นี่คือทริปฮ่องกงครั้งที่สามของฉัน ครั้งแรกมาเที่ยวกับแฟน ครั้งที่สองมาออกบูธในงานเอ็กซ์โป ครั้งที่สามมาในฐานะคนส่งของให้กับโจชัว หว่อง ... หนึ่งในบุคคลผู้เป็นอันตรายต่อความมั่นคงที่สุดของจีนแผ่นดินใหญ่
 
ฉันตัดสินใจเดินทางมาฮ่องกงครั้งนี้ตามคำชวนของ ฟิล์ม เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ อย่างไม่ลังเล เป้าหมายหลักของฉันคือเป็ดย่างหนังกรอบ ส่วนเป้าหมายรองคือเอาหนังสือเวลาอยู่ข้างเราไปให้โจชัวเซ็น เราสองคนพกกระเป๋าเสื้อผ้ามาคนละใบ กล้องวิดีโอพร้อมไมค์อัดเสียงหนึ่งชุด ในกระเป๋าลากใบเล็กบรรจุหนังสือ “เวลาอยู่ข้างเรา” จำนวน 30 เล่ม ในสายตาคนนอก เราจึงดูก็เป็นนักท่องเที่ยวทั่วไปในสายตาคนอื่น (และเราก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่านั้น แต่ชีวิตคนเราก็ต้องมีจินตนาการกันบ้างเนอะ) โจชัวนัดเราที่ร้านแมคโดนัลด์ใจกลางสถานี Admiralty เราสองคนไปถึงก่อนเวลาเล็กน้อย พยายามหาทำเลที่เงียบและเหมาะสมแก่การถ่ายวิดีโอสัมภาษณ์ ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
 
 
ระหว่างรอ ฉันเผลอใจสั่งกาแฟประจำเทศกาลมาชิม เป็นกาแฟรสขนมปังขิงและชอคโกแลตมินต์แถมการ์ดปีใหม่ รีวิวสั้นๆ = พอกินได้ และเมื่อกาแฟหมดแก้ว โจชัวก็มาถึงพอดี คนที่นี่ดูจะไม่แตกตื่นกับการปรากฎตัวของเขา แต่เราพอจะเห็นคนแอบมองซุบซิบ (ใช่มั้ยแก แกว่าใช่ป่ะ) ส่วนตาลุงที่นั่งข้างๆ ก็ย้ายโต๊ะหนีไปเงียบๆ
 
 
ว่าแต่ทำไมหนุ่มแว่นอายุ 21 ปีคนนี้ถึงเป็นบุคคลที่อันตรายต่อความมั่นคงของจีนแผ่นดินใหญ่? 
 
ย้อนไปในปี 2010 โจชัวเข้าร่วมการประท้วงต้านรางรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมครั้งแรกที่เขาเขาร่วม ต่อมาในปี 2011 เขาและเพื่อนได้ก่อตั้งกลุ่ม “Scholarism” ซึ่งรวมนักเรียนนักศึกษาเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ อย่างการต่อต้านการบังคับเรียนหลักสูตรรักชาติ กลุ่ม Scholarism มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมีจำนวนกว่า 120,000 คนในปี 2012
 
เพื่อต่อต้านหลักสูตรรักชาติ นักเรียน 13 คน อดอาหารประท้วง มวลชนเข้ายึดครองอาคารที่ทำการรัฐบาล ทำให้ผู้นำฮ่องกงต้องถอดหลักสูตรออกไปในที่สุด 
 
โจชัวในวัย 15 ปี จึงได้ตระหนักถึงความสำคัญของพลังนักเรียนนักศึกษา ในขณะที่สื่อจีนนำเสนอภาพเขาในฐานะกลุ่มวัยรุ่นหัวรุนแรงที่ต่อต้านชาติ เขายังคงเคลื่อนไหวต่อจนปี 2014 มวลชนนับพันได้เข้ายึดถนนสายหลักของเกาะฮ่องกงใต้การนำของเขา เป้าหมายหลักคือเรียกร้องให้รัฐบาลจีนมอบประชาธิปไตยที่แท้จริงให้กับประชาชนชาวฮ่องกงผ่านการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า “ขบวนการร่ม”
 
ฉันเงยหน้าจากจอ ขณะที่โจชัวอธิบายเรื่องลายเซ็นของเขา “ลายเซ็นของผมประกอบด้วย Joshua Wong ที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ด้านล่างเป็นตัวเขียนชื่อจีนของผม อ่านว่า Wong Chi-fung คำนี้แปลว่าแรงบันดาลใจ” 
 
หลังจากเซ็นจนเสร็จ เขาก็เสนอว่าจะพาไปเดินชมเมืองสักหน่อยแล้วค่อยสัมภาษณ์กันที่สวน เราทั้งสองคนเห็นด้วยเลยเดินตามเขาออกไปตรงถนน
 
 
เที่ยวฮ่องกงกับโจชัว หว่อง เป็นอย่างไร?
 
จุดแรกที่เราแวะคือสะพานลอยตรงสถานี Admiralty จากบนสะพานเราจะได้เห็นถนนสายหลัก ซึ่งเป็นจุดที่มวลชนมาปิดล้อมในปี 2014 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจีนมอบประชาธิปไตยเต็มใบสู่ประชาชนชาวฮ่องกง โจชัวหยิบโทรศัพท์มาค้นหาภาพเพื่อเปรียบเทียบให้เราดู ปัจจุบันพื้นที่ตรงนี้ได้ชื่อใหม่จากประชาชนเป็น “จัตุรัสร่ม” เป็นที่เรียบร้อย
 
 
ฉันเปิดกูเกิ้ลเพื่อหาประวัติของการประท้วงอีกสักหน่อย เจอบทความของ Stephan Ortmann ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัย City University of Hong Kong  ระบุว่าฮ่องกงเป็นเมืองที่มีความไม่เท่าเทียมทางรายได้สูงสุดในกลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ความเหลื่อมล้ำมีแต่จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและ “ถูกครอบงำด้วยชนชั้นบน คนมีอำนาจ นักธุรกิจใหญ่” ในขณะที่สหภาพแรงงานก็เคลื่อนไหวลำบาก เพราะหากหยุดงานมาประท้วงก็อาจตกงาน 
 
ตัวอย่างปัญหาที่ชัดเจนที่สุดเป็นเรื่อง “ค่าเช่าที่อยู่อาศัย” ที่แพงลิบลิ่วจนคนจำนวนหนึ่งตัดสินใจที่จะเช่า “กรง” แทนการเช่าที่อยู่อาศัย ทว่า คนที่ออกมาประท้วงกลับไม่ใช่คนที่มีปัญหาโดยตรง แต่เป็นกลุ่มคนที่ตระหนักถึงการรักษาเสรีภาพ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือเดียวที่ใช้ต่อรองกับกลุ่มอำนาจที่ครอบงำเศรษฐกิจของประเทศ
 
ปัญญาชนชาวฮ่องกงกลุ่มนี้คับข้องใจความคืบหน้าทางการเมืองที่ยืดยาด และกังวลว่าอนาคตของคนที่อยากขยับฐานะจะเป็นไปได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้นทุนด้านที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูง ทำให้โอกาสมีชีวิตที่ดีกว่าคนรุ่นเก่าเป็นไปได้ยาก ขบวนการร่มจึงมีจุดเด่นประการหนึ่ง คือการปวารณาตนเพื่ออุดมคติทางประชาธิปไตย มองว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงคือชุมชนที่ประชาชนไว้ใจกันและแบ่งปันกันได้ 
 
ในระหว่างที่ยึดถนนสองเดือน ไม่มีการตั้งร้านขายของเอากำไร ผู้คนขายร่มในราคาทุน แจกสติ๊กเกอร์และโปสการ์ดฟรี มีอาหารและน้ำให้กินฟรี (ซึ่งเป็นเสบียงที่ผู้สนับสนุนส่งเข้ามาช่วยเหลือ) ขบวนการร่มเน้นย้ำว่าคุณค่าความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่สังคมเห็นแก่เงินจะมองไม่เห็น (เสาหลักสี่เสาของระบบเศรษฐกิจฮ่องกงคือ การเงิน การค้าและการขนส่ง ภาคบริการการผลิต และภาคบริการวิชาชีพ สี่เสานี้ไม่พูดถึงชีวิต ศิลปะวัฒนธรรม)
 
 
 
จากสะพานลอย โจชัวพาเราไปยัง Lennon Wall กำแพงนี้ทอดยาวขนาบข้างบันไดสู่อาคารที่ทำการรัฐบาล ครั้งหนึ่งกำแพงนี้ถูกปูด้วยโพสอิทที่สื่อถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตย และนอกจากกำแพงเลนนอนแล้ว ช่วงที่ประท้วงยังมีงานศิลปะเชิงการเมืองอีกหลายชิ้น แต่น่าเสียดายที่ไม่มีชิ้นไหนถูกเก็บรักษาเอาไว้
 
เราเดินไปยังทางเดินริมแม่น้ำที่ตัดเข้าสวนสาธารณะ Tamar Park จากตรงนี้เราจะมองเห็นตึกสำคัญ 4 ตึกของประเทศ ได้แก่ ตึกที่ทำการรัฐบาล(CGO) ตึกกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(PLA) ตึกศาลสูงประจำฮ่องกง(High Court) และสำนักงานธนาคารต่างๆ และหากมองไปอีกด้าน เราจะได้เห็นวิวอันสวยงามของท่าเรือวิคตอเรีย และเห็นเกาะเกาลูนอยู่ไกลๆ
 
เหลือเวลาอีก 30 นาทีก่อนจะแยกย้ายกัน ไม่มีที่ไหนเหมาะสมที่จะนั่งคุยกันเท่าที่นี่อีกแล้ว เราตั้งกล้อง ติดไมค์ และเริ่มยิงคำถามใส่โจชัวรัวๆ
 
 
คุณก่อตั้งพรรคเดโมซิสโทในปี 2016 ตอนนี้เดโมซิสโทเป็นยังไงมั่งครับ
 
ตอนนี้ผมดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการของเดโมซิสโท ส่วนแอคเนส โชว์ เป็นหนึ่งในผู้นำพรรคและเป็นคณะกรรมการ เธอยังเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์อีกด้วย โดยมีนาธาน ลอว์ เป็นหัวหน้าพรรค ถึงแม้เราจะมีตำแหน่งที่หลากหลาย แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมากนะเพราะมันเป็นแค่ตำแหน่ง ยังไงเราก็เน้นแสวงหาจุดร่วม (Concensus) และผลักดันอิสรภาพ ผลักดันประชาธิปไตยของฮ่องกงให้ก้าวหน้ามากขึ้น
 
 
พรรคของคุณคิดจะทำไงต่อในระดับเอเชีย
 
ผมพยายามสร้างเครือข่ายของนักประชาธิปไตยรุ่นใหม่ในเอเชียแปซิฟิก  ปีที่แล้วเราพยายามทำเครือข่ายผู้นำ ฮ่องกง ไทย มาเลเชีย เวียดนาม สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลี เราพยายามจะเจอกันทุกปีให้ได้ อย่างปีที่แล้วเราจัดประชุมที่ฟิลิปปินส์โดยมีผู้นำเยาวชนจาก 10 ประเทศมาหารือเรื่องอนาคตร่วมกัน 
 
ในปี 2017 ความกดขี่ทางการเมืองทำให้เราไม่ได้จัดงาน คือเรากะจะเปิดรับสมัครในสิงหาคมที่ผ่านมา แต่ผมติดคุกพอดีเลยต้องยกเลิกไป (ขำเล็กน้อย) แต่เราก็หวังว่าเราจะได้จัดประชุมสำหรับนักเรียนและคนรุ่นใหม่ในปี 2018 ส่งตัวแทนมาสัก 40-50 คน
 
ผมก็หวังว่าปีหน้า July-Aug ปีหน้า ผมจะได้จัดมันนะ และเพราะตอนนี้ผมเข้าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในหลายๆประเทศไม่ได้ งานก็เลยน่าจะต้องย้ายไปจัดที่เกาหลีหรือญี่ปุ่นเพราะดูๆแล้ว น่าจะปลอดภัยที่สุด
 
คุณดูมีความเสี่ยงมาก เราทราบว่าในปี 2017 คุณติดคุกเพราะการชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาต ชีวิตหลังออกจากคุกเป็นไงมั่ง?
 
ผมได้รับโทษจำคุกอยู่หกเดือน อยู่ในนั้นได้สองเดือนก็ประกันตัวออกมา รอการอุทธรณ์ต่อศาลสูงประจำฮ่องกงผมว่ามันไม่ง่ายที่จะกลับมาใช้ชีวิตปกติหลังจากติดคุกในฐานะผู้ต้องขังเยาวชน ที่นั่นผมต้องเดินทุกวัน รับคำสั่งมากมาย ต้องแสดงความจงรักภักดีต่อผู้คุม ผมอยากบอกว่าคุกไม่ใช่ที่ที่อนุญาตให้คุณมีอิสระทางความคิด ไม่มีความคิดวิพากษ์ เพราะคุณจะถูกบังคับให้เชื่อฟังและแสดงความจงรักภักดี ... คุณต้องรับทุกคำสั่งจากชนชั้นบน แต่ที่นั่นก็เป็นที่ที่ผมได้ทบทวนตัวเอง เพื่อที่จะมีพลังขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต
 
หมายความว่ายังไงเรื่องเชื่อฟัง เชื่อฟังต่อใคร?
 
ต้องเชื่อฟังเจ้าหน้าที่ในคุกน่ะ เขาขอไต่สวนผม แต่ระหว่างการไต่สวนผมไม่ได้รับอนุญาตให้ใส่เสื้อผ้า พวกเขาให้ผมลุกนั่ง แหงนหน้ามองเจ้าพนักงาน ปฏิบัติต่อผมเหมือนสุนัขมากกว่ามนุษย์ และนี่คือสิ่งที่พวกเขาทำครับ ผมต้องแก้ผ้าระหว่างตอบคำถามของเจ้าหน้าที่
 

มีคนมากมายไม่อยากเชื่อฟัง อยากทำให้ประเทศดีขึ้น แต่ก็ยังอยากเรียนหนังสือและทำมาหากินอยู่นะ?
 
ผมอยากให้ประสบการณ์ของผมเป็นแรงบันดาลใจสำหรับผู้คน หากเราต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรในสังคมเราไม่จำเป็นต้องรอเรียนจบ ไม่ต้องรอเลื่อนฐานะเป็นชนชั้นบน แม้ตอนนี้เราจะไม่มีน้ำหนักอะไรในสังคม แต่ในฐานะคนรุ่นใหม่ของประเทศ เรายังมีความกล้าหาญและความมุ่งมั่นที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง
 
เราสามารถนำรุ่นของเราให้มีอนาคตที่ดีขึ้นได้ แทนที่เราจะปล่อยให้ชนชั้นบนครอบงำเมืองของเรา จัดการอนาคตของเรา ใช้พวกเราสร้างผลประโยชน์ใส่พวกเขา ถึงเวลาแล้วที่คนรุ่นใหม่จะสร้างแรงสั่นสะเทือน ดังที่ออกฟอร์ดเพิ่มคำว่า Youthquake ลงไปในพจนานุกรม คือให้คนรุ่นใหม่เป็นคนเปลี่ยนโลก
 
แต่เด็กไทยยังไม่รอดจากหัวเกรียนเลยนะ
 
ผมว่าโครงสร้างกดขี่อย่างการใส่ชุดนักเรียนหรือบังคับตัดผมอย่างเข้มงวดเป็นอะไรที่ยอมรับไม่ได้ อย่างในฮ่องกงเราก็มีกฎระเบียบที่บังคับให้ผู้ชายไว้ผมสั้นก็จริง แต่กฎก็ยืดหยุ่นและพอจะมีอิสรภาพบ้าง อย่างน้อยนักเรียนเลือกได้เองว่าจะไว้ทรงอะไร ว่าจะแต่งตัวยังไง ผมคิดว่าระเบียบที่กดทับอิสรภาพในการตัดสินใจอย่างเข้มงวดจนเกินเหตุเป็นสิ่งที่ไม่ดีและไม่จำเป็นมากๆ ผมไม่คิดว่าคนที่เชื่อฟังกฎพวกนี้จะใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพมากไปกว่าคนที่ตั้งคำถามถึงกฎของโรงเรียน
 
งั้นรัฐบาลควรทำอะไรเพื่อสนับสนุนนโยบายทางการเมืองของคนรุ่นใหม่
 
ผมว่าทั่วโลก ในอเมริกา เอเชีย อาเซียน มีปัญหาเหมือนกันตรงคนรุ่นเก่าไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเสียงของคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่ามักตัดสินใจบนมุมมองผลประโยชน์ของคนรุ่นตัวเอง อีกอย่างกฎระเบียบเกี่ยวกับการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็าเรื่องอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้มีสิทธิดำรงตำแหน่งสำคัญ ก็เป็นอุปสรรคใหญ่ที่กีดกันคนรุ่นใหม่ออกจากการเมือง
 
พวกเขาคงปรารถนาให้คนรุ่นใหม่ทุ่มเทเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ แต่คงไม่อยากให้เราปฏิรูปการเมืองการปกครองหรือออกไปเรียกร้องหรอกครับ ทางที่ดีรัฐบาลควรแสดงความคิดเห็นและเข้าไปอยู่ในสภาโดยมีอิสรภาพในการเสนอไอเดียอย่างเต็มที่ เปิดโอกาสให้เราแสดงคุณค่าด้านสิทธิมนุษยชน มีเสรีภาพเต็มที่บนท้องถนน แต่ถ้าเขาไม่เปิด ก็หมายความว่าเขาพยายามกดขี่คนรุ่นเราและเมินเฉยต่อสิ่งที่เราพยายามทำ
 
คุณจะบอกอะไรคนที่พึงพอใจกับเสรีภาพที่มีอยู่อย่างจำกัด ?
 
ผมพอจะรู้มาว่าหลายๆ คนในประเทศไทยค่อนข้างโอเคกับเสรีภาพที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่ผมก็อยากถามพวกเขานะว่าอนาคตแบบไหนที่คุณอยากจะส่งมอบให้กับคนไทยรุ่นต่อไป 
 
ถ้าคุณเกิดมาเป็นเบบี้บูม คุณก็โตมากในยุคที่โอกาสขยับจากชนชั้นล่างไปเป็นชนชั้นกลางไม่ลำบากเท่ายุคสมัยปัจจุบัน คุณจะมีอิทธิพลต่อสังคม มีรายได้ที่น่าพึงพอใจและเพียงพอที่จะเปลี่ยนสังคม จะเข้าถึงมาตรฐานชีวิตที่ใช้ได้ แต่ในยุคนี้โอกาสหายากมากขึ้น ทั้งในการหางาน การมีทรัพย์สิน จ่ายค่าเช่าแฟลต ไปจนถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้สำหรับการเข้ามหาลัยที่ดี สภาวะนี้ดูดกลืนครอบครัวของคุณและครอบครัวของผมไปพร้อมกัน ทั้งๆที่เราอาศัยอยู่คนละที่
 
ดังนั้นอิสรภาพที่มีอยู่อย่างจำกัดมันยังดูไม่ค่อยซีเรียสสำหรับคุณหรอกครับ แต่มันจะทำร้ายคนรุ่นต่อไปอย่างมาก โดยเฉพาะถ้าคุณหวังว่าลูกหลานของคุณจะได้ใช้ชีวิตในที่ที่ดีกว่านี้ ได้อยู่ในประเทศที่ดีกว่านี้ ประเทศไทยน่าจะมีอิสรภาพได้มากกว่านี้นะ หวังว่าคนในไทย ในฮ่องกง คนทั่วโลก จะมองเห็นอนาคตที่ดีและมีความหวังมากขึ้นครับ
 
 
“พวกเขาคงปรารถนาให้คนรุ่นใหม่ทุ่มเทเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ แต่คงไม่อยากให้เราปฏิรูปการเมืองการปกครองหรือออกไปเรียกร้องหรอกครับ...และคงไม่ใช่ทุกคนที่อยากออกมาปรากฎตัวอยู่แถวหน้า แต่อย่างน้อยเราก็เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมกับสังคมอย่างเข้มข้นได้...หากคุณมีความหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในสังคม อย่ารอจนกว่าจะรวยหรือจนกว่าจะได้เข้าไปอยู่ในวัฏจักรของอภิสิทธิ์ชนเลยครับ มันไม่สำคัญว่าคุณจะอยู่สูงหรือต่ำ สำคัญที่คุณมีความรู้ ความกล้าหาญ มีความมุ่งมั่นที่จะเห็นเมืองที่คุณอยู่มีอนาคตขึ้น ถ้าคุณมีสิ่งเหล่านี้คุณก็ทำได้เลยทันที” - Joshua Wong
 
และสำหรับคนที่คิดว่าตัวเองคงเปลี่ยนอะไรไม่ได้ ?
 
ผมอยากให้ประสบการณ์ของตัวผมเอง จากนักเรียน ม.ปลาย อายุ 14 จนปัจจุบัน (อายุ 21) ที่ใช้โอกาสนี้ก้าวข้ามตัวเองมา เป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ คน แม้ผมจะไม่ได้เป็นคนที่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าผมทำได้ผมก็อยากเชียร์ให้หลายๆ คนคิดว่าพวกเขาสามารถทำได้อย่างเต็มที่และสามารถทำอนาคตให้ดีที่สุดได้
 
คงไม่ใช่ทุกคนที่อยากออกมาปรากฎตัวอยู่แถวหน้าใช่ไหมครับ แต่อย่างน้อยเราก็เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมกับสังคมอย่างเข้มข้นได้ การที่คุณแสดงความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียก็เป็นส่วนหนึ่ง เพราะในปัจจุบันเรามีหลายวิธีที่คุณจะแสดงจุดยืนทางสังคม 
 
คุณทำดีที่สุดเมื่อคุณสนับสนุนคนที่พูดแทนคุณ อย่างน้อยพวกเขาก็รับรู้ว่าเขาไม่ได้เดินอยู่คนเดียวครับ
 
คำถามสุดท้ายมาจากเนติวิทย์ : อยากพูดถึงหนังสือเวลาอยู่ข้างเราหน่อยไหม?
 
ขอบคุณอีกทีที่สนใจการเมืองในฮ่องกง และน่าโชคดีที่หนังสือได้แปลส่วนหนึ่งของข้อเขียนของผม จากภาษาจีน สู่ภาษาอังกฤษ สู่ภาษาไทย ผมหวังว่าถ้าคุณอยากรู้เรื่องคนรุ่นใหม่พลิกโลกได้อย่างไร คุณก็น่าจะซื้อหนังสือเล่มนี้ เพราะนอกจากคุณจะอ่านหนังสือพิมพ์หรือติดตามข่าวสารภาษาอังกฤษ คุณก็น่าจะได้อ่านข้อเขียนของผมโดยตรง ว่าทำไมนักเรียนมหาลัยถึงนำมวลชนได้ คุณจะได้เห็นว่าเวลาอยู่ข้างเราอย่างไร แม้ว่าสถานการณ์ที่นี่อาจจะต่างจากที่ไทย แต่ก็อยากให้เรื่องราวของที่นี่เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ในไทยทำอะไรได้มากขึ้น
 
หากคุณมีความหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในสังคม อย่ารอจนกว่าจะรวยหรือจนกว่าจะได้เข้าไปอยู่ในวัฏจักรของอภิสิทธิ์ชนเลยครับ มันไม่สำคัญว่าคุณจะอยู่สูงหรือต่ำ สำคัญที่คุณมีความรู้ ความกล้าหาญ มีความมุ่งมั่นที่จะเห็นเมืองที่คุณอยู่มีอนาคตขึ้น ถ้าคุณมีสิ่งเหล่านี้คุณก็ทำได้เลยทันที
 
ดังนั้นผมหวังว่าภายใต้การจำกัดสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน คนรุ่นใหม่ในประเทศไทยจะสามารถแสดงจุดยืนของตัวเอง และก้าวข้ามข้อจำกัดนั้นได้ในที่สุด
 
อย่าปล่อยให้อภิสิทธิ์ชนครอบงำช่วงเวลาของเรานะครับ
 
 
หลังสัมภาษณ์เสร็จ ถอดไมค์ เก็บของ ยินดีที่ได้มาพบกัน เราจับมืออย่างหนักแน่นพร้อมรอยยิ้ม และแยกย้ายจากกันไป ฉันและเปรมปพัทธสูดหายใจลึกๆ ดีใจที่งานเสร็จซะที เรียบง่ายกว่าที่จินตนาการเอาไว้มาก (อย่างน้อยในขณะที่เขียน เราสองคนก็ปลอดภัยดีในประเทศไทย - หวังว่าจะปลอดภัยไปอีกนานๆ) แต่ภารกิจส่วนตัวยังไม่จบ เพราะบ่ายโมงแล้ว ยังไม่ได้กินอะไรเลย 
 
ดังนั้นเราสองคนจึงพาตัวเองไปยังร้าน Yat Lok แถบสถานี Central ซึ่งมีความดีเด็ดในด้านห่านย่างหนังกรอบ
 
 
และนี่คือห่านย่างหนังกรอบชั้นไขมันหนาที่ฉันใฝ่ฝัน กินพร้อมบะหมี่ข้าวหรือโปะหน้าข้าวสวยร้อนๆ ก็อร่อย เราลองสั่งเฉพาะเนื้อห่านมาเบิ้ลอีกหนึ่งจาน แต่พบว่าห่านย่างเป็นจานอร่อยน้อยกว่าห่านที่โปะมาในบะหมี่ อาจเพราะน้ำซุปข้นหอมที่ซึมเข้าไปในชั้นไขมันได้ชูรสให้อร่อยละมุนมากขึ้น ถือว่าภารกิจการมาฮ่องกงได้บรรลุแล้ว 
 
 
ก่อนกลับไทยจึงแวะไปชอปปิ้งย่าน Mong Kok ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในหมู่คนสะสมของเล่นและอาร์ทอยเป็นอย่างดี แต่รู้ไหมว่าครั้งหนึ่งขบวนการ Scholarism ได้จัดประท้วงในชื่อ “การปฏิวัติชอปปิ้ง” หลังจากถูกตำรวจไล่รื้อแคมป์ชุมนุมเขต Mong Kok ภายหลังการไล่รื้อ นายเหลียงชุนหยิง (ผู้ว่าการเกาะฮ่องกง) ยังประกาศออกสื่ออีกว่า “หลังจากกวาดล้างพื้นที่ประท้วงแล้ว ประชาชนควรกลับไปชอปปิ้งซะ” ดังนั้นเหล่าผู้ชุมนุมจึงปฏิวัติผ่านการชอปปิ้งซะเลย ชอปไปประท้วงไป ทำให้ตำรวจสับสนว่าใครคือคนที่มาชอปปิ้ง และใครเป็นผู้ประท้วงกันแน่
 
ความคิดสร้างสรรค์ ความเสียสละ ความไม่ยอมแพ้ต่ออยุติธรรม และความหวังที่มีต่อคนรุ่นใหม่ทำให้ฉันคิดว่าสมควรแล้วที่ขบวนการร่มและแกนนำเหล่านี้จะถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสันติภาพแห่งปี 2018 ระหว่างเขียนและเดินทางต่อ ฉันคิดทบทวนตัวเองพอสมควร เพราะอีกห้าปีฉันก็จะอายุสามสิบ ฉันอาจจะแต่งงาน มีลูก มีภาระ และกังวลว่าหลังจากนั้นฉันจะไม่กล้าเสี่ยงทำในสิ่งที่มีแค่คนหนุ่มสาวเท่านั้นที่ทำได้อีกต่อไป
 
ฉันได้ทำอะไรให้คนรุ่นต่อไปบ้างหรือยังนะ
 
...
 
ผู้เขียน : 
นานา วิภาพรรณ วงษ์สว่าง 
นักเล่น ทำ Content และทุกสิ่งอย่างให้ Thaiconsent, Youngfilm, Newground,  เกรียนศึกษา 
งานอดิเรกคือทำบอร์ดเกม Coconut Empire ในเวลาว่าง (ช่วงนี้แจกให้ปรินต์ฟรีๆ ด้วยเน่อ)
อ้างอิง :
 
 
...
 
 
หนังสือ : เวลาอยู่ข้างเรา 
(Time Is On Our Side : A Book For Joshua Wong's 21st Birhtday)
 
เรียบเรียงและแปลโดยเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล และ ภวัต อัครพิพัฒนา
 
หนังสือรวมบทบันทึกวีรกรรมอันร้อนแรงสู่การเปลี่ยนแปลงสำนึกของสังคมจากอดีตสู่ปัจจุบัน เพื่อยืนยันว่า เวลาอยู่ข้างเรา