***บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ เป็นบทสัมภาษณ์ย้อนหลังของสุทธิชัย หยุ่นเมื่อเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.2555 โดยแม้ว่าเนื้อหาบทสัมภาษณ์มันจะผ่านไปนาน 5 ปีแล้ว จากยุคก่อนที่จะมีการประมูลดิจิทัลทีวี (ปลายปี 2556) จนถึงเกิดฟองสบู่ในวงการทีวี ไปจนถึงวิกฤติของนิตยสาร และมาถึงวันที่สื่อออนไลน์ ถูกจับตาว่าเป็นคลื่นลูกใหม่
 
บทสัมภาษณ์นี้ยังคงทำหน้าที่อธิบายประวัติศาสตร์ของ “สื่อ” และชีวิตของบุคคลหนึ่งได้อย่างแหลมคม ทาง GM Live จึงขออนุญาตหยิบบทสัมภาษณ์นี้กลับมาอีกครั้งโดยมีการปรับเปลี่ยนบางส่วนเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยและจริตของออนไลน์มากยิ่งขึ้น
 
...
 
GOOD JOURNALISM IS GOOD BUSINESS
 
เนชั่นกรุ๊ปกำลังปรับตัวในทุกมิติ เพื่อปะทะกับ The Perfect Storm ครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีการสื่อสาร
 
รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นๆ
 
ในฐานะคนรุ่นใหม่อาจจะมองว่านี่เป็นช่วงเวลาที่หนักหนา แต่สำหรับ สุทธิชัย หยุ่น เขาบอกว่าตลอดระยะเวลา 42 ปีของเนชั่นกรุ๊ป เขาเจออะไรๆ มาหนักกว่านี้มากมาย
 
เมฆฝนเคลื่อนผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ทำให้การปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยเนชั่น ที่จังหวัดลำปาง ติดขัดบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ทุกอย่างก็จบลง อย่างชุ่มชื่นหัวใจ GM จึงค่อยได้มีโอกาส นั่งคุยกับ สุทธิชัย หยุ่น ใต้ร่มไม้บริเวณริมสระน้ำของมหาวิทยาลัย เขาตอบทุกคำถามอย่างสบายๆ และใส่อารมณ์ขัน ให้กับทุกเรื่องเล่า
 
เรื่องการบริหารกองบรรณาธิการข่าวแบบใหม่ ที่เรียกว่า Convergent News- room เรื่อยมาจนถึงเรื่องการบริหารธุรกิจ ให้บรรดาผู้ถือหุ้นและนักการตลาด ไม่มาแทรกแซงการทำงานข่าว
 
เรื่องรายการแนวคุยข่าวของเนชั่นกรุ๊ปที่เพิ่งถูกปลดมาจากช่องฟรีทีวี มาจนถึงสถานีทีวีดาวเทียมช่องใหม่เอี่ยมที่เพิ่งเปิดตัว คือกรุงเทพธุรกิจทีวี
 
เรื่องจรรยาบรรณของนักหนังสือ-พิมพ์ ให้ทำคอนเทนต์แบบ Long-term Journalism มาจนถึงจรรยาบรรณของนักทวีต ที่ต้องกระชับ ฉับไว แต่ต้องไม่โหมกระพือความขัดแย้งและข่าวลือ
 
เรื่องอุดมการณ์ร้อนแรงของคนหนุ่มสาว ที่ต้องยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิ่งที่ตนเองเชื่อ มาจนถึงการหันมาปฏิบัติธรรมตามแนวเซนแบบสบายๆ เพื่อรับมือกับปัญหาชีวิตได้อย่างรื่นรมย์เรื่องการใช้เครื่องพิมพ์ดีดในสมัยหนุ่มๆ มาจนถึงการใช้ไอโฟนเพื่อเขียนบล็อกในทุกวันนี้และท้ายที่สุด เขาเล่าเรื่องการดำเนินชีวิตเป็นนักสื่อสารมวลชนที่อยู่ในร่องในรอย ตั้งแต่วันแรก มาจนถึงวันนี้ ที่เขาเริ่มพูดว่า “ถ้าพรุ่งนี้หายไปจากโลกเลย ก็จะไม่มีอะไรที่เป็นห่วง”เนชั่นกรุ๊ปลงรากหยั่งลึกมาตลอด 42 ปี และมันจะดำเนินต่อไปได้ ถึงแม้ไม่มี สุทธิชัย หยุ่น จริงๆ หรือ ?
 
GM ได้ถามละเอียดยิบ ถึงสิ่งที่เขากำลังลงมือทำในตอนนี้
 
 
GM : มีสัญญาณว่ารายได้จากสื่อสิ่งพิมพ์มีแนวโน้มลดลงแล้วใช่ไหม เนชั่นกรุ๊ปจึงเตรียมออกหารายได้จากธุรกิจอื่นๆ เช่น ทีวี นิวมีเดีย และธุรกิจการศึกษา มาเปิดมหาวิทยาลัยถึงที่จังหวัดลำปาง
สุทธิชัย : ตอนนี้แนวโน้มยังไม่ได้ลดลง เพียงแต่อัตราการเติบโตไม่เพิ่มขึ้นอย่างแต่ก่อนแล้ว สื่อดิจิตอลก็จะก้าวเข้ามาค่อนข้างแรงและเร็ว เนชั่นไม่ได้
 
เพิ่งเตรียมการ เราแอบๆ ติดตามกระแสนี้มาเป็นสิบปีได้แล้วมั้ง ถ้าคุณทำงานในบริษัทเราตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีก่อน จะเห็นว่าเราเริ่มไปดิจิตอลกันทีละน้อยๆ ในฐานะที่เป็นคนที่ต้องรับผิดชอบองค์กร ก็ต้องมาเขย่าคนของเราก่อน นี่นะ ฟังนะ สิ่งพิมพ์ไม่ได้อยู่ตลอดไปหรอก ใหม่ๆ นักข่าวไม่มีใครยอมใช้ แต่ผมก็พยายามตื๊อต่อ พยายามบอกว่ามันก็ต้องดีขึ้น ลองใช้ดูน่า ถึงแม้มันจะตะกุกตะกักอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยมันก็ดีกว่าไม่มีเลย อย่างไอโฟนเราก็เป็นเจ้าแรกที่ให้นักข่าวใช้ คนของเราแรกๆ ก็บ่นว่าไม่มีเงินซื้อ จำได้ว่าตอนนั้นไอโฟนมันฮิตขึ้นมาพร้อมกับบีบี เราก็ให้นักข่าวเลือกได้เลยว่าจะใช้อะไร เพราะมันทำงานได้สูสีกัน เราซับซิไดซ์ไปเลยสี่พันบาท บริษัทจ่ายให้ก่อนสี่พันบาท ที่เหลือก็ขอให้คุณช่วยผ่อน ไม่มีดอกเบี้ยนะ ผ่อนตามกำลังของแต่ละคน จะกี่ปีก็ว่าไป นั่นเป็นการตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่สำหรับบริษัทเราเลย เพราะเราขี้เหนียวมาตลอด (หัวเราะ) พอเขาได้เครื่องปั๊บ ก็เริ่มสนุกกับมัน ถ่ายวิดีโอก็ได้ ถ่ายรูปก็ได้ กลายเป็นเรื่องสนุก และทุกคนสมัครใจ
 
GM : ตลอดเวลาสิบกว่าปี มันต้องมีเทคโนโลยีบางอันที่คุณกะเก็งพลาดไป ลงทุนพลาดไป
สุทธิชัย : มีแน่นอน อย่างพวกโฟนลิงค์ แพ็คลิงค์ คุณจำได้ไหม นั่นเราก็ใช้ก่อนคนอื่นเหมือนกัน สมัยนั้นนักข่าวเราทุกคนมีปี๊บๆ ทุกคนตื่นเต้นใหญ่เลย ไม่ใช่โทรศัพท์ด้วยซ้ำ แต่เราถือว่าเราต้องใช้ก่อน ผมก็ยอมหน้าแตก แต่ว่าถ้ามา 10 อย่าง เราใช้ได้ดีสัก 3 อย่าง ผมว่าก็โอเคแล้ว นี่คือทัศนคติที่เราพยายามสร้างให้เห็นว่า ทุกคนต้องลองดู ใช้ได้หรือไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ทุกคนรักษาทัศนคติแบบนี้เอาไว้ อย่างเฟซบุ๊ค เรายังไม่รู้ว่าจะอยู่อีกนานไหม ไปถามใคร ก็ไม่มีใครรู้ เมื่อก่อน hi5 ก็มา แต่มาได้พักหนึ่งก็ไป แต่โชคดีที่ผมไม่ได้บอกให้คนเนชั่นเล่น hi5 (หัวเราะ) เพราะเท่าที่เห็นตอนนั้นมีแต่พวกเด็กๆ เขาเล่นกัน ไอซีคิวก็ด้วย ผมเห็นตั้งแต่แรกๆ ก็รู้แล้วว่ามันคงไม่ยั่งยืนเท่าไร สำหรับเรื่องบล็อก ตอนนั้นที่เกาหลีมีเว็บไซต์ ชื่อ OhmyNews มีลักษณะเป็นบล็อกนี่แหละ มีสโลแกนว่า ‘Every Citizen is a Reporter’ คือให้คนเกาหลีทั่วประเทศ ทุกจังหวัด เขียนรายงานข่าวเข้ามา แล้วเขาก็เอาขึ้นเป็นข่าว มีงานสัมมนา ผมก็ไปฟังเขาพูด สุดยอดไปเลยคอนเซ็ปต์เรื่อง Citizen Reporting พอกลับมาก็มานั่งประชุมกัน เรียก Editorial Board มานั่งกินข้าวกัน ผมก็เล่าสิ่งที่ไปเห็นให้พวกเขาฟัง มันมีเว็บไซต์แบบนี้นะ ให้คนทั่วไปเขียนข่าว เลือกข่าวเอง อยากให้ลองทำดู พอดีมีบล็อกมา คุณอดิศักดิ์ (ลิมปรุ่งพัฒนกิจ) ก็มาบอกว่า เราตั้งบล็อกของเราดีกว่า ให้นักข่าวเราเขียนบล็อกก่อน พวกคอลัมนิสต์เราก็ชวนเขามาเขียนบล็อกของเรา หรืออย่างพวกช่างภาพก็มาเขียนบล็อกได้ เพราะเขาทำงานแล้วเบื่อไง ได้ลงแต่ภาพข่าวอาชญากรรม แต่จริงๆ เขาถ่ายรูป ประเภทอื่นมาตั้งเยอะแยะ แต่ไม่มีที่ลง หรือบางทีถ่ายมา 20 รูป แต่ได้ลงรูปเดียว พอมีบล็อก พวกช่างภาพก็จะได้มีที่ระบายของ นักข่าวอยากเขียนอะไรก็เขียนได้ ก็เลยเปิดบล็อกขึ้นมา คนก็จะพูดว่าเนชั่นทำไมเร็ว เพราะมันมีการพูดกันอยู่ตลอดในออฟฟิศว่าจะทำไม่ทำอะไร ก็เปิดบล็อกโอเคเนชั่น (http://www.oknation.net)
 
GM : ดูเหมือนว่าคุณธรรมของคนในยุคนี้จะเปลี่ยนไป เราให้คุณค่ากับไอเดียหรือแรงบันดาลใจอะไรนิดหน่อย ว่ามันสำคัญและจะนำไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ เทียบกับคนรุ่นก่อนๆ ที่เราเชื่อในการทำงานหนัก อดทน อดออม เหนื่อยยาก ดูประวัติชีวิตของคุณเอง หรือคนรุ่นเดียวกับคุณ ก็ต้องต่อสู้อะไรมามากมาย ไม่เหมือนประวัติชีวิตของคนสมัยนี้ ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังอายุน้อยๆ
สุทธิชัย : ผมยังเชื่อในเรื่องของการทำงานหนัก เพื่อนที่ดีที่สุดของโชคดีก็คือการทำงานหนัก ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะไอเดียดีแค่ไหน แรงบันดาลใจ
 
ดีแค่ไหน ท้ายที่สุดนี่นะ คุณต้องทำงาน ไม่มีฟลุคหรอก ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ หรือฟรีๆ หรอก ที่คุณเห็นมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก หรือ บิล เกตส์ หรือสตีฟ จ็อบส์ คนพวกนี้ทำงานหนักเป็นบ้าเป็นหลัง ความสำเร็จที่เห็นทั้งหมดไม่ได้มีอะไรอยู่ดีๆ เกิดฟลุคได้มา ถ้าคุณอ่านหนังสือของสตีฟ จ็อบส์ อย่างละเอียด คุณจะรู้ว่าชีวิตเขาลำบากขนาดไหน เกิดมาพ่อแม่ก็ทิ้งแล้ว ต้องดิ้นรนยังไง มันไม่ได้เป็นเพราะว่าเขาเกิดมาเป็นจีเนียส จีเนียสนั้นเกิดมาจากการทำงานหนัก ค้นหา ต่อสู้ และต้องผ่านการล้มเหลวมาก่อนทั้งนั้น บางคนอาจดูหนัง The Social Network แล้วเห็นว่าหนุ่มคนนี้ทำอะไรบ้าๆ บอๆ แป๊บเดียวก็รวยได้ ถ้าเรื่องรวย ใครก็คิดอยากรวย แต่คนที่คิดเปลี่ยนโลกนี่มันต้องคิดหนักกว่าคนที่คิดจะรวย คนคิดจะรวยมันง่าย แต่คิดเปลี่ยนโลก มันต้องคิดมากกว่า
 
GM : จำได้ว่าในหนังเก่าเมื่อ 40 กว่าปีก่อน The Graduate ที่ ดัสติน ฮอฟฟ์แมน แสดงเป็นบัณฑิตจบใหม่หมาดๆ มีคนมากระซิบข้างหูว่าให้เขาลงทุนในธุรกิจพลาสติก เพราะจะเป็นอนาคตของโลก ถ้าเป็นทุกวันนี้ล่ะ คุณจะกระซิบข้างหูบัณฑิตไทยว่าอะไร
สุทธิชัย : กระซิบคำเดียวเลยนะ คือ ‘ดิจิตอล’ ดิจิตอลจะนำเราไปสู่ทุกอย่างได้ พวกน้องต้องเข้าไปสู่ดิจิตอลโดยเร็วที่สุด อย่าลังเล อย่าเรื่องเยอะ อย่าเงื่อนไขเยอะ กระโจนลงไปเลย เชื่อพี่! (หัวเราะ) เพราะพี่ก็โดนมาแล้ว เห็นมาเยอะแล้ว ตอนนี้อนาคตนั้นได้มาถึงแล้ว อย่าไปคิดเลยว่าอันนี้เป็นไปไม่ได้ อันนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะผมผ่านมาแล้ว สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปได้อย่างที่ตีลังกากี่รอบก็ยังไม่เข้าใจ รุ่นพวกคุณมันจะยิ่งกว่ารุ่นผมอีก เพราะเทคโนโลยี การแข่งขันให้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ยิ่งจะผลักดันให้วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปหมด
 
GM : ทุกวันนี้ เวลาคนได้รับข่าวครั้งแรก จะได้รับทางโซเชียลมีเดียทั้งนั้น เราไม่ได้รอดูทางทีวีกันแล้ว
สุทธิชัย : นักข่าวเนชั่นจะเป็นมัลติมีเดียจริงๆ หนึ่ง, ข่าวเบรกกิ้งนิวส์ในที่เกิดเหตุจะทวีตก่อน สอง, อัพขึ้นเฟซบุ๊ค สาม, โทรฯ เข้ามารายงานทางทีวี นักข่าวเนชั่นทำได้ทุกอย่าง ถ้าทำสื่อสิ่งพิมพ์ด้วย เขาก็ต้องเขียนข่าวเพื่อจะตีพิมพ์ด้วย และที่เขียนเข้ามาก็จะอัพขึ้นเว็บไซต์ด้วย ความคล่องตัวของนักข่าวเนชั่นมาจากการที่เราใช้วิธีการต่างๆ สอนให้เขา 80-90 เปอร์เซ็นต์ของนักข่าวเนชั่นจะ Multi-skilled เราทำแบบนี้กันมานาน และเราเริ่มเชี่ยวชาญมากขึ้นเรื่อยๆ จนเรามีในคู่มือจริยธรรมของเรานะ นอกจากในสื่อสิ่งพิมพ์และทีวี เราจะมีจริยธรรมการทวีต ประสบการณ์จากปี 2553 คนของเราก็พลาด เราก็เอามาเบรนสตรอมกันใหม่ พลาดตรงไหน การรีทวีตผิดยังไง เราเขียนจากประสบการณ์จริงๆ เพราะมันไม่มีตำรา
 
GM : คุณจัดการกับอีโก้ตัวเองอย่างไร ไม่ให้แฟนคลับมามีอิทธิพลเหนือจรรยาบรรณ
สุทธิชัย : เสียงวิจารณ์ของคนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณ จะทำให้อีโก้คุณลดลง นี่คือความจำเป็นว่าทำไมเราต้องฟังทั้งสองฝ่าย เดี๋ยวนี้มีโซเชียลมีเดีย คนจะวิจารณ์คุณได้มากขึ้น ทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมากันหมด คนชอบคุณมีจำนวนหนึ่ง ขณะเดียวกันคนที่ไม่ชอบก็มี เหตุผลเขาก็น่าฟังทั้งสองฝ่ายนะ ขึ้นอยู่กับว่าคุณลำเอียงหรือเปล่า คนของเราก็รู้ว่าต้องฟังเสียงคนดูทั้งฝ่ายที่ชอบและไม่ชอบเรา สมัยก่อนต้องรอจดหมายถึงจะรู้ฟีดแบ็คจากคนดู สมัยนี้ง่าย พูดประโยคไม่เข้าหูคนดู แป๊บเดียวขึ้นมาในทวิตเตอร์เลย ช่วยให้สื่อต้องระวังในการนำเสนอมากขึ้น
 
 
GM : ถ้าแฟนของเนชั่นกรุ๊ปมองว่าคุณเป็นสีเหลือง คุณคิดอย่างไรกับเสียงสะท้อนแบบนี้
สุทธิชัย : เรายืนยันตลอดเวลา ดูจากพฤติกรรม เราก่อตั้งมา 42 ปี แล้ว พอเกิดเหตุการณ์อะไรก็มักถูกโยงไปว่าอยู่ฝั่งนั้นฝั่งนี้ ถ้าคุณเป็นขวา จะมองเราว่าอยู่ซ้าย ยิ่งเราพยายามอยู่ตรงกลางมากเท่าไร ก็จะยิ่งถูกวิจารณ์จากทั้งสองฝ่ายมากเท่านั้น แบบนี้ถ้าจะให้เซฟ ต้องไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่งเลย แต่เราไม่เอาหรอก การดำรงตนให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายว่าเราเป็นมืออาชีพ มันไม่ง่าย ไม่ว่าจะเป็นสีเหลืองสีแดง เราก็ต้องทำหน้าที่รายงานตามมาตรฐานที่ควรจะมี ให้โอกาสทั้งสองฝ่าย ใหม่ๆ สีเหลืองมองว่าเราเป็นพันธมิตรเหมือนเขา ตอนนั้นเราก็ไม่สบายใจ ตอนนี้สีแดงบอกว่าเราเป็นสีเหลือง เราก็ไม่สบายใจ ตอนหลังๆ สีเหลืองด่าเราว่าไม่อยู่กับเขา แบบนี้ไม่เป็นไร แล้วสีแดงก็เคยมาล้อมที่นี่ สมัยก่อนการเมืองน่ากลัวกว่านี้เยอะ ปลดหรือถอดรายการกันเดี๋ยวนั้นเลย ผมเลยชิน ได้บทเรียนว่าต้องสร้างฐานของเราเอง ท้ายที่สุดไปยืมจมูกคนอื่นหายใจไม่ได้ แต่ที่เราไปทำช่อง 9 ช่อง 5 ช่อง 3 เราไม่ได้ไปขอเขานะ เขาต่างหากที่มาขอให้เราไปช่วยทำ เพราะเชื่อว่าจะมีคนดู เป็นรายการที่ดี อยู่ดีๆ เราไปขอเขาไม่ให้ เราไม่ได้แสวงหาที่จะไปทำช่องต่างๆ เขามาเสนอให้เราทำรายการร่วมกัน จะถอดหรือจะอยู่ก็มีความหมายเดียวกัน เพราะคนของเรามีเวทีอยู่ที่นี่อยู่แล้ว กลายเป็นว่าคนดูมากขึ้น พอถูกถอดออกมาจากช่อง 9 เราก็มาปรับรายการให้คึกคักขึ้นในเนชั่นแชนเนล เราเรียกว่าโซเชียลทีวี มีทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค ทำให้คึกคักมากยิ่งขึ้น ทุกครั้งที่รายการถูกถอดจากฟรีทีวี เรารู้สึกดี เพราะโซเชียลทีวีของเราจะคึกคักขึ้น คุณกลับมา ไม่ต้องไปเสียเวลาทำช่องข้างนอกแล้ว ทำที่นี่ฟูลไทม์เลย
 
GM : อย่างช่องกรุงเทพธุรกิจทีวีที่เพิ่งเปิดตัวมา มันจะแตกต่างจากช่องที่เนชั่นมีอยู่อย่างไร มีความจำเป็นมากแค่ไหนที่ต้องขยายทีวีเพิ่มขึ้นมาอีก
สุทธิชัย : กรุงเทพธุรกิจตั้งมา 25 ปี เป็นหนังสือพิมพ์แนวธุรกิจที่ถือว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างดี เรามองเห็นว่าในอนาคตบรอดคาสติ้ง นิวมีเดียจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้น ดังนั้นเนื้อหาจากทีมข่าวของเรา น่าจะออกไปสู่สื่อโทรทัศน์และสื่อดิจิตอลทั้งหลาย จึงปรับโครงสร้างให้การทำงานที่เป็นสิ่งพิมพ์สามารถป้อนข้อมูลและวิธีการนำเสนอเข้าไปในทีวีได้ด้วย คล้ายกับเรามีกรุงเทพธุรกิจเป็นไฟแนนเชียล ไทมส์, วอลล์สตรีทเจอร์นัล ที่กระโดดไปสู่บรอดคาสติ้งแบบซีเอ็นบีซี หรือบลูมเบิร์กทีวี เรามองเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว แต่ปีนี้จังหวะดี เพราะดาวเทียมขึ้นง่ายขึ้น คนดูสามารถเข้าถึงดิจิตอลมีเดีย โซเชียลมีเดียได้ง่ายขึ้น เช่น เข้ายูทูบก็ดูคลิปจากกรุงเทพธุรกิจทีวีได้
 
GM : คนสร้างคอนเทนต์ในเมืองไทยมีมากพอที่จะป้อนข้อมูลที่เป็นคอนเทนต์เข้าไปในสื่อต่างๆ ที่มากขึ้นเรื่อยๆ ไหม
สุทธิชัย : เราสร้างคนเหล่านี้มาตลอด เริ่มสร้างจากพื้นฐานสิ่งพิมพ์ เราให้คนเหล่านั้นฝึกมัลติมีเดียก็สามารถทำได้ทั้งสิ่งพิมพ์ ทีวี วิทยุ ไม่มีปัญหา เพราะเราอยู่กับมันมาตลอด ไม่ใช่ว่ามาจากไหนก็ไม่รู้ อยู่ดีๆ ก็ตั้งช่องทีวีของตัวเองขึ้นมา อันนี้จะยากหน่อย
 
GM : ช่วงก่อนหน้านี้ ตอนมีผู้ถือหุ้นเป็นคนในครอบครัวนักการเมือง คุณบริหารอย่างไรให้ในเนชั่นกรุ๊ปยังสามารถเสนอข่าว ซึ่งสมัยนั้นตรงข้ามกับอีกฝั่ง
สุทธิชัย : ตลอดชีวิตของการทำสื่อ ผมทำเหมือนกัน ต้องรักษามาตรฐานของความเป็นสื่อ ไม่มีใครมาสั่งเราได้ ไม่ว่าคุณจะถือหุ้นมากหรือน้อย หรือไม่ต้องถือหุ้นเลย ถ้าคุณอยู่ในอำนาจ คุณหาเรื่องสั่งปิดเราได้ทั้งนั้นแหละ สมัยก่อนสั่งปิดเราได้เลย หรือยกเราออกจากรายการทีวีก็ได้ ยกออกจากวิทยุก็ได้ อิทธิพลไม่ได้มาจากเฉพาะจากผู้ถือหุ้น มันมาทุกด้าน แล้วทำยังไงล่ะ เราก็ดำรงตนว่าเราทำหน้าที่ของเรา สมัยก่อนที่ทหารเป็นใหญ่มาก ใหญ่กว่านักการเมืองอีก และที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือตำรวจ สมัยก่อนก็สั่งปิดหนังสือพิมพ์ได้เลย แต่คนเหล่านี้ไม่สามารถมาบอกเราว่า เรื่องนี้ขอนะ เรื่องนี้อย่าลงนะ หรือเชียร์กันหน่อยสิ เพราะนโยบายเราชัดเจนตั้งแต่บรรณาธิการไปจนถึงนักข่าวทุกคน ก็คือไม่มี แม้กระทั่งผมเองก็ไม่เคยไปสั่งนักข่าวหรือ
 
คนเขียนบทความว่าแนวของหนังสือต้องเอียงไปทางนั้นทางนี้ ลองถามนักข่าวได้เลยว่า ผมเคยไปสั่งพวกเขาไหม ถ้าผมสั่งไม่ได้ คนอื่นก็สั่ง
 
ไม่ได้เหมือนกัน ผมเลยไม่ไปกินข้าวกับนักการเมืองตัวต่อตัว เพราะไม่อยากให้นักข่าวของเราลำบากใจ สมมุติมีนักการเมืองชวนผมไปกินข้าว พอนักข่าวไปสัมภาษณ์นักการเมืองคนนี้ เขาอ้างได้แล้ว เฮ้ย! ผมเพิ่งไปกินข้าวกับเจ้านายคุณมานะ นักข่าวก็จะลำบากใจ
 
GM : อาจจะเพราะบริษัทของคุณมีความเก่าแก่ คุณจึงพูดแบบนี้ได้ แต่ถ้าเป็นสื่อหัวใหม่ ในทุกวันนี้ถ้าจะเริ่มต้น อดทนทำคอนเทนต์ที่ดี If you build it, he will come. จริงหรือ
สุทธิชัย : ยังมีอยู่ มันอยู่ที่เนื้อหาของคุณ ถ้าคุณสามารถทำสื่อที่แปลกแหวกแนว คนก็ต้องการ แต่คุณต้องคิดอะไรที่มันดึงดูดคนได้จริงๆ จะเอาตลาดวัยไหน อายุเท่าไหร่ วัยรุ่นต้องมองอีกอย่าง คนทำงานก็อีกอย่าง คนวัย 50 ก็ชอบอีกอย่าง แต่ละช่วงวัยมีความต้องการที่ต่างกันไป ยุคหนึ่งบอกว่า คนวัย 50 ขึ้น ไม่มีอำนาจซื้อ ไม่สนใจตลาด แต่เดี๋ยวนี้กลับกันแล้วนะ คน 50-60-70 ขึ้นไป สุขภาพดีขึ้น ซื้อของมากขึ้น อายุยืนขึ้น คนอายุ 50 ขึ้นไปเข้าเฟซบุ๊คมากกว่าวัยรุ่นอีกนะ เริ่มมีบทวิเคราะห์ใหม่ เราอยู่ในวงการต้องสนใจตลอดเวลา พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปหรือเปล่า
 
GM : สังคมไทยเราจะเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว
สุทธิชัย : อันนี้จริงเลย รุ่นผมเป็นตัวอย่างเลย เมื่อก่อนบอกคนเหล่านี้ไม่ซื้อของแล้ว ไม่อ่าน ไม่เสพอะไร ไม่เล่นอินเตอร์เน็ตหรอก แต่ไม่จริงนะ คนวัยนี้เดี๋ยวนี้เริ่มมีเวลาว่างมากขึ้น ใช้เงินใช้ทองมากขึ้น กินไวน์ อ่านหนังสือ เล่นอินเตอร์เน็ต คนเหล่านี้ช่วยร้านหนังสือไว้ให้คุณนะ อีกตัวอย่างคือเราประชุมกันในกองบรรณาธิการ บางคนบอกว่าหมดสมัยการเขียนอะไรยาวๆ ต้องหันมาเขียนอะไรที่สั้นกระชับ ผมบอกไม่ใช่ๆ หัวข้อนี้เราเถียงกันประจำ ผมว่า Long-form Journalism ยังอยู่ได้ แต่ก่อนเราคิดว่าอะไรที่ยาวๆ คนคงไม่อ่านแล้วมั้ง อย่างพวกอีบุ๊ค หรืออีแมกกาซีน คนไม่อ่านหรอก มันยาว แต่ถ้าลองติดตามแนวโน้มในอเมริกาหรือยุโรป พบว่าอีบุ๊คขายดีกว่าฮาร์ดคัฟเวอร์ ใครซื้อล่ะ? ปรากฏว่าคนอายุมากซื้อ เพราะมีเวลามากขึ้น ไปไหนก็พกคินเดิลไว้อ่าน แต่ก่อนอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ หนา พกไม่สะดวก อ่านตอนรอหมอฟัน ยืนรอคิวธนาคารก็อ่าน นั่งหน้าทีวีตอนโฆษณาก็อ่าน เดี๋ยวนี้ผมอ่านมากกว่าแต่ก่อนอีก Long-form Journalism จึงไม่หายไปนะ ผมคิดว่าอีก 5-10 ปี หนังสือพิมพ์อาจจะหายไป แต่ Long-form Journalism จะยังอยู่ มันอยู่ในรูปของคินเดิล อีบุ๊ค อีแมกกาซีน ในแอพฯ เพราะคนมีไอแพด มีแท็บเล็ตจะเปิดอ่าน เขาอ่านนะ ไม่ใช่ไม่อ่าน ไม่ใช่อ่านเฉพาะทวิตเตอร์สั้นๆ เท่านั้นด้วย เบบี้บูมเมอร์อย่างพวกผมจะอยู่นาน ไม่ต้องห่วง
 
GM : โดยส่วนตัว คุณเขียนอะไรยาวขึ้นไหม
สุทธิชัย : เดี๋ยวนี้คอลัมน์ ‘กาแฟดำ’ ของผมยาวขึ้นไปอีกนะ ผมอึดอัดที่ต้องเขียนในทวิตเตอร์สั้นๆ ถือว่าทวิตเตอร์เราใช้สำหรับตะโกนเรียกแขกบ้าง หรือว่าทำหน้าที่เป็นเบรกกิ้งนิวส์ หรือจะเรียกว่าเป็นคิวเรเตอร์ คือเป็นผู้รวบรวมอะไรดีๆ แล้วก็เผยแพร่ออกไปให้คนได้รับรู้ คนที่ตามเราก็ได้รู้ว่าลำดับเรื่องเป็นอย่างไร แต่ว่าพื้นที่ในบล็อกหรือในคอลัมน์หนังสือพิมพ์ คือพื้นที่ที่เราบรรยายความรู้สึกได้จริงๆ ให้เหตุให้ผลได้จริงๆ ผมเขียนหนังสือมาสี่สิบกว่าปี ผมว่ามันไม่มีทางอื่นนอกจากการเขียนยาว ที่จะสะท้อนถึงความรู้สึกเราได้ อย่างอื่นเป็นเพียงน้ำจิ้มที่เราไปกระตุ้น ไปเรียกให้คนหันมาสนใจเท่านั้นเอง ทวิตเตอร์ 140 ตัวอักษรมันได้แค่ข่าวด่วน มันไม่ได้อารมณ์ ไม่ได้เนื้อหา ถึงบอกเลยว่าเราต้องเอาคอนเทนต์มาก่อน เราต้องรักษาสไตล์การเขียนแบบนี้
 
เรื่องพวกนี้เราต้องถกเถียงกันเยอะๆ ต้องดีเบตกัน หนังสือพิมพ์รายวันก็ต้องเถียงกับรายสัปดาห์ให้ได้ ผมถึงเริ่มต้นทำ Convergent Newsroom กำลังจะสมบูรณ์ในปีนี้ เราเรียกว่าเป็นโต๊ะ บ.ก. หลอมรวม คือบรรณาธิการจากทุกสื่อของเรามาหมด มานั่งอยู่ตรงโต๊ะกลาง ขุนพลข่าวของเรามาอยู่รวมกันหมด เดอะเนชั่น กรุงเทพธุรกิจ คมชัดลึก ทีวีทุกช่อง มาอยู่ด้วย นั่งทำงานร่วมกัน พอมีข่าวใหม่ไหลเข้ามาปั๊บ จะผ่านการกลั่นกรอง การครีเอท คิดวางแนวทางโดยทีมบรรณาธิการ ให้พวกเขาถกเถียงกัน กดดันด้วย
 
 
GM : อยากให้คุณอธิบายเรื่อง Convergent Newsroom
สุทธิชัย : เราตกลงกันว่าข่าวทั้งหมดไหลมาที่นี่ที่เดียว แล้วครีเอทร่วมกัน เช่นวันนี้หน้า 1 คมชัดลึกจะพาดหัวอย่างไร เอาขึ้นจอเลย จากนั้นบรรณาธิการทุกคนจะนั่งแล้ววิจารณ์ แต่ละเล่ม แต่ละสื่อ เขามีคนอ่านของเขาก็ต้องไปแบบนั้น เรารวบรวมขุนพลจากแต่ละเล่ม แต่ละคนอยู่มา 20 กว่าปีทั้งนั้น เมื่อก่อนเขาแยกกัน แต่เราต้องการรวมพลังเข้ามา ประสบการณ์เยอะแยะ พอมีเรื่องระเบิดที่ภาคใต้ ปฏิกิริยาแรกสุดคือตามกันว่าขึ้นเฟซบุ๊คหรือยัง ขึ้นทวิตเตอร์หรือยัง ต่อมาก็จะมีคนที่เคยทำข่าวภาคใต้มาก่อนจะบอกว่ามันเคยเกิดขึ้นแล้วนะ 2-3 ปีก่อน โรงแรมซีเอสนี่แหละ ไปค้นมา นักข่าวต่างจังหวัดมาหรือยัง เอาขึ้นจอจะอยู่ตรงนั้นเป็นการรวมพลังกันให้เนื้อหาแน่นมาก
 
ผมเปรียบเทียบให้พวกเราฟังอยู่ตลอดเวลา ว่านักข่าวก็เหมือนกับคุณออกไปซื้อกับข้าวตอนเช้าซื้อผัก ปลา หมู ซึ่งสดที่สุดมาจากตลาด จากนั้นส่งเข้ามาปรุงที่โต๊ะกลางของเรา พ่อครัวแต่ละคนจะเอาวัตถุดิบจากตรงกลางนี้มาปรุง ปลาแซลมอนมีไหม วัตถุดิบแพงหรือถูกมีหมด กรุงเทพธุรกิจจะเอาไปปรุงอย่างไร ส่วนถ้าเป็นคมชัดลึกเขาแมสหน่อย อาหารที่คุณปรุงต้องเผ็ดหน่อยนะ ครัวกลางมีทุกอย่างให้หมด แต่การผลิตออกไปแต่ละสื่อ ลูกค้าของเขาไม่เหมือนกัน ระบบนี้พอข่าวเข้ามา มันเดินเครื่องเลย ข่าวเข้ามา 6 โมงเย็นก็รู้ได้ทันที ไม่ใช่รอเอาเข้าห้องประชุมอีกวันหนึ่ง มันจะช้า โต๊ะข่าวรวมจะเป็น Collective Intelligence 40 กว่าปีของเรา มันมีคนที่เก่งหลายด้าน มีเยอะด้วย บางทีเราไม่รู้เพราะเขานั่งอยู่มุมไหนก็ไม่รู้ มารู้ทีหลังว่าเชี่ยวชาญเรื่องนี้มาก แต่ตอนนี้เราดึงมาไว้ตรงนี้หมดแล้ว เกิดข่าวอะไรขึ้นมา อย่างเบียร์ช้างไปชนกับไฮเนเก้นที่สิงคโปร์ ก็มีคนรู้เรื่องนี้ มีห้องนี้ทุกสื่อก็รู้พร้อมๆ กันหมด
 
GM : Convergent Newsroom และการบริหารความเปลี่ยน แปลงทางเทคโนโลยีต่างๆ คือแผนงานเตรียมเกษียณของคุณใช่ไหม
สุทธิชัย : (หัวเราะ) เกษียณก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่เตรียมทำอย่างนี้ เพราะผมจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่ผมชอบมากกว่าการบริหารวันต่อวัน ถามว่าชอบไหม ก็ตอบว่าไม่ได้ชอบเป็นพิเศษ ถามว่าต้องทำไหม ตอบว่าต้องทำ แต่ถ้าต่อไปโครงสร้างมันเดินได้ด้วยตัวมันเอง แล้วจากนั้นผมก็อยากเขียนหนังสือของผม เดินทางไปทำสารคดีสัก 3 เดือน นี่คือสิ่งสุดยอดที่หวังไว้ว่าวันหนึ่งจะได้ทำ
 
 
"ดิจิตอลจะนำเราไปสู่ทุกอย่างได้ พวกน้องต้องเข้าไปสู่ดิจิตอลโดยเร็วที่สุด อย่าลังเล อย่าเรื่องเยอะ อย่าเงื่อนไขเยอะ กระโจนลงไปเลย เชื่อพี่! (หัวเราะ) เพราะพี่ก็โดนมาแล้ว เห็นมาเยอะแล้ว ตอนนี้อนาคตนั้นได้มาถึงแล้ว อย่าไปคิดเลยว่าอันนี้เป็นไปไม่ได้ อันนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะผมผ่านมาแล้ว"
 
 
GM : หลังจากคุณเกษียณแล้ว ใครจะเป็น ทิม คุก ของเนชั่นกรุ๊ป
สุทธิชัย : ก็มีหลายคน คุณอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ คุณดวงกมล โชตะนา คุณพนา จันทรวิโรจน์ คุณต่อบุญ พ่วงมหา เป็นทีมใหญ่มาก ทุกอาทิตย์ที่ผมกินข้าวด้วยก็จะมี 20 คนได้ ทุกวันอังคารจะประชุมกับ Executive Committee ทุกวันพุธผมจะกินข้าวกับ Editorial Board ส่วนฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด ผมจะกินข้าวด้วยเดือนละครั้ง จะเจอหมดทุกคน ทิม คุก ของเราจะมีเยอะแยะมาก ที่ผมยังยุ่งกับพวกเขาในทุกวันนี้ก็เพราะอยากช่วยพวกเขาให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ให้ฝ่ายอื่นกับฝ่ายข่าวเดินไปในทิศทางเดียวกันได้ จากนี้ไประดับกรรมการบริหารจะถือหุ้นมากขึ้น มีหุ้นของบริษัทมากขึ้น จะรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ผู้ถือหุ้นจากภายนอกก็เป็นรายย่อย จะไม่มีใครมาเทกโอเวอร์ได้ เพราะมืออาชีพมาเป็นเจ้าของร่วมกัน ตอนนี้ผมกับ
 
คุณเสริมสิน ถือหุ้นเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ทยอยกระจายให้ผู้บริหาร เป็นข้อตกลงของผม คุณเสริมสิน และกรรมการบริหารว่า จะค่อยๆ โอนถ่ายหุ้นไปให้เขา ถึงจุดหนึ่งเขาก็คือเจ้าของ
 
GM : คุณเสริมสินเคยมีข่าวเกี่ยวกับการปั่นหุ้น คนเนชั่นคิดกันอย่างไร
สุทธิชัย : มีเยอะ เขามาซื้อหุ้นจากคุณสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งตอนคุณสมพรถือหุ้น ก็มีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ตอนนั้นคุณสมพรถือหุ้นเยอะนะ 20-30 เปอร์เซ็นต์เลย กองบรรณาธิการก็ถามแล้วว่าจะได้เหรอ ถ้ามาปั๊บ แล้วยึดเนี่ย กองบรรณาธิการจะทำงานได้อย่างไร ผมว่าไม่เป็นไร ผมไปคุยกับคุณสมพรเองว่าถือหุ้นได้ มาลงทุนได้นะ แต่ความอิสรเสรีของสื่อสำคัญมาก ถ้าคุณเข้ามายุ่งเมื่อไร หุ้นคุณจะตกทันที แกก็เข้าใจ แล้วก็ไม่ได้เข้ามายุ่ง พอตอนนี้คุณสมพรประกาศขายหุ้น คุณเสริมสินได้ข่าวก็รวบรวมพรรคพวกจะมาซื้อ แต่ก่อนจะซื้อหุ้น คุณเสริมสินก็มาคุยกับผมเอง ว่าถ้าเขาซื้อหุ้นของคุณสมพร คนในเนชั่นจะว่าอะไรไหม ผมบอกว่าไม่มีปัญหา ถ้าเป็นการลงทุนเฉยๆ ไม่มาก้าวก่ายทางด้านเนื้อหา เพราะเนชั่นจะยังมีค่าอยู่ ก็เพราะคนลงทุนไม่มายุ่ง คุณเสริมสินยอมรับไหม เขาก็ยอมรับ และเข้าใจว่านี่เป็นเพียงการลงทุนเท่านั้น จึงตกลงกันในหลักการนั้น ข่าวก่อนหน้านี้ว่า คุณเสริมสินก็มีเรื่องหุ้น N-Park ใช่ไหม โดนคนด่าว่ามาหลอกคนอื่นไปลงทุน เขาก็พยายามอธิบายนะ เขาเล่าเบื้องหลังให้ผมฟัง ซึ่งสลับซับซ้อนพอสมควร พวกนักข่าว พวกบรรณาธิการ พอได้ยินชื่อเสริมสิน ก็มาหาผมแล้ว เพราะที่นี่ไม่มีใครบังคับใครไม่ให้พูดได้นะ ข่าวพวกนี้ถ้าคุณรู้ นักข่าวเนชั่นก็ต้องรู้อยู่แล้ว เขามาบอกผมว่าคุณเสริมสินมีประวัติเรื่องปั่นหุ้น ใช่, ผมรู้ แต่คุยแล้ว เขายอมรับแล้วว่าเคยมีภาพที่ไม่ค่อยดี แต่ยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรที่ไม่ถูก จึงคิดว่าถ้ามาทำงานให้เนชั่นจริง เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นมืออาชีพในการลงทุน และเขาก็ไม่มาก้าวก่ายฝ่ายบริหาร ทุกคนก็รู้ เพราะผมปิดบังไม่ได้ สมมุติเสริมสินทำอะไรไม่ถูกแล้วทีมเนชั่นรู้เข้า ไม่มีทางรอดหรอก
 
GM : ถ้าหุ้นตัวอื่นมีผลตอบแทนดีกว่าเนชั่น สักวันเขาก็จะย้ายออกไป
สุทธิชัย : ก็เป็นไปได้ หุ้นก็จะกระจายมาสู่พวกเรา คุณเสริมสินบอกกับผม ถ้าเขาจะขายหุ้นให้ใคร เขาจะบอกพวกเราก่อน เราก็พยายามกระจายให้พวกเรากันเองก่อนที่คุณเสริมสินจะเอาไปขายให้คนข้างนอก การเป็นบริษัทมหาชนมีแง่ดีส่วนหนึ่ง แต่ส่วนที่อันตรายก็มี ถ้าสื่ออยากมีโครงสร้างที่อิสระ ไม่ต้องการให้ใครมาครอบงำ ผมว่าการเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ก็โอเค ช่วยได้ในระดับหนึ่ง
 
GM : ความฉับไวในการจับประเด็น การเขียน การประชุมข่าว ยังดีเท่ากับสมัยเป็นหนุ่มๆ ไหม
สุทธิชัย : ไม่รู้สึกลดน้อยถอยลง เป็นเพราะว่าสุขภาพโอเค สุขภาพตอนนี้ดีกว่าตอนอายุ 40-50 เพราะพักผ่อนเพียงพอ พยายามไม่เครียด เล่นกีฬา หมดเวลางานก็พักผ่อนได้ ไม่ไปคิดฟุ้งซ่าน คิดหนักอะไรต่างๆ นานา
 
GM : เป็นผลจากการที่คุณสนใจเรื่องเซน และการปฏิบัติธรรมด้วยใช่ไหม
สุทธิชัย : เกี่ยวมากครับ เพราะผมทำสมาธิด้วย ศึกษาเรื่องเซน อ่านหนังสือพุทธเกี่ยวกับวิธีคิด ผมไม่ได้มองศาสนาว่าเป็นเรื่องพิธีกรรม หรือเรื่องการต้องเข้าวัดเข้าวา แต่ศึกษาในแง่ของการฝึกธรรมะ คิดปล่อยวางแบบเซน ทำให้เราไม่เป็นห่วงในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องห่วง สมมุติเกิดจู่ๆ เป็นอะไรไป ตาย! กลัวตายไหม? ไม่กลัวแล้ว ชีวิตนี้อยากทำอะไร ก็ได้ทำหมดแล้ว เลยไม่ห่วง เรื่องครอบครัวก็เรียบร้อย ลูกก็โตแล้ว เรื่องที่คนวัยนี้จะห่วง คือลูกเรามันจะไหวมั้ยวะ ลูกมีงานมีการทำไหม ตอนหนุ่มๆ มีลูก ก็ห่วงเรื่องลูกจะได้เข้าโรงเรียนได้ไหม ตอนนี้ทุกอย่างมันเรียบร้อยหมดแล้ว ลูกโตพร้อมดูแลตัวเองได้หมดแล้ว เราไม่ต้องห่วง งานการทุกคนก็มี ปัญหาครอบครัว ปัญหาญาติพี่น้องก็ไม่มี ผมพยายามบริหารชีวิตมาตั้งแต่ต้น แยกแยะว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาส่วนตัว เรื่องที่ต้องคอยมาปวดหัว ทำให้งานการเสีย เรื่องงานการก็เหมือนกัน ผมเป็นอะไรไปงานมันก็เดินได้อยู่ ผมมั่นใจว่าเดินได้ เดินได้อย่างสบายด้วย
 
GM : ถือว่าเป็นวัย 60 กว่าที่เบาสบายมากเลยนะครับ
สุทธิชัย : เพราะเราบริหารชีวิตเราอย่างตั้งใจ ว่าต้องไม่มีภาระยามแก่ ถ้ามีภาระยามแก่ เราจะล้มเหลวมากเลย ตอนอายุ 40 ผมนั่งคิดแล้วนะ
 
ว่าลูกจะจบมหาวิทยาลัย ไม่มีภาระทางการเงินว่าเราต้องส่งเสียเขาอีกแล้ว พออายุ 50 ลูกเรียนจบ มีงานทำ งานเราก็ทำได้อย่างที่เราอยากทำ ที่เหลือเป็นกำไรชีวิตแล้ว ไม่มีอะไรมาเครียด ไม่เป็นหนี้เป็นสิน หรือไปทำอะไรเอาไว้แล้วแก้ไม่ได้ ไม่ได้หลงไปเล่นการเมือง เมื่อก่อนก็มีเพื่อนชวนไป เพื่อนไปแล้วก็ไปติดกับดักอยู่ตรงนั้น เสร็จเลยนะนั่น (หัวเราะ) หรือไปลงทุนอะไรซึ่งตัวเองทำไม่ค่อยเป็น อยากจะรวยเลยไปทำ ไปทำสนามกอล์ฟ ผมไม่เอาเลย เพราะคิดว่าอนาคตมันจะเป็นภาระแน่ๆ เลย รวยไปก็ไม่มีความสุข เพราะ 60 แล้วเรายังต้องปวดหัวกับเรื่องเหล่านี้อยู่ ไม่เอาเลยนะ ตัดๆ เหลืออย่างเดียวคือเรื่องงานหนังสือพิมพ์ นอกนั้นไม่มีอะไรที่จะมาเป็นภาระสมองผม ได้ทำงาน ได้เล่นกีฬา เขียนหนังสือ คือความสุขของผม อีกอย่างหนึ่งคือการได้สร้างองค์กรนี้มา ให้เดินหน้าไปได้ คนทำมีความภูมิใจ มีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมบ้าง เป็นองค์กรที่ทุกคนมาทำแล้วรู้สึกว่าคุ้มกับชีวิตเขา โอเคแล้ว พรุ่งนี้หายไปจากโลกเลยก็จะไม่มีอะไรที่เป็นห่วง ไม่มีอะไรให้กังวลว่าเรายังไม่ได้ทำ
 
สุทธิชัย หยุ่น และผู้บริหาร "เนชัน" ในสมัยนั้น
 
GM : 42 ปีที่แล้วตอนเริ่มทำ The Voice of the Nation คิดว่าจะมาถึงวันนี้ไหมครับ
สุทธิชัย : ตอนนั้นไม่คิด ไม่คิดว่าอนาคตจะเป็นยังไง ทำเพราะต้องการทำ จะเป็นยังไงก็ต้องทำ ไม่ได้ตั้งความหวังไว้ว่าจะต้องมียศถา-บรรดาศักดิ์
 
GM : คุณยังห่วงประเทศชาติไหม ว่าเราจะไปในทิศทางไหน ห่วงเด็กรุ่นหลังไหม ที่สังคมมันแย่ลง ห่วงโลกไหม ที่สิ่งแวดล้อมแย่ลง
สุทธิชัย : ห่วงสิ ห่วงในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม เราทำหน้าที่ของเราไป หนึ่ง, เราไม่ทำตัวเป็นปัญหาเสียเอง ไม่ไปสร้างปัญหาให้มากไปกว่านี้ เช่นไม่ไปเพิ่มความขัดแย้ง สร้างเงื่อนปมที่เป็นปัญหามากมายให้กับสังคม สอง, หน้าที่เราในฐานะสื่อทำอะไรได้บ้าง ในการนำเสนอ การอธิบาย ชี้แจงส่งเสริม เช่นที่เข้าไปทำมหาวิทยาลัย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการได้ช่วยแก้ปัญหา อย่างน้อยเด็กที่มาเรียนจะได้เรียนในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ทำให้เขาคิดอะไรกว้างไกล วิเคราะห์สิ่งต่างๆ ได้ และโตขึ้นมาเป็นสมาชิกของสังคมที่ดี แต่จะไม่เป็นห่วงถึงขั้นที่ต้องเข้าไปมีบทบาทด้านการเมือง เข้าไปเล่นเรื่องนั้นเรื่องนี้เสียเอง ไม่ต้อง เป็นห่วงและช่วยแก้ปัญหาในขอบเขตของการเป็นสื่อก็พอ
 
GM : แล้วสำหรับคนหนุ่มสาวล่ะ คุณเห็นด้วยไหม ว่าคนหนุ่มสาวยุคนี้ต้องยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้อง
สุทธิชัย : เห็นด้วยสิ เราต้องอยู่ในข้างของคนที่เสียเปรียบ ถ้าไปอยู่ข้างผู้ที่มีอำนาจ ผู้ได้ชัยชนะ ผู้อยู่เหนือคนอื่นแล้ว เราจะไม่ได้ช่วยอะไรกับสังคม ไม่ว่าจะเป็นแค่นักเขียนหรือเป็นแค่สื่อมวลชน ผมว่าเรามีหน้าที่อย่างหนึ่งคือช่วยเป็นปากเสียงให้ผู้ที่ด้อยโอกาส ผู้ที่ถูกกระทำ มากกว่าเป็นฝ่ายกระทำ ในเรื่องการปกป้องสิทธิ ในการเป็นกระบอกเสียงให้คนยากไร้ คนเสียเปรียบ หรือคนที่ถูกรังแก ผมว่าถูกต้อง คนรุ่นใหม่ต้องทำ ต้องต่อสู้ในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ คนหนุ่มคนสาวต้องมี Conviction คือต้องมีการตัดสินในความเชื่อบางอย่าง เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เขาต้องเชื่อในอะไรบางอย่าง และเขาต้องต่อสู้ตาม Conviction นั้น ไม่ใช่ว่าอะไรก็ได้ เพราะนั่นคือความไม่รับผิดชอบของคนยุคใหม่ สิ่งที่เชื่อมาจากพื้นฐานอะไรก็ตาม ความถูกต้อง ความยุติธรรม ความเป็นธรรม หลักการชีวิตของมนุษย์ส่วนใหญ่มันอยู่ไม่กี่เรื่องนี้แหละ คุณเชื่อแล้วก็ต้องปกป้องมัน
 
GM : คนหนุ่มสาวต้องสู้เพื่อสิ่งเหล่านี้ไปจนถึงอายุเท่าไร ถึงจะทำตัวเบาสบายได้แบบคุณ
สุทธิชัย : ต้องสู้ไปตลอด ทุกวันนี้ผมก็ยังสู้อยู่นะ แต่สู้กันคนละแบบ ถ้าเป็นผมตอนอายุ 20 กว่า ก็อาจไปร่วมเดินขบวน สมัย 14 ตุลา ผมก็ไป แต่ผมไม่ได้ไปเป็นหัวหน้า คนนำ แต่ไปให้กำลังใจ ก็ส่งเสริมในฐานะเป็นนักเขียน นักข่าว เราก็รายงานข่าวของพวกเขาออกไป พอมาอายุเท่านี้ ความรับผิดชอบเท่านี้ ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เวลาประชุมข่าว ประชุม บ.ก. เราก็บอก เรื่องนี้เนชั่นเราต้องมีจุดยืนนะ อยู่เฉยๆ ไม่ได้ ให้คนเห็นว่าเราผลักดันให้มันเกิดขึ้นนะ
 
GM : ถ้ามีรถถังออกมาอีกครั้ง คนหนุ่มสาวต้องออกมายืนกั้น ยอมให้รถถังบดขยี้ใช่ไหม
สุทธิชัย : ถ้าผมยังหนุ่มๆ อยู่ ผมจะทำ และจะชักชวนพรรคพวกไปยืนคัดค้าน ไปประท้วงกัน เพราะว่าอันนี้ไม่ถูกต้องแน่นอน และผมว่ามันคงไม่เกิดอีก ถ้ามีทหารโง่ทำสิ่งนี้ ต้องมีเสียงคัดค้านในสังคม มีมากมายในเรื่องประท้วงคัดค้านที่ไม่ใช้ความรุนแรงแล้วได้ผลกว่าด้วย เป็นศิลปะของสังคมที่ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่ต้องตะโกนปะทะกัน ไม่ต้องออกมาชี้หน้าด่ากัน ปัญหาสังคมแก้ได้ด้วยวิธีการสุภาพ นิ่มนวล มีศิลปะ แล้วได้ผลด้วย