x

“เคยมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งพูดกับเราว่า ผู้หญิงทำธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จหรอก”
 
วันนี้เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์ เทพิน อริยปิติพันธ์ หญิงเก่งผู้คร่ำวอดอยู่ในวงการธุรกิจอีเวนต์ในบ้านเรามาหลายสิบปี เธอคือ Client Management Director & CI group Founder หรือ ครีเอท อินเทลลิเจ้นซ์
 
หญิงเก่งผู้นี้เติบโตในครอบครัวคนจีน เรียกได่ว่าชีวิตเธอยังกะละครเลือดข้นคนจางเลยทีเดียว (อาจจะไม่ได้ทรหดเหมือนในละครขนาดนั้น) เทพิน หันเข้าสู่เส้นทางธุรกิจ เมื่ออายุเพียง 21 ปี และเป็นช่วงที่ประเทศไทยยังไม่ค่อยมีการยอมรับ “ผู้หญิง” ในบทบาทของนักธุรกิจเท่าไหร่
 
ครั้งหนึ่งเธอเคยโดนสบประมาทโดยนักธุรกิจรุ่นพี่ว่า “ผู้หญิงทำธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จหรอก” และนั่นเปรียบเสมือนแรงกระตุ้นที่ทำให้เธอประสบความเส็จในทุกวันนี้ 
 
เทพิน ถือเป็นหัวเรือใหญ่ของงานคอนเสิร์ตดัง ๆ ในบ้านเราอย่าง Season of Love Song หรือ Samed In Love ซึ่งแม้วงการดนตรีในบ้านเราจะอยู่ในช่วงขาลง แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอหยุดความตั้งใจที่จะพัฒนาอีเวนต์บันเทิงดี ๆ สู่คนดู 
 
เราไปพบกับบทสัมภาษณ์ที่จะทำให้รู้จักกับผู้หญิงคนนี้มากขึ้น “เทพิน อริยปิติพันธ์”
 
 
GM : ได้ยินมาว่าคุณเป็นคนที่เข้าเรียนเร็ว และก็เริ่มทำธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย
เทพิน : เราเข้ามหาลัยตอนอายุ 16 ย่าง 17 ปี แน่นอนเรารู้สึกว่าเรียนเร็วกว่าคนอื่น ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงท้ายของการมีสอบเทียบ ส่วนตัวในตอนนั้นตั้งปณิธานกับตัวเองว่า ถ้าอยากเป็นอิสระจากที่บ้านเราต้องเรียนจบให้เร็วที่สุด ตอนนั้นเราเรียนปริญญาโทด้วยรวมๆ ทั้งตรี และโทเราใช้เวลาเรียนไป 5 ปี ในวัย 21 ปี ถือว่าเร็วมากและพอเรียนจบเราก็ทำงานไปด้วย โดยเริ่มจากการทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง ก็ทำเรื่องเกี่ยวกับอีเวนต์ก่อนในตอนแรก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานรับจ้าง คือลูกค้าต้องการอะไรมาเราก็ทำตาม 
 
จนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราได้ Business develop ขึ้นมาเองก็คือคอนเสิร์ต Season of Love Song ที่สวนผึ้ง, Samed In Love และก็จะมีคอนเสิร์ตอีกเยอะแยะมากมาย 2 ปีที่แล้วที่กลับมาเป็นที่รู้จักอีกก็ในนามผู้จัดคอนเสิร์ต เฉลียง ซึ่งเราก็ได้รับความเมตตาปราณีจากพี่ๆ เฉลียงทั้ง 6 ยอมให้เราจัดคอนเสิร์ตขึ้นมา
 
GM : ในวัย 21 ปี วัยรุ่นคนอื่นอาจจะเลือกใช้ชีวิตให้สุดเหวี่ยงก่อน แต่อะไรดลใจทำให้คุณเลือกที่จะเข้าสู่วงการธุรกิจ
เทพิน : ช่วงนั้นในมุมมองของหลายคนยังไม่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงเท่าไหร่ ก็คือผู้หญิงก็เป็นแค่เหมือนตัวประสาน ยังไม่เก่งมาก แต่เรารู้สึกว่า เราเองก็ไม่ใช่คนสวย แต่การที่เรามีสมองหรือมีคาแรคเตอร์ที่มันน่าสนใจมันจะทำให้งานเราสำเร็จได้ เพราะฉะนั้นเราก็รู้สึกว่า เราทำอะไรก็ได้ที่ทำให้เราเป็นผู้หญิงที่เก่ง ที่ทำให้คนยอมรับเรา
 
 
GM : แสดงว่าในวัย 21 ปี คุณก็มองหาธุรกิจ เป็นหลักในทันที
เทพิน : คือเราไม่ได้มองเรื่องธุรกิจเป็นหลักนะ แต่เรามองว่าอะไรเป็นจุดที่ทำให้เรา success เร็ว แล้วก็อาจจะด้วยวิธีการเรียนหนังสือที่มันต่อเนื่องกันสำหรับคนยุคนั้น มันเลยไม่มีช่องว่างที่ทำให้เราไปทำงานประจำได้อะไร เพราะว่าเรียนตรีเรียนโทติดๆ กัน มันจะไม่เหมือนเด็กสมัยนี้ที่จะมีไปฝึกงานก่อน แล้วจะได้รู้ว่าตัวเองชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไรแล้วค่อยเรียนต่อ แต่ของเรา เราเรียนเลย เรียนต่อเลยชอบไม่ชอบไม่รู้ รู้แค่ว่าเราสนใจมันมากแค่ไหน
 
GM : เทพิน อริยปิติพันธ์ เป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบไหน
เทพิน : เป็นผู้หญิงที่ทำอะไรต้องทำให้รู้สึกว่า สุด สุดในทุกเรื่อง แล้วพอเรารู้สึกว่ามันสุดแล้ว ถ้ามันจะ success หรือไม่ success ตัวเราจะมีความรู้สึกว่าแค่ไหนถึงจะพอสำหรับเรา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องไปเดินออกกำลังกาย แล้วคนอื่นบอกว่าต้องเดินแค่ประมาณ 5 กิโลเมตรพอ แต่ใจเราบอกว่าต้องเดิน 7 เราก็จะทำให้ถึง 7 ให้ได้ โดยที่ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เอาตัวเองเป็นหลัก เพราะตัวเองรู้สึกว่าถ้า 7 แล้วเราจะพอ 
 
GM : หลังจากที่ทำธุรกิจในไทยมาหลายปี คุณคิดว่ามันให้อะไรกับเราบ้าง และคุณเรียนรู้อะไรจากการใช้ชีวิตร่วมกับมัน
เทพิน : การทำธุรกิจในเมืองไทยสำคัญที่สุดเลยคือเรื่องของคอนเนคชั่น นี่คือสิ่งที่เรียนรู้มาตลอด สอง คือ เรื่องการเงินสำคัญมาก ถ้าเราทำตัวเลขผิดนิดเดียวอย่างเช่น กรอกจาก 6 หลักมาเป็น 5 หลัก กำไรอาจจะเพิ่ม เราจะรู้สึกว้าว ทันทีเลย แต่ถ้าจาก 6 หลักกรอกผิดไปเป็น 7 หลัก นั่นทำให้เราขาดทุนเลย สิ่งนี้ทำให้เรารู้สึกว่าการเงินเป็นสิ่งสำคัญมาก 
 
GM : นิยามในการทำธุรกิจสำหรับคุณ
เทพิน : ธุรกิจมันคืออะไรใหม่ๆ ที่มันท้าทายเราเสมอ
 
 
GM : นิยามในการทำธุรกิจสำหรับคุณ
เทพิน : ธุรกิจมันคืออะไรใหม่ๆ ที่มันท้าทายเราเสมอ
 
GM : ตอนนี้คุณทำอะไรอยู่บ้าง
เทพิน : ปัจจุบันเราจะดูแลธุรกิจประเภทเอนเตอร์เทนเมนท์ พวกอีเวนต์ต่างๆ ของบริษัท CI ส่วนที่สองที่เราดูอยู่ก็เป็นพวกในเครือของบริษัทเราไปเป็นที่ปรึกษาอยู่ ก็จะเป็นพวกโรงแรม ร้านอาหาร ลิสซิ่ง แต่ในด้านของธุรกิจส่วนตัวที่ทำในปัจจุบัน เราก็จะมีธุรกิจสองธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องเลยก็คือธุรกิจร้านซักรีดชื่อว่า Washery ซึ่งมันดูไม่มีอะไรเลย แต่ว่าในปัจจุบันก็มีหลายสาขาอยู่ และที่เราทำก็รับซักพวก Corporate แบรนด์ ทั้งของ Chanel หรือ Prada ร้านของเราถือเป็นร้านที่รับซักแบรนด์เนมเยอะที่สุดในไทย สิ่งหนึ่งที่เราทำคือเรารักษาคุณภาพของเราพอสมควร และก็รักษาเรื่องความลับ เช่นว่า Chanel มาซักกับเรา เขาจะมีความลับเรื่องแพทเทิร์น การซักกับเราก็การันตีตรงจุดนี้ ส่วนธุรกิจที่สอง คือ Co-working Space ให้เช่า พื้นที่ สัมมนา และสอนหนังสือ ที่สยามสแควร์ ชื่อ The Fin Hub
 
GM : ธุรกิจที่ดี ในมุมมองของคุณมันต้องเป็นอย่างไร
เทพิน : เราไม่อยากพูดว่ามันต้อง success ดีกว่า เพราะธุรกิจคือความท้าทาย ถ้าว่าวันไหนที่ธุรกิจมันไม่ท้าทายแล้วมันเหมือนเรามี success business มันก็จะมีวันที่ดร็อปลงเรื่อยๆ เช่นร้านขายขนมปังเก่าๆ ถ้ายุคพ่อแม่เราเราเรียกร้านขนมปังว่า เบเกอรี่ ถูกไหมปัจจุบันเปลี่ยนเป็นยังไง เป็น คาเฟ่ ทุกอย่างต้องการการปรับตัวเสมอ
 
GM : คุณเป็นคนหา Input ในการทำธุรกิจ อย่างไรบ้าง
เทพิน : คือส่วนตัวไม่ได้เป็นคนเที่ยวไม่ได้ใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นทั่วไป เราไม่ได้มีไลฟ์สไตล์แบบนั้น ข้อแรกคือเราเป็นคนที่ชอบเล่นกีฬาผจญภัย อย่างล่าสุดเราพึ่งจะไปต่างประเทศมาการหาแรงบันดาลใจของเราคือการไปกระโดดหอ โดดบันจี้จัมพ์ ไปทำอะไรที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้น และเราก็ชอบที่จะหาร้านอาหารอร่อยๆ แปลกๆ ทาน
 
GM : อะไรที่ยังทำให้คุณยืนหยัดกับการทำธุรกิจอีเวนต์ดนตรี ซึ่งระยะหลังวงการดนตรีก็แย่ลงเรื่อยๆ
เทพิน : ของ CI น่าจะแตกต่างกว่าค่ายอื่น บางทีค่ายเพลงก็จัดของเขาเองเพราะเขามีบุคลากรอยู่แล้ว ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วเราทำในสิ่งที่คนอื่นเค้าไม่ทำกันคือรวมศิลปิน ถามว่าทำไมเราถึงรวมศิลปินขึ้น เพราะเราเชื่อว่าคนดูอยากได้อะไรที่มันหลากหลาย อยากฟังเพลงของค่ายเนี่ยในงานนี้ก็มีหมด โดยการที่ว่าเรายอมต้นทุนสูงแต่เราก็ทำได้เพื่อให้คนดูแฮปปี้ คนดูแฮปปี้ เขาก็อยากมาอีกเรื่อยๆ
 
 
GM : คุณมักถูกนิยามว่าเป็น “ผู้หญิงเก่ง” มันสะท้อนตัวตนของคุณหรือไม่
เทพิน : อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้น เมื่อก่อนเราอยากให้คนมองเราว่าเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถ โดยเราย้ำเสมอว่าเราไม่ได้เป็นคนสวย เราไม่ได้เป็นผู้ในกลุ่มที่มีผู้ชายมามองแล้วร้องว้าว เราอยากให้คนมองเรามีคาแรคเตอร์มีความสามารถ เมื่อก่อนเราเคยตั้งเป้าในชีวิตนะว่าพี่จะเป็นผู้หญิงที่ทำให้คนรู้จักเยอะที่สุด ผ่านไปจากการทำงาน 10 ปี เราว่าเราได้ผ่านจุดนั้นมาแล้ว
 
GM : เห็นว่าคุณเป็นลูกสาวในครอบครัวคนจีนด้วย เหมือนกับละครที่กำลังดังอยู่ก่อนหน้านี้ ชีวิตคุณเปรียบเหมือนละครเรื่องนี้หรือไม่ 
เทพิน : ในครอบครัวคนจีนผู้หญิงเหมือนทาสทำทุกอย่างใกล้เคียงกับในหนังเลย แต่ว่าโชคดีที่ว่าที่บ้านเนี่ยให้การยอมรับเพราะว่าเราไม่เคยขอเงินมาตั้งแต่อายุ 20 เราทำงานหาเงินด้วยตัวเอง ครอบครัวให้การสนับสนุนค่อนข้างเยอะ บ้านเราเป็นครอบครัวคนจีนที่ค่อนข้างเปิด
 
GM : เป้าหมายในชีวิตตอนนี้
เทพิน : ตอนนี้แค่รู้สึกว่าอยากเกษียณเร็วๆ เพื่อจะได้ใช้ชีวิตที่เหลือไปเที่ยวแบบมีความสุขแต่คำว่าเกษียณคือไม่ใช่ไม่ทำงานนะคะ ก็คือให้เงินทำงานแทนเราไป เพราะว่าจากผู้ใหญ่ที่เราเจอหลายคนในช่วงบั้นปลายชีวิตของเขา หลายคนไม่ได้ใช้ชีวิตเลย แล้วเพราะว่าตอนการทำงานเนี่ยไม่ได้วางแผนให้เงินมาทำงานวางแผนเรา ถ้าเราวางแผนดีๆ ให้เงินทำงานแทนเรา เราก็จะมีความสุขกับการใช้ชีวิตกัน ถามว่าทำไมเราทำธุรกิจแบบหลากหลายจัง แต่ละอย่างก็ไม่เกี่ยวกันเลย ก็เพราะว่าเราหาคนที่ไว้ใจทำงานด้วย เช่นโรงเรียนสอนพิเศษพอเราไว้ใจปุ๊บมันก็จะให้เงินทำงานได้ แล้วก็ทำกำไรจากมันได้