x

เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทุกวงการ ทุกอุตสาหกรรม ต่างต้องเร่งปรับตัว หรือ Transform ตัวเองไปสู่สิ่งใหม่
 
เช่นเดียวกับโลกของพลังงาน ที่ ณ วันนี้ กำลังเดินหน้าไปสู่การพลิกโฉมในอนาคตอันใกล้
 
GM ได้มีโอกาสสนทนาในเรื่องนี้กับ บัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) องค์กรซึ่งเดินนำอยู่หัวขบวนของการเปลี่ยนแปลงนี้
 
บีซีพีจีเป็นบริษัทผู้ลงทุนและดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานความร้อนใต้พิภพทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย และในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนโฉมสู่ยุคดิจิทัล ทำให้บีซีพีจีกำลังปรับบทบาทไปสู่ผู้ทำการตลาดกับผู้บริโภครายย่อยโดยตรงมากขึ้น เน้นการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้กับผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงให้บริการการจัดการด้านพลังงาน หรือ Energy as a Service และนำเทคโนโลยีล้ำสมัยระดับโลกมาใช้ ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถผลิตพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ด้วยตัวเอง และประหยัดค่าใช้จ่าย
 
“วันนี้บีซีพีจีจัดเป็นบริษัทชั้นแนวหน้าในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีจุดเริ่มต้นจากเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ได้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจากฯ แยกธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดมาตั้งเป็นบริษัทใหม่ มีผมเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่คนแรก และเข้าระดมทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปลายเดือนกันยายน 2559 หรือเพิ่งครบรอบ 2 ปีไปเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง
 
“ซึ่งความแตกต่างของบีซีพีจีที่ทำให้เราโดดเด่นขึ้นมาคือ หนึ่ง, เราเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจด้านพลังงานสะอาดที่เป็น Pure Play คือทำแต่พลังงาน ‘สีเขียว’ หรือ พลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติล้วนๆ สอง, ผู้ถือหุ้นใหญ่ของเราคือ บางจาก คอร์ปอเรชั่น หมายความว่าเรามีทั้งความเป็นรัฐและมีความเป็นเอกชนรวมอยู่ในตัว และสาม, ความแตกต่างที่ชัดเจนมากที่สุด คือเรื่องของ Digital Energy เป็นเป้าหมายที่เรากำลังพัฒนาอยู่ ที่จะพลิกโฉมโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าของประเทศไทย พูดได้เต็มปากว่าเราเป็นผู้นำทางด้านนี้ ซึ่งจะมีโปรดักต์ใหม่ๆ มานำเสนอให้ประชาชนในประเทศได้พบประสบการณ์ใหม่ ที่ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และทำให้ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยรักษาโลกใบนี้ให้สะอาดเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน”
 
ถึงตรงนี้เราอยากชวนคุณไปทำความรู้จักโลกพลังงานในวิสัยทัศน์ของบีซีพีจี พร้อมๆ กับตัวตนและมุมมองความคิดที่น่าเรียนรู้ของซีอีโอสุดคูลคนนี้กันเลย
 
 
 
ลองคิดดูว่าในอดีต ใช้เวลานานแค่ไหน
กว่าบริษัทหนึ่งจะมีการคิดเปลี่ยน
Business Model 
วันนี้ด้วยความที่โลก
หมุนเร็ว
และเทคโนโลยีมันเอื้อ
ฉะนั้นผมคิดว่า Business Model 
ของแต่ละบริษัทมันจะมีการเปลี่ยนแปลง
ทรานส์ฟอร์มรวดเร็วมากขึ้น

 

หากย้อนมองดูเส้นทางการทำงานของบัณฑิตนั้น จะเห็นว่าเขาอยู่กับสายงานด้านพลังงานมาโดยตลอด นับตั้งแต่ก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยในฐานะวิศวกรจบใหม่
 
เขาจำได้ว่าตอนนั้นสมัครงาน 2-3 แห่ง หนึ่งคือสายพลังงาน อีกที่หนึ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของไทย มีอายุยาวนานมากว่า 60-70 ปีแล้วในตอนนั้น และอีกที่เป็นบริษัทเทรดดิ้งของฝรั่ง ทั้งสามที่รับเขาเข้าทำงาน แต่เขาเลือกบริษัท ‘ปิโตรเคมีแห่งชาติ’ หรือ NPC ซึ่งถือเป็นโรงเรียนในโลกการทำงานแห่งแรกหลังจบการศึกษา
 
เขามีเหตุผลที่น่าสนใจสำหรับการเลือกงานในครั้งนั้น
 
“ถามว่าทำไมเราเลือกที่นี่ เพราะว่ามันเป็นโปรเจกต์ที่สร้างใหม่เอี่ยม เมืองไทยไม่เคยมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมาก่อน เริ่มต้นจากศูนย์ ต่างจากอีกสองที่ ฉะนั้นผมก็คิดว่า ถ้าเริ่มต้นเป็นส่วนหนึ่งของทีมริเริ่มบุกเบิก น่าจะมีอะไรสนุกๆ ให้ทำ
 
“ผมไม่ชอบอยู่ Comfort Zone ผมชอบทำอะไรที่มันยากๆ มีพี่ๆ ซีอีโอใหญ่ๆ หลายคนเคยบอกว่า การที่มีงานยาก งานเยอะ อันนี้ต้องถือเป็นบุญ เพราะว่าพระเจ้าเลือกคุณมาทำ และ
พระเจ้าตอบแทนคุณเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็คือประสบการณ์ทั้งหลายนั่นคือทรัพย์สิน คือ Asset ที่จะติดตัวคุณไปตลอด เพราะฉะนั้นถ้านั่งอยู่เฉยๆ ก็จะไม่มีทรัพย์สินในด้านประสบการณ์เลย” 
 
ลองมาฟังบัณฑิตเล่าเรื่องชีวิตการทำงานในวงการพลังงานอันยาวนาน ว่าผ่านอะไรมาบ้าง 
 
“จะเห็นว่าชีวิตการทำงานที่ผ่านมาตลอด 30 ปี มักจะได้ทำเรื่องใหม่ๆ อยู่เรื่อย วันแรกก็ทำเรื่องใหม่ คือปิโตรเคมี ก็ทำให้ชาติ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับก๊าซธรรมชาติที่เป็นทรัพยากรของประเทศที่มาบตาพุด ซึ่งเป็นโครงการที่เป็น Flagship ของโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard Development Program) ที่เป็นโครงการต้นแบบของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ในปัจจุบัน หลังจาก NPC ก็ได้มีโอกาสเข้าทำแผนฟื้นฟูกิจการบริษัท ปุ๋ยแห่งชาติ จำกัด ซึ่งประสบปัญหาทางด้านการเงิน นับเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ได้จับงานทางด้านการเงิน ต้องประสานสิบทิศเพื่อให้ทุก Stakeholders ตกลงกันได้ และเขียนแผนธุรกิจใหม่ ปรับโครงสร้างการเงินบริษัท จนเดินต่อได้ 
 
“พอมาทำทางด้านน้ำมัน ก็นำเสนอแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล พัฒนาสร้างโรงงานเอทานอลและไบโอดีเซลซึ่งเป็นน้ำมันสะอาด บางจากเป็นรายแรกที่เอาน้ำมันแก๊สโซฮอล์มานำเสนอให้ประเทศไทย และพอมาทำเรื่องไฟฟ้า ตอนแรกๆ ทำธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ ก็เรียกว่าหวือหวาใหม่เอี่ยมไฮเทค พัฒนาจากไม่มีอะไรเลย คือเริ่มจากไปดูที่ดินที่จะสร้างโซลาร์ฟาร์มแห่งแรกด้วยตัวเอง จนกระทั่งสร้างสำเร็จ แล้วก็ต่อยอดจากโซลาร์
ที่มี มาพลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ จนวันนี้ เรากำลังพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องของพลังงานดิจิทัลอยู่ ฉะนั้นตลอดช่วงเวลาที่ทำงานกับบางจาก ก็ถือได้ว่าทำงานสายงานทางด้านพลังงานสะอาดมาตั้งแต่ต้นจนทุกวันนี้”
 
เมื่อเอ่ยถึงบีซีพีจี จากเดิมที่เป็น Business Unit หรือหน่วยธุรกิจหนึ่งในบางจาก คอร์ปอเรชั่น ก่อนที่จะแยกออกมาก่อตั้งเป็นบริษัทมหาชน และเข้าตลาดหลักทรัพย์ การเริ่มต้นก่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา ย่อมเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของนักบริหารไม่น้อย
 
แต่จะว่าไป นี่ก็คือสิ่งที่ซีอีโออย่างบัณฑิตคุ้นเคยและปรารถนาอยู่แล้วมิใช่หรือ
 
“จริงๆ แล้ว การเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ มันก็เหนื่อยอย่างที่เขาว่ากันว่า ต้นทุนของผู้บุกเบิก หรือ Cost of Being a Pioneer มันทั้งเหนื่อยทั้งแพง แต่ว่าถ้าทำแล้วประสบความสำเร็จก็หายเหนื่อย เห็นผลที่เราทุ่มเทออกมา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างผลตอบแทนการลงทุนให้กับผู้ถือหุ้นอย่างก้าวกระโดดภายในระยะเวลาอันสั้น การดูแลบริษัท พนักงาน เพื่อให้ทีมงานสามารถเติบโตต่อไปด้วยกันได้ พวกนี้เป็นสิ่งที่ทำให้หายเหนื่อย สำหรับผม เรื่องของการตั้งบริษัทใหม่ๆ หรือบุกเบิกธุรกิจใหม่ๆ นับว่าเป็นเรื่องที่เหนื่อยพอดู แต่ก็สนุก ผมจะคอยถามทีมงานอยู่ตลอดเวลา หมดสนุกหรือยัง สนุกของผม ฝรั่งเขาเรียก Passion ถ้าคุณมี Passion กับการทำงาน รักในสิ่งที่ทำ คุณจะทำได้ดี”
 
ความยาก ความท้าทายในวันนี้ ก็คือ 
เราเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลง
จะทำอย่างไรให้คนอื่นเข้าใจ
และร่วมมือ โลกใบนี้วันนี้เป็นโลกแห่ง
ความร่วมมือ Collaboration
บางครั้งอาจจะเหนื่อยหน่อย
ที่เจอกระแสต่อต้านสิ่งใหม่ๆ
 
 
คำถามที่ตามมาสำหรับการบุกเบิกธุรกิจใหม่ๆ ก็คือ ผู้บริหารอย่างเขามองเห็นโอกาสทางธุรกิจอย่างไรบ้าง และจะขับเคลื่อนด้วยวิธีไหน 
 
“วันแรกที่ทำธุรกิจทางด้านพลังงานทดแทน ผมก็คิดว่าเราเป็นผู้นำ เรานำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้กับประชาชน ประเทศชาติ ส่วนในวันนี้ เรามีการ Transform ลักษณะธุรกิจที่สำคัญ โดยปัจจุบัน บีซีพีจีมีพอร์ตโฟลิโอที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าสีเขียวหรือไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอยู่ประมาณ 600 เมกะวัตต์ 3 เทคโนโลยีใน 4 ประเทศ โดยถือว่าเราเป็น Pure Play หรือผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดล้วนๆ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยเดิมเรามีรูปแบบการทำธุรกิจ (Business Model) เป็น Wholesale แต่วันนี้เรากำลังทรานส์ฟอร์มไปสู่ Retail คือจากการขายไฟให้กับหน่วยงานของรัฐบาล มีสัญญารองรับระยะยาว ซึ่งส่วนนี้เราก็ยังคงดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แต่เรากำลังขยายตลาดใหม่ เป็นเรื่องของรีเทล การค้าปลีก คือเราจะขายตรงให้กับประชาชนเลย บวกกับเรื่องของดิจิทัล นำเทคโนโลยีอย่าง Blockchain เข้ามาใช้ อันนี้ผมคิดว่าเป็นโอกาสและความท้าทาย เป็นการนำเสนอสิ่งใหม่เอี่ยมให้กับประเทศ หรือแทบจะเรียกได้ว่ากับโลกใบนี้ เป็นโปรดักต์แห่งอนาคตจริงๆ
 
“ผมคิดว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาของบริษัทที่เร็วอย่างแทบไม่น่าเชื่อ... ลองคิดดูว่าในอดีต ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าบริษัทหนึ่งจะมีการคิดเปลี่ยน Business Model วันนี้ด้วยความที่โลกหมุนเร็ว และเทคโนโลยีมันเอื้อ ฉะนั้นผมคิดว่า Business Model ของแต่ละบริษัทจะมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากขึ้น จากแต่ก่อนใช้ Business Model เดิมๆ อยู่ 5 ปี 10 ปี 20 ปี แต่วันนี้ไม่ใช่แล้ว ผมคิดว่า 3 ปี 5 ปีก็ต้องเปลี่ยนกันอยู่เรื่อยๆ ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงนี้ ผมคิดว่าเราไม่เพียงแค่ตามทันโลกเท่านั้น เรายังล้ำหน้าไปอีกขั้นหนึ่งด้วย เราเป็นผู้นำทางด้านนี้”
 
รูปธรรมของสิ่งที่บัณฑิตกล่าวข้างต้น เกิดขึ้นแล้วกับโครงการที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ ชื่อว่า ‘T77’ โดยเป็นความร่วมมือระหว่างบีซีพีจี กับ ‘แสนสิริ’ ซึ่งได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วน 
 
T77 หรือโครงการทาวน์สุขุมวิท 77 เป็นโครงการนำร่องระบบแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าสะอาดรูปแบบใหม่แบบ Peer-to-Peer ด้วยการทำธุรกรรมโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในโครงการที่พักอาศัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับการกล่าวขวัญถึงทั้งในระดับประเทศและระดับโลก แม้แต่ในฟอรัมระดับโลกอย่าง World Economic Forum ก็ยังนำเรื่องราวของโครงการนี้ไปรายงานในสื่อช่องทางต่างๆ ของเขาเผยแพร่ไปทั่วโลก 
 
เราขอให้เขาย่อยข้อมูลในเรื่องนี้ให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ 
 
“ถ้าจะให้พูดง่ายๆ เลยก็คือ สมัยก่อน ชีวิตคนเราก็เป็นแค่ Consumer หรือผู้บริโภค วันนี้ไม่ใช่แล้ว แต่เป็น Prosumer คือสามารถที่จะผลิตและใช้เองได้ สิ่งที่เรานำเสนอก็คือพลังงานสะอาดจากโซลาร์รูฟท็อปที่ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของ สามารถใช้เองโดยช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าเดิม เพราะราคาถูก จากการที่เทคโนโลยีพัฒนาไปมาก แล้วถ้าเหลือยังสามารถที่จะขายให้เพื่อนบ้านได้ เพราะฉะนั้นก็ได้สองต่อนะครับ ต่อที่หนึ่งก็คือ เป็นพลังงานที่สะอาดและถูกลง ต่อที่สอง สามารถที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะถ้าพลังงานตรงนั้น
ใช้ไม่หมด เหลือใช้ ก็สามารถที่จะขายได้ เราเรียกแนวคิดนี้ว่า Democratization of Energy
 
“โดยทั้งหลายทั้งปวงนี้ หมายถึง Transaction หรือการค้าขายที่ว่านั้นอยู่บนแพลตฟอร์มที่เราพัฒนาด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่าบล็อกเชน ซึ่งทำให้มันมีประสิทธิภาพ Real-time โปร่งใส ไร้คนกลาง เพราะฉะนั้นก็เป็นตลาดใหม่ เป็นแพลตฟอร์มใหม่ เป็น e-Market ที่สามารถพัฒนามาใช้ในการขายไฟฟ้าได้
 
“ถามว่ามันดีอย่างไร แน่นอน, ผู้บริโภคชอบ เพราะราคาไฟถูกลง มีรายได้เสริม ประเทศชาติก็ได้ หมายความว่ารัฐบาลก็ไม่ต้องไปสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่แล้ว ต่อไปประชาชนเป็นโรงไฟฟ้า เป็นผู้ผลิตไฟที่จะมีส่วนร่วมในการช่วยให้ประเทศประหยัดการนำเข้าพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องไปกู้เงินต่างชาติ และทำให้เกิดการกระจายของแหล่งพลังงานมากขึ้น สร้างสมดุลมากขึ้น เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงาน”
 
บัณฑิตอธิบายว่า ทิศทางของโลกพลังงานในอนาคต รูปแบบจะเปลี่ยนไปจาก Centralized กลายเป็น Decentralized คือจากการผลิตโดยโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ห่างไกลจากผู้บริโภค ส่งผ่านสายส่งไปตามสถานีไฟฟ้าย่อย แล้วจึงกระจายไปยังผู้ใช้ สู่การที่ผู้บริโภคสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้เอง และจ่ายเข้าสู่ระบบเพื่อขายให้กับผู้อื่นได้เมื่อมีไฟฟ้าส่วนเกิน โดยการใช้การบริหารจัดการด้วย Digital Technology อันชาญฉลาด
 
“โลกของพลังงานในอนาคต จะใช้น้ำมันน้อยลง และใช้ไฟฟ้ามากขึ้น เช่น รถไฟฟ้าหรือ Bullet Train รวมทั้งเรื่องของดิจิทัลจะเข้ามา แนวโน้มใหม่ในด้านพลังงานในอนาคตนั้นมี 3 ประการ คือการใช้พลังงานในรูปแบบของพลังงานไฟฟ้าที่มีมากขึ้น หรือ Electrification การกระจายตัวออกของแหล่งพลังงาน หรือ Decentralization และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หรือ Digitization โดยทั้งสามข้อนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้โครงสร้างของอุตสาหกรรมไฟฟ้ากำลังปรับตัว วันนี้กำลังถึงจุดที่มันทรานส์ฟอร์มตัวเองอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรามองเห็น และวางตัวเป็นผู้นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรม”
 
และสถานการณ์เช่นนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เรื่อง ‘ต้นทุนของผู้บุกเบิก’ ถูกเขาหยิบยกมาพูดถึง สำหรับการเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลง 
 
“ความท้าทายของผมในวันนี้ ซึ่งผมก็จะบอกกับทีมงาน คือไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีหรืออะไร ผมว่าความท้าทายเป็นเรื่องของ Attitude เรื่องของ Mindset เรื่องของ Imagination วันนี้สิ่งที่เรานำเสนอกับประเทศ เป็นการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามา เทคโนโลยีนั้นทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ค่าใช้จ่ายถูกลง ฉะนั้นเราในฐานะผู้บริโภค ยินดีต้อนรับเทคโนโลยีอยู่แล้ว
 
“แต่ว่าเทคโนโลยีใหม่เวลาเข้ามา ธุรกิจเดิมๆ ที่เคยทำมาในอดีต ก็จะมีการได้รับผลกระทบและจะต้องปรับตัว ฉะนั้นเราอยู่ในฐานะที่เป็นผู้นำ เราเองก็ต้องนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศ ประชาชน ผมคิดว่าเรื่อง Attitude เรื่อง Mindset เรื่อง Imagination พวกนี้เป็นเรื่องที่จะต้องปรับตัวให้เร็ว เพื่อที่จะได้ไปด้วยกัน ฉะนั้นความยากความท้าทายในวันนี้ก็คือ เราเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลง จะทำอย่างไรให้คนอื่นเขาเข้าใจและร่วมมือ โลกใบนี้วันนี้ เป็นโลกแห่งความร่วมมือ Collaboration บางครั้งอาจจะเหนื่อยหน่อยที่เจอกระแสต่อต้านสิ่งใหม่ๆ ความท้าทายก็คือเรื่องนี้แหละครับ 
 
 
เรื่องของการเซตบริษัทใหม่ๆ
สำหรับผม - เหนื่อย - แต่สนุก
ก็จะคอยถามทีมงานอยู่ตลอดเวลา
หมดสนุกหรือยัง
สนุกของผมฝรั่งเขาเรียก Passion
ถ้าคุณมี Passion กับการทำงาน
รักในสิ่งที่ทำ - คุณจะทำได้ดี
 
 
ย้อนกลับมาที่แง่มุมส่วนตัว ในฐานะนักบริหารผู้มีประสบการณ์ยาวนาน เราถามบัณฑิตถึงหลักในการทำงานของเขา เขาบอกเราว่า สูตรของเขาคือ 3 C
 
“เป็นสูตรที่ท่องอยู่ในใจเวลาทำงาน C แรกก็คือ Can Do ว่ามันเป็นไปได้มั้ย การจะทำในเรื่องต่างๆ นานา ต้องประเมินด้วยความรู้ความเข้าใจ ความรอบคอบ มีสติ และรวดเร็ว ฉะนั้นเวลาทำงาน พูดง่ายๆ เราต้องอ่านเกมออก ดูเกมขาด ถ้าผ่านก็มา C ตัวที่สอง คือ Commitment หมายความว่า ถ้าเราเห็นว่ามันใช่แล้ว อย่าลังเล ทำให้เสร็จ ทำให้เร็ว บริหาร Resource ทุกมิติลงไป เพื่อทำให้เกิดผลลัพธ์ที่สำเร็จ และหลังจากที่เราประเมินและลงมือทำเรียบร้อยแล้ว C ที่สามคือเรื่องของ Communication การสื่อสาร จะต้องให้ทีมงานเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ แล้วสิ่งที่เราทำจะเกิดผลลัพธ์กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกอย่างไร ต้องมีการสื่อสารให้เข้าใจ โลกวันนี้หมุนเร็วและซับซ้อนขึ้น เดี๋ยวนี้โซเชียลมีเดียเร็วมาก ฉะนั้น ทำอะไรเสร็จปั๊บต้องมีการดูแลเรื่องการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ นี่คือ 3 C ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในใจผมเสมอ”
 
นอกจากหลักในการทำงานแล้ว เขายังมีสูตรที่น่าสนใจสำหรับการดำเนินชีวิต ซึ่งจำง่ายเช่นกัน และเขายินดีที่จะแบ่งปันอยู่เสมอเมื่อถูกเอ่ยถามถึงเรื่องนี้
 
“ผมมีสูตรประจำตัวของผม คือ 3wS โดย W ที่หนึ่งคือ Work Hard สองคือ Wealth Protection และสามคือ Wide Networking 
ในขณะที่หนึ่ง S ก็คือ Sufficient
 
“Work Hard คนทั่วๆ ไปทำงานหนักก็ได้ผลตอบแทน แต่ถ้าได้เงินมาแล้วใช้จนหมด คุณก็ไม่สามารถจะมีพลังงานมากไปกว่านั้น ฉะนั้น Work Hard เสร็จปั๊บ ได้เงินมา คุณก็ต้องรู้จัก Wealth Protection ต้องจัดการเรื่อง Wealth ของตัวเองเป็น ไม่ใช่มีร้อยใช้ร้อย หรือมีร้อยใช้ร้อยยี่สิบ แบบนี้เจ๊ง มีร้อยก็ต้องกันส่วนหนึ่งเป็นเงินเก็บ ส่วนหนึ่งลงทุน ส่วนหนึ่งไว้ใช้ เรื่องการลงทุนก็มีหลายรูปแบบ ผมคิดว่าพอร์ตโฟลิโอของชีวิตเรา ถ้าจะลงทุน ก็ต้องแบ่ง มีทั้ง High Risk High Return และ Low Risk Stable Cashflow ส่วนการ Wide Networking คือต้องมีเพื่อนที่ดี กัลยาณมิตร ให้ความช่วยเหลือกันและกันได้เมื่อเวลาที่ต้องการ และถ้ามีแล้วต้องรักษาไว้ให้ดี ผมชอบที่คุณโน้ต เชิญยิ้ม เคยพูดไว้ว่า นกมีขน คนต้องมีพวก ซึ่ง ‘พวก’ ในความหมายนี้คือ ‘พ’ หมายถึง พึ่งพา ‘ว’ หมายถึง ไว้วางใจ และ ‘ก’ หมายถึง เกรงใจและให้เกียรติ นั่นแหละครับ ‘พวก’ ส่วนสุดท้ายคือตัว S Sufficient ต้องพอเพียง คนไม่รู้จักพอ ไม่มีความสุขหรอก มีร้อยอยากได้พัน มีพันอยากได้หมื่น อย่างนั้น ยังไงๆ ก็ไม่พอ ซึ่งการได้มาซึ่ง Wealth นั้นก็ต้องได้มาด้วยการทำมาหากินอย่างสุจริต ไม่ใช่การใช้ทางลัด ผมว่าคนเราต้องรู้จักพอเพียงสักจุดหนึ่ง” 
 
เมื่อมีทั้งหลักในการทำงานและหลักในการดำเนินชีวิตที่ดีแล้ว บัณฑิตบอกว่าสิ่งสำคัญกว่านั้นก็คือ ต้องจัดสมดุลระหว่างทั้งสองส่วนนี้ให้ดี จึงจะเรียกได้ว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ 
 
“คนเราทำงานต้องบาลานซ์การทำงานกับชีวิตให้ได้ คุณจัดการบริษัทได้ดีขนาดไหน คุณก็ต้องจัดการที่บ้านให้ดีขนาดนั้น ถึงแม้ว่าที่บ้าน
ส่วนใหญ่เราจะเป็นคนโดนจัดการ (หัวเราะ) ผมว่านิยามความสำเร็จไม่ได้ยากไปกว่าทำชีวิตให้มีความสุข คุณมีความสุขแล้วจะไปเรียกมันว่าประสบความสำเร็จก็ได้ มันคงไม่ได้วัดกันด้วยว่าจะต้องมีเงินเป็นพันล้านแล้วจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ มีเงินพอเพียงเหมาะสมกับฐานะของตนเองแต่มีความสุข ผมว่าชีวิตคุณประสบความสำเร็จแล้ว” 
 
 
เราปิดท้ายการสนทนากับบัณฑิต ด้วยเรื่องราวของไลฟ์สไตล์ในยามว่าง
 
“ผมเป็น Playboy นะ (หัวเราะ) หมายถึงชอบสนุกกับชีวิตในทุกๆ ด้าน ผมเป็นพวกสุขนิยม กีฬาก็เล่น เป็นนักกีฬามาก่อน ทุกวันนี้เหลือแต่เล่นกอล์ฟ เดี๋ยวนี้แก่แล้วไปเล่นอย่างอื่นไม่ไหว แต่ยังปั่นจักรยานตอนเช้าให้ฟิตก่อนออกไปทำงาน ดนตรีก็เล่น เคยมีวงดนตรีกับเพื่อน หลังๆ ไม่มีเวลาก็ไม่ได้เล่นแล้ว ใช้ไปฟังเอา หลังๆ ผมเริ่มสะสมงานศิลปะด้วย สะสมภาพวาด อุดหนุนทั้งศิลปินไทยและศิลปินต่างชาติ บางทีไปเชียงใหม่ ไปต่างจังหวัด ศิลปินท้องถิ่นมากๆ เลย แทบไม่รู้จักเลย แต่ภาพวาดเขาโดน เราก็สะสม ศิลปินต่างชาติเราก็ดู ถ้าใช่สไตล์ที่เราชอบ ก็สะสมไว้” 
 
ว่าแล้วเขาก็หยิบโทรศัพท์มาเปิดให้เรายลโฉมสองรูปล่าสุดที่เขาเพิ่งได้มาครอบครอง 
 
เราบอกเขาว่าคำตอบเรื่องไลฟ์สไตล์ของเขาทำให้เราประหลาดใจเล็กน้อยเหมือนกัน ถ้าจะมองกันเผินๆ ในแง่ที่ว่าเขาเรียนวิศวะและเป็นซีอีโอบริษัทพลังงาน ไม่นึกว่าจะมีอารมณ์ศิลปินขนาดนี้
 
“บางทีผมเดินอยู่เมืองนอก ไปเช็กอินในโรงแรม จีเอ็มโรงแรมก็จะเดินมาทักทาย ถามว่า ยูทำงานเกี่ยวกับด้านศิลปะหรือเปล่า ดูจากท่าทางและการแต่งตัว ผมบอกเปล่าๆ ไอเป็นซีอีโอบริษัทพลังงาน เขาก็ตกใจ บอกไม่ดูเหมือนผู้บริหารเลย เพราะเวลาอยู่เมืองนอกบางทีผมอาจจะดูหลุดโลกกว่านี้นิดหนึ่ง (หัวเราะ) ถ้ามีโอกาสก็อยากเชิญไปที่บ้านหรือที่ออฟฟิศนะครับ ผมออกแบบเอง ตกแต่งเอง คงได้สัมผัสอารมณ์ Soft Part อีกด้าน ที่มีคนบอกว่ามันสะท้อนออกมาในสไตล์การบริหารด้วย”
 
นี่คือตัวตนของผู้บริหารนักบุกเบิกที่ชื่อ ‘บัณฑิต สะเพียรชัย’ ผู้ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานได้อย่างลงตัว