x

การกลับมาของห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางกรุง สยามดิสคัฟเวอรี่ สร้างความตื่นตาตื่นใจไม่น้อยนับตั้งแต่ภายนอกอาคารไปจนถึงการตกแต่งภายในทั้งหมด ยกเครื่องรูปแบบการเดินช้อปปิ้งแบบเดิมๆ กลายเป็นไลฟ์สไตล์ สเปเชียลตี้ สโตร์ ให้เหล่านักช้อปสนุกสนานไปกับความคิดสร้างสรรค์แบบล้ำสมัยด้วยฝีมือของ มร.โอกิ ซาโตะ ดีไซเนอร์จากบริษัทออกแบบระดับโลก Nendo

มร.โอกิ ซาโตะ เล่าถึงแรงบันดาลใจในการออกแบบสยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรียมว่ามาจากคอนเซ็ปต์ไฮบริด รีเทล ที่มุ่งเน้นการมอบประสบการณ์ที่ตื่นเต้น และมอบพลังอำนาจในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งไม่เพียงแค่สภาพแวดล้อมโดยรวมเท่านั้น แต่รวมถึงพื้นที่ทั้งหมดของสยามดิสคัฟเวอรี่ พร้อมเชื่อมผสานพื้นผิวทั้งหมดให้กลมกลืน ลดรอยต่อบนพื้นและเพดานในพื้นที่ส่วนกลางและร้านค้าต่างๆ โดยทำให้ดูค่อยๆ กลมกลืนกัน สื่อสะท้อนถึงการผสมวัสดุที่แตกต่างกันในห้องทดลอง เป็นไปตามธีมของไลฟ์สไตล์ แล็บ (Lifestyle Lab)

แต่ละชั้นของสยามดิสคัฟเวอรี่จึงดีไซน์ออกมาเป็นห้องแล็บตามคอนเซ็ปต์ต่างๆ คือ ชั้น G – Her Lab แฟชั่นล้ำเทรนด์ และบริการสุดพิเศษสำหรับสุภาพสตรี, ชั้น M – His Lab ตอบโจทย์ทุกความต้องการของสุภาพบุรุษ, ชั้น 1 – Street Lab สินค้าแนวสตรีทแฟชั่นเติมเต็มกับไลฟ์สไตล์ของชาวเมือง, ชั้น 3 – Creative Lab เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์แต่งบ้านแบบร่วมสมัย, ชั้น 4 – Play Lab เป็นสินค้าที่เน้นให้ความบันเทิงกับผู้ใช้งานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นแผ่นภาพยนตร์ เครื่องเกม ฟิกเกอร์ รวมไปถึงของเล่นต่างๆ, ชั้น 5 และชั้น 6 จะเป็นพื้นที่ของ Virgin Active สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย

การออกแบบภายในโดยรวมของแต่ละโซนจะนำเสนอออกมาให้มีความกลมกลืนกันโดยปราศจากรอยตัดที่แบ่งแยกแต่ละโซนอย่างชัดเจน นอกจากนั้นยังเนรมิตพื้นที่บางส่วนในแต่ละชั้นให้เป็นนิทรรศการต่างๆ อาทิ Discovery Man Exhibition ซึ่งมีดิสคัฟเวอรี่แมนที่ มร.โอกิ ซาโตะ ออกแบบเป็นเจ้าหุ่นหัวทรงสี่เหลี่ยมที่สื่อถึงความพร้อมในการเปิดรับสิ่งใหม่ เป็นตัวแทนนำทุกคนเข้ามาค้นหา สร้างสรรค์ และทดลอง ทั้งยังเชิญชวน 25 ศิลปินชื่อดังทั่วเอเชีย มาร่วมออกแบบดิสคัฟเวอรี่แมนในสไตล์ของแต่ละคนด้วย ไม่ว่าจะเป็น ศรัณย์ เย็นปัญญา, เอก ทองประเสริฐ, ธีรนพ หวังศิลปคุณ, ปอม ชาน, อรรถพร คบคงสันติ, วสุ วิรัชศิลป์, ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์, กฤษดา ภควัตสุนทร, อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล (มะเดี่ยว), Mick Saylom จาก สปป.ลาว, Goh Beng Kwang จากสิงคโปร์, Kubota Fumikazu จากญี่ปุ่น, Tiama Sirait จากอินโดนีเซีย, Piao Shan Fan จากสาธารณรัฐประชาชนจีน, PG Timbang จากบรูไน, Ilseon Ryu จากเกาหลีใต้, Peap Tarr และ Lisa Mam จากกัมพูชา, Tiama Sirait จากอินโดนีเซีย, Simon Tan จากมาเลเซีย, Mon Thet จากพม่า, Florence Cinco จากฟิลิปปินส์, Trinh Tuan จากเวียดนาม ฯลฯ

นิทรรศการ My Social Discovery ที่ดำเนินขึ้นโดยสตูดิโอ Black Egg ทีมนักออกแบบชื่อดังจากนิวยอร์ก นำคอนเซ็ปต์ Storytelling มาผสมผสานกับดิจิทัลเทคโนโลยี ในธีม ‘When Obsession Becomes Identity’ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ Their Social Discovery จัดแสดงรูปภาพที่ถ่ายทอดตัวตน ไลฟ์สไตล์ และความคลั่งไคล้ของตัวเองออกมาผ่านภาพถ่ายบนอินสตาแกรม เพื่อแชร์ตัวตนกับคนทั่วโลก, My Social Discovery ผลงานศิลปะจัดวางในรูปแบบอินเตอร์แอ็คทีฟ  นำรูปภาพทั้งในอดีตและปัจจุบัน จากโซเชียลมีเดียของผู้เข้าชมมาเรียงร้อยจัดแสดงไทม์ไลน์ชีวิตบนจอภาพนับร้อยจอ และ A Million Montage of You โฟโต้โมเสก ที่ประกอบภาพจากการถ่ายเซลฟี่เนรมิตเป็นพิกเซลเล็กๆ ฉายบนจอแอลอีดีขนาดยักษ์  

และยังมีกิจกรรม Run for Another Life ที่จะเชิญชวนให้ทุกคนมาทดลองวิ่ง ซึ่งหากวิ่งรวมกันครบรอบ 500 เมตร ก็จะมีการบริจาคเงินให้กับสวนลุมพินีเพื่อปลูกต้นไม้สร้างออกซิเจนสำหรับคนกรุงต่อไป

ความพิเศษของ ‘สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรียม’ ยังเน้นให้ความสำคัญต่อการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยทุกกระบวนการคิดในทุกมิติ จะคำนึงถึง Sustainability นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมหลากหลายสำหรับบุคคลที่ใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ แคมเปญการมอบเงินสมทบทุนให้แก่มูลนิธิโลกสีเขียว
โดยทุกบิลการจับจ่ายของลูกค้าที่ช้อปปิ้งตั้งแต่ 6,000 บาทขึ้นไป สยามดิสคัฟเวอรี่ จะสมทบทุนจำนวน 10 บาท ให้แก่มูลนิธิโลกสีเขียว แคมเปญการรณรงค์ลดการใช้ถุงที่มอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้ร่วมโครงการ นับเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของสยามดิสคัฟเวอรี่ ที่พร้อมจะเป็นเพื่อนสำหรับทุกคน รวมถึงเป็นเพื่อนกับสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน