x

ลูกไม้หล่นไกลต้น กับสาวเก่งมากความสามารถอย่าง นลิน รุจิรวงศ์ หรือที่หลายคนเรียกกันสั้นๆ ว่า 'นะ' ลูกสาวคนเล็กในตระกูลรุจิรวงศ์ ที่บรรดาพี่ชายและพี่สาวหันเข้ามาช่วยเหลือธุรกิจหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ที่เป็นธุรกิจครอบครัว แต่เธอคิดต่างหันมาสนใจงานทางด้านแฟชั่น แต่อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ชีวิตพลิกผันเปลี่ยนจากงานทางด้านแฟชั่นที่ทำสู่ธุรกิจโรงพยาบาลสัตว์ 

ซึ่งในวันนี้เธอสละเวลาช่วงบ่ายมานั่งคุยเล่าเรื่องราวต่างๆ ด้วยบุคลิกเป็นคนคุยเก่งอัธยาศัยดี จึงทำให้การสัมภาษณ์ในวันนี้มีแต่เรื่องสนุกๆ สอดแทรกด้วยเสียงหัวเราะอยู่ตลอดเวลา

"ตอนนี้นะช่วยคุณแม่ดูแลธุรกิจโรงพยาบาลสัตว์เพ็ทเน็ตเวิร์ค (Pet Network Hospital)  ซึ่งเปลี่ยนแนวจากวิชาทางด้านแฟชั่นที่เรียนจบมามาก ก่อนหน้านั้น นะทำงานในตำแหน่งพีอาร์มาร์เก็ตติ้งให้กับบริษัทหนึ่ง ทำได้ 3 ปีก็เริ่มรู้สึกไม่สนุกกับงานที่ทำบวกกับเมื่อปีที่ผ่านมาเกิดอุบัติเหตุต้องใส่เฝือกรักษาขาอยู่หลายเดือน ต้องรอพักงานยาว จึงตัดสินใจลาออก พอสุขภาพดีขึ้นก็เริมเข้ามาช่วยคุณแม่ดูแลโรงพยาบาลสัตว์ที่ท่านทำมาได้เกือบ 12 ปี ท่านเคยเกริ่นว่าอยากให้มีคนในครอบครัวเข้ามาช่วยดูแลธุรกิจ ทีแรกก็บอกท่านว่านะไม่มั่นใจว่าจะทำได้ดีหรือเปล่าเพราะตัวเราไม่มีความรู้ทางด้านสัตวแพทย์เลย ส่วนสัตว์เลี้ยงหลายชนิดที่บ้านมีส่วนใหญ่พี่ชายเป็นคนคอยดูแล แต่ถ้าคุณแม่อยากให้มีคนเข้าไปดูแลธุรกิจ นะก็จะลองดู"

"จุดเริ่มต้นที่คุณแม่เปิดโรงพยาบาลสัตว์ เพราะพี่ชายเป็นคนรักสัตว์มาก นะเกิดมาในครอบครัวใหญ่มีพี่น้องรวมกัน 4 คน นะเป็นน้องสาวคนเล็กสุด เราทั้งสี่คนสร้างวีรกรรมไว้มากมาย จำได้ว่าตอนเด็กๆ ช่วยกันแอบเลี้ยงงูโดยไม่บอกคุณพ่อคุณแม่ จนสุดท้ายด้วยอาหารที่งูกินจะต้องเป็นอาหารสด ความหมายในที่นี้อาหารสดไม่ใช่อาหารที่สดใหม่ แต่เป็นอาหารที่ยังมีชีวิต พอเห็นว่าสัตว์ที่กลายเป็นอาหารงูดูทรมาน จึงเกิดความสงสาร ในที่สุดพี่ชายตัดสินใจเอาไปคืนร้านที่ซื้อมา ด้วยความรักสัตว์และเจอสัตวแพทย์ที่คุยถูกคอจึงเป็นเหตุผลในการเล็งเห็นช่องทางในการทำธุรกิจโรงพยาบาลสัตว์ขึ้นมา"

"ช่วงแรกที่เริ่มเข้าไปทำงาน ต้องยอมรับเลยว่ายากมาก เพราะทุกอย่างเหมือนเริ่มจากศูนย์ใหม่หมดเลย ในเรื่องของการบริหารงานก็ถือว่าใหม่ เพราะว่านะเรียนจบมาก็ไปทำงานทางด้านพีอาร์ ไม่เคยลองทำงานทางด้านบริหาร ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถ เป็นอะไรที่ใหม่ทั้งผู้คน เพื่อนร่วมงานและสภาพแวดล้อม แต่มีพื้นที่ฐานอย่างหนึ่งที่ทุกงานมีเหมือนกันคือการพบปะผู้คนและการประสานงาน การบริหารโรงพยาบาลสัตว์ต้องพบทั้งคุณหมอ พนักงานและผู้ที่เข้ามาใช้บริหาร รวมไปถึงการประสานงานกับกรมปศุสัตว์หรือกรมรังสีทั้งในเรื่องของการรักษาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ นะเข้ามาทำงานในโรงพยาบาลสัตว์ก็อยากจะเข้าใจถึงการรักษา รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆที่ทางสัตวแพทย์รู้กัน จึงพยายามเรียนรู้ เพราะนะไม่ได้จบทางด้านนี้มา เวลาที่คุณกับหมอจะลำบาก แต่นะจะมีที่ปรึกษาเป็นรุ่นพี่ที่จบสัตวแพทย์ ส่วนถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับสัตว์พื้นฐานหรืออาการเบื้องต้นก็จะปรึกษาและแชร์ความคิดกับพี่ชาย"

"การที่นะก้าวเข้าไปทำงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการเรื่องของคนและบุคลากรถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ เพราะนะยังเด็กที่มาจากสายงานแฟชั่น ช่วงแรกที่เข้าไปทำงานสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกได้เลยว่าหลายคนยังไม่เชื่อมั่นว่านะจะทำงานนี้ได้หรือไม่ แต่ตลอดระยะ 1 ปีที่เข้าทำงานโรงพยาบาลสัตว์ นะพยายามพัฒนาธุรกิจให้ดีขึ้น นอกจากนั้นพอทำงานตรงนี้แล้วยังสามารถรับรู้ได้เลยว่าตัวเองเริ่มมีการเปลี่ยนทำให้รักสัตว์มากขึ้น ต้องเท้าความก่อนว่าตอนเด็กนะเคยโดยสุนัขกัด จึงเกิดความระแวงฝังใจ เวลาสุนัขเห่าก็จะตกใจง่ายกว่าคนอื่น หรือถ้าสุนัขที่ไม่คุ้นชินก็จะไม่เข้าใกล้ แต่ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น"

"ธุรกิจโรงพยาบาลสัตว์ ถือเป็นธุรกิจที่ยังดำเนินได้เรื่อยๆ หลายคนเลี้ยงสัตว์เหมือนลูก ดังนั้นจึงคอยดูแลและใส่ใจเป็นพิเศษ ถือเป็นธุรกิจที่ดึขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้ามองในมุมกลับก็จะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน มีโรงพยาบาลสัตว์เปิดใหม่เยอะมาก เพราะความต้องการที่สูงขึ้น ลูกค้าส่วนใหญ่จะติดสัตวแพทย์ที่รักษาและเลือกการบริการที่ดีเยี่ยม แต่อันดับหนึ่งก็คือหมอ เพราะลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการก็ต้องการทราบอาการของสัตว์เลี้ยงอย่างละเอียดชัดเจน สัตว์พูดไม่ได้ ดังนั้นหมอต้องอธิบายได้ว่าสัตว์มีอาการอย่างนี้แปลว่าอะไร เจ็บป่วยตรงไหน คนที่จะตอบได้คือหมอและเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่คอยสังเกตุอาการและพฤติกรรม ซึ่งจะกลายเป็นข้อมูลไปสู่การวินิจฉัยและรักษาต่อไป"

เปลี่ยนประเด็นจากธุรกิจที่ดูแลสู่งานอดิเรกที่ชอบทำในเวลาว่าง

"เป็นเด็กติดนิยายเพราะเมื่อก่อนคุณแม่ชอบอ่านหนังสือมาก พอมีเวลาไปเยี่ยมนะตอนที่เรียนต่างประเทศก็พกหนังสือไปด้วย นะสงสัยทำไมแม่ถึงสามารถนั่งอ่านหนังสือได้เป็นวันๆ จึงลองอ่านหนังสือบ้าง หลังจากนั้นจึงเริ่มติดว่างหนังสือไม่ลง ส่วนกิจกรรมยามว่างของครอบครัว จะชอบกินอาหาร ไปลองร้านใหม่ๆ หรือถ้ามีเวลาว่างพี่ชายกับแม่ก็จะเข้าครัวทำเมนูใหม่ๆ ให้ลอง"

ถึงเวลาเปิดกรุดูนาฬิกาของสะสมชิ้นโปรดของเธอ

"บอกก่อนเลยว่านะเป็นคนติดนาฬิกามาก ถ้าไม่ใส่นาฬิกาเวลาออกจากบ้านเหมือนขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง นาฬิกาเป็นทั้งเครื่องบอกเวลาและเครื่องประดับชิ้นโปรด คนสมัยนี้ๆไม่ต้องใส่นาฬิกาก็สามารถดูเวลาได้จากโทรศัพท์มือถือ แต่นะไม่ได้ยังต้องพลิกข้อมือดูเวลาจากนาฬิกาเสมอ นอกจากนั้นนาฬิกายังเป็นเครื่องมือที่ช่วยจัดสรรตารางเวลา ช่วยเตือนให้เราไม่เป็นคนเอ้อระเหย"

Audemars Piguet Royal Oak Perpetual Calendar

Patek Philippe Complications Annual Calendar 4936G-001

"สไตล์นาฬิกาที่เลือกใส่จะชอบนาฬิกาเรือนใหญ่ นาฬิกาเล็กๆดูหวานๆ ไม่ค่อยเหมาะกับบุคลิกของตัวเอง นาฬิกาที่นำมาในวันนี้หลายเรือนได้มรดกตกทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่ ยกตัวอย่างนาฬิกาโอเดอะมาร์ส ปิเกต์ (Audemars Piguet) คุณพ่อลองนำกลับมาใส่แต่พอทาบกับข้อมือแล้วดูเล็กไปแล้วไม่ชินจึงยกให้ ตอนนี้แบรนด์นาฬิกาที่ชอบเป็นพิเศษคือปาเต็ก ฟิลิปป์ (Patek Philippe) นะคิดว่านาฬิกาแบรนด์นี้อยู่เหนือกาลเวลา ชอบในสโลแกนของแบรนด์ที่ว่าเป็นมรดกส่งต่อรุ่นสู่รุ่น นะได้นาฬิกาแบรนด์นี้หลายเรือนจากคุณพ่อคุณแม่ ถึงเวลาจะเปลี่ยนไปนานเท่าไหร่นาฬิกาแบรนด์นี้ก็ยังคงความคลาสสิกหยิบกลับมาใส่เมื่อไหร่ก็ได้" 

"ความชอบส่วนตัวตอนนี้จะชอบใส่นาฬิกาตัวเรือนทอง เริ่มกลับมาใส่นาฬิกาเรือนทองประมาณปีกว่า เมื่อก่อนตอนเด็กจะคิดว่านาฬิกาเรือนทองใส่แล้วจะดูมีอายุ แต่ตอนนี้ความคิดเปลี่ยนการใส่นาฬิกาเรือนทองสามารถมิกซ์แอนด์แมตช์กับการแต่งกายได้ นาฬิกาเรือนทองเรือนแรกที่กลับมาใส่คือโรเล็กซ์ เดย์โทน่า (Rolex Daytona)” 

Rolex Datejust

 

"ส่วนนาฬิกาเรือนที่มีความประทับใจเป็นพิเศษคือโรเล็กซ์ เดทจัสท์ (Rolex Datejust) คุณพ่อคุณแม่ซื้อให้ตอนเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นนาฬิากที่มีมูลค่าทางราคาและจิตใจ เพราะบรรดาพี่กๆ ทุกคนเวลาเรียนจบคุณพ่อคุณแม่จะซื้อนาฬิกาโรเล็กซ์ให้เหมือนกัน ส่วนนาฬิกาอีกเรียนคือเจเกอร์ เลอคูลทร์ ( Jaeger-LeCoultre) ที่ได้ตอนเรียนจบปริญญาโท ชอบนาฬิกาเรือนนี้จากประวัติและความเรียบง่าย หลายคนอาจรู้จักนาฬิกาโรเล็กซ์และปาเต็ก ฟิลิปป์ แต่บางคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการนาฬิกากลับไม่รู้จักนาฬิกาเจเกอร์ เลอคูลทร์ ดังนั้นเวลาใส่ไปเมืองนอกจึงรู้สึกปลอดภัย มีของดีใส่บนข้อมือแล้วดูสวย สามารถใส่ได้ทุกที่และทุกโอกาส"

Rolex Cosmograph Daytona

Roger Dubuis Too Much Ladies

ปิดท้ายการสนทนาด้วยนิยามของคำว่า เวลา 

"เวลาคือสิ่งสำคัญ เวลาจะเดินไปข้างหน้าตลอดไม่สามารถย้อนเวลากลับมาได้ ดังนั้นเมื่อจะทำอะไร ควรคิดไตร่ตรองและทำให้ดีที่สุด เพราะจะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง หรือเกิดความคิดว่าทำไม ณ ตอนนั้นไม่น่าทำอย่างนั้นอย่างโน้นเลย ถ้าหากทำดีที่สุดแล้ว เวลามองย้อนกลับไป ตัวเราจะไม่ตั้งคำถาม เพราะเราทำดีที่สุดแล้วแต่ทำได้เท่านี้ เพราะฉะนั้นไม่เป็นไร ครั้งหน้าทำใหม่และทำให้ดีกว่าเดิม ตัวเราเองที่เป็นผู้กำหนด"