x

หลายคนคงทราบว่า ต๊อด-ปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการธุรกิจซัพพลายเชน และกรรมการบริหาร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เป็นคนมีแพสชั่นส่วนตัวทางด้านอาหาร ชอบทำอาหาร และยังพัฒนาต่อยอดไปสู่ธุรกิจด้วย  วันนี้ เขากำลังจะทำให้แพสชั่นและธุรกิจเกี่ยวกับอาหารขยายใหญ่และกลายเป็นรูปธรรมเชิงรุกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

นั่นคือการเปิดตัวบริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด’ (Food Factors) บริษัทในกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำธุรกิจอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำโดยมีเขาเป็นแม่ทัพใหญ่

 

สร้างฟู้ดเน็ตเวิร์ก นำสินค้าไทยสู่ตลาดสากล 

 

ฟู้ด แฟคเตอร์ จะดูแลเรื่องธุรกิจอาหารทั้งหมด ในสิ่งที่เราทำได้ตลอด 5-8 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น EST Company, บริษัท เฮสโก โซลูชั่น จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจซอสปรุงรสและอาหารพร้อมรับประทาน, บริษัท มหาศาล จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจข้าวตราพันดี สามส่วนที่ตอนนี้เราพยายามรวบรวมกัน มูลค่าตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 2,500 ล้านบาท ถ้าเป็นธุรกิจที่เรายังขาดอยู่ คือรีเทลที่เป็นอาหารไทย เพราะว่าอย่าง EST.33 จะเป็นไมโครบริวเวอรี่ จุดเด่นจะเป็นอาหารฟิวชั่น

 

ดังนั้น จึงมีการเปิดตัวร้านอาหารไทยที่ชื่อว่า ‘R-HAAN’ (อาหาร) ตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ 9 ขึ้นมาเติมเต็มอีกส่วนหนึ่งด้วย

 

ที่มาที่ไปของไอเดีย อย่างที่ทราบกันดีว่าผมเป็นคนชอบทำอาหาร ตอนเด็กๆ เป็นหลานปู่หลานย่า คุณย่าจะทำอาหารให้รัับประทาน ทำให้ผมได้ซึมซับการทำอาหารไทยในรูปแบบดั้งเดิม วิธีการที่ประณีต เหตุผลที่ผมเอารูปปั้นคุณปู่มาตั้งไว้หน้าร้าน เพราะคุณปู่เคยสอนว่า เราเป็นคนไทย การที่จะเตรียมสำรับกับข้าวสำหรับครอบครัวในทุกมื้อ จะต้องมีน้ำพริกกับผักจิ้มหนึ่งอย่าง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรามีสัญชาติไทย เราเคารพและศรัทธาในอาหารไทย 

 

ฉะนั้นวัตถุประสงค์หลักของผมในการเปิดร้านอาหารก็คือ การอนุรักษ์อาหารไทยและรักษาความประณีตในการทำอาหารที่เป็นคุณสมบัติที่ดีของคนไทยและเชฟไทยให้อยู่ต่อไป รวมไปถึงอาหารที่หารับประทานได้ยากขึ้น จะพยายามคัดสรรมา ไม่ว่าจะเป็นของคาวหรือของหวาน โดยมีเชฟชุมพล แจ้งไพร เป็นผู้รังสรรค์เมนูต่างๆ

 

ต๊อดบอกว่าตอนนี้การประกอบร่างทั้งหมดพร้อมแล้ว เหมือนเรียกผู้โดยสารทุกคนขึ้นเครื่องแล้วกำลังจะเทคออฟ โรดแมปที่วางไว้คือภายใน 3 ปี มองกรอบการลงทุนไว้ที่ 2,500 ล้านบาท ที่จะขยายเข้าสู่เฉพาะฟู้ดเน็ตเวิร์ก 

 

ผมให้ความสำคัญกับการสร้าง Distribution Channel เรายังไม่จำเป็นต้องมีสินค้า เราขอ Secure ในเรื่องช่องทางการจัดจำหน่ายก่อน หลายๆ บริษัทพัฒนาสินค้ามาแล้วค่อยเอาไปขาย ของผม Reverse Engineering ก็คือ หาช่องทางก่อน แล้วเมื่อรู้ว่าช่องทางที่เรามีอยู่อะไรขายได้ เราค่อยผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดออกมา 

 

สิ่งที่เราจำเป็นจะต้อง Secure ในเรื่องของเน็ตเวิร์กคือ เทรดเดอร์ในเมืองไทยและเทรดเดอร์ในต่างประเทศ จะได้ลิงก์กับทั้งระบบ ผมถึงเรียกว่าฟู้ดเน็ตเวิร์ก คือระบบเน็ตเวิร์กกิ้งที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำจนถึงผู้บริโภค นั่นคือร้านอาหาร ร้านรีเทล เราพยายามสร้างโมเดลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น EST.33 ที่เป็นไมโครบริวเวอรี่ แบรนด์ Star Chefs ที่กำลังจะพัฒนาไปเป็นเอเชียนฟิวชันฟู้ด และร้านอาหารที่เป็นไทยดั้งเดิม เพื่อที่เราจะได้กระจายรีเทลไปด้วย ไม่ใช่ส่งของอย่างเดียว ส่งของอย่างเดียวเป็นเทรดเดอร์กินส่วนต่างอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องมีพาร์ทเนอร์ มีรีเทลอะไรต่างๆ เพื่อที่จะใช้ข้อได้เปรียบในการที่เรามีตัวฟู้ดเน็ตเวิร์ก 

 

เน็ตเวิร์กของเราที่ผ่านมา ทั้งตลาดในต่างประเทศหรือตลาดในไทยเองก็ดี เราจะใช้ช่องทางของสินค้าแอลกอฮอล์ซึ่งมันได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราอยากจะโตในธุรกิจอาหาร เราต้องหาดีลเลอร์หรือเน็ตเวิร์กที่เป็นอาหาร ถ้าเป็นภาษารถยนต์  คือมีทั้งผลิตชิ้นส่วน ประกอบและส่งออก ฉะนั้นตอนนี้ ฟู้ด แฟคเตอร์ ลงทุนครบทั้ง 3 ส่วน คือบริษัทที่เป็นผู้ผลิตตั้งแต่วัตถุดิบ รับจ้างผลิตบรรจุภัณฑ์ รวมไปถึงส่งออก 

 

แฟคเตอร์แปลได้ 2 อย่าง แฟคเตอร์ของการขายอาหารที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีอะไร ต้องมีวัตถุดิบที่ดี มีโรงงานที่ได้คุณภาพ มีสินค้าที่ดี มีช่องทางที่ดี ส่วนแฟคเตอร์ภาษาไทยคือ ปัจจัย 4 อาหารคือปัจจัย 4 ฉะนั้นการที่เราทำธุรกิจอะไรที่เป็นปัจจัย 4 คือทำธุรกิจที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ต่อให้มีหุ่นยนต์ มี AI มี Digital Disrupt ยังไงอาหารก็ยังเป็นปัจจัยหลักของการดำรงชีวิต 

 

เราไม่ได้เริ่มต้นอะไรใหม่ สิ่งที่เราทำคือการสร้าง Distribution Channel และการหาพาร์ทเนอร์ ยิ่งเราหาพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่ง สเกลธุรกิจเรายิ่งใหญ่ ความน่าเชื่อถือเรายิ่งสูง เราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ ถ้าเราเริ่มต้นจากศูนย์เราไม่มีทางไล่ใครทันเลย เราเริ่มต้นจาก บวกๆ ผมก็บวกๆ คุณก็บวกๆ ฉะนั้นเวลาบวกๆ มาเจอกัน มันทำให้สเกลอัป เร็วกว่าที่จะมาสร้างอะไรแต่ละอย่าง การที่ผมจะร่วมมือกับคนหนึ่งคน เขาต้องเห็นสิ่งที่เราสามารถทำให้เขาได้ เราก็ต้องเห็นข้อดีของเขา ฉะนั้นจะเกิดการ Synergy ที่เขาบอก 1+1=3 เพราะว่าต่างคนต่างเป็นฟันเฟืองให้กันและกัน เราไม่ได้ต้องการเข้ายึดธุรกิจหรือต้องการที่จะเป็นเบอร์ 1 ผมคิดว่าเราหา Strategic Partners หาเพื่อนทางธุรกิจที่จะขยับขยายเติบโตไปกับเรา” 

 

จากไอเดียถึงการลงมือปฏิบัติ: โจทย์คือคุณภาพต้องมาก่อน 

 

เห็นได้จากโปรเจกต์ต่างๆ ที่เขาทำ มีมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นของบริษัทฯ หรือส่วนตัว ทั้งที่เกี่ยวข้องกับอาหารและไม่เกี่ยวข้องกับอาหาร อย่างซอสต๊อดหรือร้านก๋วยเตี๋ยวตั่วเฮียที่ตั้งใจจะขายเป็นแฟรนไชส์บอกได้เลยว่า เขาต้องเป็นคนที่เต็มไปด้วยไอเดียแน่ๆ สิ่งที่เราอยากรู้คือ จากแต่ละไอเดียในหัว จนกระทั่งนำไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง เขามีวิธีคิดอย่างไร

 

เป็นคำถามที่ยาก เพราะไม่เคยคิดเขายิ้มและหยุดเรียบเรียงความคิดสักครู่ ก่อนกล่าวต่อว่าถ้าเราเอากระบวนการทางความคิดไปคิดเยอะขนาดนั้น ผมว่าเราไม่มีโอกาสได้ทำ อยากทำอันนี้ มีคนทำแล้วหรือยัง ตลาดจะรองรับหรือไม่ ทำไปแล้วจะกำไรหรือขาดทุน ถ้าคิดเยอะขนาดนั้นคำตอบหลายๆ อย่างคงจะเป็น No ตลอด ถามว่าผมไม่คิดหรือ ผมก็คิด แต่ไม่ได้คิดเยอะขนาดว่าในช่วงเวลา 2-3 ปี มีความคิดทั้งหมด 15 อัน ตัดออกไป 10 เหลือ 5 ไม่ได้ลงรายละเอียดเยอะขนาดนั้น 

 

ผมคิดจะทำซอส 2 ปี ส่วนตัวผมเป็นคนชอบทำอาหารอยู่แล้ว มีปัญหากับซอสพริกมาตลอด เลยลองไปทำสูตรของตัวเอง พอทำออกมาเอาไปให้คนชิม ถ้ามันจบแค่คนชิม มันก็ไม่มีธุรกิจ ผมเป็นคนชอบทำน้ำเงี้ยว เริ่มจากทำให้ที่บ้านกิน จนตอนนี้มีลูกค้าประจำคือทำมาประมาณ 3-4 ร้อยชามก็หมด ผมยังคิดแค่เป็นคนทำอาหาร ยังไม่ได้คิดเป็นธุรกิจ อันนั้นยังเป็นความฝันที่เราคิดจะทำแต่ยังไม่ได้ทำ เพราะมันคงมีหลายๆ เรื่องที่ต้องลำดับความกันหน่อย ฉะนั้นเลยมาทำที่ซอสก่อน น้ำเงี้ยวพักไปก่อน 

 

อะไรที่เราเริ่มต้นความคิดมาแล้ว บางครั้งแค่บอกตัวเราเองว่า ยังไม่ถึงเวลา รอไปก่อน หรือพอคิดที่อยากจะทำอะไรแล้ว มันไม่สามารถทำได้ภายในวันสองวันหรอก เราต้องกำหนดเป้าของเราให้ชัดเจน ผมกำหนดเป้าของผมชัดเจนคือ ถ้าทำไม่ดี ผมไม่ทำ นั่นหมายถึงว่ามันอาจจะทำมา 99 เปอร์เซ็นต์ แล้วผมบอกว่าผมยังไม่พอใจ ผมก็จะพัฒนาต่อ จนกว่าผมจะพอใจแล้วค่อยออกสินค้า

 

ต๊อดบอกว่า การที่ทุกอย่างจะผ่านเป้าหมายที่ต้องการ ลำพังตัวเขาคนเดียวอาจจะคิดได้ วางแผนได้ แต่คงไปได้แค่ครึ่งทาง หากไม่มีคนรับผิดชอบไม่มีคนสานต่อ ฉะนั้นหลายๆ อย่างที่คิดหรือทำมา ถ้ายังไม่ถึงจุดที่ต้องออกตัวผลิตภัณฑ์ ก็ต้องรอเพื่อสร้างความพร้อมบุคลากร 

 

อันนี้คือพูดทั้งในเรื่องของส่วนตัวและในเรื่องของหน้าที่การงานที่กำกับดูแลงานด้าน Supply Chain ของบริษัท ฉะนั้นเมื่อผมมาทำธุรกิจด้านอาหาร มันเหมือนกับการเริ่มต้นใหม่ สร้างพฤติกรรม สร้างวัฒนธรรมใหม่ๆ ให้กับตัวองค์กร ค่อนข้างชัดเจนว่าเราอาจจะเป็นแค่ผู้คิดผู้ก่อตั้ง แต่แน่นอนว่า ต้องมีทีมงาน มีบุคลากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร เรื่องซอส

 

ในธุรกิจด้านอาหารที่ผมทำส่วนตัว ผมได้ร่วมทดลองผลิตกับเชฟชุมพลเป็นเวลาสองปีกว่า เพราะการทำอาหาร การทำซอส ไม่ใช่แค่ปรุงให้อร่อยแล้วก็ออกสินค้ามา แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการทดสอบ การทดลองความอร่อย ทุกอย่างต้องลงตัว อาทิ แล็บของโรงงาน ตัวโรงงาน จนถึงผลสำเร็จที่เป็นความพึงพอใจของเรา นั่นคือรสชาติ หรือสีสันของอาหารที่ออกมาสวยงามน่าพอใจ

 

บทเรียนในชีวิตคือสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน

 

ในฐานะที่ผ่านประสบการณ์ในการทำธุรกิจมาพอสมควร เราถามถึงบทเรียนสำคัญที่เขาเคยได้รับ ต๊อดบอกว่าบทเรียนต่างๆ ในชีวิตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน พร้อมทั้งสรุปออกมาให้เราฟังได้ดังนี้ 

 

การทำงานผมว่ามันแบ่งออกเป็นหลายส่วน โดยเฉพาะผมที่เป็นลูกหลาน ความกตัญญูรู้คุณต้องเริ่มมาเป็นอย่างแรก เราโตมาได้ขนาดนี้ เรามีเงินสุขสบาย เราไปเรียนหนังสือต่างประเทศ เราได้รับความสะดวกสบายจากธุรกิจครอบครัว เราก็ต้องกลับมาตอบแทนบุญคุณองค์กรที่เป็นธุรกิจครอบครัวที่ผลักดันให้เราก้าวมาถึงตรงนี้ เหมือนเราเป็นนักเรียนทุนก็ต้องใช้ทุน นั่นคือเป็นการกระทำแรกที่คนเราจะต้องรู้จักกตัญญู รู้จักตอบแทนบุญคุณ

 

อันที่สองคือ เมื่อเรามาอยู่ในองค์กรแล้ว เราได้รับมอบหมายจากองค์กรให้ทำอะไร เราต้องทำให้ดีที่สุด การทำงานในธุรกิจแบบครอบครัวของคนอื่นเป็นอย่างไร ผมไม่รู้ แต่สำหรับครอบครัวเรา เรากำหนดไว้แล้วว่า เราควรทำอะไรและเราต้องทำให้ดีที่สุด ไม่ใช่เป็นเจ้าของแล้วอยากทำอะไรก็ทำได้ เราทำงานตรงนี้เพื่อให้ผู้ใหญ่เห็นว่าเรามีความสามารถ ไม่ใช่อยู่เงียบๆ นิ่งๆ ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง อย่างนี้ไม่ได้  การทำงานตรงนี้คืองานประจำ เรารับเงินเดือนบริษัทฯ เราก็ต้องทำงาน และต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

 

เรื่องธุรกิจส่วนตัว พอมันผ่านช่วงเวลามาถึงระยะหนึ่ง เมื่อทุกอย่างลงตัวทั้งหมดแล้ว ถ้าเรามีโอกาสทำในสิ่งที่เรารัก เราก็ควรที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้ หมายถึงว่าถ้าเกิดผมทำธุรกิจของบริษัทอย่างเดียว หนักพอแล้ว เต็มที่กับมันแล้ว แล้วไม่อยากทำอะไรอีก มันจะน่าเสียดายเพราะจริงๆ คนเรามันมีเวลามากกว่านั้น มีอยู่ช่วงหนึ่งเคยคิดว่า โอ๊ย!...จะไปทำธุรกิจส่วนตัวยังไง แค่นี้ก็ไม่มีเวลาแล้ว  ความคิดแบบนั้นเป็นข้ออ้างของตัวเราเองมากกว่า เพราะเวลาทำอะไรที่เรารักเราชอบ ถึงจะต้องตื่นเช้า เราก็ตื่นได้ เสาร์-อาทิตย์จะทำก็ทำได้ ไม่มีวันหยุด

 

ฉะนั้นสิ่งที่ตามมาคือ พอผมเริ่มทำอาหาร เริ่มทำซอสเป็นของตัวเอง เริ่มเข้ามาในธุรกิจตรงนี้ เมื่อมันมีโอกาส ทำให้มองว่าในอนาคตมันมีอะไรบ้างที่เราสามารถทำได้ เพื่อที่จะทำให้ธุรกิจในบริษัทฯ มันงอกเงยขึ้นมา ทุกอย่างมันเป็นจังหวะเวลาที่ดี ถ้าเราไม่พร้อมคงไม่ได้รับมอบหมาย

นี่จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับเขา ถ้าเขาไม่เริ่มลงมือทำวันนั้น ก็คงไม่ได้ทำสิ่งที่ต้องการอย่างทุกวันนี้ 

 

อย่าลืมเปิดพื้นที่ให้ความสนุก

 

ประเด็นที่อดถามไม่ได้เลยสำหรับคนที่ยืนอยู่ในจุดนี้ คือเป็นทายาทธุรกิจใหญ่ ขณะเดียวกันก็มีมิติของการบุกเบิกอะไรใหม่ๆ ด้วยความสามารถของตัวเอง อะไรคือสิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จในชีวิตสำหรับเขา

 

 

ผมเพิ่งอายุ 39 เอง ยังไม่มีนิยามในชีวิตหรอกครับ ผมยังต้องเจออะไรอีกเยอะ ถ้าที่ผ่านมาคือ พรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ มะรืนนี้ต้องสนุกกว่าวันนี้แค่นั้น ก็เพิ่มความสนุกสนานเข้ามา จากคนที่จะพูดเรื่องราวเหล่านี้ที่อาจจะอายุ 45-50 เขาอาจจะขาดความสนุกไป พอดีผมแค่ 39 ปัจจัยสำคัญเลยคือเราต้องสนุกกับมัน ถ้าคนที่อายุมากกว่าผมสักเจเนอเรชันหนึ่ง เขาอาจจะมีความรู้สึกว่าชีวิตสนุกมามากพอแล้ว ถ้าวันหนึ่งผมอายุ 50 ผมคงคิดว่าชีวิตผมสนุกมามากพอแล้ว แต่พอดีผมอายุ 39 เลยยังมีความรู้สึกอย่างที่เขาบอกว่า วันนี้ต้องดีกว่าเมื่อวาน พรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ ถ้าเราจะเอาแต่ดี เอาแต่ประสบความสำเร็จ แล้วไม่สนุก ผมว่าเราลดหน่อยก็ได้ ไม่ใช่ลดความสำเร็จนะ ลดบาลานซ์ให้เรามีความสุข และความสุขนี้มันจะทำให้เราพบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าหน้าที่