x

บทสัมภาษณ์เมื่อปี 2557 จากนิตยสาร GM ของ ‘เสกสรรค์ ศุขพิมาย’ พิสูจน์ว่าเขา Rock & Roll มานานแล้ว
 
ดูเหมือนว่าคนครึ่งค่อนประเทศกำลังเกลียดเขา วัดเอาจากกระแสข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวและยาเสพติด
 
ในขณะที่คนอีกครึ่งประเทศ รู้สึกเบื่อหน่ายกับเรื่องราวของเขาแล้วแต่เชื่อเถอะ!! ว่ามีคนอีกไม่น้อยที่ยังรักเขา และรักมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ที่ประเทศไทยได้รู้จักกับวงดนตรีอินดี้ ซึ่งมาพลิกประวัติศาสตร์วงการเพลงไปตลอดกาล เปลี่ยนทั้งในแง่ยอดขาย แง่ซาวนด์ดนตรี และในแง่ของเทคโนโลยีของสื่อที่ใช้ฟัง
 
ผมเป็น Rock And Roll Star ก็ต้องแบบนี้ สุดโต่งทุกอย่าง ตัวกู ชัดเจน เสื้อผ้าที่ใส่ ชีวิตจริงๆ วิธีคิดที่มันสุดๆ ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ทำอัลบั้มแรก ไปถามแกรมมี่ได้เลย
 
วงโลโซได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้วงการเพลง ด้วยดนตรี 3 ชิ้น เป็นการรวมตัวกันของ 3 นักดนตรีกลางคืนจากต่างจังหวัด อภิรัฐ สุขจิตร์, กิตติศักดิ์ โคตรคำ และ ฟรอนต์แมน ที่รับผิดชอบการทำเพลง เสกสรรค์ ศุขพิมาย การใช้ชีวิตแบบ Rock and Roll Star ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ถาโถมเข้ามาใส่เขา ทำให้หลายปีที่ผ่านมา ไม่มีใครชื่นชมเขาเหมือนเดิม เสก โลโซ ค่อยๆ กลายเป็นสัญลักษณ์ของความดิบ เถื่อน ความรุนแรง การทะเลาะวิวาทกับผู้คนมากมาย ในปัจจุบัน โลโซ เหลือเพียง เสก โลโซ เท่านั้นที่ยังต่อยอดตำนานดังกล่าว พร้อมยึดกุมคำว่า ‘เบอร์ 1 ของประเทศไทย’ มาครอบครองอย่างเหนียวแน่น 
 
ก่อนถึงวันงานคอนเสิร์ตใหญ่ ที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย GM ได้นัดเอ็กซ์คลูซีฟกับ เสก โลโซ ณ บ้านศุขพิมาย ในช่วงที่ข่าวของเขาเป็นประเด็นเผ็ดร้อนรายวัน สื่อหลายแขนงแย่งยื้อกันขอสัมภาษณ์เขา แต่ก็ไม่ใช่ทุกสื่อหรอก ที่กล้านำเนื้อหาที่ได้ไปออกเผยแพร่ แน่นอนว่า Rock and Roll Star คนนี้ตอบความในใจกับ GM อย่างหมดเปลือก พร้อมยืนยันว่าทุกคำที่ออกจากปากเขาคือความจริงที่สุดจากความคิดของเขา และนี่คือเหตุว่าทำไม GM อยากนำออกเผยแพร่ แวบแรกที่ GM ได้พบ เสก โลโซ สภาพของเขาผิดกับที่คาดการณ์เอาไว้ ถึงแม้ว่าหน้าตาจะทรุดโทรมตามประสาของนักดนตรีที่กรำงานกะดึกมายาวนาน แต่เขาดูอารมณ์ดี มีความสุขกับชีวิต ผิดไปจากที่เรารับรู้เรื่องราวของเขาผ่านสื่อต่างๆ เขานั่งเล่นกีตาร์อย่างเมามัน เคล้าเสียงเพลง Thunder Struck จาก AC/DC เพื่อโพสท่าให้เราถ่ายรูปได้ง่ายๆ กินโน่นไหม…กินนี่ไหม…เขาต้อนรับขับสู้แขกในยามบ่ายอย่างเพลิดเพลิน และเราก็ใช้เวลาร่วมกันอย่างดี
 
ก่อนจะอ่านบรรทัดต่อไป ขอให้เผื่อใจไว้สักนิดสำหรับความรักหรือความเกลียดชัง ที่คุณมีต่อผู้ชายคนนี้ การสนทนาได้เริ่มขึ้น โดยเรามีข้อตกลงร่วมกันว่าคำตอบที่ออกจากปากของเสก จะต้องเป็นความจริงซึ่งเขาพร้อมรับผิดชอบ ทั้งหมดคือ ‘เสก โลโซ’ นักดนตรีที่โด่งดังและใช้ชีวิตโชกโชนที่สุดคนหนึ่ง นี่เป็นอีกมุมที่คุณจะได้สัมผัส
 
GM: ลองหลับตาแล้วนึกรายชื่อนักดนตรีที่คุณรัก คนที่คุณอยากพามานั่งเล่นด้วยกัน เป็น Dream Band ส่วนตัว
เสก : (หลับตาแล้วยิ้มอย่างมีความสุข) มือกลองขอเลือก มิตช์ มิตเชลล์ (Mitch Mitchell) ยุคที่เขาเล่นกับ จิมิ เฮนดริกซ์ (Jimi Hendrix) มือเบสเอาง่ายๆ ผมขอ บิลล์ ไวแมน (Bill Wyman) จากคณะโรลลิงสโตนส์ ส่วนคีย์บอร์ด ขอเป็น พีต ทาวน์เซนด์ (Pete Townshend) จาก The Who และเอา คีธ ริชาร์ดส์ (Keith Richards) มาเล่นภาคริทึม ผมขอ อีริค แคลปตัน (Eric Clapton) กับ สแลช (Slash) มาโซโล่ ส่วนผมจะเล่นกีตาร์และร้องนำ ร้องคนเดียวเลย (หัวเราะ) อาจจะมี นอราห์ โจนส์ (Norah Jones)มาเป็นแขกรับเชิญ แล้วก็พี่แอ๊ด คาราบาว อีกคน
 
GM: ชีวิตหนุ่มใหญ่ที่มีแต่ข่าววุ่นวาย ทะเลาะกับเมีย เกี่ยวข้องกับยา คุณรู้สึกบั่นทอนบ้างไหม
เสก : โอ้ย! ไม่มี ผมโตแล้ว ผ่านมาเยอะแล้ว ไม่มีใคร หรืออะไร มาทำอะไรผมได้ ชิลมากกับชีวิตตอนนี้ สำหรับคนโตแล้ว ก็หมายความว่า งานคืองาน เรื่องส่วนตัวก็เรื่องส่วนตัว เอามันวางไว้แยกออกจากกัน เป็นผู้ใหญ่แล้วหากยังสับสน ก็ไม่มีทางทำธุรกิจอะไรได้ เอาเป็นว่าพวกคุณยังคาดหวังจากผมได้เต็มที่ ในส่วนของผลงานดนตรี ผมไม่มีถอดใจ คนอายุเยอะแล้ว เรื่องยอมแพ้ไม่มี หากถอดใจ ผมคงตายไปนานแล้วตั้งแต่ตอนโดนจับเรื่องยา ใครที่ตอนนี้ก้มหน้า บอกตัวเองว่ายอมแพ้แล้ว ขอให้ดูผมเป็นตัวอย่างได้เลย คนเราต้องสู้ ไม่สู้ก็ตาย การยอมแพ้หรือฆ่าตัวตาย มันง่ายนิดเดียว แต่ต้องทนรับผลที่ตามมาซึ่งมันลำบากกว่าเดิมแน่ๆ เกิดเป็นคนน่ะดีที่สุดแล้ว ดีกว่าไปเกิดเป็นวัวเป็นควายทำงานหนัก เกิดเป็นหมูให้เขาเชือด ดังนั้น เกิดเป็นคนต้องสู้ ดิ้นรนให้ถึงที่สุด
 
คนจะยิ่งใหญ่ได้นี่ไม่มีใครไม่ถูกด่านะ ไม่มีใครไม่มีศัตรู มารไม่มีบารมีไม่เกิด อุปสรรคเข้ามาอย่าไปวิ่งหนี ซัดมันเลย เอาให้รู้ดำรู้แดง ให้รู้ว่าข้านี่แหละยิ่งใหญ่กว่าที่มึงคิดเยอะ ทุกปัญหามีทางออกหมด ทำให้ไอ้คนที่จะมาเป็นศัตรูกับเรา คิดว่าคนแบบนี้ไม่ควรมามีเรื่องด้วย คุณก็มักจะเห็นใช่ไหม ว่าผมจะแสดงให้พวกอุปสรรคทั้งหลายเห็น ที่ว่าเจ๋งๆ น่ะ ผมท้าทายให้เข้ามาเลย เหมือนเพลง ‘รอยยิ้มนักสู้’ ‘ผู้ชนะ’ เพลงพวกนี้เป็นเพลงปลุกใจ สู้แล้วจะมีความสุข เชื่อไหมเพลงโดนถึงขนาด ผบ.ทบ. (พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ในขณะนั้น) ขอเอาไปใช้เลย ผมว่าเพลงหลายเพลงที่แต่งมา สร้างกำลังใจ เป็นการปลุกใจให้สังคม แต่ก็แปลก ทำไมสื่อมวลชนไม่เอามุมนี้ไปตีข่าวบ้าง ทีทะเลาะกับเมียละดังเชียว นี่เลยกะว่าจะหาเมียสัก 20 คน พอข่าวชักเงียบๆ ก็ไปทะเลาะกับคนโน้นทีคนนี้ที แบบนี้ดีไหม โปรโมตตัวเองได้ตลอด
 
 
GM: นึกย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน ช่วงที่เล่นดนตรีใหม่ๆ คุณคิดอะไรอยู่
เสก : 20 กว่าปีก่อนเหรอ ผมนึกถึงภาพ Rock and Roll Star ที่เป็นแรงขับให้ผมเป็นอย่างทุกวันนี้ คือ Guns N’ Roses พวกเขาทำให้ผมตัดสินใจจะเลือกเป็น Rock and Roll Star แบบนี้แหละ ชัดเจน มั่นคง ทำอะไรสุดโต่ง ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด ยิ่งพอได้ไปรู้จักวงอื่นๆ ศึกษาความเป็นพวกเขาทั้ง Rolling Stones, Led Zeppelin พวกนี้เขาชัดเจนที่สุด มาจนทุกวันนี้ ทุกอย่างยังไม่เคยเปลี่ยนไป มีแต่จะเข้มข้นชัดเจนมากขึ้น ความนิ่งเรามีอยู่แล้วในหัวใจ ความคิดไม่มีเปลี่ยนแปลง เราชอบ Rock and Roll เราคือ Rock and Roll Star เราเป็นเบอร์หนึ่งของเมืองไทย เป็น ‘King of Rock and Roll of This Country’ (เสกพูดแบบนี้เป๊ะ) ด้วยความมั่นคงแบบนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิต คุณก็ไม่ต้องห่วงผม มันเป็นเรื่องเล็กน้อย ตื่นเต้นเล็กน้อย
 
 
"ในนส่วนของผลงานดนตรี ผมไม่มีถอดใจ คนอายุเยอะแล้ว เรื่องยอมแพ้ไม่มี หากถอดใจ ผมคงตายไปนานแล้วตั้งแต่ตอนโดนจับเรื่องยา ใครที่ตอนนี้ก้มหน้า บอกตัวเองว่ายอมแพ้แล้ว ขอให้ดูผมเป็นตัวอย่างได้เลย คนเราต้องสู้ ไม่สู้ก็ตาย"
 
GM: คุณพูดถึงคำว่า Rock and Roll บ่อยมาก สำหรับคุณแล้ว คำนี้มีความหมายว่าอย่างไร
เสก : Rock and Roll คือทั้งชีวิต แต่ไม่ใช่ชีวิตแบบคนทั่วไป เป็นคนที่มีความพิเศษ มุ่งมั่นตั้งใจจริง ลงมือทำจริง จนประสบความสำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น เลียม แกลลาเกอร์, จิมิ เฮนดริกซ์, มิก แจ็กเกอร์ คนพวกนี้พิเศษ ผมเชื่อว่าตัวเองมีความพิเศษแบบนี้ด้วยเช่นกัน แต่ต้องรู้ว่า Rock and Roll มีด้านมืดอยู่ บรรดาร็อคเกอร์พวกนี้เหมือนกันหมด คือทุกคนมีมุมที่ไม่น่ามองอยู่ด้วย และสื่อมักจะนำออกมาตีแผ่อยู่เสมอ ภาพลบๆ เลยคู่กับ Rock and Roll มายาวนาน ดูอย่างผมสิ ข่าวดีที่ทำงานเสียสละ รับใช้สังคม ไม่ค่อยออกอากาศ นักข่าวประเทศไทยนี่แปลกมาก ข่าวดีไม่ออก ชอบข่าวเละเทะ เรื่องในอดีต จนบางทีอยากบอกสื่อให้ช่วยรับผิดชอบหน่อย ไม่ใช่เอามันอย่างเดียว เพื่อยอดขายอย่างเดียว บางคนไม่ได้เป็น Rock and Roll แต่เขาเป็น Rock Star มันต่างกันอยู่นิดหน่อยนะ อย่างผมเป็น Rock and Roll Star ก็ต้องแบบนี้ สุดโต่งทุกอย่าง ตัวกู ชัดเจน เสื้อผ้าที่ใส่ ชีวิตจริงๆ วิธีคิดที่มันสุดๆ แต่อย่างพวก Rock Star เขามีความเหนียม ใครบอกอะไรก็คงจะยอมเปลี่ยนตามได้ รักษาภาพลักษณ์กัน คุณอาจจะไปบอกให้แต่งตัวแบบนี้ เจ้าของค่ายสั่งห้ามทำโน่นนี่ แต่ของผมไม่มี และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ทำอัลบั้มแรก ไปถามแกรมมี่ได้เลย
 
GM: เวลาได้ยินคุณบอกว่าเป็นเบอร์ 1 ของประเทศ ฟังแล้วหมั่นไส้นิดหน่อย
เสก : (หัวเราะ) ผมเป็นเบอร์ 1 ไม่ใช่เบอร์ 2 (เขายิ้มอย่างมั่นใจ) เอาเป็นว่าในประเทศนี้ มีนักร้องเพลงร็อคคนไหนประสบความสำเร็จมากเท่าผม บ้าน รถ เงิน มากมายเท่าผม และมีครอบครัว คำว่าเบอร์ 1 วัดกันยังไง เอาอย่างนี้ดีกว่า หนึ่ง, คุณมีชื่อเสียงมากแค่ไหน สอง, มีคนยอมรับคุณมากแค่ไหน สาม, คุณมีหลักฐานความสำเร็จมากแค่ไหน หลักฐานความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม คงต้องเป็นยอดขาย ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของสังคมไหม ผมมั่นใจประเทศไทย 65 ล้านคน รู้จักชื่อ เสก โลโซ และในจำนวนนี้ 50 ล้านคน ร้องเพลงผมได้ เรื่องยอดขายในประเทศ หาคนที่ขายได้มากกว่าผมน้อยมาก อัลบั้มอย่าง เอนเตอร์เทนเมนต์ โลโซไซตี้ เบิร์ด-เสก ปกแดง พวกนี้หลัก 2 ล้านแผ่นลิขสิทธิ์ อัลบั้มที่ขายได้เกินล้านในประเทศนี้ มีแค่ เบิร์ด ธงไชย และคาราบาวเท่านั้น คาราบาวอาจจะเยอะกว่า เพราะเขาอยู่มานาน แต่อนาคตไม่แน่ เอาเป็นว่าผมไม่น้อยกว่าใครแน่ๆ เพลงทั้งหมดผมทำเอง ทุกชุดของโลโซ และเสก โลโซ หากสิ่งเหล่านี้บ่งบอกถึงความเป็นเบอร์ 1 ผมว่าก็ถูกต้องแล้ว
 
GM: พอเป็นเบอร์ 1 ไปแล้ว ทุกวันนี้คุณยัง Low Society เหมือนเดิมหรือเปล่า
เสก : โอ้โห… (เสกคิดนาน) ผมข้ามขั้นคนมีชื่อเสียงไปแล้ว ยกตัวอย่างพวกนักร้องดังๆ เวลาจะไปไหนมาไหนก็ลำบาก ไปไม่ได้ เพราะกลัววุ่นวาย กลัวโดนว่าตำหนิให้เสียหาย ต้องรักษาภาพ แต่ผมไม่เป็นแบบนั้น บ้าแล้วมั้ง ถ้าคิดว่าเรามีชื่อเสียงโด่งดังจนไม่สามารถทำตัวติดดินเหมือนเดิม ไม่สามารถไปไหนมาไหน ทำอะไรเหมือนคนธรรมดาทั่วไป เพื่อนนักดนตรีที่ผมรู้จักบางคนก็มีนะ ที่ไม่อยากรอเครื่องบิน เขาก็เช่าเครื่องบินส่วนตัวไปเลย เขายังทำตัวสบายกว่าเยอะ พวกที่คิดว่าดังมากแล้ว ไปโน่นไม่ได้ ไปกินร้านนี้ไม่ได้ เดี๋ยววุ่นวาย “ถุยยย” จะทำให้ลำบากทำไม มันอยู่ที่ความคิด คิดไปเอง อีกอย่างหนึ่งที่ผมประสบความสำเร็จแบบทุกวันนี้ได้ เพราะผมเป็นคนติดดิน กินลาบ กินก้อย ยกตัวอย่าง ผมเคยไปกินอาหารอิตาเลียนมื้อนึงเป็นแสน ไปดูฟุตบอลกับลูกผมอาทิตย์เดียวใช้เงินล้านห้า แต่กลับมาถึงบ้าน ก็ยังพากันไปกินลาบ 120 บาท นี่แหละคนติดดินเหมือนเดิม ผมถึงบอก ถ้าคุณข้ามขั้นการเป็นคนมีชื่อเสียงไปได้เนี่ย มันก็ไม่มีทุกข์หรอก อย่าไปทำตัวให้ลำบาก และอย่าให้คนอื่นเขาลำบากด้วยเลย
 
GM: คุณสูญเสียอะไรไปบ้าง ระหว่างการเดินทางมาถึงวันนี้
เสก : ไม่มีเลย เพราะโดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว และไม่ปิดบังอยู่แล้ว หากจะมีเหรอ… อืมม์… ก็คือชีวิตส่วนตัวของลูกๆ เขายังเด็กอยู่มาก ยังรับมือกับข่าวหรือเรื่องราวต่างๆ ไม่ได้มากนัก แต่ทั้งนี้ ผมทดแทนให้เขาอย่างดีที่สุด ส่งเรียนโรงเรียนอย่างดี เลี้ยงดูอย่างดีที่สุด เขาจะต้องเติบโตขึ้นเป็นคนฉลาด มีความรู้ ไม่ต้องไปห่วง นี่ขอคุยหน่อยนะ ลูกชายผมวัย 17 ไปดูฟุตบอลโลก มีเงินอย่างน้อย 20 ล้าน ลูกสาวเกิดมาวันแรก ผมให้ไปล้านนึง ตอนนี้ก็พาไปเที่ยวต่างประเทศอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ที่เล่ามานี่ไม่ได้จะบอกว่าเงินยิ่งใหญ่อะไร แต่จะบอกว่านี่คือความมั่นคงที่เขาได้รับ และเป็นการแสดงออกว่าพ่อคนนี้รักเขา ที่สำคัญคือผมอยู่กับเขาเกือบทุกวัน เวลาไปทัวร์คอนเสิร์ตก็ไปด้วยกัน อย่างน้อยเราเจอกันทุกวัน คิดแล้วยังโชคดีกว่าคนทำอาชีพอื่น อย่างคนที่เป็นทหาร เขาลงไปอยู่ภาคใต้เป็นเดือนๆ แทบไม่เจอหน้าลูกหน้าเมีย แต่ผมเจอเกือบทุกวัน ดังนั้น เรื่องขาดความรัก ห่างเหินไม่ต้องกังวลเลย
 
GM: อยากให้เล่าถึงยุคเทปผีซีดีเถื่อน ว่าคุณผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีนั้นมาได้อย่างไร
เสก : ผ่านมาได้สิ ผมปรับตัวได้กับทุกเรื่อง เพียงแต่ต้องใช้เวลาหน่อย ทุกคนก็เช่นกัน ทุกคนต้องใช้เวลากับทุกๆ อย่างอยู่แล้ว ย้อนกลับไปตอนช่วงแผ่นผีระบาด ผมปรับตัวไม่ทันเลยนะ ถึงขั้นเพี้ยนไปเลย ต้องเข้าโรงพยาบาลวิชัยยุทธ (หัวเราะ) ตอนนั้นต้องกินยาปรับฮอร์โมน ลดเครียด เราเสียพลังงานทางความคิดไปตลอดวัน ไม่ได้คิดเรื่องอื่นเลย เพราะมันเป็นหนทางทำมาหากินของเรา ลูกเต้าจะเป็นไง และยังมีลูกน้องอีก มันลุกลามจนกลายเป็นโรคซึมเศร้า เป็นๆ หายๆ รักษาหายแล้วกลับมาใหม่ สุดท้ายเราต้องทำความเข้าใจกับชีวิต คนเรามีขึ้นมีลง เหมือนสัจธรรมของทุกอย่าง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้เอง เมื่อตลาดเพลงเปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้เวลาผมจะทำเพลงออกมา ผมไม่ได้คิดเรื่องเงินมาก่อน สิ่งแรกที่ตั้งใจคือ ทำอย่างไรงานของเราจะอยู่ตลอดไป หากไปทำแบบนอบน้อม โดยไม่ใช่ตัวเรา ผมไม่ทำหรอก ให้ทำสิ่งโหลยโท่ย แล้วได้เงินมากกว่า ไม่ทำหรอก!! ทุกอย่างต้องเป็นสิ่งที่เราชอบ เป็นมาตรฐานเดียวกับงานที่เคยสร้างมา มาตรฐานสำคัญมากนะ ผมกำชับลูกน้องเสมอ หากเรารักษามาตรฐานไว้ดี งานมันจะออกมาดีแน่นอน
 
 
ลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นปัญหาสุดละเอียดอ่อนในอุตสาหกรรมดนตรีไทย มันทำให้ เสก โลโซ พิเศษกว่าใครก็คือความสามารถในการทำเพลง ทั้งแต่งเนื้อ ทำนอง เรียบเรียง และในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เขามีปัญหาความขัดแย้งกับค่ายเพลงด้วยเช่นกัน GM จึงถามเขาถึงกรณีนี้
 
“ก่อนอื่นผมต้องบอกว่าเพลงทุกเพลงของผม ผมทำเองหมด เนื้อร้อง ทำนอง เรียบเรียง ดังนั้นลิขสิทธิ์เพลงจึงเป็นของผม จะเอามาเล่นเอง ก็ไม่ต้องจ่ายเงินใครสักบาทเดียว ซึ่งเรื่องนี้ผมขอชื่นชมทางแกรมมี่ เขาแฟร์กับทุกคน ประเทศไทยมีแค่ไม่กี่คนเองมั้ง อย่างคาราบาวกับผมนี่แหละ ที่ทำเพลงเองหมดสมบูรณ์แบบ ไปถามแกรมมี่ดูได้เลย ซึ่งคุณจะไม่เคยเห็นผมกับคาราบาวมีปัญหาเรื่องนี้ เพราะเราเป็นเจ้าของ”
 
หากมีนักร้องรุ่นใหม่ เดินมาขอเพลงคุณไปร้อง คุณก็พร้อมยกให้? GM ถามเผื่อคนอ่านของเราบางคนที่เป็นนักร้อง นักดนตรี
 
“ลองมาขอสิ แล้วว่ากันไปเป็นกรณีๆ เออ…เหมาะจะร้องเพลงฉันไหม แต่ถ้าจะเอาไปเล่นตามผับตามบาร์ คุณเอาไปเถอะ ผมเองไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้าทางแกรมมี่เขาจะตามไปเก็บ อันนี้เรื่องของเขาแล้วนะ ผมเองคิดว่าถ้าหากเพลงของโลโซ ช่วยทำให้นักดนตรีรุ่นน้องๆ ได้ทำมาหากิน ก็เอาไปเล่นเถอะ ผมได้บุญอีกต่างหาก ผมมีเงินทองเยอะแยะแล้ว จะไปเอาอะไรกับน้องๆ ที่ได้เงินคืนละสองสามร้อย ผมไม่เอาหรอก แต่ไอ้พวกก๊อบขายนี่อย่านะ มันเป็นความผิด อย่าได้ไปทำเชียว”
 
 
“ทุกวันนี้ผมถึงชอบกินมาม่ากับข้าวไข่เจียว นี่เป็นอาหารคู่บุญของผมมาตั้งแต่ก่อนชีวิตจะสบาย ไม่เคยลืมว่า เป็นอะไรมาก่อน เมื่อมีโอกาสที่ดีในชีวิต ต้องเอามาตอบแทน ใครเข้าใจก็ดี ใครไม่เข้าใจก็ช่างแม่ง”
 
GM: เทียบกับปี 2539 กับงานชุดล่าสุด Love And Peace สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคืออะไร
เสก : เท่าที่เห็นแค่เรื่องวิธีการขายเท่านั้น กระบวนการทำงานอื่นๆ เหมือนกันหมด สมัยนี้คนทำเพลงต้องคิดไกล ตอนนี้เรามีมากกว่า วิทยุ นิตยสาร ทีวี หนังสือพิมพ์ เรามีอินเตอร์เน็ต เฟซบุ๊ค คนทำงานต้องทำใจว่างานที่ผลิตออกมาจะถูกแบ่ง Attention ออกไป ความสนใจจากคนจะถูกดึงไป คุณคิดดูสิ หนังสือพิมพ์แต่ก่อนขายได้เป็นล้านฉบับต่อวัน ตอนนี้เหลือสามสี่แสนเองมั้ง หากทำธุรกิจแบบเดิมก็คงลำบาก ยิ่งธุรกิจใหญ่ เงินกำไรก็ยิ่งลดลง เขาคงเจ็บตัวกว่าคนอย่างเราเยอะ เดี๋ยวนี้อินเตอร์เน็ตมีครบหมดทั้งเสียง ภาพ ที่สำคัญคือมีกระแสตอบรับกลับมาแบบทันทีทันใด เมื่อก่อนจะส่งเพลงออกไปสู่คนฟัง เราต้องเข้าห้องอัด ตัดแผ่นเสียงไปโปรโมตตามวิทยุและโทรทัศน์ แทบจะต้องไปกราบเท้า เดี๋ยวนี้พอผมทำเสร็จ กดอัพขึ้นเฟซบุ๊ค แค่นี้ครับ คนตามเป็นล้าน ทุกอย่างฟรี คุณต้องรู้ว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว คนเก่งต้องปรับตัวกับเรื่องแบบนี้ให้ได้ หาช่องทางเพิ่มโอกาสให้ได้
 
GM: แล้ว เสก โลโซ ทำรายได้อย่างไร
เสก : ก็ทำธุรกิจของผมไป ใช้อินเตอร์เน็ตนี่แหละ พวกออนไลน์ที่มันเคยทำให้รายได้ของผมหดหายไปนี่แหละ เอามันมาใช้งานให้เป็นประโยชน์บ้าง ตอนนี้ผมทำเบียร์ Pistonhead ในอนาคตจะมีเบียร์โลโซ และตอนนี้ทำกีตาร์ แอมป์กีตาร์ กีตาร์ที่ผมใช้แสดงจริง อัดเสียงจริง ของเหล่านี้ปลอมไม่ได้ ปลอมสิ กูจะจับมันให้หมด จากนั้นก็มาใช้พื้นที่ในโลกออนไลน์ของผม ที่มีคนตามเป็นล้าน ผมเชื่อว่ามีสาวกรอฟังสิ่งที่ผมพูดมากถึงหลักล้าน ผมก็คิดซะว่าไหนๆ อินเตอร์เน็ตมันเอาเงินกูไปเยอะแล้ว ทุกวันนี้ กูก็เลยใช้งานมันฟรี เอาเปรียบมันบ้าง ไม่จ่ายเงินมันสักบาท จ่ายแค่ค่าไฟกับแพ็คเกจอินเตอร์เน็ต
 
บางทีก็รู้สึกว่าคุณเล่นเฟซบุ๊คมากเกินไป ลองไม่เล่นสักอาทิตย์นึงจะลงแดงไหม – GM ถามเขา เพราะว่าเราก็ตามฟอลโลว์เขาอยู่เหมือนกัน และก็เห็นโพสต์ของเขาโผล่มาบนนิวส์ฟีดแทบจะตลอดทั้งวัน
(หัวเราะ) “ ผมใช้เวลากับมันน้อยนะ ครั้งละ 15 วินาที วันละ 15 ครั้ง แล้วก็ไปทำอย่างอื่นแล้ว ของแบบนี้เล่นๆ ไป มันก็ได้ความรู้นะ แฟนเพลงเขาคิดยังไงกับเพลงนี้ หรือข้อความนี้ ที่สำคัญคือผมมีทีมงานมาช่วยดูแลเฟซบุ๊คให้ด้วย”
 
แล้วที่ด่ากันไปๆ มาๆ ในเฟซบุ๊คของคุณล่ะ? – GM ถาม
“อ๋อ! ไอ้ที่ด่าๆ นั่น คือผมเองทั้งนั้น” (ขำคำโต) ทั้งนี้ หากคุณฟอลโลว์เฟซบุ๊คแฟนเพจของเขา หรือเคยผ่านตาข่าวคราวเกี่ยวกับตัวเขาที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ คุณจะรู้ว่า เสก โลโซ ตอบโต้เหล่าคนที่เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเกรียนๆ ที่มาคอมเมนต์อะไรไม่ดีหรือหยาบคายใส่ เขาตอบโต้กลับไปด้วยความหยาบคายเป็นสองเท่า คุณไปตอบโต้พวกเกรียนในเน็ตแบบนั้นทำไม? “ก็ผมไม่ชอบสร้างภาพ หัวใจผมเป็นนักเลง ไม่กลัวเกรงอะไร ก็ตอบโต้ไปทั้งหมด ตามความจริงใจ สมัยนี้มันเหมือนว่าทุกคนมีสมุด มีปากกาส่วนตัว คือมีเฟซบุ๊คที่พร้อมจะเข้ามาด่ากัน ดังนั้น ระดับผม ผมไม่สะทก-สะท้านอยู่แล้ว ไม่กลัว ก็ใส่แม่งเลยจะจะ หากอินบ็อกซ์มันเปิด ผมก็ส่งเมสเสจไปเลย ‘กูจะยิงกบาลแม่ง’ เจอแบบนี้หายหัวไปจากความเป็นเพื่อนหมด ผมทำแบบนี้ประจำ จนไม่รู้มีใครมาเปลี่ยนระบบ ไม่ให้ผมไปเขียนอินบ็อกซ์คนอื่นได้นี่แหละ “ทั้งหมดผมไม่ได้ไปนั่งเรียนมาจากไหน เรียนจากมาสเตอร์เหล่านี้”
 
เสกผายมือไปที่หนังสือกองโต ที่ส่วนใหญ่เป็นอัตชีวประวัติฉบับภาษาอังกฤษของยอดคนในแขนงต่างๆ ในฐานะศิลปินเพลง เสก โลโซ เข้าข่ายเป็นไอดอลให้เด็กรุ่นหลังมากมาย และเมื่อดูจากหนังสือกองโตข้างๆ เขา เราก็พอจะเดาได้เลย ว่าสำหรับเขาแล้ว ใครคือไอดอลของเขา “ผมชอบ (เจ้าตัวยิ้มหวานพร้อมสายตาที่จริงใจ) เหมือนเราได้รับเกียรติมากๆ ที่คนเขาชื่นชม หลงใหลในตัวผม จากงานเพลง ความคิด ที่เป็นตัวตนแท้ๆ ของผม ซึ่งอยากให้ทุกคนเป็นแบบนี้ เราเกิดมาเพื่อหาคำตอบว่าเกิดมาเพื่ออะไร ให้คนเขาจำในแบบที่เราเป็น ดีกว่าพยายามไปเป็นคนอื่น ในชีวิตผมไม่เคยพยายามเป็นใคร ตอนเด็กๆ ผมไปดูคอนเสิร์ต แอ๊ด คาราบาว เขายืนอยู่บนเวที มีคนดูเป็นหมื่นเป็นแสน ผมมองขึ้นไปแล้วคิดว่าสักวัน คนบนเวทีนั้นต้องเป็นผมบ้าง โตขึ้นก็ชอบ จิมิ เฮนดริกซ์, จอห์น เลนนอน, จิม มอร์ริสัน แล้วออกตามฝันอย่างสุดกำลัง ผมว่านี่ก็ดีที่สุดเท่าที่ผมเป็นได้แล้ว”
 
ในปีนี้ เสกวางแผนว่าจะเปิดมูลนิธิโลโซ เขามองหาที่ดินแถวซอยลาซาล เพื่อสร้างสถานที่เลี้ยงสุนัขเร่ร่อน “ในฝันของผมยังมีอีกโครงการที่หวังจะทำให้ได้ นั่นคือการสร้างอพาร์ตเมนต์ใหญ่ ไว้สำหรับคนต่างจังหวัดที่เข้ามาเสี่ยงโชคในกรุง แล้วยังตกงาน เพราะผมเป็นเด็กบ้านนอกที่ตกงานในกรุงเทพฯ มาก่อน รู้ดีว่ามันลำบากขนาดไหน”
 
GM: คุณยังจำเรื่องแบบนั้นได้อยู่อีกเหรอ
เสก : จำได้สิ จำได้ทุกอย่าง ทุกวันนี้ผมถึงชอบกินมาม่ากับข้าวไข่เจียว ผมยังกินเกือบทุกเช้า นี่เป็นอาหารคู่บุญของผมมาตั้งแต่ก่อนชีวิตจะสบาย ไม่เคยลืมว่าเป็นอะไรมาก่อน เป็นเด็กบ้านนอกคอกนา จนวันหนึ่งได้มาโตในกรุงเทพฯ ได้ไปเรียนอังกฤษ วาสนาดีกว่าคนอื่นเยอะแยะ เมื่อมีโอกาสที่ดีในชีวิต ต้องเอามาตอบแทนบอกกล่าวกลับไปให้คนอื่น ใครเข้าใจก็ดี ใครไม่เข้าใจก็ช่างแม่ง
 
GM: มีแฟนเพลงไม่อินเหมือนที่ผ่านมา ‘14 อีกครั้ง’ ยังห่างชั้นกับ ‘ฝนตกที่หน้าต่าง’ เกิดอะไรขึ้น เสก โลโซ อิ่มตัว หรืออินกับงานเพลงน้อยลงหรือเปล่า
เสก : คงเป็นเพราะเราทุกคนโตขึ้น มีวิธีคิดแตกต่าง ช่วงที่พีคๆ ต้องยอมรับว่าเทรนด์เป็นของผม แต่ตอนนี้เทรนด์เปลี่ยนไปแล้ว วงรุ่นใหญ่ออกอัลบั้มใหม่มา ก็เป็นที่นิยมน้อยลง ต้องเข้าใจว่าโลกเปลี่ยนไป แต่ผมไม่เปลี่ยนตามนะ ไม่เป็นไปตามใครอยู่แล้ว เพลงฮิตเก่าๆ ที่มีอยู่ก็มากแล้ว
 
GM: เวลากลับไปเล่นเพลงอย่าง ‘ไม่ต้องห่วงฉัน’ ความรู้สึกเปลี่ยนไปไหม
เสก : ไม่เปลี่ยน ทุกครั้งที่เล่นเพลงนี้ ผมยังจำได้ทุกภาพ เพลงนี้แต่งที่ห้องหมายเลข 205 ดวงพรแมนชั่น (ย่านสถานทูตจีน) วันนั้นมีผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง แต่จำเธอไม่ได้แล้วนะ เพราะผมแฟนเยอะ (หัวเราะ) พอดีไม่หล่อแต่ว่าเป็นคนน่ารักไง เชื่อไหม ตอนเพลงถึงคิวโปรโมต ผมบอกทุกคนในตอนนั้น ว่าพวกเราดังแน่ๆ และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
 
 
GM: เคยคิดหาคำตอบไหม ว่าทำไมเพลงของคุณถึงได้ฮิต
เสก : เรื่องการวางคอร์ดเพลงก็มีส่วน เพราะเป็นการแสดงรสนิยมอย่างหนึ่ง ดูตัวอย่างวง AC/DC พวกเขาใช้ไม่กี่คอร์ด แต่เน้นการแสดงพลังที่ส่งออกไป เพราะนี่คือ Stadium Band แต่ถ้าเป็นเพลงของนักร้องผู้หญิง ก็จะมีคอร์ดที่ต่างไป สำคัญที่สุดคือต้องเข้าใจคนฟัง ก่อนจะให้เขามาเข้าใจงานคุณ คุณต้องเข้าใจคนฟังก่อน ผมเองไม่ได้เก่งไปทุกอย่าง แต่รู้หลักการ ว่าหากเข้าใจเขา เดี๋ยวเขาจะเข้าใจเราเอง แต่หากเขาไม่เข้าใจเราจริงๆ ก็ไม่ต้องไปพยายาม เขาไม่ได้คิดเหมือนเรากันทุกคน เรามีระดับความรู้ต่างกัน ไม่ฉลาดเท่ากันจะเข้าใจตรงกันหมด ผมทำกับข้าวสู้เด็กที่บ้านไม่ได้ แต่เขาไม่มีทางแต่งเพลงเก่งกว่าผม หากทุกคนทำทุกอย่างได้ดีหมด ก็ไม่มีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไม่มีคุณ ไม่มีผม เหมือนที่ท่านพุทธทาสสอนไว้ หากจะหาคนดีหมดทุกอย่าง ก็ไปหาหนวดเต่า
ทุกอย่างมีคู่หมด น้ำสามารถดับไฟได้ แต่ถ้ามีมากก็ท่วมตายห่า เหล้ากินสนุกเฮฮา แต่ถ้ากินมากก็ตับแข็ง ไฟทำให้อาหารสุกได้ แต่ถ้ามากเกินไปก็ไหม้ เมียอยู่ด้วยกันรักกัน มีความสุข แต่พอทะเลาะกันก็ทุกข์ จงเข้าใจและใช้มันให้เป็น
 
GM: เลือกเพลงของตัวเองที่เข้ากับสถานการณ์ประเทศไทยตอนนี้หน่อย
เสก : เพลงรอยยิ้มนักสู้ เพลงผู้ชนะ เพลงฉันรักประเทศไทย อยากให้คนฟังแล้วมีกำลังไปพัฒนาประเทศ ไปทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นและสังคมดีขึ้น จะว่าไปแล้ว เห็นปัญหาสังคมตอนนี้ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ การนำเสนอของสื่อเป็นสิ่งที่ต้องระวัง ผมพูดในฐานะที่เคยไปอยู่เมืองนอกมา สื่อต่างประเทศเขาจะไม่นำเสนอเรื่องร้ายๆ มากนัก เขาเรียก Law of Attraction กฎของแรงดึงดูด ยิ่งเสนอเรื่องร้าย เรื่องร้ายจะเกิดมากขึ้น แม่ชีเทเรซา เคยพูดเอาไว้ “หากเธอจะชวนฉันไปประท้วง ฉันไม่ไปหรอก หากชวนฉันไปทำให้คนรักกัน ฉันไปด้วย” นี่คือเรื่องของผู้รู้ ซึ่งเราก็รู้ ข่าวต้องเสนอในสิ่งที่ดีเยอะๆ ข่าวยาเสพติดอย่าไปเสนอมาก มันเป็นการโปรโมต เด็กเห็นข่าวยาเยอะๆ เด็กก็จะคิด โอ้โห! ทำไมถึงกันใช้เยอะวะ เขาก็พานสงสัยไปว่ามันดียังไง อย่างพวกข่าวยิงกันตายที่อังกฤษและอเมริกาก็มีน้อย เหมือนเขาปิดไว้เพื่อไม่ให้เป็นตัวอย่างแก่คนดูข่าว นอกจากจะใหญ่จริงๆ แต่มาดูบ้านเราสิ อ่านหนังสือพิมพ์แล้ว เห้ย!เมืองไทยมันปลอดภัยไหมเนี่ย
 
“ไหนๆ จะพูดเรื่องยาเสพติด ผมขอพูดในฐานะที่ผ่านมันมาแล้ว (น้ำเสียงของเสกซีเรียสขึ้นมาทันที) ว่าน้องอย่าไปเสพยา มันเป็นสิ่งไม่ดี อย่าไปทดลอง มันไม่มีหรอกที่ว่าไม่ติด ติดทุกคน มันเป็นของเลวร้าย ตอนนี้ผมไม่มีแล้ว แต่พวกบุหรี่ ซิการ์ เหล้า นี่ผมไม่นับนะ (หัวเราะ) ”
 
GM: คุณช่วยพูดเรื่องยาเสพติดหน่อยสิ ว่ามันเลวร้ายอย่างไร
เสก : ไหนๆ จะพูดเรื่องยาเสพติด ผมขอพูดในฐานะที่ผ่านมันมาแล้ว (น้ำเสียงของเสกซีเรียสขึ้นมาทันที) ว่าน้องอย่าไปเสพยา มันเป็นสิ่งไม่ดี อย่าไปทดลอง มันไม่มีหรอกที่ว่าไม่ติด ติดทุกคน มันเป็นของเลวร้าย ตอนนี้ผมไม่มีแล้ว แต่พวกบุหรี่ ซิการ์ เหล้า นี่ผมไม่นับนะ (หัวเราะ) ยาเสพติดต้องพวก โคเคน ไอซ์ เอ็กซ์ตาซี อะไรแบบนั้น อย่างบุหรี่ คนมันก็สูบกันอยู่ หมอเขาก็ออกมาเขียนหนังสือบอกว่าสูบแล้วเส้นเลือดในสมองแตกตาย ใครอยากสูบก็ช่างมึง ผมจะไปห้ามอะไรได้ ทุกคนอ่านหนังสือรู้เรื่อง มันโตกันหมดแล้ว มีความคิดของตัวเอง แต่สำหรับยาเสพติดที่รุนแรง ผมยืนยันว่ามันไม่ดี น้องๆ อย่าไปลองเด็ดขาด
 
GM: คุณมีความสุขกับชีวิตตอนนี้ไหม
เสก : แฮปปี้มากกกก (เขาลากเสียง) หากคุณไม่มาหาผมที่บ้าน คุณคงเดาไปว่าผมกำลังปวดหัวกับเรื่องข่าวกับเมีย ไม่เลย นี่มันเรื่องเล็ก ชีวิตผมชิลจะตาย ทำใจให้ได้ เรื่องมันมีอยู่แค่นี้
 
GM: อยากให้คนทั่วไปมีภาพจำ เสก โลโซ แบบไหน
เสก : จดจำในความเป็นนักร้อง ผมอยากให้คุณจำงานของ เสก โลโซ จำว่าเป็นนักร้องที่ช่วยเหลือสังคม เป็นเพื่อนที่ดีของคุณ ถ้าเป็นในแง่ส่วนตัว ผมอยากมีภาพคุณพ่อที่น่ารัก ผมเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นเจ้านายที่ดี เป็นเพื่อนที่น่ารัก แค่นี้ก็พอแล้ว
 
GM: บทเรียนสำคัญที่สุด ที่ เสก โลโซ เรียนรู้คืออะไร
เสก : เกิดเป็นคนต้องไม่ประมาทในทุกๆ เรื่อง มี 3 คำที่ผมยึดมั่น นั่นคือ Education, Character, Service คุณต้องมีความรู้ มีตัวตนที่ชัดเจน แล้วนำสิ่งที่มีมารับใช้สังคม
 
GM: หากให้หลับตาแล้วนึกภาพอีก 5 ปีข้างหน้า เสกสรรค์ ศุขพิมาย จะเป็นยังไง
เสก : ก็เป็นแบบนี้แหละ เป็นเหมือนเดิม ทั้งความคิด การเป็นอยู่ แต่คงร่ำรวยขึ้นไป มีอาณาจักรใหญ่โต ลูกน้องมากขึ้น
 
ยังเล่นดนตรีอยู่ไหม? GM ถาม
เล่นสิ ดนตรีคืองานหลักในชีวิตของผม– เสกตอบ