บทสัมภาษณ์จากนิตยสาร GM ฉบับเดือนธันวาคม 2555 
 
ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ (อดีต)เลขาธิการอาเซียน ในยุคสมัยที่ไม่มีใครอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว
 
“No Man is an island. นี่คือวรรคทองของชีวิตผมเลยนะ คนรุ่นคุณก็ได้เรียนเรื่องนี้กันด้วยหรือ?” ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ กลับเป็นฝ่ายตั้งคำถาม GM บ้าง หลังจากการสัมภาษณ์อันยาวนานเสร็จสิ้นลง และเขากำลังโพสท่าถ่ายภาพไปพลาง ก็ชวนพวกเราคุยไปพลาง “เปล่าครับ ผมได้ยินมาจากหนังเรื่อง About a Boy” เราตอบ ดร. สุรินทร์หัวเราะอย่างอารมณ์ดี เขาไม่เคยดูหนังเรื่องนี้หรอก และเขาแทบไม่เคยมีเวลาพักผ่อนหย่อนใจมานานแล้ว ตั้งแต่เมื่อเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน เมื่อ 5 ปีก่อนเขาเล่าย้อนความหลัง ว่ากวีบทนี้เป็นแรงบันดาลใจทำให้เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง กล้าก้าวออกมาจากคอมฟอร์ทโซน สอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ กลับมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย กระโจนเข้าสู่วงการเมือง ไต่เต้าขึ้นจนถึงระดับรัฐมนตรี และกระโดดออกไปทำงานด้านการทูตในระดับภูมิภาค ระดับโลก ในตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เขามีบทบาทอย่างสูงในการพาชาติอาเซียนเข้าไปพัฒนาการเมืองของพม่า การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน หรือ AEC รวมไปถึงการเปิดเจรจาการค้ามากมายกับประเทศมหาอำนาจของโลก อย่างสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป
 
“เชื่อผมเถอะ ว่าบทกวีของ จอห์น ดอนน์ ยิ่งนับวันก็ยิ่งเป็นจริง ในยุคสมัยที่โลกรวมตัวกัน คนรุ่นคุณจะต้องกล้าเปิดตัวเองออกไป ต้องสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่น คุณจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม” เขากำชับกับเรา และเริ่มท่องกวีบทนี้ให้เราฟังเต็มๆ
 
No man is an island,
Entire of itself.
Each is a piece of the continent,
A part of the main.
If a clod be washed away by the sea,
Europe is the less.
As well as if a promontory were.
As well as if a manor of thine own
Or of thine friend’s were.
Each man’s death diminishes me,
For I am involved in mankind.
Therefore, send not to know
For whom the bell tolls,
It tolls for thee.
 
นี่คือแก่นของการเมืองและการทูตระหว่างประเทศในสังคมร่วมสมัย ดร. สุรินทร์เชื่อว่าสังคมและชีวิตในอนาคตข้างหน้า เราต้องมองถึงความเชื่อมโยงถึงกัน ร่วมกันประคับ-ประคองตัวให้อยู่ในกระแสธารของความสัมพันธ์ และถ้าเกิดมีปัญหาความขัดแย้ง ไม่ว่าจะด้วยเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา การเมือง หรือเศรษฐกิจ คนทั้งโลกต้องแก้ปัญหาด้วยการร่วมแรงร่วมใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน “ความตายของเพื่อนร่วมโลก กัดกร่อนชีวิตของเราทุกคน ดังนั้นก็อย่าถามว่าระฆังนั้นตีเรียกใคร เสียงระฆังนั้นเพื่อเรียกเราทุกคน” ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ ท่องกวีนี้มาตลอดชีวิต มาจนถึงวันนี้ เขากำลังจะพ้นวาระการดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน ในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 และในขณะที่ประเทศในอาเซียนกำลังจะรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียน ในปี 2558
 
และนี่คือส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ของ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ ที่คัดจากนิตยสาร GM ฉบับเดือน ธันวาคม 2555 ในส่วนเนื้อหาที่ยังชวนให้คิดอยู่ อันแสดงถึงวิสัยทัศน์และความตั้งใจในการขับเคลื่อนภูมิภาคอาเซียนโดยมีประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งหัวรถจักรในการขับเคลื่อนภูมิภาคนี้ดังที่จะเห็นได้จากปัจจุบัน
 
 
GM : รัฐบาลไทย (ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)ได้เตรียมกองทัพนักลงทุนของไทย ออกไปเปิดตลาด ไปลงทุนนอกประเทศมากแค่ไหนแล้ว
ดร. สุรินทร์ : คนไทยเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ มองออกไปข้างนอกมากขึ้น มากกว่าที่จะรู้สึกปลอดภัยตอนอยู่ในบ้าน แต่จิตใจของคนไทยส่วนใหญ่
 
ดูเหมือนสวนทางกับสิ่งที่ทั้งโลกกำลังดำเนินไป คือเราชอบการอยู่ในคอมฟอร์ทโซน ผมเป็นห่วงอย่างมาก ว่าพอถึงตอนที่เราเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าจำเป็นต้องออกไปค้นหาบางอย่างข้างนอก มันช้าไปแล้ว เพื่อนไปกันหมดแล้ว อย่างธุรกิจธนาคารของอาเซียนหลายๆ ประเทศก็ช้าไปนิดหนึ่งแล้ว ต้นทุนการทำธุรกิจตามหลังคนอื่น มันจะสูงขึ้น ถ้าเราปล่อยโอกาสให้คนอื่นเข้าไปยึดพื้นที่ได้ก่อน รัฐบาลไทยตอนนี้ต้องเอาจริงเอาจังกับนโยบายส่งเสริมธุรกิจไทยสู่อาเซียน สู่ AEC ให้มากขึ้นกว่านี้ ต้องมีส่วนเสริมอะไรเพื่อช่วยนักลงทุน ช่วยจูงใจให้เขาออกไป เรื่องเงินทุนต้องมีเงินสนับสนุนให้เขาออกไป เรื่องข้อมูลก็ต้องมีให้พร้อม พวกธุรกิจเอสเอ็มอีของเราดีๆ ทั้งนั้น แต่โดยคำจำกัดความของมันว่าเป็นธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ก็แปลว่า แขน ขา หู ตาของเขาสั้น กระเป๋าเขาไม่ลึก เขาก็ออกไปไม่ได้ มีแต่บริษัทยักษ์ใหญ่จริงๆ ของไทยเราเท่านั้น ที่สามารถออกไปได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน อย่างตอนนี้ที่เอสซีจีก็ออกไปแล้ว ไทยเบฟฯ ก็ออกไปแล้ว บริษัทใหญ่ระดับนี้ ถึงกับวางรากฐานองค์กรใหม่หมด คือกำหนดให้เป็นบริษัทระดับอาเซียนเลยทีเดียว พวกองค์กรใหญ่ผมไม่ห่วง แต่ห่วงบางส่วนของเศรษฐกิจไทยที่ขึ้นอยู่กับเอสเอ็มอี การจ้างงานก็ขึ้นกับเอสเอ็มอี รายได้ประชาชาติก็ขึ้นกับเอสเอ็มอี ส่วนส่งออกนี่ดีไม่ดี เอสเอ็มอีอาจมีส่วนในเรื่องมูลค่าการส่งออก 30-50% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดก็ได้
 
เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะปล่อยให้เขาอยู่ตรงนี้ อยู่แค่ในตลาดในประเทศ ก็คงไม่พอ เขาต้องการข้อมูล ต้องการให้มีคนมาอธิบายเงื่อนไข กฎเกณฑ์ ทั้งจากกระทรวงพาณิชย์ บีโอไอ กระทรวงอุตสาหกรรม ต้องมองภาพกว้างกว่านี้ ไม่ใช่ส่งเสริมเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ เอสเอ็มอีไทยเข้าใจเงื่อนไขต่างๆ ทางธุรกิจน้อยอยู่ แต่บริษัทใหญ่ๆ มีนักกฎหมายซึ่งดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ มีนักกฎหมายมาดูในเรื่องที่ว่าอาเซียนตกลงเรื่องอะไรกันบ้าง เช่น พวกบริษัทรถยนต์ เขารู้เลยว่าด้วยเงื่อนไขในอาเซียนต้องมีคอนเทนต์อยู่เท่าไร จึงเรียกว่าเป็นผลิตผลของอาเซียน และเมื่อถือว่าเป็นสินค้าของอาเซียนแล้ว มีสิทธิ์ส่งออกไปในตลาดที่เรามีข้อตกลงในด้านการค้าเสรีด้วย เช่น ตลาดอินเดีย ตลาดเกาหลี ตลาดจีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งเอสเอ็มอีก็สามารถทำได้ เพียงแต่เขาต้องการข้อมูลเหล่านี้ เหมือนอย่างประเทศญี่ปุ่นที่มีหน่วยงานข้อมูลเรื่องตลาดในแต่ละประเทศเลย ในไทยเราก็มี JETRO ของเขามาตั้ง ทำนองนั้นแหละ
 
GM : เราเคยสัมภาษณ์นักเขียนเกาหลีคนหนึ่ง ให้เขาเปรียบเทียบตัวเองกับคนญี่ปุ่น สิ่งที่เขาบอกคือ ลึกๆ แล้วเขารู้ตัวว่าเกาหลียังไม่สามารถสู้ญี่ปุ่นได้ เพราะเกาหลีมีบริษัทระดับโลกแค่ฮุนได ซัมซุง แอลจี แต่ธุรกิจอื่นๆ ข้างในยังเล็กมาก ไม่ได้เป็นระดับโลกเลย สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเมืองไทยน่าจะเป็นเช่นนี้ใช่ไหม
ดร. สุรินทร์ : เยส! คือมีแต่รายใหญ่ที่ใหญ่ไปเลย และส่วนที่เหลืออีกเยอะแยะคือพวกรายเล็กๆ ไม่สามารถเติบโตออกไปข้างนอกได้ แต่ผมว่าประเทศเกาหลียังดีกว่าเรา คือเขารู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป เขาลงทุนด้านการค้นคว้า วิจัยทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี งานดีไซน์ และ R&D สูงมาก เข้าใจว่าเกาหลีใช้งบในเรื่องนี้ไปประมาณ 3.48% ของรายได้ประชาชาติ เทียบกับของเราอยู่ที่ 0.18-0.19% ของรายได้ประชาชาติ ในตอนนี้เรากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีดัชนีตัวเลขนี้ต่ำที่สุดในโลก ถ้าไม่รีบจัดการเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา เราจะมีปัญหาอันหนึ่ง เรียกว่า Middle Income Trap คือการติดอยู่ในกับดักของการเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลางเท่านั้น จะขึ้นไปเป็นระดับสูงไม่ได้
 
GM : เราเหมือนเป็นแฟรนไชส์ให้เขาตลอดไป
ดร. สุรินทร์ : ใช่ เราต้องจ่ายค่ารอยัลตี้ฟี ค่าเทคโนโลยี ค่าแบรนด์ ค่าทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเรายังไม่คิดแบรนด์ขึ้นมาเอง แล้วสร้างให้เกิดความนิยมขึ้นในหมู่คนไทย มันต้องเป็นแบรนด์ที่ออกไปสร้างความน่าเชื่อถือในตลาดข้างนอกประเทศได้ ตลาดอาเซียนที่มีมูลค่า 600 ล้าน จะมีโมเมนตัมของมันเอง คือถ้าสินค้าขายได้ในตลาดอาเซียน 600 ล้านคน ก็แปลว่ามันมีโอกาสก้าวต่อไปสู่ตลาด Next to ASEAN ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย ก็ต้องหันมาดู ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการแบรนด์นั้นว่าจะเป็นที่ยอมรับมากน้อยแค่ไหน คนอื่นทำได้ เราก็ต้องพยายามทำให้ได้ ผมพูดเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว ทั้งในเวทีอาเซียน เวทีโลกาภิวัตน์ คนหนุ่มสาว นักธุรกิจ นักบริหารไทยที่มีการฝึกอบรม ผ่านการเทรนนิ่งมาดี จากสถาบันที่สอนเอ็มบีเอสุดยอดจากทั่วโลก ต้องรักษาวิธีคิดนี้ไว้ ต่อไปนี้ต้องพร้อมลุยตลาดนอกประเทศ ซึ่งที่ผมเห็นยังมีน้อยอยู่ ธุรกิจส่วนหนึ่งก็เป็นแบบธุรกิจครอบครัว คนรุ่นหนุ่มสาวก็รับช่วงมาทำต่อไปแบบเดิมๆ
 
ผมว่าคนหนุ่มสาวรุ่นนี้ กำลังมีการบ้านเรื่อง AEC ที่จะต้องส่งในอีก 3 ปีข้างหน้า เราจะไปค้นคว้าและเขียนการบ้านกันอย่างไรดี สิ่งที่เน้นเป็นพิเศษคือ Mindset ให้ได้ก่อน
 
และต่อมาคือความสามารถที่จะเอาทุกอย่างที่เป็นเลิศในประเทศไทย ออกไปนำเสนอให้กับประเทศอื่น ต้องการทักษะในการขาย ทักษะในการโปรโมต ทักษะในการเจรจาต่อรอง ทักษะในการสร้างการยอมรับให้กับสิ่งที่เมืองไทยมีอยู่ว่าเป็นสิ่งยอดเยี่ยม ตัวอย่างง่ายๆ ที่ผมสงสัยมาตลอดเลย คือทำไมเรื่องโฮเทล แมเนจเมนท์ เราถึงเป็นเลิศไม่ได้? ทั้งที่การท่องเที่ยวของเราก้าวไปไกลมาก และโฮเทล แมเนจเมนท์ มันควรจะเป็นของผู้บริหารไทยในความเป็นเลิศในการบริการ ในเซกเตอร์นี้ เพราะไม่มีประเทศไหนในอาเซียนที่จะเก่งกาจในเรื่องการท่องเที่ยวเทียบเท่าประเทศไทยได้ การบริหารจัดการส่วนสำคัญของการท่องเที่ยว ก็คือโรงแรม แต่ในระดับสุดยอดกลับเป็นคนยุโรป ทำไมเราสุดยอดเรื่องนี้ไม่ได้ เป็นเรื่องที่ต้องมาคิดในเรื่อง Competitiveness ในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่เป็นทีมบริหารจัดการ
 
GM : อย่างธุรกิจค้าปลีกของเรา คุณคิดว่าเป็นเลิศแล้วหรือยัง แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลมาเที่ยวสยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ กลุ่มจิราธิวัฒน์ไปเปิดศูนย์การค้ายักษ์ใหญ่กลางเมืองอิตาลี มิลาน
ดร. สุรินทร์ : ก็อาจจะถือว่าเป็นเลิศแล้ว แต่ผมว่าเราควรเป็นให้ได้อย่างนี้นอีกหลายๆ เซกเตอร์ เราต้องเพาะบ่มกันนานแค่ไหน ถึงจะเป็นเลิศพอที่จะไปเปิดกิจการเหล่านี้ในตลาดต่างประเทศได้ และต้องไปด้วยความเป็นเลิศด้วยนะ ไม่ได้ไปเพราะกลุ่มของเรามีเงินหนาอย่างเดียว เราต้องมีอะไรที่เป็นลักษณะเฉพาะของเรา มีความเป็นไทย มีเอกลักษณ์ และถูกนำไปใช้เป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน
 
 
GM : คุณพูดด้วยน้ำเสียงแบบพวกชาตินิยมมากเลย ทำไมช่วงนี้ที่เรากำลังจะก้าวไปร่วม AEC กลับมีความคิดแนวชาตินิยม มีการก่อม็อบว่าจะแช่แข็งประเทศ มีความขัดแย้งเรื่องพรมแดนกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น
ดร. สุรินทร์ : ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ภาพความขัดแย้งในเมืองไทยถูกฉายไปทั่วโลก รับรู้กันทั่วโลก ผมว่าคนไทยต้องทำใจให้กว้างกว่านี้ และคนทั้งโลกก็ต้องทำใจให้กว้างกว่านี้ มีทางเดียวที่ประชาคมโลกจะพบกับความสงบ ความสันติ ก็ต่อเมื่อเราใจกว้างและยอมรับซึ่งกันและกัน คนไทยเป็นคนที่ใจกว้างพอสมควรอยู่แล้ว ผมว่าคนไทยไม่ค่อยเหมือนพวก Fundamentalist หรอกครับ และด้วยความที่ไม่เป็น Fundamentalist เราก็อาจไม่มีจุดยืนหรือหลักการที่แน่นอน ที่เป็นคาแร็กเตอร์ชัดเจน ยืนหยัดว่าถึงจุดนี้จะถอยไปอีกไม่ได้ ยอมไม่ได้ ต้องมีหลักการ กฎเกณฑ์ให้เรายืนหยัดหรือรักษา เป็นเอกลักษณ์พิเศษ แต่เพราะเราไม่เป็น Fundamentalist นี่เราหยวนๆ กันมากไป เราจึงไม่สามารถรักษาระบบให้มั่นคงกว่านี้ มองว่าเป็นข้อดีก็ได้ มันเป็นข้อดีของคนไทยมาระยะหนึ่ง เราเปิดกว้าง รับได้ทั้งนั้น อะไรก็ได้ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เราต้องหัดมีค่านิยมที่ชัดเจน ถูกต้อง
 
การที่คนไทยมองถึงผลประโยชน์ของตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด ทุกประเทศทั่วโลกก็ต้องมองผลประโยชน์ตัวเองเหมือนกันทั้งนั้น ถ้าผลประโยชน์ของตัวเองในที่นี้คือคำว่า Self Interest เราทุกคนมี Self Interest ทั้งนั้น หมายความว่าเราจะต้องไปชักจูง ชวนเชิญ หรือโน้มน้าวให้คนอื่นมาทำตามผลประโยชน์ของเราได้ แต่ต้องเป็นการชักจูงในกรอบของหลักเกณฑ์ กฎเกณฑ์ เงื่อนไขที่โปร่งใส คนอื่นก็รู้ ก็มีส่วน ก็รับได้ด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่น่ากลัวคือการมองผลประโยชน์ของตนเองในอีกแง่หนึ่ง คือคำว่า Selfishness คือความเห็นแก่ตัว เพราะมันทำให้ไม่มีใครเคารพในกฎเกณฑ์อะไรทั้งสิ้น ไม่ยอมรับว่าอะไรถูก อะไรผิด ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของตัวเอง ความเห็นแก่ตัว ไม่เคารพในกฎเกณฑ์ ความถูกต้องใดๆ กฎหมายก็ไม่เคารพ นี่คือสิ่งที่ต้องแก้สิ่งนี้ให้ได้ ระบบระเบียบต่างๆ ที่อาเซียนเราตั้งขึ้นมา เขตเศรษฐกิจอื่นๆ และของทั่วโลก ล้วนตั้งขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนสามารถรักษา Self Interest เป็นกฎเกณฑ์กลาง เพื่อให้เราต่างคนต่างออกไปชักจูงคนอื่นให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ แต่ต้องไม่ไปเอาเปรียบ ไปกระทบกระเทือนคนอื่น ในการแข่งขันทางการค้า ผมแพ้ คุณชนะ ตามกฎเกณฑ์ที่ตกลงไว้ นั่นถึงจะยุติธรรมและยอมรับได้
 
GM: ในฐานะที่คุณเดินทางไปหลายๆ พื้นที่ในโลก ซึ่งตอนนี้ก็เกิดการจลาจลลุกฮือขึ้นของประชาชนในเมืองต่างๆ จนกลายเป็นข่าวธรรมดาไปแล้ว คุณมีความเห็นอย่างไร
ดร. สุรินทร์ : ผมเชื่อว่าในเมืองไทยเราไม่ได้มีรากเหง้าของความขัดแย้งที่ต่อเนื่อง สถานการณ์ตอนนี้มันเหมือนจู่ๆ ก็เกิดขึ้นมา ในอดีตเราเคยประคับประคองตัวเองเพื่อหาความสมดุลในสังคมได้ดีกว่านี้ มีความเกื้อกูลซึ่งกันและกัน นั่นคือทุนทางสังคมของเรา เป็น Social Asset, Social Capital เราเป็นผู้นำคนอื่นทางด้านนี้ ประคับประคองประเทศมา 60-70 ปี มันคงต้องมีอะไรบางอย่างที่ผิดพลาดขึ้นมาในรอบ 4-5 ปีนี้ เทียบกับคนอื่นที่เขาเคยมีปัญหาหนักมาก่อน เขาก็ค่อยๆ เดินหน้าไปเรื่อยๆ ค่อยๆ จัดรูปแบบสังคม เศรษฐกิจ เพื่อให้เข้ารูปเข้ารอย แต่กับของเรา เราทำมาได้ ถึงตอนนี้มันกลับเกิดกลไกต่างๆ ไปกระทบกระทั่ง ฟันเฟืองต่างๆ ฝืดไปหมด ทุกองค์กร หน่วยงาน สถาบัน กระสับกระส่ายไปหมด (ถอนหายใจ) คุณคิดดูก็แล้วกัน ไทยเราเป็นประเทศท้ายๆ ที่ให้สัตยาบันกับอาเซียนชาร์เตอร์ หรือกฎบัตรอาเซียน เรามีปัญหาความล่าช้าในหลายๆ เรื่อง ถ้าจะให้ผมอธิบายแบบเป็นแง่บวก ก็ต้องบอกว่าเราเป็นประเทศประชาธิปไตย เลยต้องพูดกันเยอะ ต้องถกเถียงกันเยอะ (หัวเราะ) ช่วงที่ผ่านมา มีคนถามเรื่องนี้เยอะ ผมก็ต้องตอบไปแบบนี้
 
เพราะทุกคนล้วนอยากรู้กันทั้งนั้น แต่ถ้ามองในทางลบ เราเคลื่อนไหวช้ามาก ในเรื่องการแสดงจุดยืน นโยบาย ความคิด ในเวทีระดับโลก แค่ในระดับอาเซียนนี่แหละ เรายังไม่ต้องไปไหนไกลเลย ก็อย่างที่ว่าน่ะ ว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างผิดพลาดขึ้นมาในรอบ 4-5 ปีนี้
 
GM : เทียบกับเมื่อ 40 ปีก่อน ตอนที่คุณเรียนจบกลับมา แล้วมาเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์ การเมืองในตอนนั้นต่างกับตอนนี้อย่างไร ทั้งในระดับภายในประเทศเรา และในระดับโลก
ดร. สุรินทร์ : โอ้ว! ตอนนั้นยุคต้นทศวรรษ 1980 ประมาณปี 2517-2518 ในเมืองไทยเรามีการพูดถึงทิศทางของประเทศชาติ อำนาจถูกท้าทาย ชาวบ้านเริ่มตื่นตัว มีการตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม ความเสมอภาค ความยุติธรรมในสังคม กระแสความคิดของเด็กนักศึกษายุคนั้น เริ่มมีการตั้งเป็นขบวนการ แวดวงมหาวิทยาลัยตระหนักขึ้นมาได้อย่างชัดเจน ว่าตนเองต้องเป็นผู้ให้คำตอบกับคำถามเหล่านั้น แต่มาถึงปัจจุบัน ก็อย่างที่ว่านั่นแหละ อะไรสักอย่างมันผิดพลาดไป คำถามเหล่านี้จึงหายไป กลายเป็นเรื่องการเผชิญหน้ากันแทน อาจจะเพราะเราถามมาจนเบื่อแล้ว เพราะ 40 ปีที่ผ่านมามันไม่มีคำตอบให้ ระบบไม่ได้ตอบคำถามเหล่านั้น ซึ่งถูกถามมาตั้งแต่ต้นปี 1980 ขณะเดียวกัน ปัญหาสั่งสมและทับถมมาเรื่อยๆ ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม คนรวยก็รวยกันไป ส่วนคนจนก็จนอยู่อย่างนั้น พอถึงจุดหนึ่ง คนถามเริ่มเบื่อ ถามไปก็เท่านั้น เพราะคนที่อยู่ในฐานะที่ต้องตอบก็ไม่สนใจ ในที่สุดจึงต้องเผชิญหน้ากัน
 
นักการเมืองคือสิ่งที่เกิดขึ้นมาท่ามกลางความขัดแย้ง เป็นผลพวงของปัญหาที่ดำเนินมา สิ่งที่น่าห่วงคือ ในอดีตนักการเมืองมาจากคนที่เป็นครู เป็นนักกฎหมาย แต่เดี๋ยวนี้มาจากไหน นักการเมืองคือนักธุรกิจ แปลว่าคำถามที่เราเคยถามกันเรื่องความยุติธรรม ความเสมอภาค ความถูกต้อง โอกาสของคนที่อยู่ชายขอบ มันไม่มีคำถามแบบนั้นแล้ว เดี๋ยวนี้กลายเป็นอะไรไปแล้ว? …
 
GM : อาเซียนจึงถือว่าเรื่องภาษา วัฒนธรรม ศาสนา และสังคม เหล่านี้รวมเป็นอีกเสาหลักหนึ่ง นอกจากเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงทางทหาร
ดร. สุรินทร์ : ใช่ ความเป็นสังคมและวัฒนธรรมร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็น ในการรวมตัวกันเป็นสังคม เป็นชาติ หรือเป็นประชาคม เราต้องสร้างให้คนมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ยอมรับในความแตกต่างหลากหลายที่มีอยู่ อาเซียนคือ 4% ของพื้นที่โลก 6-8% ของจำนวนประชากรโลก ประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่อียิปต์ ปากีสถาน ซาอุฯ แต่คืออินโดนีเซีย
ที่อยู่ในอาเซียนของเรา เรามีประเทศคริสเตียนคาทอลิกประเทศเดียวในทวีปเอเชีย คือประเทศฟิลิปปินส์ ต้องยอมรับว่าเราหลากหลาย ถ้าจะสร้างประชาคมก็ต้องสร้างที่อาเซียน แต่เรากำลังมุ่งไปสู่วิชั่นเดียวกัน อย่าทำให้ความหลากหลายเป็นเรื่องที่ต้องมากระทบกระทั่งกัน จนกระทั่งเราไม่สามารถไปถึงวิชั่นนั้นได้ คอมมูนิตี้เป็นคอนเซ็ปต์ทางเศรษฐกิจ เพราะเราต้องการไปแข่งกับคนอื่น ถ้าไม่รวมตัวเป็น 600 ล้าน เราก็ไปแข่งจากฐาน 60 ล้านคนเหมือนที่เคยแข่งมา และมันไม่ได้ผล เสียงที่จะไปต่อรองกับคนอื่นมีไม่เพียงพอ ต้องต่อรองจากฐานที่มีน้ำหนักมากกว่า ใหญ่กว่า ตอนแรกๆ ที่คิดจะก่อตั้งเป็นประชาคมอาเซียน คุณถนัด คอมันตร์ คิดเพียงแค่มารวมตัวกันเพื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งตอนนี้มันขยายออกไปสู่เวทีการต่อรองทางเศรษฐกิจ การรวมตัวกันได้จริงๆ จึงขึ้นอยู่กับเสาหลักอื่นๆ ด้วย
 
GM : ตอนนี้เริ่มมีกระแสต่อต้านต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ต่อต้าน WTO บ้าง กลุ่มออกคิวพายวอลล์สตรีทบ้าง ต่อต้านโลกาภิวัตน์บ้าง ไปจนถึงลัทธิการก่อการร้ายเลยก็มี ตกลงแล้วโลกาภิวัตน์มันดีต่อมนุษยชาติจริงไหม
ดร. สุรินทร์ : การต่อต้านเกิดขึ้นเพราะมีกลุ่มคนที่คิดว่าจะเสียเปรียบ ในขณะที่โลกาภิวัตน์เป็นกระแสที่มนุษย์ต้านทานไม่ได้ เพราะมันเกิดจากการเคลื่อนตัวของ 1. ทุน และ 2. เทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งทุนและเทคโนโลยีย่อมไหลเรื่อยไปตามธรรมชาติ ทุนย่อมไปลงทุนในที่ที่ได้กำไรมากที่สุด พื้นที่ใหม่ๆ จึงเปิดออกตามแรงกดดันของทุน ไม่ว่าเราจะปิดประเทศอย่างไรก็ตามแต่ ไม่ว่าเราจะออกกฎหมาย สร้างกฎระเบียบทางการค้าอะไรขึ้นมาก็ตามแต่ ทุนก็ย่อมต้องหาวิธีแทรกซึมเข้าไปจนได้ พวกเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็เช่นกัน เราทุกคนที่อยากรับเอาเทคโนโลยี รับเอาทุนเหล่านี้เข้ามา ตั้งแต่ไหนแต่ไรมันก็เป็นแบบนี้มาตลอด เพียงแต่พอมาถึงยุคโลกาภิวัตน์ มันเชี่ยวกรากขึ้น ถาโถมรุนแรงมากขึ้น เราทุกคนรู้สึกหวั่นไหว ว่าสิ่งที่ตัวเองเคยมีถูกทำลายลง ความเคยชินที่เคยเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไป เราเลยเกิดความรู้สึกต่อต้าน แต่ท้ายที่สุด เชื่อผมเถอะ เราต่อต้านไม่ได้หรอก วิธีที่ดีที่สุดคือมานั่งลงร่วมกันวางกฎเกณฑ์ใหม่ ให้เราจัดการกับมันได้จะดีกว่า เพื่อพอถึงเวลามันจะเข้ามาแล้ว จะไม่ถาโถมเราให้ล้มระเนระนาดเหมือนสึนามิ เรายังรักษาเอกลักษณ์ไว้ อาเซียนไม่ต้องการให้คนไทยเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น คนเวียดนามก็ต้องอยู่เป็นคนเวียดนาม เราต่างก็รักษาเอกลักษณ์ ค่านิยมที่ดีของตัวเองไว้
 
 
GM : Worst Case Scenario ของประชาคมอาเซียนคืออะไร คุณมองไว้บ้างหรือไม่
ดร. สุรินทร์ : ก็คือการต่อต้านนี่แหละ คนข้างในอาเซียนเองที่ไม่พร้อมแข่งขัน จะเริ่มออกมาต่อต้าน แต่เป็นการต่อต้านในกรอบที่แคบลงกว่าโลกาภิวัตน์ คือต่อต้านกันในภูมิภาคของเราเอง ต่างกับโลกาภิวัตน์ที่ต่อต้านกันทั้งโลก ตอนนี้ก็เห็นการต่อต้านมาแล้วนะ ที่เห็นชัดคือในธุรกิจธนาคารและสายการบิน ลองดูสิ ธนาคารกี่ธนาคารในบ้านเราที่ต่างชาติ
 
มาซื้อกิจการ สายการบินต่างชาติหลายบริษัทเข้ามาบ้านเราแล้ว ผู้ประกอบการในไทยก็เริ่มรู้สึกอึดอัดกับการแข่งขันที่สูงขึ้น สิ่งที่อาเซียนและผมพยายามทำอยู่ขณะนี้ คือจัดการให้มาอย่างมีระบบ ไม่ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันมาก
 
และผมคิดว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือเรื่องแรงงาน ขณะนี้แรงงานเขมรมีทางเลือกว่าจะไปตะวันออกกลางหรือมาเมืองไทย ผมว่าเขาเลือกมาไทยแน่ๆ เพราะ 1. ใกล้กว่า 2. อะไรต่อมิอะไรในบ้านเราคล้ายกับบ้านเขา อาหาร อากาศ กลับบ้านง่ายกว่า ที่สำคัญคือนายจ้างคนไทยก็ชอบด้วย เพราะค่าแรงไม่ต่างกันมากนัก ท่านรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานของเขมรพูดกับผมเองเลยนะ แล้วอะไรที่จะเกิดขึ้นตามมา แรงงานไทยจะเกิดดิสโลเกชั่น คำถามต่อมาคือ แล้วเราจะจัดการกับแรงงานต่างด้าวอย่างไร กลไกดูแล ประกันผลประโยชน์ให้กับเขา ถ้าเกิดการโยกย้ายแรงงานครั้งใหญ่ แรงงานพม่าย้ายออกไปที่อื่น มหาชัยของเราอาจจะล้มทั้งยืน ธุรกิจแปรรูปอาหารทะเลเป็นธุรกิจที่สำคัญของเรา นักธุรกิจภาคก่อสร้างบ่นกับผมว่า มันไม่ไหวแล้ว คนไทยไม่ทำงานนี้แล้ว เศรษฐกิจไทยเราถึงเวลาที่จะต้องยกตัวเองขึ้นมาในอีกระดับหนึ่งแล้ว งานที่คนไทยไม่ทำ ก็ต้องมีคนอื่นเข้ามาทำ ถ้าคนอื่นไม่เข้ามา หรือบริหารจัดการแรงงานที่เข้ามาไม่ได้อย่างเป็นระบบ ก็จะระส่ำระสายกันหนัก
 
GM : ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนทางภาคใต้ของเรา จะเป็นอย่างไรเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
ดร. สุรินทร์ : ทางออกที่ดีที่สุดอยู่ที่การปรับวิธีคิด คนตรงนั้นแทนที่จะเป็นปัญหา ควรจะมองเป็นโอกาส เสริมในเรื่องความพร้อม เสริมเครื่องไม้เครื่องมือให้เขาอย่างเต็มที่ คนล้านกว่าคนที่อยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรเป็นหัวหอกในการนำสินค้าและบริการออกไปขายในตลาดประเทศมุสลิมในอาเซียน เพราะเขาพูดภาษาเดียวกัน ขณะเดียวกันก็นำ
 
คนข้างนอกเข้ามาลงทุนหรือมาเที่ยวได้มากขึ้น แต่สิ่งที่เขาต้องการ คือการมีมุมมองใหม่ เพื่อเตรียมเขาให้พร้อมรับประชาคมอาเซียน ถ้ามัวมองว่าเขาคือตัวกระทบกระเทือนความมั่นคง มองเน้นเพียงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ มันรังแต่จะสร้างปัญหาต่อไปเรื่อยๆ เพราะเขาเองก็จะอึดอัดใจกับการถูกมองอย่างนั้น
 
ผมเองก็พยากรณ์ไม่ได้ชัดๆ หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ที่แน่ๆ คือถ้าเตรียมตัวไม่ทัน จะมีทุนและธุรกิจจากข้างนอกเข้ามาเอาประโยชน์จากตรงนั้น แต่ประชาชนในบริเวณนั้นเองกลับไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย เพราะความไม่พร้อม ไม่มีโอกาส ไม่ได้เตรียมตัว ทำให้เกิดปัญหา เหมือนกับที่เกิดขึ้นในประเทศไนจีเรีย ที่ท่อก๊าซของบรรษัทข้ามชาติ ไปตัดผ่านสลัม มันแค่ผ่านทางไปแค่นั้นเอง ประชาชนไม่มีสิทธิ์ใช้ ทุกคนจะมีความรู้สึกอย่างนั้น ฉันไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโอกาส กับทรัพยากรของฉันเองเลย ผมว่าทางออกที่ดีที่สุดในเรื่องความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ อยู่ในรัฐธรรมนูญของเราอยู่แล้ว คือเรื่องการกระจายอำนาจไงล่ะ กระจายสิทธิที่เขาควรจะได้ ให้โอกาสกับเขามากขึ้นในเรื่องการศึกษา ประเพณี วัฒนธรรม ภาษาถิ่น ขนบธรรมเนียม ต้องยอมรับในความแตกต่าง ประเทศไทยไม่เหมือนญี่ปุ่นที่มีคนเชื้อชาติและสัญชาติเดียวกัน ประเทศไทยมีความหลากหลาย 
 
ผมมักยกตัวอย่างอยู่เสมอในเรื่องที่ คุณอานันท์ ปันยารชุน ประธานกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ ประโยคแรกที่ท่านกล่าวในการประชุมที่กระทรวงการต่างประเทศ คือ “ผมมีแม่เป็นเจ๊ก พ่อเป็นมอญ พวกคุณทั้งหมด 50 กว่าคนในห้องนี้ มีใครไทยแท้ 100% บ้าง หมอประเวศ วะสี ก็นั่งอยู่ตรงนั้น พระไพศาล วิสาโล ก็นั่งอยู่ตรงนั้น ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ก็นั่งอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครเถียงข้อนี้แม้แต่คนเดียว เพราะอะไร? ก็เพราะมันไม่มีหรอก ใครที่เป็นไทยแท้ 100% คุณอานันท์บอกว่าพวกเรามาอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่เกิน 4 ชั่วอายุคน ก่อนหน้านี้เราก็มาจากที่อื่นทั้งนั้น นี่คือสัจธรรม แต่ทำอย่างไรให้คนไทยยอมรับ คุณอานันท์เสนอให้เขาใช้ภาษายาวีเป็นภาษาราชการ เพราะคนส่วนใหญ่พูดภาษายาวี สอนเด็กอนุบาลก็ให้ใช้ภาษายาวีไปเลย เพราะเด็กเกิดมา อยู่บ้านพูดกับแม่ก็ใช้ภาษายาวี ป้อนนมอยู่ในอ้อมอกแม่ แม่เล่านิทานภาษายาวีให้ฟัง แต่พอเขาอายุ 3-4 ขวบ ต้องเข้าโรงเรียนแล้ว เรากลับบังคับใช้ภาษาไทยกลาง สิ่งที่เราไปสอนเขา ไปสื่อสารกับเขาเพื่อหวังให้เขาพัฒนา แต่มันไม่ใช่เลย เราใช้เครื่องมือที่ผิดมาตลอด เราอย่าทำให้เป็นเรื่องอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ต้องกลายมาเป็นเรื่องที่ต้องเผชิญหน้ากัน ให้เขามีส่วนในการตัดสินใจ ว่าอะไรที่เขายอมรับ อะไรที่เขาอยากรักษาไว้ มันก็ไปได้อย่างราบรื่น แต่พอไปกำหนดบังคับปั๊บ ก็มีปัญหาทันที อย่างเรื่องผ้าคลุมผม เรื่องแค่นี้อย่าไปทำให้เป็นปัญหา ถ้าคุณไปบังคับว่าห้ามคลุมผ้าไปโรงเรียนปุ๊บ คนที่ไม่เคยคลุมเลย จะอยากคลุมขึ้นมาทันที นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ เรามีการต่อต้านขัดขืนเสมอ เหมือนสมัยก่อนที่ประเทศอิหร่าน มีการเดินขบวนการต่อต้านพระเจ้าซาห์ พวกประชาชนที่ออกมา เห็นในภาพข่าวก็คลุมผ้าดำกันหมด แต่คุณรู้ไหม ข้างใต้ผ้านั้นก็ใส่กางเกงยีนส์กัน ใส่เสื้อยืดกัน ที่เขาคลุมผ้า เพราะผ้านั้นคือสัญลักษณ์ของการต่อต้านขัดขืนต่อสิ่งที่เขาเห็นพ้องต้องกันว่าไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม
 
GM : ในโลกยุคต่อไป No man is an island มนุษย์จะเป็นเกาะโดดเดี่ยวอยู่กลางทะเลไม่ได้แล้วใช่ไหม
ดร. สุรินทร์ : (หัวเราะ) ใช่ๆ เรื่องประชาคมอาเซียน ทำให้ผมนึกถึงกวีของ จอห์น ดอนน์ ตลกดีที่เรื่องนี้เป็นหัวข้อของสุนทรพจน์ ที่ผมเขียนขึ้นเพื่อใช้ในการแข่งขันการพูดสุนทรพจน์ตอนสมัยเด็กๆ ด้วยนะ แล้วได้รางวัลด้วย (หัวเราะ) ตอนนั้นได้ทุนเอเอฟเอสไปเรียนไฮสคูลที่สหรัฐอเมริกา สุนทรพจน์ของผมได้เหรียญทองระดับโรงเรียน ไม่น่าเชื่อนะว่าเวลาผ่านมาห้าสิบกว่าปี เรื่องนี้ยังคงเกี่ยวพันกับชีวิตของผมอยู่ตลอด
 
GM : พอคุณพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน คุณวางแผนจะทำอะไร จะกลับมาเป็นนักการเมือง เป็นอาจารย์ หรือเป็นที่ปรึกษาบริษัทธุรกิจ
ดร. สุรินทร์ : (หัวเราะ) นี่คือสัจธรรมของชีวิตในยุคนี้ ผมพูดอยู่เสมอว่าในยุคโลกาภิวัตน์ คนเราต้องพร้อมจะทำอาชีพได้อย่างน้อย 3-4 อาชีพ เพราะความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมเกิดขึ้นเร็วมาก จนผมคิดว่าเราจะไม่สามารถทำงานอย่างเดียวไปตลอดชีวิตอีกแล้ว หลังจากนี้ไป ตอนนี้ผมอายุ 64 ถ้าเป็นข้าราชการก็ต้องเกษียณแล้ว แต่โลกยุคโลกาภิวัตน์แบบนี้ ผมยังมีโอกาสที่จะทำอะไรได้อีกตั้งเยอะ มีทางเลือกอีกเยอะ และตอนนี้อาจจะเป็นจังหวะในการเริ่มต้นอาชีพที่ 5 ในชีวิตของผม จากช่วงแรกๆ ของชีวิต ผมเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ต่อมาได้เป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์อยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็มาเป็นนักการเมือง ต่อมาเป็นนักการทูตระดับประเทศ และหลังจากนี้ไป ผมยังไม่ตัดสินใจเลยว่าจะไปทำอะไร ถ้าจะเลือกแบบเซฟที่สุดของผมตอนนี้ คือกลับไปเป็นอาจารย์ เหมือนตอนที่เริ่มต้นทำงานเมื่อยังหนุ่มๆ กลับไปอยู่ในแวดวงวิชาการ
 
เพราะมีโอกาสที่จะพูด จะถ่ายทอด มีโอกาสที่จะแชร์ประสบการณ์ให้คนรุ่นหลัง แบบนี้ผมก็ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก ไม่ต้องทำการบ้านอะไรมากด้วย มีอาจารย์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำ มาเชิญผมไปเป็นศาสตราภิชาน ซึ่งผมก็ยังไม่ตัดสินใจ หลักการตอนนี้ของผมคือเปิดรับทุกอย่าง แต่ต้องไม่เป็นคนของใครที่เป็นการปิดโอกาสตัวเอง ผมมองเห็นถึงช่องทางที่จะช่วยสังคม ช่วยประเทศชาติได้อีกมาก ทำไมต้องไปจำกัดตัวเองอยู่แค่ในองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ผมถือว่าชีวิตของผมถือเป็นตัวอย่างหนึ่งในการสร้างคน คุณต้องสร้างคนให้ทำ 3-4 อาชีพ มีคนเคยบอกว่า การเรียนรู้ตลอดชีวิต Lifelong Learning คุณไม่รู้จะทำอะไร เลยไปเรียนต่อ เรียนไปเรื่อยๆ คุณเรียนรู้เพื่อจะปรับชีวิตของคุณ เรียนรู้เพื่อเลือกชีวิตของคุณ เลือกโอกาสใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น อย่างถ้าคุณเป็นนักบัญชีมา 20 ปี คุณเบื่อเต็มทีแล้ว ก็ขยับขยายไปเป็นเจ้าของกิจการได้ ทางเลือกในยุคโลกาภิวัตน์มันกว้างมาก
 
GM : ถ้าจะกลับเข้ามาสู่วงการการเมืองไทย คุณคงตามไม่ทันแล้วใช่ไหม
ดร. สุรินทร์ : มันไม่ใช่เพราะเรื่องนั้นหรอก ผมเพียงแต่ไม่แน่ใจว่าความทุ่มเทของผม จะสร้างผลอะไรให้กับการเมืองไทยได้มากแค่ไหน ถ้าเปรียบเทียบกับการอยู่ในวงวิชาการ คอยให้สติ ให้กำลังใจ มันอาจสร้างประโยชน์ได้มากกว่า สังคมไทยเราตอนนี้ เมื่อคุณกลายเป็นนักการเมืองขึ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณพูด จะกลายเป็นการเมืองตลอด และยิ่งมีการเลือกค่ายด้วย
 
ถูกหรือไม่ถูก ขึ้นอยู่ที่ว่าใครเป็นคนพูด ไม่ได้ขึ้นกับสัจธรรมของสิ่งที่พูดออกมา ผมเรียกปรากฏการณ์แบบนี้ว่า ‘พิจิตต ซินโดรม’ เพราะเมื่อครั้งที่ ดร. พิจิตต รัตตกุล เป็นผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร ในช่วงที่กำลังจะหมดสมัย 4 ปี ช่วงนั้นดร. พิจิตตยังไม่ได้ประกาศว่าจะลงสมัครอีกสมัยหรือเปล่า เขาโดนเตะเล่นเหมือนกับลูกฟุตบอลเลย จากทุกฝ่ายที่จะเป็นฝ่ายตรงข้าม ที่จะลงแข่งกับเขาได้ ไม่ว่า ดร. พิจิตตพูดอะไรก็ผิดไปหมด ไม่เห็นด้วยไปหมด จนกระทั่งถึงวันที่ ดร. พิจิตตออกมาประกาศเสียที ผมพอแล้ว ผมเอาแค่นี้พอ ครบ 4 ปีผมเลิก ไม่ลงสมัครแข่งขันสมัยหน้าแล้ว ดร. พิจิตตก็กลายเป็นเทวดาไปเลย เป็นคนดีที่สุด สัจธรรมก็คือว่า ในประเทศนี้ ถ้าคุณเป็นนักการเมือง คุณพูดอะไรก็จะโดนอีกฝ่ายออกมาหาว่าผิดไปหมด ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะถ้าคุณไม่ได้เป็นนักการเมือง ไม่ได้เข้าไปอยู่ในองค์กรทางการเมือง คุณก็จะไม่มีพาหะที่จะนำพาความคิดไปสู่การผลักดันเป็นนโยบาย นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง กระบวนการที่จะเข้าไปอยู่ตรงนั้นได้ คุณก็ต้องโดนด่าตลอดเวลา ผมถึงได้บอกไง ว่าผมไม่แน่ใจเลย ว่าถ้าผมกลับมาเป็นนักการเมือง ความทุ่มเทของผม กับเวลาที่เหลืออยู่ มันจะคุ้มค่าหรือจะสร้างอะไรได้จริงหรือเปล่า
 
...
 
กองบรรณาธิการเครือ GM Group ขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปอย่างกระทันหันของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ซึ่งนับเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญทั้งต่อประเทศไทยและประชาคมโลก 
 
ตลอดชีวิตของ ดร.สุรินทร์ ท่านได้ทุ่มเทให้แก่การทำงานเพื่อส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องจริงจัง ได้พิสูจน์ถึงคุณค่าของการดำรงอยู่ ด้วยศรัทธาที่มีต่อความดีงาม ความถูกต้องและมนุษยธรรม
 
ในห้วงเวลาแห่งความอาดูร GM Group ขอร่วมแสดงอาลัยมา ณ ที่นี้