเหล่านั้น หากปล่อยออกมาในปริมาณที่ไม่ปลอดภัยก็ตรวจสอบ หรือเอาผิดไม่ได้ 
 
นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ขาดไปในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการ คือการประเมินผลกระทบจากต้นทุนภายนอก เพื่อประเมินว่าโครงการคุ้มทุนจริงหรือไม่ อันจะตามมาด้วยการประกันผลกระทบให้ทั้งสังคม ต้นทุนที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินนี้ ต้องรวมเอาต้นทุนทั้งหมดจากเบี้ยประกันผลกระทบจากต้นทุนภายนอกสู่สังคมทั้งชุมชนที่อยู่รอบโรงไฟฟ้า และ ประชาชนทั่วไปที่อยู่ไกลออกไปข้ามจังหวัดแต่สามารถได้รับสัมผัสมลพิษได้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่ต้องใช้เพื่อควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด ซึ่งยังไม่เคยนำมาคิดคำนวนเพื่อออกมาเป็นค่าไฟที่พวกเราต้องจ่ายเลย 
 
 
แม้จะมีการออกมายืนยันจากหลายฝ่ายทั้งเจ้าของโครงการ อย่าง กฟผ เอง และ ผู้แสดงตัวเป็นนักวิชาการเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด หรือ แม้แต่รัฐบาล ว่าเทคโนโลยีถ่านหินที่ใช้ในปัจจุบันจะป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างไม่ต้องกังวล และ ขอให้ประชาชนและภาคประชาสังคมที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเชื่อมั่นและเชื่อใจให้โครงการเดินหน้า หากเจ้าของโครงการมั่นใจในเทคโนโลยีจริงๆ ก็ควรทำประกันความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงกลุ่มต่างๆ ทั้งชาวประมง ภาคเกษตร ภาคท่องเที่ยว และ ประชาชนทั่วไปที่มลพิษพัดพามาถึง ตามมูลค่าความเสี่ยงที่ประเมินมาอย่างรอบคอบและเป็นที่ยอมรับจากผู้เสี่ยงได้รับผลกระทบ หากความเสี่ยงดังกล่าวเป็นสิ่งไร้สาระไม่มีมูลดังที่เจ้าของโครงการสื่อสารกับสังคม ค่าเบี้ยประกันก็คงจะไม่สูงนักและคงไม่กระทบต่อต้นทุน ราคาค่าไฟ และกำไรจากการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน แต่หากความเสี่ยงดังกล่าวมีนัยสำคัญ เบี้ยประกันก็อาจจะสูงมาก จนทำให้ต้นทุนรวมของการผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินสูงเหมือนดังที่รายงานในงานวิจัยของ Epstein et al. (2011) 
 
ถ่านหินสะอาดที่สังคมต้องการ คงไม่ใช่สะอาดแค่การติดตั้งเทคโนโลยีกำจัดมลพิษที่ปลายปล่องเท่านั้น แต่ต้องสะอาดตั้งแต่ฐานคิดรับผิดชอบสังคม รับฟังข้อกังวลชุมชนดั่งเดิมแบบไม่ปิดกันบิดเบือน ใช้ทางวิชาการที่สะอาดเสนอความจริงทั้งหมดไม่เสนอความจริงเฉพาะส่วนที่เอื้อต่อการเกิดโครงการ ไม่มองข้ามเพิกเฉยต่อต้นทุนภาระภายนอก หากเราได้เห็นต้นทุนค่าไฟฟ้าจากถ่านหินแบบรับผิดชอบต่อสังคมที่แท้จริงแล้ว เราทุกคนในฐานะผู้ใช้ประโยชน์จากไฟฟ้า และ ผู้จะได้รับผลกระทบจากการผลิตไฟฟ้าเช่นกัน ก็จะตัดสินใจได้ว่า หากประเทศไทยจำเป็นต้องมีแหล่งผลิตไฟฟ้าเพิ่มจริง พลังงานใดคุ้มค่ากว่ากัน  
 
...
 
อ้างอิง
 
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ต้นทุนภายนอกของโรงไฟฟ้าถ่านหิน, 12 มิถุนายน 2015.
David B. Spence, Regulation of Coal-Fired Electric Power Under U.S. Law, 18 ธันวาคม 2013.
 
Edward Flattau, Consider Externalities When Discussing Alternative Energy, 25 พฤษภาคม 2011.
 
Epstein et al. (2011). Full cost accounting for the life cycle of coal. Ann. N.Y. Acad. Sci. 1219 (2011) 73–98
 
Hike Carbon Tax And Stop Burning Coal Or Peat To Help Cut Emissions – Advisers, Independent, 5 ธันวาคม 2560. 
 
Jamie Condliffe, Clean Energy Is About To Become Cheaper Than Coal, MIT Technology Review, 15 มิถุนายน 2017.
 
Koplitz et al (2017). Burden of Disease from Rising Coal-Fired Power Plant Emissions in Southeast Asia. Environ. Sci. Technol., 2017, 51 (3), pp 1467–1476 (http://pubs.acs.org/doi/full/10.1021/acs.est.6b03731)
 
Vassanadumrongdee, S. & Matsuoka, S. J Risk Uncertainty (2005) 30: 261. https://doi.org/10.1007/s11166-005-1155-0
 
...
 
ผู้เขียน
 
ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ภาควิขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ทำงานวิจัยและที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายทั้งในและต่างประเทศกว่า 10 ปี และได้รางวัลวิจัยระดับชาติ 5 รางวัล และ ระดับนานาชาติ 11 รางวัล มีบทความวิจัยตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ 36 บทความ และ ถูกอ้างอิงถึงประมาณ 3000 ครั้ง
 
อชิชญา อ๊อตวงษ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร อดีตนักเขียนและทนายความด้านสิ่งแวดล้อม  ปัจจุบันลาศึกษาต่อระดับปริญญาเอกสาขากฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ณ American University สหรัฐอเมริกา สนใจประเด็นความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมของประชาชน และการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษ