x

PIMLERT BAIYOKE 

‘Don’t Judge A Book By Its Cover’

คุยกับสาวทันสมัย บุ๊ค-พิมพ์เลิศ  ใบหยก หรือที่รู้จักกันดีในฐานะทายาทตระกูล ‘ใบหยก’ เจ้าของตึกใบหยก ที่คุ้นหูทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติมาช้านาน ถึงเรื่องราวชีวิตที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเธอ

หลายคนที่เดินทางผ่านสะพานหัวช้าง คงคุ้นเคยกับตึกทรงโบราณที่ร่มรื่นไปด้วยไม้สูงใหญ่นานาพันธุ์และอยู่ติดกับสะพานหัวช้างเป็นอย่างดี นั่นคือสถานที่ของ

โรงแรมหัวช้างเฮอริเทจ ซึ่งดูราวกับซ่อนตัวอยู่กลางเมืองใหญ่ได้อย่างโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร และความร่มรื่นที่หาชมได้ยากยิ่งใจกลางเมืองหลวงแห่งนี้ และที่สำคัญนั่นคือที่ทำงานของสาวเก๋นามสกุลดังที่ใครๆ ก็รู้จัก (นามสกุล) เธอเป็นอย่างดี

เรานัดคุณบุ๊ค ใบหยก ชื่อที่ใครๆ เรียกเธอติดปากในช่วงกลางวันที่แดดร้อนไม่ใช่เล่น แต่เมื่อเดินเข้าสู่พื้นที่โรงแรมหัวช้างเฮอริเทจแล้ว ความร้อนนั้นกลับมลายไปด้วยความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่และสวนที่ซ่อนตัวอยู่ภายใน

“ที่ตรงนี้เคยเป็นอะไรมาก่อนนะ” นั่นคือคำถามของทีมงานที่พยายามช่วยกันคิดหาคำตอบแต่ก็ยังนึกไม่ออกสักที แม้ว่าจะเดินทางผ่านสะพานหัวช้างมาแล้วหลายร้อยครั้งก็ตาม ภายในโรงแรมตกแต่งอย่างหรูหราด้วยสไตล์ไทยผสมอินเตอร์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เก้าอี้หลุยส์สีทองอร่ามและพนักงานในชุดยูนิฟอร์มโจงกระเบนคือความตัดกันแต่ลงตัวไม่ใช่เล่น หลังจากนั่งชื่นชมการตกแต่งโรงแรมอันแปลกตาและสวนสวยอันร่มรื่น เหมาะแก่การนั่งดื่มชายิ่งนักแล้ว เราก็ถูกเชิญ

ขึ้นไปยังบริเวณชั้นสอง ซึ่งคุณบุ๊ครอเราอยู่ในห้องของโรงแรมที่ตกแต่งด้วยแนวคิดสร้างสรรค์ของเธอเอง

“ตอนนี้บุ๊คทำงานดูแลโรงแรมหัวช้างเฮอริเทจเป็นหลัก คือดูโดยภาพรวมเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นจัดซื้อ หรือแม้แต่ด้านทรัพยากรบุคคลหรือ HR แล้วก็งานบริหาร นอกจากนี้พี่ชายกับพี่สาวเขาจะเปิดร้านอาหาร แล้วก็ร้านไอศกรีม ‘Sweet Monster’ ซึ่งพี่สาวทำ Sweet Monster ส่วนพี่ชายกำลังจะนำชีสทาร์ต ‘Pablo’ มาเปิดในไทย บุ๊คก็ไปช่วยเรื่องพีอาร์มาร์เก็ตติ้งนิดหน่อยในตอนเริ่มแรก ครอบครัวบุ๊ค คุณพ่อจะเป็นเหมือนผู้ปกครองหัวเมืองใหญ่เสมอ แล้วจะส่งลูกๆ ไปตามเมืองเล็กๆ เพื่อดูแล บุ๊คก็มาประจำอยู่ที่นี่

ส่วนใหญ่ค่ะ และคอยเป็นตัวกลางระหว่างพนักงานกับคุณพ่อด้วย ถ้ามีปัญหาอะไร ต้องการหรือขาดเหลืออะไร อยากจะให้เพิ่มเติมอะไร พนักงานก็จะแจ้งเรา และเราก็ไปปรึกษาคุณพ่อ

“คุณพ่อถนัดในเรื่องธุรกิจโรงแรมอยู่แล้ว บวกกับบริเวณนี้มีแต่โรงแรมที่ดูเป็นตึก ดูเป็นโรงแรมปกติ แต่เราอยากมีที่ที่หนึ่งที่ใครผ่านไปผ่านมาก็จะ เอ๊ะ ตรงนี้อะไรนะ โรงแรมหรือว่าพิพิธภัณฑ์ ก็เลยออกมา

เป็นหัวช้างเฮอริเทจในสไตล์นี้ ซึ่งตอนที่คุณพ่อเริ่มซื้อ

ที่ดินและสร้างโรงแรม บุ๊คยังเรียนอยู่ พอเรียนจบ โรงแรมก็เสร็จพอดี

“บุ๊คเป็นคนออกแบบชุดพนักงานทั้งหมด หลังจาก

ที่เริ่มเข้ามาดูโครงการตึกตอนมันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ได้เริ่มงานกับการคิดชุดพนักงาน รวมไปถึงเครื่องใช้ ถ้วยจานชาม และของตกแต่งที่ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพราะเราอยากให้แขกที่มาพักรู้สึกได้ถึงความเป็นไทย แต่มีกลิ่นอายของความอินเตอร์ด้วย อย่างชุดพนักงาน บุ๊คก็ได้ไอเดียของเสื้อผ้าท่อนบน

มาจากรันเวย์ Chanel จับมาผสมกับโจงกระเบนแบบไทยในท่อนล่าง

“ส่วนการตกแต่ง อย่างห้องข้าง ซึ่งเป็นแบบ Tea room เราแต่งแบบยุโรปจ๋า เพราะว่าอยากให้รู้สึกเหมือนว่าเราเข้ามาในบ้านสไตล์ไทย แต่พอเดินเข้ามา

ในห้องนี้ความรู้สึกก็จะเปลี่ยนไปเป็นยุโรป เป็นการผสมผสานแบบชุดยูนิฟอร์มนั่นแหละค่ะ ส่วนร้านอาหาร เราเน้นที่อาหารไทย และเป็นไทยจริงๆ ไม่ฟิวชั่นเลย จานชามที่เราใช้ บุ๊คก็เลยอยากให้มันดู exotic ถ่ายรูป

ขึ้น เลยเลือกลวดลายสวยๆ สีสันจัดจ้าน เพื่อสร้างความตัดกันของบรรยากาศค่ะ”

เธอเรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาประชาสัมพันธ์ ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่เลือกเรียนคณะและสาขานี้ ก็เพราะเป็นสาขาวิชาที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์และที่สำคัญห่างไกลจากวิชาเลขที่เธอไม่ชอบอีกด้วย

“พ่อและแม่จะไม่ค่อยบังคับนะคะว่าต้องเรียนอันนี้ แต่แรกสุด เขาก็เชียร์ให้เรียนบริหารซึ่งบุ๊คก็ตามใจพ่อแม่ แต่ในช่วงระหว่างเตรียมตัวสอบก็รู้สึกว่าเราไม่ไหวกับตัวเลขเลย แอบปวดสมองมากกว่าสนุก บุ๊คก็เลยมาดูว่านิเทศฯเขาเรียนอะไร มันน่าจะสนุก เพราะเราไม่ต้องเรียนด้วยความเครียด คือเรียนแล้วมีความสุข เลยเลือกเรียนนิเทศฯ พอเรียนไปเรียนมาก็ต้องเลือกสาขา ก็มาลงตัวที่สาขาประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นตัวของบุ๊คที่สุดค่ะ ยิ่งเรียนพื้นฐานก็ยิ่งรู้สึกว่าใช่ และทำให้เรารู้ว่าไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือใหญ่ เวลาเกิดปัญหาเขาต้องแก้อย่างไร ฯลฯ สนุกมากตอนเรียน ก็เลยรู้สึกว่าอันนี้แหละต้องเป็นเรา และก็เป็นสาขาวิชาที่เข้ากับธุรกิจที่บ้านด้วยค่ะ” เธอตอบคำถามด้วยน้ำเสียงสนุกสนานร่าเริงและเป็นกันเอง

“การมีนามสกุลใบหยก ยากหรือง่ายต่อการใช้ชีวิตบ้างครับ” เราเอ่ยปากถาม คุณบุ๊คนิ่งคิดก่อนจะตอบว่า

“มันก็ทั้งยากทั้งง่ายค่ะ ง่ายก็คือว่า ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เวลาไปขอคำปรึกษารุ่นพี่ เขาก็จะแบบ อ๋อ คนนี้น้องบุ๊ค ใบหยก เหมือนเขาเข้าใจเรา และอยากช่วย อยากให้คำปรึกษา พอเรียนจบก็เช่นกัน เราจะโทรฯไปปรึกษาใคร เรื่องอะไร หรือขอความช่วยเหลือเรื่องอะไร ก็จะได้รับการสนับสนุนเสมอ คือแทบไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะเขาเข้าใจว่าเราเป็นใครและจะช่วยได้อย่างไร แต่สิ่งที่ยากก็คือ บุ๊คไม่อยากจะพูดว่าตัวเองถูกจับตามอง เพราะมันก็คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่มันก็ทำให้เราเกร็งๆ นิดหนึ่ง กลัวทำพลาด เพราะว่าถ้าเกิดทำอะไรพลาดไป มันก็คง…

“ขอยกตัวอย่างนะคะ คือมีพี่ที่บุ๊คสนิทมากๆ คนหนึ่ง เขาจัดคอนเสิร์ต แล้วเขาก็ให้บัตรฟรีมา เราก็ไปดูด้วยบัตรฟรี คือบุ๊คโดนด่ายับเลย โดนแฟนคลับในทวิตเตอร์ด่าแบบเป็นร้อยๆ พันๆ บุ๊ครู้สึกว่า เฮ้ย! แต่กับคนอื่นที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักขนาดนั้น แม้จะได้บัตรฟรีเหมือนกันกับเรา แต่เขาไม่โดนอะไรเลย ซึ่งไปด้วยกันด้วยนะ อย่างนี้เป็นต้น การเป็นที่รู้จักมันก็จะมีข้อเสียบ้าง ประมาณนี้ค่ะ”

“แล้วในเรื่องธุรกิจล่ะครับ การที่เติบโตมาในครอบครัวที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจและเป็นที่รู้จัก ส่งผลกระทบต่อเราไหม” ผมซักเธออีกครั้ง

“ถ้าเป็นในเรื่องความกดดันว่า ถ้าเราเริ่มทำธุรกิจ

อะไรสักอย่างแล้วมันจะสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ไหม เอาจริงๆ คือบุ๊คไม่กดดันเลยค่ะ เพราะว่าธุรกิจใหญ่ขนาดนั้น บุ๊คก็มีความตั้งใจตั้งแต่เด็กว่าจะสานต่ออยู่แล้ว คือไม่ได้อยากจะพรึ่บ สร้างอะไรขึ้นมาใหญ่โต

ด้วยตัวเองเลย คงเป็นการสานต่อธุรกิจที่บ้านเสียมากกว่า สิ่งที่บุ๊คอยากจะสร้างด้วยตัวเอง มันคงจะเป็นอะไรเล็กๆ ที่เป็นความชอบส่วนตัวของเราเองมากกว่าค่ะ

“แต่หากพูดกันตามตรง ถ้าให้บุ๊คเริ่มทำอะไร มันก็คงอาจจะง่ายกว่าเพื่อนๆ เพราะว่าคุณพ่อสนับสนุนเต็มที่ ถ้าลูกคนไหนมาขอทุนไปทำงาน พ่อชอบมาก (เธอลากเสียงยาว) แต่ว่าถ้าขอทุนแบบไปทำเลเซอร์ ทำหน้า พ่อจะไม่ชอบ อย่างเช่น เราอยากทำเสื้อผ้าขายกับเพื่อน พ่อจะบอกว่า เอาเลย เท่าไหร่บอกมา ไปคุยแล้วมาสรุปให้พ่อฟัง แต่ถ้าบอกว่าเราอยากได้นาฬิกา พ่อจะแบบ เดี๋ยวดูก่อนว่าทำงานเป็นอย่างไร ถ้าเรามองเพื่อนๆ ที่จบมาพร้อมกัน กลุ่มเดียวกัน บุ๊คอาจจะดูทำอะไรได้ง่ายกว่าเขา อยากทำแบรนด์เสื้อผ้าเหรอ แค่เดินไปขอพ่อ แต่เพื่อนๆ เขาต้องเก็บเงิน แค่สิ่งนี้แหละที่ทำให้บุ๊ครู้สึกว่าเพื่อนๆ เขาเก่งกว่าเรานะ เพราะว่าเขาต้องตั้งต้นด้วยตัวเอง แต่บุ๊คเดินไปขอได้เลย”

นอกจากความเป็นกันเอง ติดดินและตรงไปตรงมาของเธอ ที่คนที่ได้รู้จักและสัมผัสเธอจะรู้ได้ว่านามสกุลใบหยก ไม่ได้ทำให้เธอเป็นคุณหนูที่เข้าหาได้ยากอย่างที่คนอื่นๆ มองแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณบุ๊คโดดเด่นในวงสังคม นั่นก็คือการแต่งตัวที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง ความชื่นชอบในแฟชั่น ที่สักวันเธออาจจะเริ่มธุรกิจเล็กๆ อย่างที่เธอบอกว่า วันหนึ่งจะทำอะไรเป็นของตัวเองในแบบเล็กๆ จากส่ิงที่เธอรักและชื่นชอบ คุณบุ๊คเล่าให้ฟังถึงแพสชั่นในส่วนนี้ว่า

“ตอนเด็กๆ แม่จะชอบจับแต่งตัว คือเราใส่กางเกงยีนส์ขาดมาตั้งแต่ 4-5 ขวบแล้วค่ะ จำได้ว่าตอนอยู่โรงเรียนประถม เวลาโรงเรียนมีงานแล้วให้แต่งตัวไป เราก็จะแต่งตัวจริงจังและแต่งจัดกว่าเพื่อน เลยรู้ตัวว่าเราคงชอบด้านนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เอาจริงๆ แล้วก็ไม่ได้อยากเอาเรื่องแฟชั่นมาทำธุรกิจ กลัวไม่ชอบ ปล่อยให้มันเป็นงานอดิเรกของเราจะดีกว่า

“จริงๆ บุ๊คอยากทำงานสไตลิสต์กับเพื่อนๆ ให้เป็นดีไซเนอร์แล้วคงไม่ได้ เพราะเราอาจจะไม่ได้มีความคิดแปลกใหม่กว่าคนอื่นขนาดนั้น แต่ทุกครั้งที่เดินห้างหรือเดินไปไหน เห็นคนใส่เสื้อตัวนี้ ในหัวคิดตลอดเวลาว่าเสื้อตัวนี้น่าจะเข้ากับกางเกงตัวโน้นเนอะ อะไรอย่างนี้ คือเราชอบการมิกซ์แอนด์แมตช์ เดินผ่านใครมักจะดูเขาแต่งตัว แล้วคิดว่า คนนี้ใส่กางเกงสวยดีนะ แต่ไม่น่าใส่กับเสื้อตัวนี้เลย ทำนองนี้ มันรู้สึกไปเองโดยธรรมชาติ บุ๊คเคยอยากทำเสื้อผ้าขาย ซึ่งจริงๆ เริ่มไปนิดหนึ่งแล้ว แต่ว่าพอเราไปดูตลาดจริงๆ อย่างตลาดในอินสตาแกรม เราทำราคาขนาดนั้นไม่ได้ เราไม่อยากขายแพง และมันจะกลายเป็นเสื้อผ้าในแบบที่บุ๊คไม่ได้วาดฝันเอาไว้ เราเลยเบรกโปรเจ็กต์นี้ไว้ก่อน

“สไตล์ส่วนตัวของบุ๊คก็เป็นไปตามอารมณ์ในแต่ละวันเลยค่ะ แรกสุดคืออารมณ์ วันนี้ตื่นมาอยากแต่งตัวเป็นผู้หญิง ก็จะหากระโปรง วันนี้อยากเซอร์มากก็จะหาเสื้อเหี่ยวๆ กางเกงขาดๆ อะไรอย่างนี้ เป็นอารมณ์และกาลเทศะมากกว่าค่ะ เพื่อนๆ เขาจะรู้กันว่าบุ๊คชอบซื้อรองเท้าแบบ seasonal มากๆ ไม่คลาสสิกเลย คือใส่ได้แค่แป๊บเดียว ซึ่งบุ๊คก็คิดในใจว่า เออ จริงเนอะ มันไม่คุ้มเลย แต่มันก็ชอบ คือบุ๊คเอาความชอบและความสุขของตัวเองเป็นหลักค่ะ เวลาไปไหนมาไหนคนจะทักเยอะว่า ไหนขอดูรองเท้าหน่อย เขาจะรู้ว่าบุ๊คมีรองเท้าแปลกๆ เยอะ”

 ขณะที่เรื่องการทำงาน เธอมองถึงอนาคตไว้ว่า

“จริงๆ ก็คืออยากให้ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปค่ะ บุ๊คอยากมีชีวิตที่เราและครอบครัวสุขสบาย ได้พักผ่อนร่วมกัน มีความสุข แม้ว่าธุรกิจก็อาจเป็นสิ่งสำคัญ แต่เอาจริงๆ ก็ยังเป็นเรื่องรอง ครอบครัวเรามีสมาชิกในบ้าน 8 คน พ่อกับพี่ชาย ผู้ชายในบ้านเขาจะชอบทำงานมาก คือการที่เรานัดกันทั้งบ้านไปเที่ยว เขาจะไม่สบายใจแล้ว แต่อย่างบุ๊ค แปลกใจมากที่เวลาเห็นพ่อกับพี่ชายหยุดงานแล้วตัวเองสบายใจ บุ๊คคิดอย่างนี้

จริงๆ แต่เราก็ไม่ได้อยากจะบอกเขา เพราะมันก็เป็นความชอบของเขาเช่นกัน เวลาบุ๊คไปเที่ยวนู่นเที่ยวนี่

เขาก็อาจจะ…ไปเที่ยวอีกแล้ว แต่เราก็จะพยายามเข้าใจว่า ในเมื่อเขาชอบทำงาน เขาอาจจะไม่เข้าใจ เหมือนที่เราไม่เข้าใจว่าเขาจะทำงานมากมายไปไหน ทำไมไม่พักผ่อนบ้าง

“บุ๊คไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องประสบความสำเร็จ ต้องชนะ แต่แค่ทำให้พ่อได้เห็นว่าฉันทำได้มากกว่า รู้สึกขอบคุณพ่อมากที่สร้างสิ่งพวกนี้ให้ และเราก็จะสานต่อให้ไปไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แค่นั้น คือถ้าจากตอนนี้เป็น 10 แล้วมันจะเป็น 20 ด้วยฝีมือเรา เราก็จะดีใจ แต่เราคงไม่แบบ 10 ใช่ไหม ได้ เดี๋ยวพ่อดูนะ หนูจะสร้าง 20 ให้ ไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยค่ะ แค่รู้สึกขอบคุณที่ทุกวันนี้เขาให้เราได้มาดูแลแบบนี้มากกว่า”

“มีอะไรที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับ บุ๊ค ใบหยก มากที่สุด”  เราเอ่ยถามประโยคสุดท้าย

“มีหลายอย่างเลยค่ะ (เธอตอบเสียงดัง) หนึ่ง คนมักจะคิดว่าบุ๊คหยิ่ง น่ากลัว จริงๆ บุ๊คเป็นบ้า (หัวเราะ) จริงๆ แล้วบุ๊คเป็นคนตลกมากค่ะ เวลาพูดอะไรก็จะออกแนวตลกสนุกสนาน ซึ่งตอนแรกบุ๊คไม่รู้ตัว แต่พอคนพูดเยอะๆ บุ๊คก็… อ๋อ ฉันคงเป็นคนตลกนั่นเอง อาจจะแบบไม่ได้ตั้งใจด้วย อย่างที่สองก็คือ ด้วยความที่พี่ๆ สื่อมวลชนเวลาไปเจอเราตามงานมักจะชอบถามเรื่องงาน ซึ่งบุ๊คก็ชอบตอบเรื่องงานมาก แล้วเขาก็จะคิดว่าบุ๊คเป็นคนบ้างาน ทำงานเยอะ แต่จริงๆ แล้ว อยากบอกว่าเป็นคนที่ทำงานก็คือทำงาน ถ้าถึงเวลางานเราก็ตั้งใจทำ แต่เรายังหวงแหนความเป็นชีวิตของตัวเอง และการใช้ชีวิต รู้สึกว่าการ ‘live my life’ มันสำคัญ

“อย่างที่สามก็คือ คนมักจะคิดว่า บุ๊ค ใบหยก คงใช้ชีวิตยากๆ นอนนั่นก็ไม่ได้ กินนี่ก็ไม่ได้ จริงๆ แล้วที่เรากินไม่ได้ คืออาหารแพงๆ นี่แหละ เพราะปกติกินอาหารข้างทางได้ ชอบสตรีทฟู้ดมากด้วย เราเป็นคนใช้ชีวิตง่ายๆ เพื่อนลุยไหน บุ๊คก็ลุยนั่นได้หมดค่ะ อย่างต้องเข้าป่า เพื่อนก็ชอบพูดดักว่า ไม่ต้องแต่งตัวเยอะนะ กลับกลายเป็นว่าบุ๊คเป็นคนง่ายสุด หน้าไม่แต่ง ผมไม่ทำ ทุกคนถึงกับตกใจว่า นี่เสร็จแล้วเหรอ แต่งตัวเร็วมาก”

บางที เธอนี่แหละคือตัวอย่างของคำว่า ‘Don’t Judge A Book (ใบหยก) By Its Cover’