x

 
 
Text: ปฏิพล อนุเวช, จักริน ฉัตรไชยพฤกษ์
Photo: พิชญุตม์ คชารักษ์
 
บทสัมภาษณ์จากนิตยสาร 247 ฉบับที่ 348
 
ถ้าให้นึกถึงวงดนตรีบ้านเราที่น่าจับตามองที่สุดในชั่วโมงนี้ เราไม่อาจปฏิเสธภาพของวง Tattoo Colour ที่ผุดขึ้นมาในหัวเป็นอันดับต้นๆ 
ไปได้เลย วงดนตรีที่มีฝีมือดีไม่ต่างจากนิสัยของพวกเขาได้ยืนหยัดโลดแล่นอยู่ในวงการนี้มาถึง 12 ปีแล้วนับจากอัลบั้มแรก โดยพวกเขาอาศัยความชื่นชอบในแนวดนตรีที่คล้ายกัน อีกทั้งยังเป็นเพื่อนที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียน ม.ปลายอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น และตอนนี้พวกเขาทั้ง 4 คน ดิม-หรินทร์ สุธรรมจรัส (ร้องนำ), รัฐ-รัฐ พิฆาตไพรี (กีตาร์-ร้องนำ), ตง-เอกชัย โชติรุ่งโรจน์ 
(กลอง) และจั๊ม-ธนบดี ธีรพงศ์ภักดี (เบส) ได้เลือกช่วงเวลานี้ในการกลับมาอีกครั้งหลังจากหายไป 3 ปี กับอัลบั้มชุดที่ 5 ที่ใช้ชื่อพิสดารตามแบบฉบับของวงว่า ‘สัตว์จริง’
 
มองดูเผินๆ นี่อาจเป็นเพียงแค่การออกอัลบั้มใหม่ของศิลปินทั่วๆ ไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผิดขนบและดูต่างไปจากที่เราเคยพบเห็นมา คือการเปิดตัวแบบฟูลอัลบั้มของศิลปินที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้และที่สำคัญคือพวกเขาตัดสินใจปล่อยทั้ง 13 เพลงในอัลบั้มใหม่ เข้าสู่โลกออนไลน์ทันทีผ่านทางยูทูบด้วยมือของศิลปินเอง ฟังดูเหมือนการกระทำของพวกเขามีนัยสำคัญบางอย่างที่อยากสื่อสารกับ คนนอกวงการว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับโลกของวงการดนตรีในตอนนี้บ้าง
 
ด้วยเหตุนี้เองทำให้นอกจากเหตุผลของเรื่องอัลบั้มใหม่และเพลงที่กำลังถูกตีความไปต่างๆ นานาอย่าง ‘เผด็จเกิร์ล’ แล้ว อีกเรื่องหนึ่ง
ที่เหมาะจะคุยกับวง Tattoo Colour คงเป็นเรื่องของสถานการณ์และวงการเพลงไทยในบ้านเราว่าตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นไหน ยังพอประคับประคอง
ไปได้หรือไม่ เราเชื่อว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้วเกือบทุกการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยจะมีคำตอบที่ดีพอให้กับเรา
 
ทำไมถึงตั้งชื่ออัลบั้มนี้ว่า ‘สัตว์จริง’
หรินทร์ : อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่ 5 ของพวกเราแล้ว ที่ผ่านมา ชื่ออัลบั้มของเราจะออกแนวกวนๆ ตลอด ชื่อสัตว์จริงนี่ก็เกิดจากการที่ผมฟังเพลงในอัลบั้มนี้แล้วอุทานขึ้นมาว่า ‘สัตว์จริง 
คือผมหมายความว่ามันสุดจะสัตว์จริงๆ นะ ตีความหมายเพลงได้สองแง่สองง่ามมากๆ ฟังเพลงไปแล้วก็อุทานคำนี้ไปด้วยตลอด ก็เลยกลายเป็นที่มาของชื่ออัลบั้ม
 
ช่วยเล่าถึงการทำเพลงในอัลบั้มนี้ให้เราฟังหน่อย ว่าแต่ละคนมีส่วนร่วมในการทำงานอย่างไรบ้าง
รัฐ : ก็คล้ายกันกับทุกอัลบั้มที่ผ่านมา คือเราทำกันเองในทุกขั้นตอน แต่อัลบั้มนี้เรากระจายงานกันมากขึ้น เพราะปกติที่ผ่านมาผมเรียบเรียงคนเดียว แต่ในอัลบั้มนี้จะมีการกระจายให้เพื่อนๆ เขียนเนื้อ ช่วยเป็นโปรดิวเซอร์ให้กันด้วย ซึ่งเราสนุกกันมากๆ เลย
 
เวลาที่ความเห็นเรื่องเพลงไม่ตรงกัน มีวิธีบริหารจัดการกันอย่างไร
หรินทร์ : วงเรามีกัน 4 คน เวลาที่เรามีความเห็นไม่ตรงกัน อย่างเช่นเสียงแตกออกเป็น 2 ต่อ 2  เราก็จะมีค่ายเพลงสมอลล์รูมเป็นตัวช่วยในการตัดสิน เพราะเราอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ มีอะไรก็จะช่วยเหลือปรึกษากันได้ตลอด
 
ประสบการณ์ 12 ปีบนเส้นทางดนตรี ช่วยให้การทำเพลงในอัลบั้มนี้ง่ายขึ้นไหม
ธนบดี : เราเรียนรู้มากขึ้นนะ แต่ความยากก็ยังมี เพราะเราพยายามหนีความสำเร็จในอัลบั้มก่อนๆ อยู่ตลอดเวลา เราไม่อยากทำเพลงให้เหมือนกัน ไม่อยากมีฟ้า จำทำไม ขาหมู โกหก เวอร์ชั่น 2 เราเลยทำงานกันค่อนข้างหนักเพื่อที่จะหาทางเลือกใหม่ ที่ยังมีกลิ่นอายของความเป็น Tattoo Colour ตรงจุดนี้ยังยากและท้าทายอยู่เสมอสำหรับการทำอัลบั้มใหม่ 
 
เรียกเพลงในอัลบั้มนี้ว่าเป็นแนวดนตรีแบบไหน
รัฐ : เอาจริงๆ มันยังเป็นวาไรตี้ป๊อป แต่จะผสมผสานจังหวะในแต่ละเพลงมากขึ้น ใน 1 เพลงอาจจะมี 2-3 จังหวะ ซึ่งจะคอยช่วยสร้างอารมณ์ความสนุกของเพลงรวมกันอยู่ในเพลงเดียว
 
ทำไมถึงตัดสินใจปล่อยเพลงทั้งอัลบั้มลงในยูทูบ
เอกชัย : ในความเป็นจริงเวลาเราออกเพลงมา อย่างเช่น ในอัลบั้มที่แล้ว สมมุติว่าวันนี้วางแผง 8 โมงเช้า ทุกคนที่อยากฟังสามารถออกไปซื้อได้ตามร้านที่วางแผง แต่แล้วไม่เกินบ่ายสาม ตู้ม !! บนยูทูบมาแล้วครบทุกเพลง เราเลยคิดว่าไหนๆ จะมีคนเอาไปปล่อยอยู่แล้ว สู้เราปล่อยเองเลยดีกว่า ให้มันมีช่องทางฟังเพลงเราอย่างเป็นทางการ ทุกยอดวิวจะได้รวมอยู่ตรงนี้ ถ้าอยากดูฟรีก็มาดูที่ช่องนี้ เพราะเราไปห้ามใครไม่ได้หรอก คนจะปล่อยยังไงมันก็ปล่อยอยู่ดี
รัฐ : นอกจากเรื่องของการห้ามไม่ได้ในการปล่อยเพลงแบบผิดลิขสิทธิ์แล้ว จะมีเรื่องของความอยากให้คนฟังเพลงเราทั้งอัลบั้มด้วย เวลาคนเห็นภาพรวมของทั้งอัลบั้ม คนน่าจะเข้าใจว่าเราจะสื่อสารอย่างไรมากกว่าการปล่อยทีละซิงเกิล และบางคนอาจไม่สะดวกในการซื้อแผ่น บางคนไม่สะดวกในการใช้แอพฯ ต่างๆ เราเลยอยากให้ทุกคนได้ฟังเพลงเราด้วยความเท่าเทียมกัน 
เอกชัย : ทำให้บางคนที่กำลังลังเลว่าจะซื้ออัลบั้มนี้ดีไหม พอได้ฟังเต็มๆ อาจตัดสินใจซื้อเลยก็ได้
รัฐ : แต่บางคนที่ฟังแล้วเงียบไปเลยก็มี (หัวเราะ)
 
ตอนแต่งเพลงรู้เลยไหม ว่าเพลงไหนจะดัง
ธนบดี : ไม่มีทางเลย เพราะเราไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าเพลงไหนดัง แต่เราก็พอวิเคราะห์ได้บ้างว่าเวลาทำเพลงต้องทำแบบไหนเพลงถึงจะเข้าหูคนฟังได้มากที่สุด
 
การทำเพลงให้คนในยุคนี้ชอบยากกว่าเมื่อก่อนหรือเปล่า
หรินทร์ : ยากกว่า การทำเพลงให้มันดังหรือให้มีคนชอบเหมือนเมื่อก่อนมันยากกว่าอยู่แล้ว เพราะสมัยนี้มีอินเทอร์เน็ต ยูทูบ มีน้องๆ พี่ๆ ที่คัฟเวอร์เพลงได้เพราะๆ เรียกได้ว่ามีจอมยุทธ์มากมายในวงการ ดังนั้นการจะทำให้เพลงดังเหมือนเมื่อก่อนที่มีแค่วิทยุหรือหนังสือพิมพ์จึงเป็นเรื่องที่ยาก เพราะว่าตอนนี้มันมีทางเลือกให้คนฟังมากมายไปหมด แม้เราจะยอมรับว่า
มันยากขึ้น แต่ความตั้งใจของวงเราเท่าเดิม เราไม่ตั้งใจให้มากขึ้นหรือน้อยลง เราทำให้มันอยู่ในมาตรฐานของ Tattoo Colour
เอกชัย : ขอเสริมจากที่ดิมว่า ทุกวันนี้เทรนด์ฟังเพลงมันเปลี่ยนเร็วมาก ไม่เหมือนสมัยที่ต้องเปิดวิทยุคอยฟัง ต้องโทรไปขอเพลงจากดีเจแล้วมานั่งเฝ้าคอยกดอัดเทป เดี๋ยวนี้แค่คลิกเดียว ก็มาหมดแล้ว พอฟังเสร็จบางทีฟังไม่ทันจบเพลงด้วยซ้ำ ก็เบื่อแล้ว ข้ามไปฟังเพลงอื่นเลยดีกว่าก็มี คนเราในยุคนี้จะเบื่ออะไรง่ายและเร็วมาก คนจะมาเสพเพลงซ้ำๆ มีน้อยลง ยกเว้นแต่เขาจะชอบเพลงนั้นจริงๆ 
 
Tattoo Colour มีเพลงฮิตเยอะมาก เคยมีเพลงไหนที่รู้สึกเบื่อหรือเคยเบื่อจนไม่อยากเล่นอีกบ้างไหม
หรินทร์ : มีนะ แต่ไม่มีถึงขนาดเบื่อจนไม่อยากเล่น  เพราะบ้าน, รถยังผ่อนไม่หมดเลย (หัวเราะ) อีกอย่างมันเรียกว่าเบื่อไม่ได้ ให้เรียกว่าชินแทนดีกว่า มันก็คือหน้าที่ของพวกเรานะ 
อย่างคนทำงานบัญชีก็ต้องมีเบื่อบ้าง แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่มีอะไรกิน
รัฐ : แต่เราก็พอมีทางออกนะ สมมุติว่าเพลงนี้เราเล่นกันมา หลายปีแล้ว อย่างเพลง ‘จำทำไม’ ทุกวันนี้มีการแก้เรียบเรียงใหม่ อยู่เรื่อยๆ เราเองก็มีวิธีการป้องกันการเบื่อของเราเองด้วย หรืออย่างแฟนคลับที่ฟังเพลงเวอร์ชั่นเดิมๆ มาหลายครั้ง ก็จะรู้สึกสนุกกับการปรับแก้เรียบเรียงใหม่ของเราไปด้วย ก็กลายเป็นเรื่องที่สนุกดี
 
ปกติพวกคุณใช้เวลาอยู่ด้วยกันแบบนี้ตลอดเลยไหม 
เอกชัย : ไม่เลย เจอกันเฉพาะเวลาทำงาน
รัฐ : เราเจอตอนทำงาน ตอนซ้อม ตอนเล่นดนตรี ตอนทัวร์ ที่พูดมาทั้งหมดนี่ก็เกือบหมดวันแล้ว (หัวเราะ) ที่เหลือเราเลยไม่ได้อยู่ด้วยกันเลย ซึ่งก็เกินครึ่งของการใช้ชีวิตแล้วนะ 
อีกอย่างหนึ่งคือเราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมฯ เจอกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย จนถึงตอนนี้เรียกได้ว่าใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากกว่าครอบครัวเสียอีก พอเลิกงานแล้วเราก็แทบจะไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันเลย
หรินทร์ : การที่จะอยู่ด้วยกันหรือไม่ ต้องดูเงื่อนไขอย่างอื่นด้วย เช่นช่วงนี้เราต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกันบ่อย เพราะมีอัลบั้มใหม่ ที่ต้องทำความรู้จัก บางทีเสร็จงานแล้วแทนที่จะได้กลับบ้าน เราก็ต้องมาซ้อมเพลงให้มันเข้ามือเข้าปากกัน ไม่งั้นถ้างานเสร็จ แล้วแยกย้าย กลับมาเล่นเพลงอัลบั้มใหม่ก็ต้องมาเคาะสนิมใหม่ เราเลยเอาเวลาตรงนั้นมาซ้อมอัลบั้มกันดีกว่า 
 
มีแรงบันดาลใจอะไรที่ทำให้แต่งเพลง ‘เผด็จเกิร์ล’ ขึ้นมา
รัฐ : เราแค่อยากทำเพลงสนุกๆ ขึ้นมาเพลงหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นเรามีทำนองรออยู่แล้ว และเราก็รู้สึกว่าทำนองเพลงนี้มันสนุก ก็เลยอยากเขียนเนื้อสนุกๆ แบบนี้ขึ้นมา โดยมีไอเดียเรื่องของการอยากแซ็วผู้หญิง ประหนึ่งเหมือนเรารู้สึกเกิดผิดยุค น่าจะไปเกิดในสมัย ร.4 ร.5 ในยุคที่ผู้ชายจะมีเมียกี่คนก็ได้ (หัวเราะ) ซึ่งในสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องผิดและเป็นวิธีคิดของคนยุคนั้นที่สังคมยอมรับได้ แต่กับยุคที่เราเกิดนี้ นอกจากจะต้องมีเมีย คนเดียวแล้ว มันยังทำตัวใหญ่กว่าเราอีก เป็นปัญหาสองต่อที่เราอยากจะแซ็วผู้หญิงในเรื่องนี้ เพราะพวกเธอมีความเป็นเผด็จการ แต่เป็นเผด็จการทางด้านความรักนะ
 
แต่ตัวมิวสิกวิดีโอค่อนข้างฉีกไปทางการเมืองมาก เลยอยากทราบว่า ทางวงมีส่วนร่วมในการนำเสนอไอเดียนี้หรือเปล่า
เอกชัย : มันก็แค่เรื่องผู้หญิงที่กดขี่ผู้ชายคนหนึ่งเท่านั้นเอง
รัฐ : จริงๆ มันเป็นเรื่องของแฟชั่นนะ เป็นภาพแบบแฟชั่น มีกฎ 44 ข้อที่ผู้ชายต้องทำตาม แล้วผู้หญิงก็แต่งตัวเป็นท่านผู้นำชุดสีแดง ถ้าเขาอยากได้เรือดำน้ำก็ต้องได้
เอกชัย : หมายถึงเรือดำน้ำเลโก้นะ
รัฐ : เวลาเขาอยากตรวจสอบเฟซบุ๊กหรือไลน์ก็ต้องให้ทุกข้อมูลรวมมาเป็นทางเดียว เข้ามาทางประตูเดียว เข้ามาอยู่ในคอมพ์ผู้หญิงเครื่องเดียว
หรินทร์ : ซิงเกิลเกตเวย์
รัฐ, ธนบดี, เอกชัย : เฮ้ย !!!
หรินทร์ : (หัวเราะ)
รัฐ : คือถ้าใครอยากตีความไปทางการเมืองก็ทำได้แหละ แต่เราไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นจริงๆ เราพูดถึงเผด็จการของผู้หญิงของเรา
หรินทร์ : จริงๆ เราต้องชื่นชมผู้กำกับ มันเป็นมุกของเขาที่เอามาเสนอเราและเราก็เห็นด้วยว่าดูสนุกดีนะ ที่เราได้สื่อสารไปแบบนี้ แต่เราจะหมายความว่าอย่างนั้นไหม ก็ต้องตีความกันเอาเอง แต่เราต้องฝากขอบคุณผู้กำกับที่ไม่สร้างเรื่องราวว่าผู้หญิงชี้ให้ผู้ชายไปทำงานบ้าน ล้างจาน ซักผ้า แต่สามารถฉีกเรื่องไปเป็นอย่างอื่นได้ 
 
อยู่ในวงการเพลงมา 12 ปี ถึงตอนนี้ความฝันที่เคยฝันไว้ก่อนเข้าวงการมันถูกเติมเต็มแล้วหรือยัง
หรินทร์ : เราทำความฝันสำเร็จตั้งแต่ออกอัลบั้มแรกแล้ว มาถึงอัลบั้มนี้ ไม่มีความฝันอะไรที่เราต้องการมาเติมเต็มอีก นอกเหนือจากคนฟังจะยังคงสนุกและชอบเพลงเหมือนที่เราชอบ ในทุกอัลบั้มที่เราทำ เพราะก่อนหน้านี้ความฝันของพวกเราคือการได้ออกอัลบั้มที่มีเพลงที่พวกเราทั้ง 4 คนชอบและสมอลล์รูมชอบ ได้วางขายบนแผงบนซีดี ถูกเปิดบนคลื่นวิทยุ ลงสื่อสิ่งพิมพ์ เดินสายโปรโมตตามรายการทีวี นั่นคือความฝันตั้งแต่ก่อนเข้าวงการที่เราได้ทำทุกอย่างไปแล้ว ถ้าจะมีความฝันอะไรต่อจากนี้ในอนาคตก็คงอยากจะทำเพลงใหม่ๆ ให้คนยอมรับและไม่เบื่อหน่ายกับแนวเพลงของพวกเรา
 
ก่อนหน้านี้ดนตรียังคงเป็นแค่งานอดิเรกของทุกคน แต่เมื่อมันกลายมาเป็นอาชีพแล้วเคยรู้สึกเบื่อกับมันบ้างไหม
รัฐ : ถามตอนนี้มันค่อนข้างผิดเวลาไปนิด เพราะตอนนี้ เรากำลังสนุกกับอัลบั้มใหม่อยู่ ก็เลยมีความตื่นเต้นมากๆ 
ที่เราต้องเตรียมโชว์ใหม่ ถ้าเกิดถามคำถามนี้ในอีก 2 ปี ข้างหน้า คำตอบที่ได้อาจน่าสนใจกว่านี้
หรินทร์ : ผมแย้งนิดนึงนะถามว่าเรารู้สึกเบื่อไหม ก็มีบ้าง แต่ถ้าขึ้นไปบนเวทีแล้วเราจะไม่หักหลังคนดูแน่นอน เพราะเราจะไม่เอาความรู้สึกเบื่อนี้ขึ้นไปด้วย
 
อยากให้พูดถึงสถานการณ์ของวงการเพลงในบ้านเราตอนนี้หน่อยว่าเป็นยังไงบ้าง
รัฐ : ตอนนี้วงการเพลงผมว่ากำลังคึกคักครับ แต่ผลประโยชน์มันไม่คึกคักตาม ถามว่าอยู่ได้ไหมก็อยู่ได้ อย่างที่ตงเพิ่งตอบคำถามที่ถามไปว่าทำไมเราถึงเลือกปล่อยเพลงทั้งอัลบั้มลงยูทูบ
อ่ะครับ ทุกวันนี้เราหาเพลงฟังได้ง่ายมาก เพราะฉะนั้นมันจึงทำให้คนยุคนี้สมาธิสั้นมากๆ พอทุกคนสมาธิสั้นก็มีผลต่อการตั้งใจฟังเพลงหรือเสพงานศิลปะทุกอย่าง ก็เลยอยู่ยากหน่อย แต่มันยังคึกคักอยู่ เราถือว่าเราเป็นนักดนตรีที่ยุคคาบเกี่ยว ทั้งเก่าและใหม่พอดี เรายังอยู่ในจุดที่ปรับตัวได้แล้ว แต่ถ้าเกิดใครมัวแต่มางอแงว่ายุคก่อนมันเป็นแบบนี้ ทำไมยุคนี้ถึงเป็นแบบนี้.... 
เอกชัย : ก็คงต้องหลุดจากวงการนี้ไป
 
หลายค่ายเพลงตอนนี้ตัดสินใจเลิกผลิตนักร้อง บางค่ายก็เลิกทำเพลงไปเลย สำหรับที่สมอลล์รูมมีวิธีรับมือกับสถานการณ์วงการเพลงในบ้านเราตอนนี้อย่างไร
รัฐ : เท่าที่เรารู้นะ ยังแน่วแน่เหมือนเดิม ปลายทางของศิลปินทุกคนจะเป็นอัลบั้มเต็มหมด ไม่ได้มีแค่ซิงเกิล เว้นแต่ว่าบางคนที่เลือกทำแบบนั้น อย่างเช่นวง Barbie เขาอยากได้เป็นซิงเกิลแต่ว่าปีนี้ก็จะรวมเป็นอัลบั้มเหมือนกัน ศิลปินใหม่ที่สมอลล์รูม ก็จะมีอัลบั้มเต็มด้วย แผนปีหน้าผมยังรู้ไม่ครบนะครับ แต่ว่าทุกวงมีจุดมุ่งหมายไปที่อัลบั้มเป็นหลักแน่นอน เพราะพี่รุ่งเขายังคงเชื่อว่าแผ่นหรือตัวอัลบั้มมันมีคุณค่ามากกว่า
เอกชัย :  เขาชอบทำอัลบั้ม มีครั้งนึงเขาเคยพูดว่า “มันไม่มีอะไรมาแทนเครดิตบนปกได้หรอกเว้ย” 
รัฐ : เขาอยากได้เงินแน่นอน แต่เขาอยากได้ในแบบที่มันเจ๋งมากกว่า
หรินทร์ : ในแง่การตลาดที่ผมเรียนมา ผมเคยถามกับพี่รุ่งเมื่อ 8 ปีก่อนว่า “พี่ปล่อยปีนึง 6 อัลบั้มเนี่ยพี่ไม่กลัวมันชนกัน บ้างเหรอ งบพี่อยู่ไหนวะที่พี่จะต้องมานั่งโปรโมตนู่นนั่นนี่” กลับมาวันนี้คำถามเดิมเลยว่าพี่จะทำยังไง ตอนนี้คำตอบของเขาก็เป็นอย่างที่รัฐบอกว่าคนสมัยนี้สมาธิสั้นมากในการเสพงาน เพราะฉะนั้นยิ่งออกมาเยอะๆ เท่าไหร่ยิ่งดี แต่สมัยก่อนที่มีแค่วิทยุกับทีวี ไอ้ 6 อัลบั้มในปีเดียวมันชนกันแน่นอน แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าเขาคิดมาก่อนแล้ว ว่าสุดท้ายแล้วมันจะกลายเป็นแบบนี้ เลยพร้อมที่จะปล่อยให้หลายๆ คนมาแข่งกัน แต่จริงๆ ไม่เรียกว่าแข่งนะ มันเหมือนกับปล่อยออกมาเป็นดนตรีทางเลือกให้คนฟังมากกว่า อย่าง Two pills after meal ก็อีกแบบ Summer stop ก็อีกแบบ Greasy café ก็อีกแบบ สมเกียรติอีกแบบ หรือ The Rickman toy กับ The Jukks ก็อีกแบบ 
เอกชัย : พี่รุ่งพิสูจน์มาแล้วกับ Poly Cat ตอนที่ปล่อยออกมา 3 เพลง ก็ดัง 3 เพลงเลย
รัฐ : เดี๋ยวนี้มันไม่มีเรื่องการแย่งพื้นที่กันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแนวเดียวกัน คนละค่าย หรือคนละวงก็ตามครับ คนจะฟังยังไงเขาก็ฟัง แถมฟังเพลงนี้แล้วยังมีลิงค์ที่เกี่ยวข้องเป็นแนวเพลงเดียวกันกับที่เพิ่งฟังไปหรือค่ายเดียวกันให้คนที่ไม่เคยฟังมาก่อนได้ลองกดเข้าไปฟังดูด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ 
 
แล้ว Tattoo Colour มีวิธีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ในตอนนี้ยังไงบ้าง
หรินทร์ : คุณรัฐเขาไปศึกษามาว่าอย่าง เอ็ด ชีแรน เขาทำยังไง บรูโน มาร์ส ทำยังไง อย่างสมมุติว่าเราเอาของ เอ็ด ชีแรนมาเช่นการปล่อยอัลบั้มเต็มทั้งหมด แล้วก็เปิดบนยูทูบพร้อมกัน 
มีผลดีผลเสียยังไง แต่สุดท้ายมันก็มีแต่ผลดีนะ แล้วพอไปที่ไหนทุกคนก็ถามว่าสมัยนี้ออกอัลบั้มยังขายได้อยู่รึเปล่า เราก็ไม่รู้ว่ามันขายได้ไหม แต่ว่าอย่างน้อยเราได้ทำ 13 เพลงที่เราภูมิใจลงยูทูบแล้วยอดวิวมันก็ขึ้นนะ ถึงจะดึงกันหน่อยแต่ก็ไม่เป็นไร เพราะอีก 12 เพลงที่ปล่อยมายังไม่มีเอ็มวีเลยด้วยซ้ำ 
 
อาชีพนักดนตรีตอนนี้เป็นอาชีพที่มีความมั่นคงมากแค่ไหน 
รัฐ : จริงๆ แล้วอาชีพนักดนตรีอยู่ได้นะครับ ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะอยู่ยังไง หมายความว่าเล่นกลางคืนก็อยู่ได้ สอนดนตรีก็อยู่ได้ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยก็อยู่ได้ เป็นโปรดิวเซอร์ก็อยู่ได้ ทำเพลงโฆษณาก็อยู่ได้ เป็นศิลปินก็อยู่ได้ 
หรินทร์ : เป็นเบื้องหลังยังอยู่ได้เลย
รัฐ : คืออยู่ได้หมดเหมือนกับว่าทำอาชีพอะไรถ้าเกิดคุณทำมันอย่างจริงจังแล้วโดดเด่น คุณก็อยู่ได้ จะมีคนต้องการคุณ มีคนจ้างคุณ
เป็นศิลปินใครก็เป็นได้ แต่งเพลงใครก็แต่งได้ แต่ว่าแต่งแล้ว
คนจะชอบไหม แต่งแล้วมีคุณภาพไหม ทุกอาชีพมันอยู่ได้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพไหน ถ้าคุณตั้งใจแล้วโดดเด่นออกมาจริงๆ
 
การเป็นศิลปินในยุคนี้มีความยากง่ายกว่ายุคก่อนอย่างไรบ้าง
หรินทร์ : ยากกว่ามาก เพราะอย่างที่บอกว่าจอมยุทธ์เขาเยอะไง ทั้งในอินเทอร์เน็ต ทั้งในชีวิตจริง ตามผับบาร์ เฮาส์แบรนด์พวกนี้ แล้วคนก็สามารถเห็นกันได้ง่ายเหลือเกิน ฉะนั้นการที่จะเป็นศิลปินที่ดีได้ก็ต้องรักษาคุณภาพไว้ให้ได้ ให้รู้สึกว่าเราเป็นนักดนตรีอาชีพอยู่
รัฐ : ใช่ สมมุติว่าจะไปเมาด่าใครเขาก็ถ่ายคลิปเราลงประจานในอินเทอร์เน็ต สมัยก่อนไม่เห็นเป็นไร สมัยนี้เอะอะถ่ายคลิปเลยอยู่ยากเลย
หรินทร์ : พอเราได้เป็นศิลปินที่วิ่งจากจุดเอมาถึงจุดบีแล้ว มันก็ไม่ใช่ว่าถึงจุดบีแล้วหยุดวิ่งเลย เราต้องวิ่งต่อไป มันคือการฝึกซ้อม ถ้าฝึกซ้อมเยอะ เราก็ยังอยู่ในขั้นตอนมาตรฐานของการเป็นนักดนตรีอาชีพได้ ยังไงก็อยู่ได้อยู่แล้ว แต่สมมุติว่า ไม่ซ้อม แล้วถอยหลังลงมา อาจจะทำให้เรารู้สึกว่าอ้าว ! เราก็ไม่ได้เป็นนักดนตรีอาชีพแล้วเหรอ สมัยนี้เด็กที่เข้าประกวด Coke music awards บางคนร้องเก่งกว่าผมอีก เล่นเก่งกว่าเราอีก ก็มี เราก็ต้องหมั่นฝึกซ้อม ฝึกลับกระบี่ของตัวเองให้คม มันมีวิธีเดียวที่ทำให้เราอยู่ในวงการนี้ได้ ไม่ใช่ว่าเราดังแล้ว เราจะทำอะไรก็ได้
 
อุปสรรคที่ส่งผลต่อดนตรีในยุคนี้มีอะไรบ้าง
รัฐ : ส่วนตัวแล้วผมมองไปที่คนฟังครับ ผมว่าคนฟังเพลงยังให้ คุณค่ากับเพลงน้อยไปนิดนึง คืออาจจะสนุกกับเพลงก็จริง แต่ว่าการเห็นคุณค่าของตัวเพลงเปรียบเทียบกับต่างประเทศก็ได้ ยังไม่เท่าญี่ปุ่น ยังไม่เท่ายุโรป หรือยังไม่เท่าอเมริกาเลย คือเพลงทุกเพลงของไทยก็คือการฟังแบบผ่านหูมาสนุกจัง แค่นั้นเอง จะไม่ค่อยลึกซึ้งว่าเพลงนี้เพราะอะไร ยังไง ใครเป็นคนทำ ถ้าเกิดว่าคนไทยเข้าใจมากกว่านี้ ดนตรีก็จะแข็งขึ้น กันทั้งวงการเลยครับ คนฟังเป็นอะไรที่สำคัญที่สุด ควบคุม ได้ยากที่สุด แต่ก็น่าจะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
 
คาดหวังกับอัลบั้มสัตว์จริงไว้มากแค่ไหน แล้วจะใช้เวลาอยู่กับอัลบั้มนี้ไปกี่ปี
หรินทร์ : อัลบั้มนี้เราชอบกันมาก แล้วก็รู้สึกว่าเราต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันไปเรื่อยๆ ต้องซ้อมกันทุกวัน เราจะใช้ชีวิตกับอัลบั้มนี้ ไปอีกนานเลยละ แล้วก็คาดหวังว่ากับมันไว้มากพอสมควรเพราะบางคนมักคิดถึง Tattoo Colour ในแง่ของการฟังเพลงอกหักรักคุด แต่อัลบั้มนี้มันจะช่วยเติมเต็มในด้านอื่นของ วงเราบ้าง เพลงอกหักรักคุดก็จะน้อยลง ความสนุกสนานจะมีมากขึ้น ใครที่เคยชอบอยากฟังเพลงแบบซินเดอเรลล่า โกหก ขาหมู อัลบั้มชุดนี้จะตอบโจทย์คุณได้ทุกอย่างโดยไม่เบื่อด้วย เพราะฉะนั้นชุดนี้คงจะอยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน แต่ถ้าถามว่าจะดังไม่ดัง ผมคิดว่าน่าจะมานะ เพราะว่าในกระแสยูทูบ ที่ปล่อยไปในช่อง Smallrooom Official บางเพลงกระแสตอบรับดีมาก ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ปล่อยเอ็มวีเลย บางทียังไม่ได้ เป็นซิงเกิลด้วยซ้ำก็มาแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าอัลบั้มนี้จะดีแค่ บางเพลง ก็มีคนชอบแตกต่างกันไป ถ้าถามผม ใน 10 คน  มีคนพูดถึง 8 เพลง  มันก็ยังดีกว่ามี 30 คน แต่ถูกพูดถึงอยู่ เพลงเดียวเยอะ
 
ตอนนี้ก็ 12 ปีกับ 5 อัลบั้มเข้าไปแล้ว คิดว่าจะมีวันถึงจุดอิ่มตัวไหม
หรินทร์ : จริงๆ แล้วคุณรัฐที่เป็นคนแต่งเพลงก่อนที่จะเขียน ชุดที่ 5 สัตว์จริงเนี่ยก็เคยผ่านช่วงที่เขาตันและอิ่มตัวมาแล้ว ช่วงที่ไม่รู้จะไปทางไหนดี แต่รัฐบอกว่า รัฐต้องไปกินนอนกับมันหน้าคอมพ์ ถ้าขยันๆ จริงๆ สุดท้ายแล้วยังไงมันก็ออกมา ชีวิตมันไม่มีวันอิ่มตัวหรอก
ธนบดี : ตอบยาก มันเหมือนกับเราทำอาชีพนี้ไปแล้ว อิ่มไม่ได้แล้ว เหมือนตอนนี้เรากำลังแบกภาระและความคาดหวังของอะไรหลายๆ อย่าง 
รัฐ : จุดอิ่มตัวมันเป็นคำที่ใช้สำหรับน้ำตาลละลายน้ำ มันใช้กับเรื่องของการทำงานไม่ได้หรอกครับ จุดอิ่มตัวคือคุณเบื่อแล้วคุณอยากเลิกต่างหาก มันไม่มีวันอิ่มตัวหรอกถ้าไม่ขี้เกียจ ต่อให้เราคิดไม่ออกแต่ต้องการทำมันจริงๆ เราก็เอาความเบื่อมาเป็นแรงผลักดันตัวเองแทนก็ได้
 
เป้าหมายสูงสุดที่วงตั้งไว้คืออะไร
รัฐ : เราตั้งไว้ตั้งแต่เริ่มต้นแรกๆ แล้วครับ เราตั้งใจที่จะให้อาชีพ Tattoo Colour สามารถเลี้ยงตัวเราเองได้ เราอยากจะเป็นเหมือนคาราบาว ที่เล่นคอนเสิร์ตมีเพลงตัวเองแล้วก็เล่นเป็นอาชีพได้
หรินทร์ : อยากอายุ 50 แล้วยังเล่นดนตรีอยู่
รัฐ : อยากเป็นเหมือน Paradox เป็นเหมือน Modern dog หรือเป็นอย่าง Aerosmith อยากเล่นดนตรีแล้วดูแลตนเองได้ นั่นคือสิ่งที่นักดนตรีต้องการมากที่สุดแล้วครับ
 
นอกจากเล่นดนตรีแล้ว แต่ละคนชอบทำอย่างอื่นบ้างไหม
หรินทร์ : ไม่มีอะไรทำก็เล่นเกม ROV ทั้งวัน
เอกชัย : เล่นเกมก็นับเหรอครับ งั้นก็ขอตอบว่าเล่นเกม เหมือนกัน ถ้าเป็นช่วงก่อนหน้าที่จะมาติด ROV ผมก็จะไปเที่ยวพวกสวนน้ำ สนุกดี
รัฐ : นอกจากเล่นดนตรีแล้วผมทำกับข้าวครับ ผมทำกับข้าวอยู่บ้านคลายเครียดสุดแล้ว 
หรินทร์ : ของผมมีที่เล่นมากกว่าเล่นดนตรีอีก คือออกไป ท่องเที่ยวครับ ชอบไปเที่ยวป่า เที่ยวเขา เที่ยวดอย เที่ยวทะเล เที่ยวต่างประเทศ เที่ยวนู่นเที่ยวนี่ เป็นคนชอบเที่ยวครับ
ธนบดี : ของผมก็เล่นเกม
 
ถ้าให้พูดแนะนำน้องๆ ที่กำลังฟอร์มวงหรืออยากเป็นศิลปิน อยากแนะนำน้องเขาว่าอย่างไรบ้าง
รัฐ : สำหรับน้องๆ ที่กำลังจะทำวงดนตรีของตัวเองหรือทำเพลงนะครับ ทุกๆ คนตอนนี้แสดงตัวตนได้ง่ายขึ้นในอินเทอร์เน็ต หมายความว่าทุกคนมีพื้นที่ของตัวเองที่ดีมาก ถ้าใครเจ๋งจริง ทุกคนจะเห็นคุณแน่ เพราะฉะนั้นต้องทำตัวเองให้เจ๋งจริง ซ้อมให้เยอะ ขยันแล้วก็หาแนวทางที่เหมาะกับตัวเองแล้วลงมือทำ ผมเชื่อว่าบางคนปล่อยไปแล้วอาจจะแป้กบ้างในช่วงแรก ซึ่งทุกคนก็เคยเป็นกันหมด มันต้องหาอะไรที่เจ๋งในตัวของเราเอง อย่าไปกลัวช่วงแรกที่มันจะฝืดๆ หน่อย เพราะพอหลังจากนั้นเราทำไปเรื่อยๆ มันจะดีขึ้นเอง แต่ถ้าเราหยุดทำทุกอย่าง จะจบลงทันที
เอกชัย :  เหมือนเราวิ่งจากจุดเอไปจุดบี วิ่งมาถึงกลางทางแล้วหยุดตรงนั้นมันก็ไม่มีวันไปถึงได้
หรินทร์ : อีกอย่างหนึ่งคืออินเทอร์เน็ตมันไม่ได้มีไว้ใช้แค่ว่า เอาเพลงตัวเองไปปล่อยสู่สาธารณะอย่างเดียว อีกด้านหนึ่ง มันคือแหล่งเรียนรู้ ทำให้ตอนนี้ไม่ต้องไปเรียนร้องเพลง กีตาร์ กลอง เบส แล้ว ในยูทูบมันมีสอนหมดไม่จำเป็นต้องไปเรียน เวิร์กช็อปอะไรทั้งสิ้น แค่เราเปิดเข้าไปหามัน ฝึกฝนขัดเกลาแค่นี้ ก็สบายแล้วครับ
รัฐ : แนะนำให้ทำไปเรื่อยๆ มันจะมีวันของมันเอง ผมขอยกตัวอย่างพี่เล็ก Greasy café เพิ่งมาดังตอนอายุ 40 นี่เอง พี่เขาทำเพลงมาตลอด สะสมเอาไว้จนครบอัลบั้ม แต่ยังไม่จบ แค่นั้น อัลบั้มที่ว่าก็ต้องมีการต้องพิสูจน์ตัวเองอีกเยอะ อัลบั้ม 2 ที่ออกมาก็ใช้เวลาพอสมควร มีช่วงที่พี่เล็กนับเงิน ที่บ้านเหลืออยู่ 19 บาท ต้องไปซื้อข้าวกินทั้งๆ ที่เงินขาดไปบาทนึง พี่เล็กคือตัวอย่างที่ดีที่ผ่านกาลเวลาแห่งการพิสูจน์ตัวเองมาตั้งแต่อัลบั้มแรกจนถึงอัลบั้ม 2 จนตอนนี้ผ่านมาถึงอัลบั้มที่ 4 แล้วและทุกคนรู้จัก Greasy café กันเป็นอย่างดีในตอนนี้
ธนบดี : แล้วก็สำคัญสุดคืออย่ากลัวความล้มเหลว การล้ม ไม่ใช่ปัญหา แต่เราต้องกล้าไปต่อ เชื่อมั่นในตัวเอง กล้าออกไป ชนกับแรงเสียดทาน ยิ่งชนมากโอกาสประสบความสำเร็จ ก็ยิ่งมาก 
เอกชัย : แต่อย่าลืมเปิดรับความคิดเห็นคนอื่นด้วยนะครับ แต่ไม่ต้องเชื่อเขาทันที เอามาวิเคราะห์ว่ามันจริงไม่จริง เอามาเลือกใช้ในสิ่งที่ตัวเองเอาไปใช้ได้
 
สุดท้าย Tattoo Colour อยากสื่ออะไรกับสังคมผ่านอัลบั้มสัตว์จริง
รัฐ : เราต้องการจะสื่อแค่ความสนุกสนานเฮฮาของดนตรี เท่านั้นเองครับ มีคำถามประมาณนี้ถามผมตลอดเลยว่า เพลงของพี่ให้อะไรแก่สังคม เขียนเพลงเพื่อให้อะไรแก่สังคม
หรือเปล่า คือวง Tattoo Colour ของเราไม่ได้มีบุคลิกเป็นวง ที่จะออกมาพูดสอนคนต่อสู้ ตรากตรำกับปัญหาชีวิต
หรินทร์ : ถึงสอนไปตอนนี้ก็ไม่มีใครเชื่อถือแล้ว
รัฐ : ใช่มันไม่มีใครเชื่อ ดังนั้นสิ่งที่เราจะสื่อในฐานะของ Tattoo Colour ก็คือเป็นวงที่มีความสนุกสนาน แล้วก็เราอาจจะให้เรื่องรายละเอียดของเพลง จังหวะแบบนี้ ทำคอร์ดแบบนี้ ตัวโน้ตแบบนี้หรือว่าวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ต่างหากที่จะให้อะไรกับสังคมได้ 
หรินทร์ : ถ้าจะมีอีกแบบนึงก็คงจะเป็นเรื่องของความเป็นเพื่อน ที่เราอยู่ด้วยกัน หรือว่าด้วยความที่ชีวิตของเราที่ผ่านกันมา แค่นั้นเองที่ว่ามาจากขอนแก่นจากนู่นจากนี่ แค่นั้นเอง ไม่มีอะไรมาก
รัฐ : พูดถึงว่าถ้าเราจะพัฒนาสังคมจากเพลงไหม ก็อาจจะ
แต่คงไม่ตรงประเด็นขนาดนั้นครับ