เรื่อง : สุพัฒน์ศักดิ์ พบสุข
 
Social Movement หรือ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมกลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงในกระแสอย่างมากหลังจากการประกวด Miss Universe ปีล่าสุดได้จบลงพร้อมๆ กับคำถามและความใคร่รู้ว่าจริงๆ แล้วขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมคืออะไร สำคัญอย่างไรกับโลก มีหน้าตาอย่างไรในสังคมไทย
 
ทางองค์กรที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมทางสังคมอย่าง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (Amnesty)ได้ระบุถึงความมหมายของ Social Movement หรือขวนการเคลื่อนไหวทางสังคมผ่านทวิตเตอร์ไว้ว่า “การเคลื่อนไหวทางสังคมเติบโตมาพร้อมกับแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการแสดงออกและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเมื่อประชาชนถูกกดขี่ข่มเหงย่อมสามารถออกมาแสดงความเห็น วิจารณ์ ประท้วง และเรียกร้องความยุติธรรมได้” (@AmnestyThailand) 
 
สำหรับในทางวิชาการนั้น Hank Johnston (2014) นักสังคมวิทยาที่ศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมได้กล่าวว่าขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในโลกสมัยใหม่ ส่วนใหญ่แล้วการเคลื่อนไหวมีจุดมุ่งหมายและยุทธศาสตร์ตามกลุ่มคนที่เข้าร่วมขบวนการและมักดำเนินการนอกเหนือจากช่องทางทางการเมืองและสถาบันที่มีอยู่ โดยขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอาจจะเป็นพื้นที่ของกลุ่มคนที่พยายามเรียกร้องความยุติธรรมและความเท่าเทียมทางสังคมโดยรวม หรือเกิดมาจากความขับข้องใจที่พวกเขาต้องเผชิญซึ่งผลักดันให้พวกเขาออกมารวมกลุ่มเพื่อเรียกร้องสิทธิและความเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมมักจะถูกต่อต้านโดยกลุ่มที่ต้องการคงสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ หรือกลุ่มที่ต้องการผูกขาดความเปลี่ยนแปลง
 
เมื่อพูดถึงขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึงการประท้วงซึ่งจะเห็นผ่านขบวนการทางการเมืองภาคประชาชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ผู้นำประเทศ จากระบอบเก่าไปสู่ระบอบใหม่ที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่า อาทิเช่น ปรากฏการณ์อาหรับสปริงในประเทศตูนิเซีย อิยิปต์ และลิเบีย นอกจากนี้การประท้วงยังครอบคลุมไปถึงประเด็นการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจโลกโดยกลุ่ม occupy wall street ในสหรัฐฯ และขบวนการต่อต้านมาตรการการรัดเข้มขัดในสเปน กรีซ อังกฤษ และไอร์แลนด์ 
 
นอกเหนือจากประเด็นทางการเมืองและเศรษฐกิจที่มีมาต่อเนื่องแล้วนั้น ช่วงทศวรรษ 1960-1970 ยังได้มีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเกิดขึ้นมากมายตามประเด็นทางสังคมใหม่ๆ เช่น ขบวนการเรียกร้องสิทธิสตรี ขบวนการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ ขบวนการสิ่งแวดล้อม ขบวนการต่อต้านสงคราม เป็นต้น โดยขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่เหล่านี้เป็นรูปแบบหนึ่งของประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) ที่เป็นทางเลือกนอกเหนือจากประชาธิปไตยตัวแทน (representative democracy) หรือระบอบเผด็จการ (dictatorship) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือเรียกร้องให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมใหม่ เช่นขบวนการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศและการเรียกร้องการแต่งงานในเพศเดียวกันของขบวนการเกย์ และขบวนการหญิงรักหญิง และการแสดงออกความคับข้องใจในประเด็นทางสังคมและเรียกร้องให้เกิดการยอมรับความคิดเห็น สิทธิ ความยุติธรรม เช่นขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิชุมชนต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ขบวนการต่อต้านการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรมโดยรัฐและกลุ่มทุนเป็นต้น 
 
...
 
ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมกับสังคมไทย
 
การพัฒนากระแสหลักโดยรัฐและกลุ่มทุนที่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยแปรเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นทรัพย์สินกลายเป็นมายาคติและเครื่องมือของรัฐและทุนใช้เป็นข้ออ้างในการเขามาฉวยใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่ของชุมชนเพื่อ “โครงการพัฒนา” ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่างๆ ในชุมชน ในประเทศไทยโปรดศึกษากรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ และกรณีสารตะกั่วปนเปื้อนลำห้วยคลิตี้จากการทำเหมืองแร่ คำถามหลักที่ตามมาคือรัฐและทุนมีความชอบธรรมมากเพียงใดในการเข้ามาจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนโดยที่คนท้องถิ่นไม่ได้ยินยอมเพราะพวกเขามีความรู้และเหตุผลในการใช้ทรัพยากรของเขาเองซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับสิ่งที่รัฐและทุน พวกเขามองป่าไม้ แม่น้ำและพื้นดินเป็นต้นกำเนิดของชีวิตและเป็นสภาพแวดล้อมที่พวกเขาอยู่อาศัยหาใช่ทรัพย์สินเพื่อความมั่งคั่งไม่ 
 
ดังนั้นเราจึงเห็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อเรียกร้องสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรของตัวเอง เสนอแนวทางการพัฒนาทางเลือกจากด้านล่าง (bottom-up) เราจึงเห็นกลุ่มชาวบ้านที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลาออกมาคัดค้านการสร้างท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลย์เซีย กลุ่มชาวบ้านอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ออกมาปกป้องชุมชนและสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองแร่ทองคำ กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านเหมืองแร่โปแตช กลุ่มชาวบ้านบ่อนอกและบ้านกรูดออกมาคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด โดยขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเหล่านี้มีจุดร่วมกันคือความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศที่จะได้รับผลกระทบจาก “โครงการการพัฒนา” ต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนในพื้นที่ และที่สำคัญเป็นการต่อต้านการพัฒนาโดยรัฐและทุนที่ขาดการมีส่วมร่วมในการตัดสินใจของคนในชุมชน
 
...
 
#เทใจให้เทพา
 
ช่วงเย็นของวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สนธิกำลังเข้าสลายการเดินทางของชาวบ้านที่คัดค้านโครงการไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา เพื่อยื่นหนังสือทบทวนโครงการโรงไฟฟ้าเทพา และท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่สอง ณ สถานที่จัดงาน คณะรัฐมนตรีสัญจร โดยมีกลุ่มผู้คัดค้านบาดเจ็บจำนวน 5 คนและถูกจับเป็นจำนวน 16 คน ถือได้ว่าเป็นขบวนการโต้กลับ (counter movement) ของรัฐที่ใช้ความรุนแรงต่อขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมทั้งๆที่สิทธิสมุษยชนถูกประกาศโดยคณะรัฐมนตรีให้เป็นวาระแห่งชาติเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา 
 
โดยโครงการโรงไฟฟ้าเทพานั้นถูกดำเนินการเพื่อสร้างความมั่นคงและความสมดุลทางพลังงาน และเพิ่มขีดความสามารถเพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจรวมถึงการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ โดยใช้ถ่านหินที่มีคุณภาพสูง สะอาดและมีอัตราการปล่อยมวลสารที่น้อย แต่อย่างไรก็ตามได้มีกลุ่มประชาชนได้รวมกลุ่มคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพา อาทิเช่น เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ เครือข่ายคนสงขลาปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน เครือข่ายนักวิชาการภาคใต้คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน เนื่องจากความกังวลว่าโครงการไฟฟ้าถ่านหินจะสร้างผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบในเรื่องสุขภาพที่อาจจะก่อให้เกิดโรคมะเร็ง และโรคเรื้อรังต่างๆ ที่เกิดจากสารพิษ เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมชายหาดเทพา และป่าชายเลนแห่งคลองตุหยง เกิดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ การทำประมงพื้นบ้านบ้านปากบาง อีกทั้งยังก่อให้เกิดการบังคับคนในพื้นที่บ้านบางหลิงและคลองประดู่ให้ย้ายออกจากพื้นที่การสร้างโรงไฟฟ้า โดยหนังสือเปิดผนึกถึงนายกฯรัฐมนตรีที่ไปไม่ถึงนั้น ได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีได้เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการฯ พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อม (Environmental Health Impact Assessment) อีกครั้งเนื่องจากขาดความรอบด้านและชอบธรรม และให้คำนึงถึงมิติทางด้านสังคมและสุขภาพของคนในพื้นที่มากขึ้น
 
...
 
NIMBY
 
การสลายกลุ่มคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าเทพานั้นนับเป็นอีกครั้งที่เราต้องมาทบทวนขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่สัมพันธ์กับการพัฒนา สิทธิชุมชน การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนต่อการพัฒนา ในประเทศไทยอีกครั้ง แต่เหตุใดประเด็นทางสังคมที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มชุมชนต่อโรงไฟฟ้าเทพาไม่เป็นที่รับรู้และมีจุดร่วมในภาพรวมเหมือนประเด็นทางสังคมอื่นๆ เช่นขบวนการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ หรือขบวนการต่อต้านสงคราม ศัพท์สิ่งแวดล้อมอย่าง NIMBY หรือนิมบี้ที่ย่อมาจาก Not in My Back Yard หรือไม่ใช่ในสวนหลังบ้านฉันอาจจะอธิบายข้อสงสัยนี้ได้ 
 
โดย NIMBY ได้ถูกขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมด้านสิ่งแวดล้อมใช้เพื่อต่อต้านการสร้างโครงการการพัฒนาต่างๆ ที่จะสร้างผลกระทบต่อชุมชน เช่นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงงานอุตสาหกรรม โดยเห็นผลที่อยู่ภายใต้ NIMBY คือที่ไหนก็ได้แต่ไม่ใช่สวนหลังบ้านของฉัน อย่างไรก็ดีในมุมกลับของ NIMBY การที่ประชาชนทั่วไปไม่ได้ให้ความสนใจหรือมองว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาอยู่ไกลตัวเองเกินไป อาจเพราะคนส่วนใหญ่มองว่าความขับข้องใจหรือความเดือดร้อนของชาวเทพานั้นไม่ได้เกิดที่สวนหลังบ้านของฉัน แต่หากจะมองว่านี่คือการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของประชาชนต่อสิทธิที่ทางด้านชีวิต ชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติของพวกเขา บางทีโครงการพัฒนาที่ขาดการมีส่วนร่วมภาคประชาชนในพื้นที่ห่างไกลหลังบ้านคุณในวันนี้อาจจะเป็นโครงการพัฒนาหลังบ้านของคุณในสักวันหนึ่ง
 
อ้างอิง
 
Johnston, H. (2014). What is a Social Movement?. Polity
ผาสุก  พงษ์ไพจิตร (2543) ทฤษฎีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมใช้กับสังคมไทยได้หรือไม่?