x

หนังเรื่อง Inglourious Basterds ของเควนติน ทาแรนติโน หลายคนตั้งข้อสังเกตเขียนผิดทั้งสองคำ ชื่อที่ถูกต้องของหนังเรื่องนี้ควรจะเป็น Inglorious Bastards อะไรทำให้ทาแรนติโนตั้งชื่อหนังผิดๆ แบบนั้น หลายคนพยายามหาสาเหตุไปต่างๆ นานา บางคนว่านี่เป็นชื่อแก๊งค์โคตรแสบของพวกชาวยิว ที่ออกตามล่าพวกนาซีอย่างโหดเหี้ยม โดยเฉพาะการใช้มีดกรีดหน้าผากของพวกนาซีเป็นรูปเครื่องหมายสวัสดิกะ เพื่อประจานไปตลอดชีวิต การที่สะกดชื่อหนังผิด เพื่อตอกย้ำพฤติกรรมสุดเพี้ยนของแก๊งค์นี้ แต่บางคนก็ให้เหตุผลว่าทาแรนติโนทำหลายสิ่งในหนังโดยไม่มีเหตุผล นั่นทำให้เขาเด่นไม่เหมือนใคร เช่นเดียวกับชื่อหนัง The Intouchables นี่ก็เขียนผิดเช่นกัน ที่ถูกตามหลักไวยากรณ์แล้วควรเขียนว่า The Untouchables ซึ่งมีความหมายว่า ไม่สามารถแตะต้องหรือสัมผัสได้
 
นั่นแสดงว่าคนทำหนังเรื่อง The Intouchables อาจมีจุดประสงค์บางอย่างในการตั้งชื่อหนังแบบนั้นก็ได้ และคำโปรยของหนังเรื่องนี้กล่าวว่า ‘Sometime you have to reach into someone else’s world to find what’s missing in your own’ ซึ่งมีความหมายว่า ‘บางครั้งคุณต้องไปให้ถึงในโลกของคนอื่น เพื่อหาสิ่งที่ขาดหายไปของคุณเอง’ แต่การเข้าไปให้ถึงโลกของคนอื่นเป็นเรื่องที่ยากมาก (น่าจะเป็นสาเหตุที่หนังตั้งชื่อว่า The Intouchables) เพราะมีกำแพงขนาดใหญ่ขวางกั้นอยู่ แต่ถ้าสามารถทำลายกำแพงนั้นลงได้ เซาะกำแพงให้พังลงไปทีละเล็กทีละน้อย โดยการผูกมิตรหรือสร้างความคุ้นเคยต่อกันและกัน (break the ice) สายใยความเป็นเพื่อนจะเกิดขึ้นตามมา
 
 
เหมือนหนังสัญชาติฝรั่งเศสเรื่อง The Intouchables ที่ผมกำลังพูดถึงในเล่มนี้ ตัวละครหลักสองคนในเรื่องคือดริสส์ (โอมาร์ ไซ) และฟิลิปป์ (ฟรองซัวส์ คลูเซท) ชายสองคนที่มีพื้นฐานชีวิตต่างกันสุดขั้ว ดริสส์เป็นหนุ่มสีผิววัยคะนอง จากเด็กกำพร้าที่ลุงและป้ารับมาเลี้ยงดู ดริสส์ชอบฟังดนตรีทุกแนวไม่ว่าจะเป็นฟังก์ โซล ป๊อป และร็อค ยกเว้นเพลงคลาสสิกที่เขาไม่ชอบเลย ครอบครัวของ ดริสส์หาเช้ากินค่ำ เบียดเสียดอยู่ในห้องพักแคบๆ ดริสส์คบเพื่อนนักเลงในย่านสลัม และต้องคดีลักทรัพย์ติดคุกไป 6 เดือน พอกลับมาถึงบ้านก้นยังไม่ทันหายร้อน ดริสส์ถูกป้าไล่ออกจากบ้าน เพราะทนพฤติกรรมไม่เอาไหนของเขาไม่ไหว ส่วนฟิลิปป์เป็นหนุ่มวัยกลางคน มาจากตระกูลขุนนางชั้นสูง ฐานะร่ำรวย มีคฤหาสน์ใหญ่โตกลางเมือง และรถคันหรูหลายคันให้เลือกใช้ การศึกษาดี รสนิยมสูง ชอบฟังเพลงคลาสสิกและดูโอเปร่าเป็นชีวิตจิตใจ ฯลฯ ลักษณะชีวิตและนิสัยที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว คงยากมากที่ทั้งคู่จะมาเป็นเพื่อนกันได้ แต่สถานการณ์ในหนัง The Intouchables คือฟิลิปป์ประสบอุบัติเหตุจากการเล่นร่มร่อน ทำให้เขาพิการเป็นอัมพาตใช้แขนและขาไม่ได้ ไปไหนมาไหนด้วยรถเข็นไฟฟ้า รถเข็นของฟิลิปป์เป็นแบบเดียวกับรถเข็นของคริสโตเฟอร์ รีส นักแสดงผู้ล่วงลับไปแล้ว (อดีตซูเปอร์แมนที่ประสบอุบัติเหตุตกจากหลังม้าแล้วเป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงมา)
 
ฟิลิปป์และเลขาฯ กำลังสัมภาษณ์ผู้สมัครเป็นพยาบาลดูแล เป็นแขนเป็นขาให้กับเขา และหนึ่งในผู้สมัครที่รอสัมภาษณ์คือดริสส์-หนุ่มสีผิววัยคะนอง ที่ไม่ได้มีเป้าหมายอยากทำงานนั้นเลย ดริสส์ต้องการแค่ลายเซ็นว่ามาสัมภาษณ์งานแล้ว จากนั้นก็จะเอาเอกสารนั้นไปรับเงินสวัสดิการคนตกงาน ฟิลิปป์พบว่าดริสส์ต่างจากคนอื่นๆ ที่เขาสัมภาษณ์ ดริสส์ไม่มีใบรับรองการทำงาน พูดจากระโชกไม่นิ่มหู ไม่ประดิษฐ์ถ้อยคำสวยหรู ไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน ฯลฯ มองจากคุณสมบัติแล้วดริสส์ไม่มีวันจะได้งานทำไม่ว่าจากที่นี่หรือที่ไหนๆ เพราะไม่มีใครไว้วางใจเขา เมื่อมองลึกเข้าไปในตัวดริสส์แล้ว ฟิลิปป์พบว่าดริสส์ต้องการคนไว้วางใจเขา เมื่อฟิลิปป์มองย้อนกลับมา ตัวเขาก็ไม่ไว้วางใจดริสส์เช่นกัน นั่นทำให้ฟิลิปป์เปิดใจรับดริสส์เข้าทำงาน เขาให้ความวางใจกับดริสส์ แม้คนรอบข้างจะไม่เห็นด้วย ดริสส์เคยมีประวัติติดคุกมาก่อน ไม่น่ารับเข้าทำงานหรือให้ที่พักอาศัยเลย แม้จะเป็นอัมพาตใช้แขนและขาไม่ได้ แต่ฟิลิปป์ยังรับรู้ถึงความเจ็บปวดได้ เขาเจ็บปวดทรมานจากอาการอัมพาตเป็นระยะๆ โดยเฉพาะก่อนเช้าตรู่ ในตอนแรกที่ดริสส์พบเห็นอาการที่เกิดขึ้น
 

ฟิลิปป์เจ็บปวดทรมานมาก เขาต้องการคนดูแลช่วยเหลือในยามเจ็บป่วย แม้ไม่มีใครเอาใจใส่มานานแล้ว แต่ดริสส์ก็เปิดใจออก ดูแลเอาใจใส่ฟิลิปป์เป็นอย่างดี อาบน้ำสระผม ทำกายภาพบำบัดให้ เข็นรถพาฟิลิปป์ไปสูดอากาศยามเช้า ฯลฯ ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองแน่นเฟ้นขึ้น กำแพงที่ขวางกั้นพังทลายลง มิตรภาพของความเป็นเพื่อนงอกเงยและเบ่งบานหนัง The Intouchables แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพของคนทั้งสองผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างน่าติดตาม นิสัยห่ามๆ ปากกับใจตรงกัน ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่ชอบก็ไม่ชอบของดริสส์ ทำให้ฟิลิปป์สบายใจเมื่อได้อยู่ด้วย ไม่ต้องวางมาดผู้ดีอะไร ชีวิตแต่ละวันมีความทุกข์มากพออยู่แล้ว หาความสุขสบายใจให้กับชีวิตจะดีกว่า มีสองฉากที่แสดงให้เห็นว่าฟิลิปป์หลุดจากกรอบชีวิตเดิมของเขาแล้ว เขากับดริสส์ไปดูละครโอเปร่าด้วยกัน แต่ดริสส์ไม่เคยดูมาก่อน ทันทีที่การแสดงเปิดม่าน ตัวละครออกมาร้องโอเปร่า ดริสส์ปล่อยก๊ากด้วยความขบขัน พูดวิจารณ์การแสดงไปต่างๆ นานา จนคนนั่งรอบข้างรำคาญไปตามๆ กัน ฟิลิปป์-ที่ชอบดูโอเปร่า แทนที่จะห้ามดริสส์ให้เลิกวิจารณ์ เขากลับหัวเราะในสิ่งที่ดริสส์พูด มันจริงอย่างที่ดริสส์พูดเลยทีเดียว และอีกฉากในวันเกิดของฟิลิปป์ เขาจ้างวงออร์เคสตร้ามาบรรเลงในงาน หลังจากทนนั่งฟังเพลงคลาสสิกมานาน ดริสส์เปิดเพลงสไตล์ที่เขาชอบให้ฟิลิปป์และแขกในงานฟัง 
 
 
ด้วยทำนองและเสียงร้องที่น่าฟังของวง Earth, Wind & Fire วงฟังค์ระดับตำนาน ประกอบกับท่าเต้นมันหยดของดริสส์ สร้างความคึกครื้นให้กับงาน หลายคนอดรนทนไม่ไหว ลุกออกมาวาดลวดลายกันอย่างสนุกสนาน ดนตรีทุกประเภทสร้างความสุขให้กับคนฟังได้ทั้งนั้น ฟิลิปป์นั่งอยู่ที่รถเข็น มองดูภาพเหล่านั้นด้วยหัวใจพองโตอย่างมีความสุขแม้จะแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่คนทั้งสองมีเหมือนกันคือ ใจหวั่นไหวเมื่อเจอกับสาวๆ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชายทั่วไป ดริสส์คะยั้นคะยอให้ฟิลิปป์นัดพบกับผู้หญิงที่เขาติดต่อทางจดหมายมากว่า 6 เดือน และแนะให้ฟิลิปป์แนบรูปถ่ายใกล้สภาพจริงมากที่สุด (นั่งรถเข็น) ไปด้วย แต่เพราะกลัวว่าฝ่ายหญิงจะรังเกียจความพิการ ฟิลิปป์เลือกส่งรูปตอนปกติดีไปให้แทน เมื่อถึงเวลานัดพบจริงๆ ฟิลิปป์กลับใจไม่กล้าพบเธอ แม้จะเจ็บปวดกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เขายังมีดริสส์เป็นเพื่อนแท้เคียงข้าง มิตรภาพความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง ทำให้ผมนึกถึงคำกล่าวที่ว่า Friends don’t grow on trees เพื่อนไม่ใช่ผลไม้ที่เราจะหยิบเด็ดมาจากต้นไม้ได้ การจะมีเพื่อนที่ดีได้ เราต้อง ‘ปลูก’ มิตรภาพให้งอกเงยก่อน ให้ความรักจริงใจต่อกัน ช่วยเหลือและไม่ทอดทิ้งกัน สายใยเหล่านี้จะถักทอมิตรภาพของคำว่าเพื่อนให้แน่นเฟ้นมากขึ้น
 
ผมลองพิมพ์คำว่า Friends แล้วค้นหาใน Google ผลการค้นหาพบประมาณเกือบ 600 ล้านรายการในเวลา 0.31 วินาที นั่นหมายความว่าเพื่อนมีคุณค่าและความหมายมากจริงๆ ที่ผ่านมาหนังที่พูดถึงมิตรภาพความเป็นเพื่อนล้วนสร้างความประทับใจมากมาย เช่น Stand by Me (1986) มิตรภาพเหนือกาลเวลาของเด็กชาย 4 คนที่ยังอยู่ในความทรงจำของพวกเขาตลอดไป, The Shawshank Redemption (1994) มิตรภาพความเป็นเพื่อนเกิดได้ทุกที่แม้กระทั่งใน ‘คุก’ นี่เป็นหนังดีที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว, The Eighth Day (1996) หนังฝรั่งเศสที่ผมดูมานานแล้ว แต่ยังประทับใจมิตรภาพระหว่างชายนักธุรกิจกับชายที่บกพร่องทางสติปัญญา (ดาวน์ซิมโดรม) และ The King’s Speech (2010) 
 
มิตรภาพของชายสามัญชนกับกษัตริย์แห่งอังกฤษที่จะเป็นเพื่อนกันตลอดไปรวมทั้งหนังเรื่อง The Intouchables นี้ด้วย หนังได้รับรางวัลนักแสดงนำชายจากหลายเวทีประกวด (The Tokyo International Film Festival, The Cesar Award )และเป็นหนังฝรั่งเศสทำรายได้สูงสุดอันดับ 1 นานถึง 10 สัปดาห์ และยืนโรงฉายกว่า 16 สัปดาห์ในประเทศฝรั่งเศส และเป็นหนังภาษาต่างประเทศ (ไม่ได้พูดอังกฤษ) ที่ทำเงินทั่วโลกไปเกือบ 400 ล้านเหรียญ ความยาวของหนัง 113 นาที ด้วยชั้นเชิงการเขียนบทที่ดีเยี่ยม ทำให้หนังดูสนุกและน่าติดตาม รวมทั้งพลังการแสดงของนักแสดงหลักทั้งสองของเรื่อง สร้างสีสันให้กับเรื่องมากจริงๆ โดยเฉพาะโอมาร์ ไซ ในบทของดริสส์ หนุ่มปากมากแต่จริงใจ โอมาร์เล่นได้ดีจริงๆ (เขาได้รางวัล The Cesar Award สาขานักแสดงยอดเยี่ยม เอาชนะฌ็อง ดูว์ฌาร์แด็ง จากเรื่อง The Artist ไปได้) มีเพื่อนแบบนี้รับรองไม่มีวันเหงา ดริสส์ทำโน่นทำนี่สร้างสีสันชีวิตให้ตัวเองและคนรอบข้างตลอดเวลา อยู่กับคนแบบเขามีแต่เรื่องสนุก รับรองไม่เครียดช่วงนี้ไม่ค่อยมีหนังน่าสนใจให้ดูมากนัก เพราะใกล้ปลายปีแล้ว ต้องรอถึงคริสต์มาสหรือปีใหม่จะมีหนังดีๆ ออกฉาย หนัง The Intouchables เป็นอีกหนึ่งทางเลือกดีๆ สำหรับคนดูหนัง เบื่อหนังฮอลลีวู้ดหันมาดูหนังยุโรปกันบ้างก็ดีครับ มุมมองการเล่าเรื่องน่าสนใจและไม่ได้ด้อยกว่ากันเลยโลกนี้ใช่ว่าจะมีแต่หนังฮอลลีวู้ด
 
 
THE INTOUCHABLES  (2011)-ฝรั่งเศส
กำกับภาพยนตร์     Olivier Nakache, Eric Toledano
บทภาพยนตร์        Olivier Nakache, Eric Toledano
กำกับภาพ            Mathieu Vadepied
ลำดับภาพ            Dorian Rigal-Ansous
ดนตรีประกอบ       Ludovico Einaudi
นักแสดง         ฟรองซัวส์ คลูเซท (ฟิลิปป์), โอมาร์ ไซ (ดริสส์)