x

Third time's the charm.
 
คือสำนวนฝรั่งที่พูดถึงโอกาสในชีวิตของคนเรา พยายามครั้งแรกอาจจะแย่ ครั้งที่สองอาจจะไม่ดีนัก
 
แต่พอมาครั้งที่สาม กลับพบว่า สิ่งที่พยายามทำอยู่ ไม่สูญเปล่า กลายเป็นงานที่ดีมาก
 
ถ้าหากจะพูดถึงงานกำกับภาพยนตร์ของบาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ คงต้องปรับสำนวนเป็นว่า Second time's the charm.
 
มันอาจจะไม่ใช่ความผิดหวังเสียทีเดียวนัก กับการกำกับภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกของเขาอย่าง “เคาท์ดาวน์” ที่ทำไรได้เสมอตัว 26 ล้านบาท แต่งานที่เขาปั้นมาเหมือน “ลูกคนแรก” กลับไม่ใช่มาสเตอร์พีซอย่างที่คิด 
 
ริ้วรอยที่เกิดจากคำวิจารณ์ ทำให้เขาต้องยอมรับว่า หนังยังมีบางอย่างที่ไม่สมบูรณ์แบบ
 
จนมาถึงโอกาสที่ 2 นั่นคือการทำหนังเรื่อง "ฉลาดเกมส์โกง"
 
...
 
พ.ศ. 2560 สำหรับวงการหนังไทย คงเป็นปีที่สปอตไลท์ส่องลงกลางหัวของบาสพอดิบพอดี กับหนังที่เป็นปรากฏการณ์ของปีนี้อย่าง “ฉลาดเกมส์โกง” ที่พูดถึงเรื่องราวการโกงข้อสอบของเด็กกลุ่มหนึ่งอย่างชวนระทึก ฉลาด และพาตั้งคำถามไปไกลถึงระบบการศึกษาของบ้านเรา
 
เป็นหนังไทยเรื่องแรกและเรื่องเดียว ที่มีรายได้เกินร้อยล้านบาทในปีนี้(112 ล้านบาท) แต่ทันทีที่เข้าฉายในหลาย ๆ ประเทศ ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จทั้งในแง่คำวิจารณ์และรายได้ ฉายในช่วงเดือนตุลาคม 2560 เพียงแค่ 9 วัน ทำรายได้ทะลุ 200 ล้านหยวน หรือ มากกว่า 1,000 ล้านบาท กลายเป็นภาพยนตร์ไทยทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในจีน รวมถึงฮ่องกง และไต้หวัน
 
บาสได้รับเชิญไปเทศกาลภาพยนตร์ในหลาย ๆ ประเทศ และ “ฉลาดเกมส์โกง” ก็ได้รับรางวัลมากมายจากเทศกาลต่าง ๆ ซึ่งเช็คข้อมูลบนโลกออนไลน์ได้ไม่ยากนัก
 
ก่อนที่เขาจะเติบโตมาจาก “เคาท์ดาวน์” ก้าวมาสู่ความสำเร็จจาก “ฉลาดเกมส์โกง” เขาข้ามผ่านอะไรมาบ้าง?
 
และนี่คือห้วงเวลา Second time's the charm ของเขา
 

GM Live : พาหนังเรื่องฉลาดเกมส์โกง เดินทางไปที่ไหนบ้างและ Feedback เป็นอย่างไร
นัฐวุฒิ : ถ้านับรวมที่ไปฉายตามเทศกาล ก็มีหลายที่ ผมว่ารวมแล้วมากกว่า 20 ที่ ที่ได้ไป feedback ที่ผ่านมาค่อนข้างโอเค ทุกคนก็ดูมี comment ที่ดูแล้ว คือทุกคนก็ชื่นชมว่าหนังดูสนุกและสามารถทำเรื่องที่ไม่น่าจะดูสนุกก็ทำให้ดูสนุกตื่นเต้นได้ขนาดนี้ ทำให้รู้จักหนังไทยในความรู้สึกใหม่ๆ อีกแบบหนึ่งครับ
 
GM Live : แต่ละที่มีระบบการศึกษาไม่เหมือนกัน เขา get สารที่เราต้องการจะสื่อเรื่องการศึกษาหรือไม่
นัฐวุฒิ : ถ้าเป็นประเทศแถบเอเชีย จะ get ไม่น่าเชื่อว่า get ขนาดนี้ เหมือนเขามีวัฒนธรรมการเรียนการสอนการสอบ ที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับบ้านเรา แต่อย่างถ้าเป็นฝั่งอเมริกาหรือฝั่งยุโรปจะมีบางจุดที่เขาไม่เข้าใจ บ้าง หมายถึงว่าถ้าสมมติเราเข้าใจเต็มร้อยเขาจะเข้าใจประมาณ 50 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ อย่างเรื่องครูที่ขายข้อสอบ เขาจะตามไม่ค่อยทันว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องอธิบายให้เขาฟัง คือพออธิบายให้เขาฟังไปเหมือนกับเราไปเปิดโลก เปิดประเด็นใหม่ให้เขา ว่าประเทศคุณ ทำอย่างนี้ได้ด้วยหรือ เป็นเรื่องปกติหรือ ซึ่งเราก็ต้องคุยกับเขา
 
GM Live : ประเทศเขาระบบการเรียนต่างกัน ทำให้สะท้อนความเข้าใจต่างกัน 
นัฐวุฒิ : ใช่ ผมว่าการดูหนังมันคือการสำรวจโลกที่เราไม่เคยได้รู้จัก อย่างตอนไปฉายที่อังกฤษ ซึ่งระบบการเรียนของเขาต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง เขาจะให้อิสระเด็กในการค้นหาตัวเองแบบที่เด็กอยากเป็น เขาก็มองว่าการที่ได้มาทำความรู้จักการศึกษาอีกแบบหนึ่ง ดูเป็นเรื่องน่าสนใจ
 
GM Live : พอไปที่ประเทศจีนแล้วกระแสแรงมาก คนที่นั่นพูดถึงหนังของเราอย่างไรบ้าง
นัฐวุฒิ : ตั้งแต่หนังฉายในเมืองไทยและต่อยอดไปฉายที่เมืองนอกไม่ว่าจะเป็นเทศกาลหรือเข้าโรงเองก็แล้วแต่ มันเป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายและเกินความคาดหวังของผมไปค่อนข้างไกลมาก คือไม่คิดว่า ไม่ได้แพลนหรือหวังว่าหนังเราจะไปได้ไกลขนาดนี้เพราะฉะนั้นทุก feedback ที่กลับมามันดีหมด เลย
 
โดยเฉพาะ feedback ที่จีนเป็นอะไรที่น่าจะจับต้องได้มากที่สุด ด้วยจำนวนคนหรือผลตอบรับที่ยิ่งใหญ่มันก็ดี  แต่ถ้าถามผม ผมคิดว่าไม่ว่าจะไปฉายที่ประเทศไหนหรือยังไงก็แล้วแต่ทุกสิ่งทุกอย่างมันคือความดีงาม ในความรู้สึกผม
 
GM Live : คิดอย่างไร กับคำว่า เราเป็นผู้กำกับ “ร้อยล้านหยวน”
นัฐวุฒิ : ก็ดูเยอะดี (หัวเราะ) ก็โอเคก็ดีใจรู้สึกว่าทุก feedback ที่มีกลับมาหาเรา มันเป็นเรื่องที่ดีหมดเกี่ยวกับหนัง แต่ก็สำหรับตัวผมเองผมไม่เอามันมาเป็นตัวกำหนด ชะตาของตัวเองหลังจากนี้ หมายถึงว่าพยายามที่จะไม่กดดันตัวเองในสิ่งเหล่านี้ ในการทำงานต่อไป
 
GM Live : เราคิดว่า สำหรับ “ฉลาดเกมส์โกง” นี่คือการแบก ความสำเร็จที่หนักมากไหม สำหรับ งานต่อไป
นัฐวุฒิ : รู้สึกแบกไว้ แต่ไม่หนัก เพราะผมเคยผ่าน feedback มาค่อนข้างหลากหลายรูปแบบตั้งแต่หนังเรื่องแรก พอเราไปทำโฆษณา เราเจอทุกการตอบรับมาหมดแล้วมีตั้งแต่ ลบที่สุดยันบวกที่สุด ผมเลยรู้สึกว่าสุดท้ายแล้วมันก็มีผลกระทบต่อความรู้สึกเราไหมก็มีแหละ แต่สุดท้ายแล้วมันจะไม่ใช่ตัวกำหนดทุกสิ่งอย่างที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหลังจากนี้ มันอยู่ที่เราเองมากกว่าเพราะว่าสุดท้าย feedback เหล่านี้เรื่องรายได้เรื่องผลตอบรับเราควบคุมคอนโทรลมันไม่ได้เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราควบคุมได้แค่การทำงานของเราตรงหน้าว่าทำอย่างไรให้มันดีสุด
 
GM Live :  แสดงว่าตั้งแต่เราทำงานมาเราเริ่มมีภูมิต้านทานต่อการวิจารณ์สูงมากถ้าเทียบกับตอนแรกเราปล่อยหนัง “เคาท์ดาวน์” เจอนักวิจารณ์หลายคนซัดซะแหลกเลย 
นัฐวุฒิ : ก็มีนะ ก็คือภูมิต้านทาน เราไม่ได้ต่อต้านนะหมายถึง ไม่ ว่าจะเป็นคำวิจารณ์ที่ดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่ ถ้าดีก็เป็นกำลังใจ ถ้าด่าเราก็รู้ว่าถ้าเราฟังอย่างมีสติเราก็จะรู้ว่าจริงเราสามารถทำให้ดีกว่านี้ได้ ซึ่งเราสามารถแก้ตัวต่อไปได้ในอนาคตผมว่ามันมีประโยชน์หมดเราต้องรู้ว่ามันไม่ใช่ ไม่ว่าจะเป็นคำชมหรือคำด่ามันไม่ใช่ทั้งหมดมันก็จะผ่านไป
 
GM Live :  มองวัฒนธรรมการวิจารณ์ บ้านเราอย่างไร
นัฐวุฒิ : ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เข้ามาทำหนัง พี่เก้งจิระ มะลิกุล สอนผมและผมจำได้แม่นเลยว่า หนังเป็นของเราก็จริงและตั้งแต่เราคิดพล็อตเรื่องมา ถ่ายทำทุกสิ่งอย่างแต่เมื่อใดก็ตามที่หนังฉาย หนังมันไม่ใช่ของเราอีกต่อไป หนังเป็นของคนดูเพราะฉะนั้นไม่ว่าคนดูจะรู้สึกยังไงกับมัน เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปต้านทาน อะไรได้ เพียงแค่ต้องยอมรับศึกษาและเรียนรู้กับทุก Feedback ที่มีเข้ามา
 
การวิจารณ์ก็เช่นกัน ทุกการวิจารณ์มันก็คือความคิดเห็น ในฐานะของคนทำงานเราควรต้องเปิดใจกว้างและก็ไม่มีอคติกับสิ่งเหล่านี้และก็ศึกษามันจริงๆว่า ลองมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าจริงๆ ที่เขาพูดมาที่เขาด่าหนังเรามา มันจริงหรือไม่ ซึ่งมันก็มีหลายๆครั้งคือ เออจริง ทำไมเราทำแบบนี้ เราเคยคิดว่ามันดีแต่มันไม่ดีนะ อะไรแบบนี้
 

GM Live : เราพูดเรื่องนี้ในวันที่เราคิดตกผลึกแล้ว แล้วเมื่อก่อน เคยมีไหมคำวิจารณ์ที่มันพังทลายอีโก้เราเลย ที่เราอาจจะรับไม่ได้
นัฐวุฒิ : ถ้าจะมีคือมีหนังเรื่องแรกคือ Countdown ตอนนั้นเราก็ยังเด็ก สำหรับผมการได้ทำหนังใหญ่เรื่องแรกคือเราก็คิดแบบเด็กๆ ว่าเราใช้ชีวิตมาชีวิตมา 30 ปี เพื่อจุดนี้ แล้วหลังจากนี้ ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปสิ่งดีๆทุกอย่างจะเข้ามา แต่พอมันไม่ใช่ปุ๊บมันเลยค่อนข้างเปลี่ยนเฟลหนักเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นทั้ง ในแง่ ธุรกิจ รายได้ แม้กระทั่ง คำวิจารณ์อะไรงี้ ผมว่าสุดท้ายแล้วพอเวลาผ่านไปมันจะทำให้เราเข้มแข็งขึ้น
 
GM Live :  ตอนนั้นเราเจ็บปวดไหม
นัฐวุฒิ : เจ็บปวดนะ มันเหมือนแบบตั้งใจเลี้ยงลูกมา ส่งลูกขึ้นประกวด และลูกโดนด่า คนเอาก้อนอิฐ เขวี้ยงใส่บนเวที เราเจ็บปวด เราควรจะดูแลเขาได้ดีกว่านี้  ที่สำคัญมันไม่ใช่เราคนเดียว มันมีทีมงานอีก หลายสิบชีวิตช่วยเราดูแล แต่เราไม่สามารถทำให้สิ่งนี้มันสำเร็จได้  สุดท้ายเราต้องก้าวต่อไป
 
GM Live :  คิดว่าฉลาดเกมส์โกงจะส่งผลให้หนังไทยบุกตลาดจีนได้หรือเปล่า เพราะเราต้องเจอระบบการจำกัดโควต้าที่จีนทำให้หนังต่างประเทศเข้าไปในจีนยาก
นัฐวุฒิ : ผมหวังว่าหลังจากนี้ต่อไปจะเป็นอย่างนั้น หวังเป็นอย่างยิ่ง พอ feedback เป็นอย่างนี้ ผมดีใจแน่นอน ทีมงานดีใจแน่นอนเป็นเรื่องปกติ แต่ผมไม่คาดหวังว่า ผมอยากจะได้ชื่อว่าเป็นหนังไทยทำเงินสูงสุด 10 ปีในจีน ผมไม่คาดหวังเลย ผมอยากให้มีหนังไทยเรื่องใหม่ คนทำงานคนใหม่สร้างงานและสามารถทำสิ่งนี้ได้ด้วยเหมือนกัน แล้วมันสามารถไปต่อได้ในจีน หรือในที่ใด ถ้าช่วยกันถ้าเรา keep ทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา มันจะช่วยพัฒนาหนังไทย ไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
 
GM Live :  จากความสำเร็จของ “ฉลาดเกมส์โกง” สิ่งที่มันเกิดขึ้นเราคิดว่ามันฟลุคไหม 
นัฐวุฒิ : คำว่าฟลุค มันไม่แฟร์กับทีมงาน ตัวอย่างหนึ่งที่ผมบอกได้ก็คือ ไม่ว่าจะเป็นตัวผมเองนักแสดงน้องๆ ทุกคน ทีมงานทุกคน ไม่มีใครทำงานชุ่ยๆ มันเป็นโจทย์การทำงานที่ค่อนข้างยากแล้วทำผม เอาจริงๆผมผ่านไม่ว่าจะเป็นหนังใหญ่หรือโฆษณา ผ่านรูปแบบของ Production มาค่อนข้างเยอะ แล้วก็บอกได้เลยว่าหนังเรื่องนี้ยาก สิ่งที่ต้องการจำนวนช็อตที่เยอะขึ้น ไลน์ของกล้อง ความยากของโลเคชั่น อะไรพวกนี้มันยากกว่าปกติแต่เรามีเงื่อนไขในการทำงานที่เกือบเกือบเท่าเรื่องอื่น นั่นหมายความว่าต้องการให้ทีมงานทำงานหนักกว่าเดิม 2 เท่า แล้วผมบอกทุกคนตลอดเวลาว่าผมโชคดี ที่ผมได้ทีมที่โคตรดี และ support มากๆ เพราะฉะนั้นเมื่อผลลัพธ์มันออกมาเป็นอย่างนี้ผมว่าถ้าความตั้งใจดีมันจะนำมาสู่สิ่งที่ดีเสมอ ผมว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องฟลุค อาจจะเป็นเรื่องจังหวะ สำหรับผมแล้วแค่หนังออกมาแล้วคนดูทุกคนเห็นหยาดเหงื่อแรงงานของทีมงาน  แล้วรู้สึกว่าสิ่งนี้มีความหมายเราต้องไม่ทำให้เขาเสียเวลาชีวิตมันก็ประสบความสำเร็จได้ส่วนการได้ไปฉายที่ต่างประเทศมีกี่ประเทศได้รางวัลอะไรรายได้เท่าไหร่มันเป็นโบนัสในการทำงานมากกว่า
 
GM Live :  เวลาให้สัมภาษณ์ คุณมักจะพูดถึงครอบครัวบ่อย ๆ (บาสเป็นลูกชายของอาเล็ก-สุรพล พูนพิริยะ พี่ชายของ จูนจูน - พัชชา พูนพิริยะ ทั้งคู่ต่างทำงานแสดงเป็นอีกอาชีพหนึ่ง) ครอบครัวสำคัญในการสนับสนุนบาสอย่างไร
นัฐวุฒิ : สำคัญมาก ถ้าไม่มีครอบครัวที่สนับสนุน ผมอาจจะไม่มีวันนี้ก็ได้คืออย่างที่บอกเป็นคนทั้งๆ ที่ไม่เคยได้เรียนหนังมาโดยตรง ทั้งที่จริงผมอยากเรียนมาก แต่ไม่เคยได้เรียนเพราะความซื่อบื้อของตัวเอง
 
แต่ว่าโรงเรียนหนังที่ดีที่สุดสำหรับผม คือการดูหนัง มากๆ อย่างคุณพ่อเป็นคนที่รู้ว่าลูกชอบอะไรแล้วเขาจะให้การสนับสนุนเขา ไม่เคยห้ามว่าแบบลูกต้องไปเรียนหมออย่างเดียวต้องเป็นทนายต้องเป็นทหารตำรวจเขาไม่เคยห้ามเลยลูกอยากเป็นอะไรเขาพร้อม support ทั้งพ่อทั้งแม่เลย ฉะนั้นการที่เขาอยู่ข้างๆ รู้ทุกอย่างที่เราเป็น ผมว่าสิ่งนี้สำคัญที่สุดและเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่ควรจะทำสิ่งนี้ให้กับลูก
 
GM Live :  ประสบการณ์การดูหนังทำให้เรามีชีวิตในวันนี้ยังไง
นัฐวุฒิ : ผมว่าสำหรับ หากเรียนทฤษฎีหนังมันก็ดีหมายถึงว่าการรู้จักมุมกล้อง การถ่ายทำ แต่สุดท้าย หนังมันเป็นเรื่องของมนุษย์มากกว่ามันไม่ใช่เรื่องทฤษฎี มันเป็นเรื่องอารมณ์เป็นเรื่องความคิดที่เรามีต่อโลกต่ออะไรหลายๆอย่าง นั่นหมายความว่าเมื่อเราดูหนังมากขึ้น ได้รับ สิ่งที่คนทำหนังได้ย่อยออกมาให้เราดู ภายในสองชั่วโมง ยิ่งดูยิ่งรู้เยอะยิ่งรู้สึกเยอะ มันก็ส่งผลต่อความคิดเราในระดับนึง
 
GM Live : มีหนังเรื่องไหนที่เราชอบแล้วเราคิดว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องหนังให้ได้แบบนี้
นัฐวุฒิ : เป็นหนังที่เปลี่ยนชีวิตผมไปเลยหรือหลังสุดที่ดูแล้วรู้สึกว่ามี Impact มากๆ คือ Nebraska(2013) หนังขาวดำเรื่องมันเป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ มันเป็นเรื่องแบบ ตาลุงอยู่นอกเมืองจะเข้าเมืองไปเคลมรางวัล ซึ่งเป็นลอตโต้ที่ถูกหลอกมา หนังง่ายๆ ตัวละครน้อยๆ เหตุการณ์เหงาๆ พูดถึงเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากของจักรวาลการเป็นมนุษย์ผมว่ามันเป็นสิ่งที่อัศจรรย์มากครับ
 

GM Live : หนังของคุณทั้งสองเรื่องจะมีแง่มุมต่อสังคมในบางอย่าง เราต้องการให้เกิด impact อะไรต่อสังคม
นัฐวุฒิ : ผมไม่ได้หวังให้เกิดอะไรกับสังคมนะ ผมแค่จริงใจในสิ่งที่ผมอยากเล่าหมายถึงว่า ณ จุดนี้การเป็นคนทำหนัง เพศชายวัย 30 กว่าปี มันอาจจะเป็นความรับผิดชอบประมาณหนึ่งของเราในการทำหนังเพื่อสื่อสารแง่มุม ด้วยความคิดอะไรบางอย่างในแบบของเราโดยไม่ได้บอกว่ามันถูกหรือผิด มันอาจจะไม่ถูกต้องสำหรับคนหลายๆคนแต่ว่าผมในฐานะคนทำงานมันคือศิลปินเพราะฉะนั้นคือเราต้องจริงใจกับสิ่งที่เราอยากเล่าอยากสื่อสารแค่นั้นเอง โดยที่บางที feedback ที่กลับมาเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้และนำกลับไปปรับใช้ในอนาคต
 
GM Live : เวลาเรามองสังคมผ่านหนัง คุณคิดว่าคุณมองแบบ Liberal หรือ Conservation
นัฐวุฒิ : ผมไม่เคยคิดสิ่งในสิ่งเหล่านั้นเลย มนุษย์ไม่ควรติดฉลากให้ตัวเอง คุณเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้นแค่นั้นเอง การติดฉลากว่าคุณเป็นลิเบอรัล หรือคอนเซอเวทีฟ เป็นซ้ายเป็นขวามันเป็นอุดมคติแล้วสิ่งเหล่านี้มันจะทำให้ความคิดเห็นของเราที่มีต่องานข้างหน้ามันไม่บริสุทธิ์ 
 
GM Live : มองภาพรวมวงการหนังไทยปีนี้ ยังไงบ้าง ทำไมมันดูซึมๆ เศร้าๆ จัง
นัฐวุฒิ : การมองเฉพาะปีนี้มันไม่แฟร์ ตั้งแต่ผมมาเริ่มทำหนัง พอเราเอาตัวเองเข้ามาขลุกอยู่ในวงการนี้เราเห็นถึงความตั้งใจของคนทำงานหลายๆ คน เรารู้ตื้นลึกหนาบางเรารู้ปัญหาอย่างหนึ่งที่ผมบอกได้เลยว่ามันมีคนทำหนังไทยหลายๆ คนที่เขาเก่ง หลายคนเก่งกว่าผมด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าเขาเจอปัญหาอะไรหลายอย่างทำให้เขาไม่สามารถทำสิ่งที่เขาต้องการออกมาได้จริงๆ แต่ ณ ปัจจุบันนี้ผมรู้สึกว่าสังคมเปิดกว้างมากขึ้น เด็กยุคนี้เก่งขึ้นเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างมากกว่าเดิมแล้วมีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้นนั่นหมายความว่าช่องทางหรือความรู้สึกในการเลือกเสพหนัง แต่ละประเภทมันกว้างกว่าเดิม นั่งหมายถึง ช่องทาง ในการทำหนังหลายๆ แนวออกมาก็จะมีมากขึ้น นั่นหมายความว่าในที่สุดแล้วอย่าง Insects in the Backyard ที่โดนแบนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ทำไมได้ฉายในปีนี้ ผมว่าของบางอย่างมันแค่รอเวลาที่สะสมมาเรื่อยๆ นั่นหมายถึงภาพรวมของวงการหนังไทยที่ผมว่ามันเป็นกราฟที่กำลังค่อยๆไต่ภูเขา ขึ้นไปเรื่อยๆ ที่อาจจะ วัดไม่ได้แค่ภายในปีเดียว
 
GM Live : หลายคนในวงการบ่นว่า ไม่สามารถทำงานกำกับเป็นอาชีพหลักได้ ในกรณีคุณ คุณคิดว่าตัวเองอยู่ได้ด้วยการเป็นผู้กํากับอาชีพได้ไหม
นัฐวุฒิ : ผมมีอาชีพเป็นผู้กำกับได้ โดยอาศัยปริมาณในการทำ คือผมโชคดี อย่างที่บอก ต่อให้ผมไม่ทำหนัง ใหญ่ ผมก็ยังสามารถกลับไปทำโฆษณาได้ มันก็เป็นสิ่งที่เราเลี้ยงชีพเรามาตลอด 4-5 ปี เพราะฉะนั้นคือ ผมก็ทำเยอะมาก เราก็ใช้ปริมาณในการทำ ค่อนข้างเยอะ มันก็เหมือนพนักงานกินเงินเดือนแล้ว มีเงินเดือนที่หล่อเลี้ยงเรา ในชีวิตประจำวันได้ให้เราไม่เดือดร้อน
 
GM Live : อยากให้คนจำหนังของเรา “หนังบาส” มีหน้าตาอย่างไร ผ่านมา 10ปีเขาจะมองหนังเรายังไง
นัฐวุฒิ : ผมตอบไม่ได้เลยว่ะ เป็นเรื่องที่คนดูทั่วไปต้องให้คำตอบ ไม่มีในใจว่าอยากให้หนังของเราเป็นแบบไหน ข้อดีอย่างหนึ่ง ในการที่ผมไปทำโฆษณา โฆษณามันคือการทำตามโจทย์ใช่ไหม อย่าง 10 เรื่องแนวทางไม่เหมือนกันเลยสักเรื่อง เราเลยรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทาย การเปลี่ยน รูปบบในการทำงานหนังไปเรื่อยๆ unlock skill ในการทำ อาจจะสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง แต่สุดท้ายแล้ว ผมว่ามันไม่น่าเบื่อ แล้วก็ ผมว่า ผมไม่รู้เป็นข้อดีและข้อเสีย ผมน่าจะเป็นผู้กำกับที่ไม่ออเตอร์(auteur) ที่สุดแล้วมั้ง อย่าง พี่เจ้ย-อภิชาติพงศ์ หว่องกาไว หรือเต๋อ นวพล ผมรู้สึกว่าลายเซ็นในการทำเขาชัดเจนมากๆ สำหรับผมการตีความตีโจทย์ในการทำงานแต่ละครั้งเป็นสิ่งที่ผมต้องพยายามปรับทางให้ได้ อย่างเช่นผมทำเรื่อง “ฉลาดเกมส์โกง” ผมอยากเป็น สปีลเบิร์ก ในคราบนักเรียน ผมอาจจะไม่อยากเป็นอีกก็ได้ สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นความจับฉ่ายของผมก็ได้