x

หลายเดือนก่อน หนังสือพิมพ์หัวสี พาดหัวข่าวบนหน้า 1 ที่ทำเอาผู้อ่านอย่างเราๆ ต้องหยุดสายตา เพ่งดูให้ถนัดถนี่ว่า มันเป็นจริงอย่างที่เราเห็นในแวบแรกที่เรากวาดตาหรือเปล่า
 
“ทอมแห่ต่อจู๋เทียม” อืมม์…ครับ เป็นใครก็ต้องพลิกอ่านละ เนื้อข่าวเขียนถึงกระแสของการผ่าตัดแปลงเพศจากหญิงเป็นชายในประเทศไทย ซึ่งกำลังกลายเป็นที่นิยมของคนต่างชาติ
 
โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และยุโรป ถึงขนาดที่ว่ามีบริษัททัวร์ในประเทศไทยที่ทำหน้าที่ติดต่อและอำนวยความสะดวกให้กับคนกลุ่มนี้เข้ามาผ่าตัดและพักฟื้น ว่ากันว่าเหตุที่ข่าวนี้กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจขึ้น ก็เพราะจำนวนของผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศจากผู้หญิงเป็นผู้ชายนั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก สถานี Thai PBS รายงานถึงการเปลี่ยนของจำนวนที่ว่า ‘มาก’ นั้น คือ หากเทียบกับช่วง 10 ปีก่อนจะมีผู้หญิงที่เข้ามารับการผ่าตัดแปลงเพศครบทั้ง 3 ขั้นตอน (ติดตามอ่านขั้นตอนการแปลงเพศได้ที่หน้า 174) นั้นมีเพียง 30 คน แต่ในระยะเวลา 5 ปีมานี้ จำนวนผู้เข้ารับการผ่าตัดเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า! เสียงร่ำลือถึงฝีมือของแพทย์ไทยและราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ถือว่าเป็นส่วนที่ทำให้สาวทอมทั้งหลายตัดสินใจมารับการผ่าตัดมากขึ้นเรื่อยๆ
 
ปรากฏการณ์ ‘ทอมทรานส์’ หรือทอมแปลงเพศจึงกลายมาเป็นประเด็นพร้อมกับกระแสของหนังหญิงรักหญิงในบ้านเรา ที่อยู่ดีๆ ก็ฮิตขึ้นมาเสียอย่างนั้น ! ก่อนหน้ากระแสทอมทรานส์ไม่นานนัก หนังทุนต่ำเรื่อง ‘Yes or No อยากรัก ก็รักเลย’ ที่ใช้เวลาการถ่ายทำเพียง 12 วัน แต่กลับทำรายได้สูงอย่างพลิกความคาดหมาย ผู้กำกับ ขลุ่ย-ชัชฎา มูสิกะระทวย ถึงกับบอกว่าไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนดูมากขนาดนี้ “ดิฉันคิดว่ามันเจ๊งตั้งแต่คิดจะทำแต่ก็อยากทำ เพราะอยากให้มีหนังที่แสดงให้เห็นภาพของหญิงรักหญิงแบบนี้ในบ้านเรา คนจะได้เข้าใจว่าความรักของหญิงรักหญิงนั้นบริสุทธิ์ ไม่ได้มีพิษภัยอะไร”
 
ขลุ่ยบอกว่าเท่าที่มีแฟนคลับของหนังมาบอกเธอ มีคนเคยเข้าดูสูงสุดถึง 20 รอบ กระแสของหนังส่งผลให้เกิดการตั้งแฟนคลับมีการจัดเสวนา มีของที่ระลึกออกมาจำหน่ายอีกด้วย เรื่องที่สร้างความประหลาดใจให้กับสังคมไทยมากกว่านั้น เห็นจะเป็นการจัดอันดับ ‘คำค้น’ ของ กูเกิล ไซท์ไกสต์ (Google Zeitgeist) เว็บเก็บรวบรวมสถิติของคำที่มีคนเข้ามาหามากที่สุด ปรากฏว่าชื่อของ ‘ซี’ หรือ Zee-มัฑณาวี คีแนน นักร้องสาวหล่อ เป็นคำที่ถูกค้นมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในหมวดของคนดัง เกิดอะไรขึ้นกับรสนิยมของสาวๆ สมัยนี้ หรือผู้ชายกำลังจะหมดความสำคัญ สามีและพ่อกำลังเป็นอาชีพที่ล้าสมัย? และผู้หญิงเหล่านี้คิดว่าตัวเองอยู่ได้ด้วยตัวของพวกเธอเอง ? เลสเบี้ยนกำลังมาแรง !?
 
เลสเบี้ยน มาจากไหน
คำว่า ‘เลสเบี้ยน’ (Lesbian) คำนี้ถูกใช้ครั้งแรกในงานเขียนทางการแพทย์ราว ค.ศ. 1890 มีรากศัพท์มาจากคำว่า Lesbos ซึ่งเป็นชื่อของเกาะในประเทศกรีซ เป็นที่เกิดของกวีหญิงในสมัยกรีกชื่อ ซัพโฟ (Sappho) งานของเธอมักพรรณนาถึงความรัก ความเสน่หา และมีไม่น้อยที่พูดถึงเรื่องของความรักระหว่างหญิงรักหญิงอย่างเปิดเผย ชื่อของเธอต่อมากลายเป็นสแลงที่ใช้เรียกความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง หรือ Sapphic Love และคำว่า Lesbos ก็กลายเป็น Lesbian
 
เลสเบี้ยนเริ่มเป็นที่แพร่หลายในช่วงปี 1920 ซึ่งถือเป็นช่วงที่การศึกษาเรื่องเพศในยุโรปและสหรัฐอเมริกากำลังตื่นตัวจากอิทธิพลแนวคิดของซิกมันด์ ฟรอยด์ และแม้ว่าในสมัยกรีก การรักชอบพอในเพศเดียวกันดูเป็นเรื่องที่เปิดเผยและยอมรับได้กันพอสมควร ทว่าตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา การรักชอบเพศเดียวกันเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้ วงการแพทย์สมัยใหม่เห็นว่าเรื่องพวกนี้เป็นความผิดปกติปี 1942 The American Psychiatric Association ออกประกาศอย่างเป็นทางการว่า การรักเพศเดียวกันนั้นเป็น ‘โรค’ ซึ่งกว่าวงการแพทย์จะยอมถอดรักร่วมเพศออกจากการเป็นโรคก็ใช้เวลากว่า 30 ปีหลังจากนั้น
 
นั่นเป็นเรื่องของหมอ แต่ในทางสังคมวิทยา หลายคนให้ความเห็นว่า ลึกๆ แล้วการต่อต้านพวกรักเพศเดียวกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเชื่อว่ามันสั่นคลอนโครงสร้างทางสังคม กระทบกระเทือนต่อเรื่องบทบาททางเพศ เพราะกลายเป็นว่าคนไม่ได้ทำตาม ‘หน้าที่’ ของเพศที่กำหนดขึ้นมา (เช่น ผู้ชายไม่ได้เป็นสามี และภรรยาไม่ได้เป็นแม่) การต่อต้านจึงเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเรื่องเหล่านี้มีมาตลอด ทุกวันนี้เรื่องของคนรักเพศเดียวกัน ถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติมากขึ้น แต่ในสังคมตะวันตกเช่นในสหรัฐอเมริกา ประชาชนเกินครึ่งยังรู้สึกว่าเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของเพศเดียวกันเป็นเรื่องที่ไม่สมควรแม้พวกเขาจะเห็นว่ามีคนเหล่านี้อยู่ในสังคมมากขึ้นก็ตาม โดยเฉพาะกลุ่มหญิงรักหญิง ซึ่งดูจะมีพื้นที่ให้ออกเสียงน้อยกว่าเกย์หลายเท่า กว่าจะได้พูดถึงอย่างจริงจังก็ปาเข้าไปช่วงทศวรรษ 1990 แล้ว กระแสของนักร้องอย่าง มาดอนน่า
 
ที่สร้างภาพตัวเองเป็นสาวไบเซ็กชวล และความดังของนักร้องอย่าง เค.ดี.แลงก์ (K.D. Lang) ที่ประกาศตัวอย่างเป็นทางการว่าตัวเธอเป็นรักร่วมเพศช่วงเวลานั้นนิตยสารดังๆ ไม่ว่าจะเป็นโว้ค หรือแม้กระทั่งนิวส์วีค ต่างก็พูดถึงเรื่องหญิงรักหญิงอย่างกว้างขวาง ช่วงนี้อีกเช่นกันที่หนังโป๊ผู้ชายเริ่มสอดแทรกฉากร่วมรักระหว่างผู้หญิงเข้าไปในหนังโป๊มากขึ้น คงไม่มีอะไรที่ส่งผลกระทบต่อคนในวงกว้างได้เท่ากับการออกมาเปิดเผยถึงรสนิยมทางเพศของ อัลเลน ดีเจนเนอรัส ในปี 1997 พร้อมๆ กับโชว์ของเธอ (ทาง NBC) นั่นต้องถือว่าเป็นความกล้าหาญในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้คนเกี่ยวกับเลสเบี้ยนในสหรัฐอเมริกาก็ว่าได้และเธอก็พยายามสอดใส่เรื่องราวพวกนี้ในโชว์ของเธอมาโดยตลอด จนกระทั่งถึงปัจจุบัน การเปิดเผยตัวของเหล่าบรรดาคนดังในฮอลลีวู้ดอย่าง ซินเธีย นิกสันกับคริสทีน มาริโนนิ, ลินด์เซย์ โลฮานกับไรลีย์ กิลส์ และอีกหลายคู่ มันมีมากเสียจนสามารถจัดอันดับคนดังเลสเบี้ยนที่ทรงอิทธิพลที่สุดของอเมริกา แล้วในไทยเคยมีคนพูดถึงเรื่องนี้ไว้บ้างไหม ?
 
เรื่องหญิงรักหญิงมีมานานมากแล้ว งานเขียนของ นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดแถบภาคอีสานพบว่ามีอยู่อย่างมากมาย โดยเฉพาะภาพเขียนในวัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2356 (ราวสมัยรัชกาลที่ 2)
 
“ภาพจิตรกรรมฝาผนัง มีภาพวาดของหญิงรักหญิง สาวน้อยสาวใหญ่จับหน้าอกถลกซิ่นกันอย่างอุตลุด” นิพัทธ์พรบรรยายไว้อย่างนั้น สมัยรัชกาลที่ 3 ถึงกับมีการใส่เรื่องนี้ไว้ใน ‘ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์’ เพราะพบว่าเหล่าบรรดานางสนมและผู้หญิงในราชสำนัก ซึ่งอยู่ร่วมกันมักร่วมรักกันเอง ต่อมาก็มีการออกกฎมณเฑียรบาลกล่าวถึงโทษของการกระทำความผิดเรื่องนี้ รัชกาลที่ 4 ก็ทรงเคยมีพระราชหัตถเลขากำชับสั่งพระเจ้าลูกเธอฯ ทั้งหลายห้าม ‘เล่นเพื่อน’ ไว้ด้วย ในโลกของสื่อยุคใหม่ คนดังในมาดทอมก็ไม่เคยห่างหายไปจากวัฒนธรรมป๊อปของเราเหมือนกัน ราว 30 ปีที่แล้วชื่อของ สาริกา กิ่งทอง นักร้องลูกทุ่งทอมบอย เจ้าของผลงานเพลงดังอย่าง ‘แต๋วจ๋า’ จนมาถึง ซี และติ๊นา พระเอกจากหนังเรื่อง Yes or No สถานภาพทางสังคมของ ‘ทอมบอย’ ดูจะปลอดภัยกว่าเกย์หลายเท่ามโนทัศน์เรื่องของ ‘ความเป็นผู้ชายนั้น’ ดูสำคัญกว่า ‘ความเป็นหญิง’ อยู่มากโข หญิงที่ดูไม่เป็นหญิงจึงดูไม่น่าเป็นห่วงเท่าชายที่ดูไม่เป็นชาย สังคมเองก็มีความเชื่อว่าการแสดงออกที่ดู ‘ห้าว’ ของสาวๆ ท้ายสุด จะหายไปเองเมื่อ(โดนบังคับ)แต่งงาน หรือต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้หญิงธรรมดาๆ ไปเป็น ‘เมีย’ และ ‘แม่’ พูดให้ชัดก็คือ หญิงรักหญิงเปลี่ยนรสนิยมได้ง่ายกว่าชายรักชาย ว่าแต่มันจริงอย่างนั้นหรือเปล่า
 
 
คุยกับเลสฯ และดี้
ผมมีนัดกับสาวๆ สองคน เธอเป็นสาวที่มีทัศนคติเปิดกว้างเกี่ยวกับเรื่องเพศ (ไม่ใช่เรื่องเซ็กซ์นะครับ อย่าสับสน) อยู่พอสมควร เพราะเธอทั้งคู่ผ่านการมีแฟนทั้งผู้ชายและทอม !
 
คนแรก ปัจจุบันมีแฟนเป็นทอมซึ่งอายุห่างจากเธอ 12 ปี (ซึ่งเธอแก่กว่า) และเพิ่งเริ่มคบกันได้ไม่ถึงปี (สมมุติให้เธอชื่อซินเธีย)ส่วนคนที่สอง เธอสวยระดับนางแบบ (สมมุติให้เธอชื่อคริสทีน) ปัจจุบันเธอมีแฟนเป็นผู้ชาย แต่ผ่านการมีแฟนเป็นทอมมาแล้วและคบกันอยู่นาน 3 ปี ก่อนจะแยกทางกัน พวกเธอพร้อมจะคุย แต่ไม่พร้อมที่จะเปิดเผยตัว ปัจจุบันเธอทั้งคู่อายุ 36 ปี ผมไม่รีรอ ถามเธอเรื่องประสบการณ์ความรักของเธอ ซึ่งซินเธียบอกว่า เธอน่ะมีช่วงเป็น ‘ทอม’ มาก่อน !
 
“สมัย ม.ปลาย ด้วยความที่เราอยู่โรงเรียนหญิงล้วน แล้วเราก็เป็นนักกีฬา ก็จะมีน้องๆ เข้ามากรี๊ดกร๊าดเราอยู่บ่อยๆ ตอนนั้นก็รู้สึกดี เพราะเหมือนกับว่ามีคนมาสนใจ มีน้องเอาขนมมาให้ เอาดอกกุหลาบให้วันวาเลนไทน์ ก็รู้สึกดี แต่มันเป็นความรู้สึกแบบเด็กๆ ยังไม่ได้ประสาเรื่องพวกนี้ แล้วอยู่โรงเรียนหญิงล้วนด้วย มันก็เลยรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะหลายๆ คนที่เป็นเพื่อนเราก็เป็นอย่างนั้น แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนตอนที่เข้ามาเรียนมหา’ลัย มีผู้ชายเป็นเพื่อน คราวนี้ก็มีรุ่นพี่มาจีบ ความรู้สึกแบบทอมบอยก็หายไปเลย ก็กลายเป็นผู้หญิง ก็มีแฟน คบกับผู้ชายมาเรื่อยๆ คนที่คบนานสุดก็เป็นสิบปีเหมือนกัน แต่หลังๆ เราเริ่มรู้สึกว่า หาผู้ชายดีๆ ยาก (หัวเราะ) แล้วก็งานที่เราทำส่วนใหญ่ห้อมล้อมไปด้วยเกย์ ซึ่งรสนิยมดีกว่า ฉลาดกว่าผู้ชายหลายๆ คนที่เราเจอ เลยกลายเป็นข้อเปรียบเทียบว่า ถ้าไม่เจอผู้ชายดีๆ ก็อย่ามีดีกว่า” เธอบอกว่าตลอดระยะเวลาก็จะมีทอมมาจีบบ้าง แต่เธอก็ไม่เคยสนใจ จนกระทั่งมาเจอคนนี้ “เขาเป็นคนใส่ใจคนอื่น จิตใจดี พูดจาสุภาพ เป็นคนซื่อๆ แล้วเขาก็มาดูแลใส่ใจเรา จากชอบก็กลายเป็นผูกพันแล้ว จนพัฒนากลายมาเป็นความรัก”คริสทีนนั้นมีประสบการณ์เรื่องนี้คล้ายๆ กัน เธอบอกว่า อดีตแฟนทอมของเธอเข้ามาในแบบเพื่อน และจากเพื่อนพัฒนามาเป็นความรัก
 
“เราว่าทอมเป็นเพศที่เอาใจใส่ผู้หญิงดี อย่างแฟนทอมของเรา เขาก็ดูแลเทกแคร์เราดี ที่สำคัญก็คือ ยอม ตามใจเรา ซึ่งปกติผู้ชายน้อยคนที่จะเป็นแบบนี้ ก็เลยอยู่ด้วยกันได้นาน”
 
ผมถามทั้งคู่ถึงแรงต้านจากคนรอบข้าง ซึ่งแน่นอนว่าคงเป็นสิ่งที่พวกเธอต้องเจอ คริสทีนบอกว่า กว่าที่บ้านจะยอมรับก็ต้องใช้เวลา “เราเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา เวลามีแฟนก็จะพาเข้าบ้านตลอด แรกๆ แม่ก็ไม่ยอมรับ แต่เขาก็จะไม่พูด แต่สุดท้ายด้วยความดีของเขา ก็ทำให้แม่ยอมรับในตัวเขา จนกลายเป็นสมาชิกภายในบ้าน”แน่นอนว่าผมคงอดถามเธอไม่ได้ว่า ถ้าหากเป็นอย่างนั้น ทำไมถึงเลิกกันและกลับมาคบกับผู้ชาย
 
“มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเพศ หรือเรื่องเซ็กซ์ แต่มันเป็นเรื่องที่ว่าพอคบๆ กันไป เรารู้สึกไม่มั่นใจเวลาที่จะต้องไปไหนมาไหนกับเขา คือโดยบุคลิกเขาไม่ได้เป็นคนหน้าตาดีหรือว่าดูดี แต่เขาเป็นคนดี สุดท้ายเราก็เลิกกันเพราะเรื่องที่ว่าเราไปกันไม่ได้ แต่ยืนยันว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเพศ เพราะไม่อย่างนั้นเราคงไม่คบกับเขามานานเป็นหลายปี” ส่วนซินเธียบอกกับเราถึงปัญหาที่เธอเจอว่า ทุกวันนี้แม่ของเธอไม่ยอมรับ ไม่ยอมพูดกับแฟนของเธอ “มันก็เป็นเรื่องที่เราเข้าใจได้ เพราะคนเป็นแม่ก็คงห่วงเรา” และเธอให้เหตุผลเช่นเดียวกับคริสทีนว่า ท้ายที่สุด เรื่องเพศไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เป็นเรื่องของความพอใจมากกว่า คิดว่าเราก้าวข้ามผ่านเรื่องชายหญิงมาแล้ว นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับเธอ หากปัญหาจะเกิด“เกย์ฉันก็ยังเคยชอบมาแล้ว” เธอตอบพร้อมเสียงหัวเราะ
 
เรื่องการสวิงไปมาอย่างเช่นกรณีของซินเธียและคริสทีนนั้น หากเปรียบกับประวัติศาสตร์ในอดีตไม่ใช่เรื่องแปลก การมีเพศสัมพันธ์ข้ามเพศกันไปมาระหว่างเพศเดียวกันกับต่างเพศนั้นเป็นเรื่องปกติธเนศ วงศ์ยานนาวา เขียนไว้ในหนังสือ “เพศ : จากธรรมชาติ สู่จริยธรรม ถึงสุนทรียะ” ว่า ไม่ว่าจะเป็นในกรีก ญี่ปุ่น อินเดีย หรือในสังคมโบราณอย่างในหมู่เกาะสุมาตราหรือในนิวกินี ก็มีปรากฏการณ์อย่างนี้ให้เห็น
 
เป็นกลไกตามปกติของสังคม และหากโครงสร้างทางสังคมหลักได้แก่การมีพ่อ แม่ ลูก และการสร้างแรงงานใหม่ๆ ให้กับสังคม เรื่องเหล่านี้ก็อาจจะไม่ใช่ปัญหา แต่แนวความคิดแบบคริสเตียนของตะวันตก ที่เชื่อว่าการสมสู่ที่ไม่ใช่เพื่อการสืบเผ่าพันธุ์ การสมสู่เพื่อความพอใจนั้นเป็นเรื่องผิดบาป และหนึ่งในนั้นก็คือการสมสู่ในเพศเดียวกัน ซึ่งไม่ได้สร้างผลผลิตใดๆ ให้กับสังคม การดูถูกดูแคลนคนรักเพศเดียวกันจึงเป็นเรื่องที่ดูเหมือน ‘รับไม่ได้’ ในสังคมตะวันตก หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ในสมัยกรีกก็มีการจดบันทึกอย่างโจ่งแจ้งทั้งภาพเขียนและตัวหนังสือเกี่ยวกับพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน แต่ก็กลับหายไปเมื่อศาสนาคริสต์เริ่มเฟื่องฟู คำว่า ‘homosexual’ ถูกนำมาใส่ไว้ในคำสอนของคริสเตียนเมื่อปี 1946 มานี้เอง และมันไม่เคยปรากฏอยู่ใน The New Testament ของศาสนาคริสต์เลย นั่นทำให้เกิดปัญหาการเหยียดคนรักเพศเดียวกัน โรคกลัวคนรักเพศเดียวกัน กระทั่งสร้างภาพลักษณ์ให้คนกลุ่มนี้กลายเป็นพวกมั่วเซ็กซ์ ตัวแพร่เชื้อโรค และหนักข้อถึงขนาดที่ว่ามองพวกรักร่วมเพศว่าไม่ใช่มนุษย์
 
ปัจจุบันสหประชาชาติได้ประกาศให้ความคุ้มครองเรื่องเพศสภาพของบุคคลว่าเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิความเป็นมนุษย์ (United Nations Declaration on Sexual Orientation and Gender Identity) ซึ่งเริ่มมีการศึกษาตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2008 และมีการประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ โดยมีประเทศที่เป็นสมาชิกเห็นด้วย และจะรณรงค์อย่างจริงจังเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน ประเทศไทยเองก็มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนหลายกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอัญจารี หญิงรักหญิงที่ดำเนิน กลุ่มฟ้าสีรุ้ง และกลุ่มกัลยาสโมสร