x

เมื่อวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) ได้จัดงานสัมมนาประจำปี 2561 ภายใต้หัวข้อ “ปรับทิศทางเศรษฐกิจไทยให้พร้อมสู่ยุคแห่งความปั่นป่วนทางเทคโนโลยี” ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิร์ล
 
งานนี้เหมือนเป็นเวทีที่นำเสนอผลการศึกษา ให้ข้อเสนอแนะภาครัฐ ธุรกิจและประชาชน ในการปรับตัวของทุกภาคส่วน และกำหนดนโยบายสาธารณะให้สอดคล้องกับยุคแห่งความปั่นป่วนทางเทคโนโลยี “ความปั่นป่วนทางเทคโนโลยี” ที่ทาง TDRI ว่านี้ หมายถึง การพัฒนาของเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบชนิดถอนรากถอนโคนต่อเศรษฐกิจหลายด้าน ทั้งด้านเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ ตลอดจนคนทำงานอาชีพต่าง ๆ
 
ภายในงานมีหลายวงสนทนาด้วยกันไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงอนาคตประเทศไทยในยุคแห่งความปั่นป่วนทางเทคโนโลยี หรือช่วงเวลาไฮไลท์ของงานที่จะคุยกันถึงการ “ปรับทัศนคติภาครัฐเพื่อรับความเปลี่ยนแปลงแห่งอนาคต”
 
หลายปีที่ผ่านมาเทคโนโลยีมีการพัฒนาที่ไวมาก ความปั่นป่วนจึงเกิดขึ้น มันกลายเป็นจุดเปลี่ยนในการใช้ชีวิตประจำวันของคนทุกคนตอนนี้  ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคุณอาจจะเคยได้ยินข่าว “แท็กซี่ไล่จับอูเบอร์หรือแกร็บคาร์” เรื่องดังกล่าวกลายเป็นหัวข้อใหญ่ที่ถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา 
 
“เมื่อระบบเก่ามีปัญหาก็เป็นช่องทางของระบบใหม่” แท็กซี่ผ่านแอพฯ เกิดขึ้นเพราะตัวระบบเก่าที่มีปัญหานั่นเอง “ส่งรถ เติมแก๊ส ไกลไม่ไป เมียจะคลอดลูก” เชื่อว่าคำพูดเหล่านี้หลายคนอาจจะเคยผ่านหูมาแล้ว
 
ซึ่งทาง TDRI ก็ทำออกมาเป็นเปอร์เซนต์ ให้เราเห็นว่ากว่า 34% แท็กซี่มักจะปฏิเสธผู้โดยสาร 13% ขับรถไม่ถูกกฏจราจร 12% ขับรถไม่สุภาพ 10% ขับรถไม่ซื่อสัตย์ 6% สภาพรถมีปัญหา นี่จึงกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้คนหันมาใช้แท็กซี่ผ่านแอพฯ มากขึ้น
 
 
แท็กซี่ผ่านแอพฯ ดูดีไปหมด แต่ทำไมยังเป็นเรื่องที่ผิดกฏหมายในไทย ! คำตอบง่าย ๆ “ไม่ยุติธรรม” (ไม่มีการเสียภาษีที่ถูกต้อง) แน่นอนว่ากฏหมายในไทยก็ยังไม่มีการรองรับเรื่องนี้โดยตรงเช่นกัน เรื่องนี้จึงกลายปัญหาที่ภาครัฐต้องมีบทบาทในด้านการกำกับดูแล และทำให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ภาครัฐเข้าใจเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด 
 
สิ่งแรกที่ TDRI พูดถึงคือ “รัฐต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติเสียก่อน” โดยยกตัวอย่าง แนวคิด 4 ประเภทให้เราได้เห็นภาพ
 
1.Precautionary 
2.Backward Looking
3.Risk-Based
4.Forward Looking
 
แล้วรัฐต้องมีทัศนคติอย่างไร ? Go-Jek สตาร์ทอัพแอพเรียกรถรายใหญ่ในอินโดนีเซีย เริ่มต้นและประสบความสำเร็จได้ เพราะภาครัฐของอินโดนิเซียมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ นายโจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนิเซีย เคยพูดไว้ว่า
 
“Go-Jek” ไม่ควรถูกแบน ใครเป็นคนกำหนดเหรอ... ก็พวกเราไง ตราบใดที่ผู้คนต้องการ ผมว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
 
ซึ่งเมื่อเทียบกับทัศนคติของผู้นำในประเทศเรา ดูเหมือนว่าค่อนข้างจะมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าในบ้านเราถึงยังไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจเหล่านี้เติบโตได้
 
 
“รัฐต้องเข้าใจเทคโนโลยีอย่างดี”
 
ตัวของรัฐต้องเข้าใจการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยี เข้าใจผลกระทบของมัน ซึ่งทาง TDRI ก็ได้ยกตัวอย่างประเทศที่มีศูนย์กลางเทคโนโลยี ซึ่งนอกจากเคสของ Go-Jek แล้ว อีกหนึ่งประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างสิงคโปร์ ก็มีชื่อเสียงในเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ เหตุใดประเทศที่มีขนาดพอ ๆ กับภูเก็ตถึงมี 6 บริษัทชั้นนำจากต่างชาติ เข้ามาทดสอบรถไร้คนขับที่สิงคโปร์ ?
 
นอกจากนี้เทคโนโลยีโดรนส่งของก็มี Hub อยู่ที่สหราชอาณาจักร (เหมือนที่ Amazon กำลังทดลองอยู่ ส่งของถึงลูกค้าภายใน 30 นาทีโดยการใช้โดรน) นี่คือตัวอย่างของการสร้าง Hub ที่รองรับการ Disrupt จากเทคโนโลยี ในบริบทนี้ก็หมายถึง “การปรับตัว” นั่นเอง
 
แล้ว ”ไทย” เราล่ะ เป็น Hub ด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้ไหม ?
 
เหตุใดประเทศไทยของเราที่มีเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงไม่มี Hub ด้านเทคโนโลยีเหล่านี้อยู่เลย ทั้ง ๆ ที่บ้านเราก็มีนักธุรกิจสตาร์ทอัพเก่ง ๆ อยู่เยอะแยะ บริษัทสตาร์ทอัพที่มีชื่อเสียงอย่าง “แกร็บคาร์” หรือ “การีนา” ก็มีผู้ร่วมก่อตั้งเป็นนักธุรกิจจากไทย
 
โดยทั้งสองบริษัทมีตลาดใหญ่อยู่ที่เมืองไทยของเรา แต่เหตุใดประเทศไทยถึงยังไม่สามารถรองรับธุรกิจเหล่านี้ได้อย่างเต็มตัว ปัญหาใหญ่อาจจะเป็นเรื่องของการขาดแรงสนับสนุนที่เข้าใจจากภาครัฐ
 
 
คุณเรืองโรจน์ พูนผล ผู้ก่อตั้ง Disrupt University ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
 
“ประเทศไทยเป็นประเทศต้องสาป ตลาดเรื่องนี้ในบ้านเรายังไม่โตเพราะเริ่มหลังจากคนอื่น มันเป็นตลาดที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ และตลาดมันโตเร็วกว่า Talent ในบ้านเรา เราสร้างคนเหล่านี้ไม่ทัน และไม่ได้รับการสนับสนุนที่เป็นรูปเป็นร่างจากรัฐ” 
 
บ้านเรามักจะมีอะไรที่ “ไทย ๆ” ต่างจากสากลเสมอ ๆ ยกตัวอย่างเคสง่าย ๆ โดรน ที่เรานำมาใช้ประกอบธุรกิจต้องขออนุญาต รมว.คมนาคมก่อน นอกจากนี้ที่สร้างความ “งง” คือ เราต้องไปขึ้นทะเบียน 2 แห่งคือสำนักงานการบินพลเรือน และ กสทช. โดยการที่เราต้องไปขึ้นทะเบียนที่ กสทช เพราะรัฐมองว่าการที่มีวิทยุคมนาคม ลอยอยู่บนอากาศ เป็นเรื่องของความมั่นคงแห่งชาติ ตามกฏหมายปี 2497 จะเห็นได้ว่ากฏหมายดังกล่าว เป็นอะไรที่ดูแล้วล้าหลังไม่เข้ากับยุคสมัยอย่างแท้จริง
 
 
งานนี้ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้ตอบคำถามทั้งหมดว่า
 
“แน่นอนรัฐบาลสนใจในเรื่องนี้ เราเชิญกลุ่มสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ เข้ามาคุยหลายครั้ง ซึ่งเรารู้ถึงปัญหาแล้ว และผมก็เห็นด้วยกับหลาย ๆ อย่างที่ว่า ผมมองว่าสิ่งที่เราต้องทำคือ กฏหมายต้องเปลี่ยน กฏหมายในบ้านเรามีอายุยืนเกินไป กฏหมายเหล่านี้ไม่รองรับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน 
 
นอกจากนี้ทางท่านนายกรัฐมนตรี ก็เล็งเห็นถึงปัญหาตรงนี้และได้ให้มีการจัดตั้งคณะร่างธุรกรรมแห่งอนาคต ซึ่งคนที่จะมาดูแลในส่วนนี้ต้องเป็นคนที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ดี และนอกจากจะเป็นคนที่มีความสามารถแล้ว ต้องเป็นคนที่อยากเห็นประเทศมุ่งไปข้างหน้า ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ”
 
คงต้องรอดูว่าโมเดลที่ท่านรัฐมนตรีกอบศักดิ์พูด จะออกมาเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไหร่ แต่เชื่อได้ว่าหากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง อาจเป็นการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของบ้านเราให้พุ่งไปข้างหน้าได้ ไม่แน่เราอาจจะได้เห็นบริษัทสตาร์ทอัพระดับพันล้านในบ้านเราแห่งแรกก็เป็นได้