x

Bangkok Fight Lab ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 69 ที่นั่นเป็นยิมที่ ริกะ อิชิเกะ ซ้อมอยู่เป็นประจำ
 
เธอเดินผ่านคลาสชาวต่างชาติที่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่บนพื้นหลายคู่ ออกมาต้อนรับทีมงาน GM ในบ่ายวันนั้น ในสภาพที่ดูเหมือนเหงื่อเพิ่งจะแห้งไปหมาดๆ เธอบอกว่าเพิ่งเสร็จจากการสอนให้คนที่สนใจมาเรียนกับเธอสักครู่ ซึ่งระหว่างที่ทีมงานของเรากำลังเซตกล้องทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ เธอขอตัวไปอาบน้ำแป๊บเดียว
 
ริกะ อิชิเกะ หรือฉายาว่า ‘Tiny Doll’ เป็นที่รู้จักในฐานะนักกีฬา MMA (Mixed Martial Arts) ซึ่งผสมผสานศิลปะการต่อสู้หลากหลายไว้ในกีฬาชนิดเดียว เอาชนะกันได้หลายรูปแบบ สาวลูกครึ่งญี่ปุ่นร่างเล็ก หน้าสวย ยิ้มเก่ง หัวเราะเก่ง กับกีฬาการต่อสู้ที่ออกจะดูโหดๆ แค่นี้ก็น่าสนใจแล้วใช่มั้ยล่ะครับ
 
จากระดับสมัครเล่น ริกะก้าวสู่เส้นทางนักสู้ MMA อาชีพครั้งแรก ในรายการ ONE Championship ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ซึ่งเธอประเดิมสังเวียนกรงไปด้วยชัยชนะ
 
แมตช์ต่อไปของเธอกำลังจะเกิดขึ้นที่สิงคโปร์ในอีกไม่กี่วัน นับจากวันที่เราไปพบเธอ (ซึ่งป่านนี้ทุกคนคงรู้ผลไปแล้ว) และวันรุ่งขึ้นเธอก็จะบินไปเก็บตัวที่ภูเก็ต แต่ตอนนี้เธอพร้อมแล้วที่จะสนทนากับเรา 
 
 
สาวลูกครึ่งญี่ปุ่น ผู้รักศิลปะการต่อสู้
ริกะ อิชิเกะ เกิดและโตที่ประเทศไทย คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่นอยู่เมืองไทย ส่วนคุณแม่เป็นคนไทย แต่ไปทำธุรกิจร้านอาหารอยู่ที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ ริกะเรียนอยู่ประมาณ ป.3 ริกะจึงถูกเลี้ยงดูมาโดยคุณพ่อ สื่อสารกับคุณพ่อเป็นภาษาญี่ปุ่น
 
“ถามว่าเลี้ยงแบบชาติไหน ตอบไม่ได้ แต่คือเลี้ยงแบบปล่อยๆ ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ ให้คิดเอง ตัดสินใจเอง เราอยากทำอะไรก็ทำ ที่มันยังอยู่ในกรอบ ในประเพณี ไม่ได้เฮี้ยว ก๋ากั่น หรือทำอะไรไม่เหมาะสม ริกะจะเป็นคนที่เวลาทำอะไรก็จะตัดสินใจเองตั้งแต่เด็กๆ แล้ว”
 
เธอยกตัวอย่างว่า ตอน ม.2 เธอดื้อ ไม่ค่อยเข้าเรียน – ก็แค่แอบไปกินขนมกับเพื่อนอยู่ในโรงเรียนนั่นแหละ แต่เธอเริ่มรู้สึกว่า ม.2 แล้วนะ เกรดก็ได้แค่ 2.0 ไม่โอเคกับตัวเองแล้ว จึงตัดสินใจบอกกับที่บ้านว่า อยากย้ายโรงเรียน เพราะอยากทำตัวให้ดีขึ้น แล้วเธอก็ไปสมัครโรงเรียนใหม่ที่ใกล้บ้านด้วยตัวเอง โดยมีเพียงแม่บ้านไปเป็นเพื่อน ส่วนคุณพ่อเนื่องจากเป็นคนญี่ปุ่นก็จะไม่ค่อยรู้เรื่องติดต่อราชการหรือเอกสารนัก
 
ในช่วงเวลาราวๆ นั้นเอง ที่ริกะเริ่มเล่นกีฬาต่อสู้ 
“ช่วงประมาณ ม.ต้น ริกะรู้สึกว่าอยากมีกิจกรรมทำ เลยบอกที่บ้านว่าจะลองไปเล่นไอกิโดกับคาราเต้ดู เป็นความคิดของตัวเอง ก็เลยไปซ้อมที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ช่วงนั้นมีกลับบ้านดึกบ้าง ตอนแรกพ่อก็ดุบ้าง แต่หลังๆ เขาก็เข้าใจ”
 
จริงๆ แล้วต้องบอกว่าครอบครัวนี้ชื่นชอบศิลปะการต่อสู้ทั้งบ้าน คุณพ่อของริกะเองเคยเล่นยูโด พี่สาวเล่นเทควันโด ส่วนน้องสาวก็เล่นคาราเต้
 
ปัจจุบันคุณพ่อของริกะเสียไปแล้ว ริกะอยู่กับพี่สาวและน้องสาวที่เมืองไทย ส่วนคุณแม่ก็จะกลับจากญี่ปุ่นปีละครั้ง
 
“จริงๆ ชอบญี่ปุ่นนะคะ เพราะว่าริกะอยู่บ้านนอก ติดทะเล ไม่ไกลจากโตเกียวหรอก อยู่จังหวัดชิบะ ติดโตเกียวนั่นแหละ แต่ว่ามันจะอยู่ห่างออกไปจากตัวเมือง ซึ่งประเทศญี่ปุ่นต้องบอกว่ามีคนแก่เยอะมาก รอบๆ ก็จะดูเป็นชนบท ดูอากาศดี ทุกคนดูนอบน้อม จะไม่ค่อยมีคน ‘หัวร้อน’ เพราะอากาศดีแหละมั้ง แต่ไปไม่บ่อย คือจะไปก็ไปได้ แต่เนื่องด้วยเรามีงานที่นี่ เรามีอะไรผูกพันอยู่กับที่ประเทศไทย ก็นานๆ ไปที”
 
ริกะเรียนจบจากสถาบันการบินพลเรือน เพราะตอนใกล้จบ ม.ปลาย มีรุ่นพี่มาที่โรงเรียน เธอรู้สึกว่าชุดเท่ดี
 
“เด็กผู้หญิงหลายคนฝันอยากเป็นแอร์โฮสเตส ริกะก็เป็นคนหนึ่งที่เคยคิดว่าอยากจะเป็นแอร์ฯ และคิดว่าถ้าได้เรียนเกี่ยวกับการบินก็น่าจะมีโอกาส เลยเลือกสอบเข้าสถาบันการบินพลเรือน”
 
จบมาริกะเคยทำงานการบิน คือทำงานในสนามบิน กระทั่งเป็นสาวออฟฟิศ ทำงานเป็นเลขาฯ ก็เคย แต่รู้สึกว่าไม่โอเคเท่าไหร่ เลยอยากจะออกมา
 
“ส่วนใหญ่งานการบินจะเป็นงานที่เข้ากะ แล้วมันทำให้สุขภาพไม่ดี การใช้ชีวิตไม่เป็นเวลา เราอยากจะมีเวลาว่างของเรามากกว่านี้ อยากจะกำหนดชีวิตของเราเองได้ อยากจะกำหนดเวลาของเราเองได้”
 
หลังจากริกะเล่นไอกิโดและคาราเต้มาตั้งแต่ ม.ต้น พอขึ้น ม.ปลายจนถึงมหา’ลัย เธอหยุดพักไป ไม่ได้เล่น กระทั่งหลังออกจากงาน เธอก็ได้หวนกลับมาสู่ศิลปะการต่อสู้อีกครั้ง โดยเริ่มจากฝึกคาราเต้กับยูโดก่อน จนได้มารู้จักกับ ‘ครูตอง’ (ชนนภัทร วิรัชชัย) ซึ่งเป็นนัก MMA จริงๆ ริกะรู้จักกีฬานี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ยังไม่ค่อยเห็นมีใครเปิดสอน พอรู้ว่าที่จุฬาฯ มีสอน เลยลองไปสมัครเล่นดู และซ้อมมาเรื่อยๆ ตอนนี้เกือบ 3 ปีแล้ว
 
“ยังไงแล้วศิลปะการต่อสู้ก็เป็นสิ่งที่เรารัก สุดท้ายเราก็ได้กลับมา ตอนแรกยังไม่ได้คิดว่าจะต้องต่อยเป็นอาชีพ แต่คนเราเวลาที่ทำอะไรอย่างจริงจังตั้งใจแล้ว เราก็อยากจะวัดผลว่ามันเวิร์กแค่ไหน ที่เราทำมันได้แค่ไหน ก็เลยลองชกดู ชกสมัครเล่นก่อน ก็ชนะ แล้วหลังจากนั้นก็มาชกอาชีพ”
 
 
สปิริตแห่ง MMA
ปัจจุบันริกะเป็นนักกีฬา MMA ในสังกัด ONE Championship ซึ่งมีเฮดควอเตอร์อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นรายการใหญ่ที่สุดในเอเชีย หรือ 1 ใน 3 ของโลกก็ว่าได้ โดยถือเป็นผู้หญิงไทยคนแรกในรายการระดับโลก
 
ริกะขึ้นเวที Debut เป็นนัก MMA อาชีพครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในรายการ ONE Championship ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ซึ่งเธอเอาชนะคู่ต่อสู้จากมาเลเซียไปได้
 
“ดีค่ะ จบอย่างสวยงาม มีข้อผิดพลาดบ้างช่วงเริ่มต้น โดนคู่ต่อสู้ชกแล้วคอนแทคเลนส์หลุด ก็เลยเป๋ไปนิดหนึ่ง พอเราเตะไปก็โดนเขาจับทุ่มก่อน แต่สุดท้ายแล้วก็พลิกเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ ด้วยท่า Ground and Pound ชนะ TKO กรรมการยุติการแข่งขัน เพราะคู่ต่อสู้ล้มแล้วเราก็ศอกเขา เขาดูไม่ป้องกันตัวแล้ว”
 
เธอบอกว่า ข้อดีของ MMA คือ ถ้าคู่ต่อสู้ดูว่าไม่ป้องกันตัวเองแล้ว กรรมการจะให้หยุดเลย ต่างกับมวยที่มีการนับแล้วลุกขึ้นสู้ต่อ ซึ่งทำให้บาดเจ็บสะสมได้ เป็นอันตรายมากกว่า
 
ก่อนขึ้นเวที วันนั้นในหัวคุณคิดอะไร? GM อยากรู้
“ต้องบอกก่อนว่าริกะเป็นนักกีฬาอยู่ 2 ประเภท คือ บราซิลเลียน ยูยิสสู และ MMA บราซิลเลียน ยูยิสสู ใส่ชุดเหมือนยูโด แต่เน้นปล้ำล็อกอยู่ที่พื้นมากกว่า หักแขน รัดคอ แล้วพอมาชก MMA ริกะไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเลยนะคะ ก็รู้สึกว่าเหมือนกับเอาทุกอย่างที่ซ้อมมาใช้จริง รู้สึกสนุกสนานไปกับมัน แต่ว่าก่อนหน้านี้หลังจากที่มีออกสื่อ มีคนรู้จักมากขึ้น ทุกคนเหมือนฝากความหวัง แล้วการชกครั้งแรกของริกะมันเกิดขึ้นที่ประเทศบ้านเกิดตัวเองด้วย เลยรู้สึกกดดันบ้าง แต่ว่าพอเข้าไปในกรงแล้ว ทุกอย่างก็หยุดแค่นั้น เราต้องโฟกัสที่การต่อสู้มากกว่า”
 
จากสมัครเล่น สู่เส้นทางสายอาชีพ ริกะบอกว่านอกจากกติกาหลายๆ อย่างแล้ว ความต่างคือสมัครเล่น เราสมัครมาเล่น ฉะนั้นเราเสียเงิน จ่ายเงินเขา เพื่อที่เราจะได้ลงชก แล้วก็ไม่ได้ตังค์ แต่ถ้าอาชีพ เราถูกคัดมาแล้ว แล้วเราก็ได้ตังค์
 
“MMA ไม่เหมือนมวยไทย เต็มที่ต่อยปีละ 2-3 ครั้ง ถ้าใครต่อย 20-30 ครั้งนี่แสดงว่าร้อนเงินแล้ว (หัวเราะ) อาจจะเพราะใช้เวลาฝึกซ้อมเยอะกว่ามวยสากล มวยไทย ซึ่งใช้หมัดเท้าเข่าศอก แค่ยืน แต่ MMA เราจะต้องเรียนทั้งมวยไทย มวยสากล มวยปล้ำ บราซิลเลียน ยูยิสสู หลักๆ 4 อย่างนี้ เงินก็ดีกว่ามวยไทยเยอะ ไม่จำเป็นต้องต่อยเยอะๆ ที่สำคัญปลอดภัยกว่า น่าจะปลอดภัยกว่ากีฬาคอมแบตสปอร์ตหลายๆ อย่างด้วย
 
“มันอาจจะดูรุนแรงกว่าก็จริง เพราะ MMA จำลองการต่อสู้จริง แต่ว่าบางแมตช์ คนไม่ได้ถูกต่อยเลย บางคนเป็นนักมวยปล้ำ แค่ทุ่มคนอื่นลงพื้น รัดคอ หักแขน หักแขนก็ไม่มีใครทำจนหัก แขนคนเราไม่ได้หักง่ายขนาดนั้น พอโดนหักแขน คนที่โดนหักก็ต้องตบพื้นยอมแพ้ สรุปคือไม่มีใครเจ็บ จบไฟต์นั้น อายุในการประกอบอาชีพก็เลยนานกว่า แชมป์คนหนึ่งรุ่นเฟเธอร์เวท อายุ 40 คิดดูสิ ต่อยกับเด็กอายุ 20 ก็ชนะ เป็นแชมป์ได้ ถ้าเป็นอาชีพอื่น 30 ก็เริ่มแย่แล้ว”
 
ริกะยังไม่เคยแพ้ใน MMA แต่เคยแพ้ในการแข่งบราซิลเลียน ยูยิสสู ซึ่งแพ้ให้กับนักกีฬาทีมชาติ
 
 
“แพ้-ชนะ เราคิดว่าขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวเลย
ถ้าเตรียมตัวดี ยากมากที่จะแพ้
สรุปคือ ถ้าแพ้ก็แปลว่าเตรียมตัวไม่พอ แค่นั้นแหละ
ไม่เก็บมาเครียด ก็คิดว่า แสดงว่าเขาเตรียมตัวดีกว่า”
 
 
คำวิจารณ์ที่มีต่อตัวเธอแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ วิจารณ์ไปเรื่อยแบบ ‘โค้ชคีย์บอร์ด’ กับคนที่ติเพื่อก่อ อยากเห็นเธอพัฒนา
“ส่วนใหญ่จะบอกว่าตัวเล็ก ดูแรงไม่มี คนที่ดูไม่เป็น เขาก็วิจารณ์ไปเรื่อยเปื่อยของเขา ไม่เห็นจะต่อยเก่งเลย ทำไมไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ล่ะ กับอีกแบบคืออยากให้พัฒนาด้านนี้ๆ เราก็รับฟัง แต่บางทีคนที่เขาไม่รู้เรื่องเลย กีฬาอย่างนี้ไปเล่นทำไม เดี๋ยวหน้าแหก เราก็คิดว่าเขาอาจจะยังไม่เข้าใจ ไม่เป็นไร เราก็พยายามทำตรงนี้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเขาก็เข้าใจเอง”
 
นั่นสินะ เธอไม่เป็นห่วงหน้าสวยๆ ของเธอจะพังบ้างเหรอ?
 
 
“ถามว่ากลัวมั้ย ก็กลัวแหละ แต่ยังไงก็ตาม ต่อให้ปากแตก หน้าฉีก
สุดท้ายก็เย็บกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อยู่ดี หมอสมัยนี้เก่ง
ยังไม่เคยเห็นใครที่พอโดนชกแล้วจมูกจะย้ายไปอยู่ที่ตา (หัวเราะ)
อีกอย่างเราไม่ได้ลงนวมทุกวัน ต่อยกันปากแตก หูฉีก ลงนวมแค่อาทิตย์ละ 2 วัน
ที่เหลือเรียนรู้เทคนิค”
 
 
ริกะบอกว่าสิ่งที่เธอชอบในกีฬา MMA ก็คือความหลากหลายในรูปแบบการต่อสู้ ที่ไม่ใช่แค่ว่าต้องยืนต่อยให้ชนะ เมื่อถามว่าอะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเธอบนสังเวียนนี้ เธอตอบพลางหัวเราะเขินๆ
 
“การฝึกซ้อมค่ะ คือเจ็บไม่กลัว กลัวเหนื่อย (หัวเราะ) จริงๆ เป็นทุกคนแหละ เพราะซ้อมหนัก พอเหนื่อยแล้วเราก็จะท้อ เจ็บไม่เป็นไร ทนได้ แต่เหนื่อยคือหมดแรงจะลุกขึ้นยืน แต่สุดท้ายแล้วยังไงเราก็ต้องเหนื่อย เพราะนี่คือกีฬา เราไม่ได้เล่นอีสปอร์ต หรือนั่งเล่นหมากรุกที่ไม่ได้เสียพลังงานค่ะ ก็กลัวความเหนื่อย” (หัวเราะ)
 
สำหรับเป้าหมายของริกะในตอนนี้ เธออยากให้ทุกคนเข้าใจและยอมรับในกีฬา MMA ว่า จริงๆ แล้วไม่ได้โหดร้ายหรือป่าเถื่อน แต่อยู่ภายใต้กฎกติกาที่ปลอดภัย และคิดว่าคนไทยเราเหมาะสมมากสำหรับรายการแบบนี้
 
 
“เพราะเรามีสกิลในด้านการเตะต่อยหมัดเข่าศอกอยู่แล้ว มันก็เป็นการเปิดโอกาสให้นักกีฬาไทยสามารถไปอยู่ในเวทีระดับโลกได้ เพราะว่าทั่วโลกตอนนี้ เรียกว่า MMA เป็นกีฬาต่อสู้ที่เติบโตเป็นอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ ส่วนเป้าหมายในระยะยาว ริกะก็หวังว่าจะได้ชิงแชมป์ จะได้มีแชมป์ MMA หญิงไทยคนแรกค่ะ”
 
ริกะบอกว่า หลังจากเล่น MMA แล้ว อาจจะมีคนรู้จักมากขึ้น มีงานถ่ายโน่นนี่ติดต่อเข้ามามากขึ้น และได้ออกไปสอนคนข้างนอก มีคนสนใจที่จะมาเรียนกับเธอมากขึ้น แต่รวมๆ แล้วเธอก็ยังเป็นเธอเหมือนเดิม
 
“ไลฟ์สไตล์เหมือนเดิมเลย ไม่ได้เปลี่ยน ทุกวันก็ยังตื่นสายเหมือนเดิม กินเยอะเหมือนเดิม (หัวเราะ) ตอนเย็นๆ ก็ออกมาซ้อมเหมือนเดิม เป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย ไม่เรื่องมาก จะต้องกินติดหรู อยู่ที่ดีๆ ขอให้มีอาหารเยอะๆ ก็พอ” เธอพูดเรื่องกินเยอะติดๆ กันสองครั้งละ
 
“ใช่ๆ เป็นคนที่ชอบกินมาก แล้วก็เป็นคนที่ขี้เกียจค่ะ ถ้าไม่ได้ซ้อมก็คือนอน (หัวเราะ) ใช้ชีวิตอยู่บนที่นอน เพราะเหมือนกับเราเสียพลังงานไปเยอะแล้ว จะเสียอีกทำไม” (หัวเราะ)
 
คุณอยากรู้มั้ยว่าถ้าไม่ได้เป็นนักมวย เธออยากเป็นอะไร
“ถ้าไม่ได้เป็นนักมวยนะคะ อยากจะเป็น YouTuber ทำอะไรนั้นก็คือ การนั่งกินอาหาร!” ริกะหัวเราะลั่น “นั่นคือความฝันมากๆ เลย หลังจากชกไฟต์นี้เสร็จก็ว่าจะทำ คือเราเป็นคนชอบดูคนกินอาหาร ยิ่งตอนกลางคืนที่เราไม่สามารถออกไปหาอะไรกินได้ เราก็จะเปิดยูทูบ แล้วก็ดู คนนี้กินอะไรวันนี้”
 
ชอบกินมากขนาดนั้นแต่ว่าไม่อ้วน เป็นเพราะเธอเป็นนักกีฬา ได้ออกกำลังกายอยู่แล้วใช่มั้ย? เราถามเผื่อคุณผู้หญิงหลายๆ คน
 
“คือต้องบอกว่า ผู้หญิงจะชอบคิดว่าต้องไดเอท ต้องกินน้อย ต้องเอาเหงื่อออกเยอะๆ แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่เลย เรากินอาหารที่พอเพียง เหมาะสม ปริมาณโอเค ไม่ต้องถึงกับขนาดท้องแตก แต่เลือกกินในสิ่งที่ชอบ แล้วก็ออกกำลังกาย ให้มันโอเค ไม่ใช่ไปโดดเชือก 3 ที วันนี้ฉันออกกำลังกายเสร็จแล้วเซลฟี่ดีกว่า ก็คือกินให้บาลานซ์กับออกกำลังกายนั่นเอง ถ้ากินเยอะก็ออกกำลังกายหนักหน่อย ถ้ากินน้อยก็ออกกำลังกายพอดีๆ แค่นั้นเลย”
 
เราอดถามเธอไม่ได้ว่า ถ่ายแบบ ถ่ายรายการเยอะๆ ถ้ามีคนมาชวนไปทางบันเทิง มีสิทธิ์ที่เธอจะเบนเข็มมั้ย – คุณเองก็เห็นด้วยใช่มั้ยว่าเธอมีคุณสมบัติพร้อม
 
“เอาตรงๆ ก็คงไม่ถนัดในด้านของการแสดงหรือแอคติ้ง มันอาจจะไม่ใช่ตัวเรา แต่ถ้าเกิดมีโอกาสก็อยากจะลองทำดู โดยที่ยังจะคีปตรงนี้ไว้ คือยังไงเราคงไม่ได้ชกมวยไปตลอดชีวิต รีไทร์จากตรงนี้แล้ว เราก็อาจจะเป็นคนสอน เป็นวิทยากร เป็นครู เป็นเทรนเนอร์ในด้านการออกกำลังและศิลปะการต่อสู้”
 
อาจจะมีบางคนมองว่า ผู้หญิงที่เล่นกีฬาต่อสู้ จะต้องบู๊และห้าวหาญตลอดเวลามั้ยนะ จริงๆ แล้วมีมุมของความเป็นผู้หญิงขนาดไหนกัน
 
“จริงๆ เราก็รักสวยรักงามเหมือนผู้หญิงทั่วไปเลยค่ะ” ริกะตอบ “อย่าบอกว่ากีฬาต่อสู้มันทำให้กลายเป็นว่าเราไม่ใช่ผู้หญิงสิ เพราะว่ากีฬาต่อสู้มันก็ได้ทั้งหญิงทั้งชายแหละ มนุษย์ต่างหากที่เป็นคนกำหนดว่า ผู้หญิงจะต้องเรียบร้อย สู้ไม่เป็น จะต้องอยู่เฉยๆ เพราะว่าถ้าเราไปคิดอย่างนั้น มันก็เหมือนกับเป็นการไปจำกัดสิทธิ อย่างบางประเทศผู้หญิงขับรถไม่ได้ ทำไมไม่ได้ล่ะ? ก็เหมือนกัน กีฬาต่อสู้ทำไมจะทำไม่ได้”
 
ก่อนที่เธอจะขอตัวไปทำฟัน และเตรียมไปเก็บตัวที่ภูเก็ตในวันรุ่งขึ้น เราถามเธออีกคำถามว่า สำหรับชีวิตของตัวเองในตอนนี้ เธอมองมันอย่างไร
 
 
“คิดว่าดีขึ้นค่ะ ก่อนหน้านี้ที่เรายังไม่มีงานชก ต้องบอกว่าในประเทศไทย หางานชกค่อนข้างลำบาก แล้วริกะเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ฉะนั้นคู่ชกก็จะน้อยมาก คือพูดง่ายๆ นัก MMA ในไทยที่เป็นผู้หญิงไม่ถึงสิบคนมั้ง ตอนนั้นเราก็จะรู้สึกเฟล ดาวน์ไปเหมือนกัน รายได้ก็ไม่ค่อยมี แต่ตอนนั้นดาวน์ก็จริง แต่เราก็ไม่หยุดที่จะทำ ไม่คิดว่าจะเลิก สู้ต่อ พอเราทำไปเรื่อยๆ สุดท้ายสิ่งที่เราทำมันก็เห็นผล ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ก็คิดว่าชีวิตดี๊ดีค่ะ”
 
รอยยิ้มสดใสส่งท้ายการสนทนาในวันนั้น คล้ายจะเป็นการย้ำเตือนให้เราไม่ลืมที่จะเอาใจช่วยเธอในการต่อสู้ครั้งต่อๆ ไป – ทั้งบนสังเวียนและในชีวิตจริง
 
บางประการ เกี่ยวกับ MMA
โปรแกรมฝึกซ้อมคร่าวๆ ของริกะ คืออาทิตย์ละ 6 วัน ลงนวม 2 วัน นอกนั้นก็ซ้อมเทคนิคทั่วไป ซ้อมมวยไทย มวยสากล มวยปล้ำ บราซิลเลียน ยูยิสสู ถ้ามีชกก็จะซ้อมเช้า-เย็น และไปเก็บตัวที่ภูเก็ต ที่ค่ายไทเกอร์มวยไทย “เพราะภูเก็ตมีค่าย MMA ใหญ่ๆ เยอะมาก มีนักกีฬาระดับโลกมาเก็บตัว แต่ว่าคนไทยอาจจะไม่รู้”
 
ถ้าเป็นสมัครเล่น ห้ามใช้ศอก ห้ามเข่าที่ศีรษะ ใช้นวม 7 ออนซ์ แต่ถ้าอาชีพใช้นวม 4 ออนซ์ เป็นนวมแบนๆ เปิดนิ้วได้ จะใช้ศอก ใช้เข่า ได้หมดเลย เข่าหัวตอนนอนก็ได้ การแข่งขัน 5 นาที 3 ยก พัก 1 นาที ถ้าชิงแชมป์ 5 นาที 5 ยก “นานกว่ามวย เหนื่อยกว่ามั้ย ไม่ได้เหนื่อยกว่า มีช่วงกอดกันพันนัวเนีย ช่วงนั้นก็อู้ได้ พักได้” (หัวเราะ)