x

ก้าวทันนวัตกรรม สู่ยุค “เศรษฐกิจคิดใหม่”
 
ในอดีต เราเชื่อกันว่าทรัพยากรธรรมชาติมีอยู่เหลือเฟือ ขณะที่ข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งเข้าถึงยาก แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้เราเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้จากเพียงปลายนิ้วสัมผัส ขณะที่ทรัพยากรต่าง ๆ เริ่มจะหายากและ
ขาดแคลนมากขึ้นเรื่อย ๆ 
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง ในบริบทของโลกที่ไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงมากกว่าในอดีต นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายคาดหวังว่า จะมีบทบาทช่วยยกระดับเศรษฐกิจไทยในการเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพ รวมทั้งช่วยให้สามารถก้าวข้าม “กับดักทางเศรษฐกิจ” โดยเฉพาะกับดักรายได้ปานกลาง
BOT พระสยาม Magazine ฉบับนี้ ได้รับเกียรติจาก สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักแปล และนักวิชาการอิสระด้านการเงิน ตัวแทนหนุ่มสาวยุคใหม่ มาร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนกับ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับการใช้นวัตกรรมเพื่อยกระดับผลิตภาพของเศรษฐกิจไทย
 
“นวัตกรรม” ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์
 
สฤณี : คำว่า “นวัตกรรม” คนทั่วไปฟังแล้ว ด้านหนึ่งก็รู้สึกทันสมัย แต่อีกด้านอาจยังสับสนว่า มันแตกต่างจาก “โปรดักส์ใหม่” หรือ “ความคิดใหม่” อย่างไร อยากให้ท่านช่วยให้มุมมองว่า คำว่า “นวัตกรรม (Innovation)” กับคำว่า “สิ่งใหม่ (Novelty)” ต่างกันอย่างไร
 
ดร.วิรไท : เป็นคำถามที่สำคัญมาก ต้องเริ่มจากว่า มุมมองนวัตกรรมที่ ธปท. สนใจ เป็นมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ ปัญหาของประเทศไทยคือ เราอยู่ในโลกที่มีการแข่งขันสูง ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร หรือภาคบริการ โดยในโลกยุคใหม่ การแข่งขันต้องมีเทคโนโลยี มีกระบวนการคิดและการทำงานใหม่ จึงจะทำให้เกิดผลิตภาพที่ดีขึ้น 
นอกจากนี้ โครงสร้างประชากรไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ในอนาคตคนไทยหนึ่งคน ต้องหารายได้เลี้ยงดูคนรอบข้างมากขึ้น ทั้งผู้สูงอายุและเด็ก ฉะนั้น คนไทยต้องเก่งขึ้นและทำงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น จึงจะมีผลิตภาพที่มากพอเลี้ยงดูคนรอบข้างได้จึงเป็นที่มาว่าทำไม ธปท. จึงเลือกเรื่อง “เศรษฐกิจ คิดใหม่ (Innovating Thailand)” โดยเน้นเรื่องนวัตกรรม มาเป็นหัวข้อสำคัญในงานสัมมนาวิชาการของ ธปท. ในปีนี้
 เรามองว่านวัตกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำไปสู่การเพิ่มผลิตภาพให้กับแรงงาน หน่วยธุรกิจ สังคม และประเทศ ดังนั้น คำว่า “นวัตกรรม” ในมุมของ ธปท. จึงมีความหมายกว้างกว่า “สิ่งประดิษฐ์ใหม่” แต่หมายรวมถึง “กระบวนการ” นำไปสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มมากขึ้นด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความสามารถในการคิดค้นประดิษฐ์สิ่งใหม่เป็นเพียงแค่หนึ่งส่วนเท่านั้น กระบวนการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สูงขึ้น มีส่วนสำคัญไม่น้อยกว่าเรื่องของเทคโนโลยีที่นำไปสู่สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ

 
บทบาทภาครัฐกับการส่งเสริมนวัตกรรม
 
สฤณี : ท่านมองว่า ภาครัฐมีความท้าทายอะไรบ้างในการผลักดันให้สังคมสามารถคิดใหม่ได้ดีขึ้น และจะก้าวข้ามความท้าทายเหล่านั้นไปได้อย่างไร
 
ดร.วิรไท : นวัตกรรมมี 2 มิติสำคัญ มิติแรกคือ นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ (Product Innovation) อีกมิติคือ นวัตกรรมด้านกระบวนการ (Process Innovation) ในกรณีของประเทศไทย นวัตกรรมทั้งสองด้านมีความสำคัญ ภาครัฐเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดโครงสร้างหรือระบบนิเวศ และสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมเพื่อให้นวัตกรรมทั้งสองด้านเกิดขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ต้องเกิดจากกระบวนการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ผ่านมา ภาครัฐพยายามส่งเสริมให้ภาคธุรกิจทำงานร่วมกับภาครัฐ หรือให้ภาคธุรกิจลงทุนสร้างงานวิจัยใหม่ ๆ มีการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อทำงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ และให้แรงจูงใจด้านภาษีแก่ธุรกิจที่ทำเรื่อง R&D ฯลฯ ในส่วนของนวัตกรรมด้านกระบวนการ ต้องยอมรับว่า ภาครัฐเป็นผู้กำหนดกระบวนการในหลายเรื่อง กระบวนการหลายอย่างถูกกำหนดมาจากกรอบกฎหมาย กฎเกณฑ์ กติกา ฉะนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ทำให้กรอบกฎหมาย และกฎกติกาต่าง ๆ ส่งเสริมและเอื้อให้เกิดนวัตกรรม กฎเกณฑ์ต้องทันสมัย เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และไม่เป็นอุปสรรคต่อการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ 
อีกความท้าทายที่สำคัญมาก คือการทำให้นวัตกรรมเกิดผลในวงกว้าง จะเห็นว่าบริษัทชั้นนำของประเทศสามารถคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ และดึงองค์ความรู้จากต่างประเทศมาใช้ ขณะที่บริษัทขนาดกลางขนาดย่อม และประชาชนฐานราก กลับเข้าไม่ถึงองค์ความรู้ใหม่ ๆ ความท้าทายคือ ภาครัฐจะทำอย่างไรให้กลุ่ม “ผู้นำ” ทางด้านนวัตกรรม ถ่ายทอดนวัตกรรมเหล่านั้นไปสู่ธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม และประชาชนในวงกว้างมากขึ้น
อันที่จริง มีหลายมิติที่ธุรกิจขนาดใหญ่ และธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมสามารถทำงานร่วมกันได้ เนื่องจากกระบวนการผลิตมีหลายขั้นตอน บทบาทของธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมอาจทำเฉพาะบางส่วนในห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ไม่จำเป็นต้องทำทั้งกระบวนการเอง เพื่อจะได้ทุ่มเททรัพยากรไปทำเรื่องที่ใหม่กว่า ใหญ่กว่า และใช้เทคโนโลยีสูงกว่า ซึ่งคือแนวคิด “Cluster” ที่ทำให้หลายอุตสาหกรรมประสบความสำเร็จ 
ธุรกิจขนาดใหญ่ต้องตระหนักว่า ถ้าในสังคมมีแต่คนคิดว่าต้องรวยกว่า เก่งกว่า และวิ่งเร็วกว่า แล้วทิ้งคนส่วนใหญ่และธุรกิจส่วนใหญ่ไว้ข้างหลัง สุดท้ายก็จะเกิดปัญหาสังคมตามมาและไม่อาจยกระดับประเทศโดยรวมได้ ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องมีบทบาทส่งเสริมให้เกิดการกระจายแนวคิดเรื่องนวัตกรรม ผ่านการศึกษา กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ และเปิดกว้างให้ธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมเข้าถึงองค์ความรู้ได้มากขึ้น
 
 
ธปท. กับ “จุดสมดุล” ในการส่งเสริมนวัตกรรม
 
สฤณี : ธปท. มีหน้าที่ในการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในโลกนวัตกรรมที่ท่านบอกว่า ทุกคนต้องเปิดใจมากขึ้น ต้องกล้าทดลอง ต้องส่งเสริมคนให้ทดลองสิ่งใหม่ ๆ ธปท. จะมีแนวทางอย่างไร ในการสนับสนุนให้ภาคการเงินเกิดนวัตกรรมใหม่ ควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ
 
ดร.วิรไท : ธปท. มีบทบาทสำคัญ 2 ประการคือ (1) การรักษาเสถียรภาพ ทั้งเสถียรภาพด้านราคา เสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน เสถียรภาพระบบการชำระเงิน และเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค และ (2) การพัฒนาในเรื่องที่ ธปท. รับผิดชอบ 
ถ้ามองเสถียรภาพในระยะยาว ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความสามารถในการแข่งขันจะลดลง โอกาสที่จะดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศจะน้อยลง  ถ้าเราไม่สามารถยกระดับผลิตภาพของประเทศ ก็จะเป็นปัญหาเสถียรภาพระยะยาวของเศรษฐกิจไทย ธปท. จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมเพื่อยกระดับผลิตภาพ 
ในเรื่องการพัฒนา จากการที่โลกเปลี่ยน เทคโนโลยีทางการเงินเปลี่ยน เทคโนโลยีการสื่อสารก็เปลี่ยน ระบบการ
ชำระเงินมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่วิถีชีวิตแบบเดิมที่ใช้เงินสดมีต้นทุนสูง ดังนั้น ถ้าเราสามารถเปลี่ยนกิจกรรมที่ใช้เงินสดมาเป็นกิจกรรมอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากจะลดต้นทุนแล้ว ยังเป็นฐานสำหรับต่อยอดไปสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะในธุรกิจ e-Commerce รวมทั้ง ข้อมูลจากธุรกรรมการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ก็สามารถใช้ประโยชน์ได้มากมาย
นอกจากนี้ เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน ผู้ให้บริการก็ต้องเปลี่ยนแปลงด้วย โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ให้บริการรายเดิม 
หรือประเภทเดิม แต่บริการใหม่ ๆ อาจเกิดจากผู้ให้บริการรายใหม่ที่มีเทคโนโลยีที่ดีกว่า ธปท. จึงต้องปรับนโยบายให้เปิดกว้างเพื่อเปิดรับผู้ให้บริการที่หลากหลายขึ้น ตัวอย่างเช่น ในระบบการชำระเงิน นอกจากธนาคารพาณิชย์จะเป็นผู้
ให้บริการแล้ว ยังมีผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) ผู้ให้บริการการโอนเงินระหว่างประเทศ รวมถึงผู้สร้างแพลตฟอร์มการชำระเงินรูปแบบใหม่ ๆ จะทำให้ตลาดมีการแข่งขันมากขึ้น ทำให้ประชาชนมีทางเลือกเพิ่มขึ้น 
สำหรับบทบาทในการกำกับดูแล ธปท. มีหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค และดูแลความมั่นคงของระบบ ตลอด 75 ปี ที่ผ่านมา เราได้พัฒนาปรับปรุงกฎเกณฑ์ กติกาต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริบทอนาคตต่างจากเดิมมาก ธปท. จึงต้องปรับกฎเกณฑ์ให้เท่าทันและไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเกิดนวัตกรรมการเงินใหม่ ๆ ยกตัวอย่าง “ฟินเทค” ธปท. ใช้แนวการกำกับดูแลที่เรียกว่า Regulatory Sandbox หรือ “กระบะทราย” ที่เปิดโอกาสให้นำเทคโนโลยีบริการทางการเงินใหม่ ๆ มาทดลองในวงจำกัด ภายใต้การกำกับของ ธปท. พร้อมกับเรียนรู้และพัฒนากฎเกณฑ์ร่วมกับผู้ให้บริการ เพื่อปิดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งถ้า ธปท. ใช้วิธีคิดในการกำกับดูแลแบบเดิม ฟินเทคก็คงเกิดยากมาก และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็ไม่มีทางถูกพัฒนาให้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป  
อีกวิธีการทำงานที่ ธปท. ได้ปรับปรุงในปีนี้ คือ การทำงานใกล้ชิดกับผู้กำกับดูแลภาคการเงินอีกสอง หน่วยงาน คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งดูแลด้านตลาดทุน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งดูแลธุรกิจด้านประกัน เนื่องจากปัจจุบันผลิตภัณฑ์ทางการเงินมักมีลักษณะไขว้กัน ธปท. จึงต้องทำงานใกล้ชิดกับทั้งสองหน่วยงาน เพื่อดูว่ากรอบการกำกับดูแลของแต่ละหน่วยงานเอื้อต่อการเกิดนวัตกรรมใหม่อย่างไร ที่สำคัญคือเพื่อให้มั่นใจว่านวัตกรรมใหม่จะไม่อาศัย “ช่องโหว่” ระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล มาสร้างปัญหาให้ประชาชน  
 
การเข้าถึงข้อมูลอย่างเท่าเทียมเปิดโอกาส “ฟินเทค สตาร์ทอัพ”
 
สฤณี : ระยะหลังมีการพูดกันเยอะว่าจะส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะการเปิดให้ผู้ประกอบการ
ขนาดกลางขนาดย่อมเข้าถึงข้อมูลเปิด (Open Data) เพื่อกระตุ้นนวัตกรรม ขณะที่ Big Data คนมักมองว่าผู้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงและใช้ประโยชน์อาจมีแค่บริษัทใหญ่ ๆ ท่านมีแนวทางอย่างไรให้ Big Data เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการทุกราย 
 
ดร.วิรไท : เป็นอีกคำถามที่สำคัญมาก ปัจจุบันเราอยู่ในโลกยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งเป็นโลกดิจิทัลเพราะทุกคนใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เนต (Internet of Things: IoT) ก็จะมีข้อมูลเยอะมาก ทุกกิจกรรมที่ทำจะทิ้งรอยเท้าดิจิตอล (Digital Footprint)  ซึ่งถ้าเรามีทักษะและสามารถใช้ประโยชน์จาก Digital Footprint ก็จะช่วยยกระดับผลิตภาพของเศรษฐกิจไทยได้  และไม่ใช่แค่ประโยชน์ในเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องความมั่นคง ความปลอดภัย และประเด็นทางสังคม อาทิ การจัดการระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุข ฯลฯ ข้อมูลจึงถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญมากของโลกใหม่ 
ในเรื่องการเปิดเผยข้อมูลนั้น กรอบกฎหมายเป็นประเด็นที่สำคัญ บางประเทศให้ความสำคัญกับการเปิดข้อมูล ขณะที่บางประเทศให้ความสำคัญกับการปิดข้อมูลเพราะมองว่าข้อมูลเป็นสิทธิส่วนบุคคลและการรักษาสิทธิส่วนบุคคลสำคัญกว่า ในประเทศไทยมีการร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นมา ซึ่งยังถกเถียงกันอยู่ว่าจะหา “จุดสมดุล” ที่เหมาะสมระหว่างการรักษาสิทธิส่วนบุคคลกับการนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในวงกว้างได้อย่างไร 
อย่างไรก็ดี ในภาคการเงิน เราเห็นประโยชน์และความสำคัญของการใช้ข้อมูลในการสร้างนวัตกรรม ตัวอย่างหนึ่งคือ เรามักได้ยินว่าธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมไม่สามารถขอสินเชื่อได้ เพราะกรอบวิธีการทำงานของสถาบันการเงินไทยยังอิงเรื่องของหลักประกันค่อนข้างมาก  ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ในโลกยุคใหม่ ถ้าใครเข้าถึงข้อมูลการซื้อขายของร้านค้าและธุรกรรมการชำระเงิน แล้วนำมาคำนวณหาความเสี่ยงแต่ละธุรกิจได้ เราก็สามารถเปลี่ยนกรอบพิจารณาสินเชื่อมาใช้วิธีนี้ได้โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้กับธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม โดยเฉพาะธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นได้อย่างมาก ปัจจุบันเราเริ่มเห็นโซลูชั่นเช่นนี้จากผู้ให้บริการ “ฟินเทค” รายใหม่ ๆ บ้างแล้ว 
มาถึงวันนี้ ระบบการเงินไทยมีการตื่นตัวด้านเทคโนโลยีสูง และมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ นโยบายของ ธปท. ต้องการส่งเสริมให้แพลตฟอร์มใหม่ ๆ และผู้ให้บริการหลากหลายประเภทสามารถเชื่อมโยงกันได้ (Interoperable) โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในค่ายเดียวกัน ยกตัวอย่าง ระบบพร้อมพ์เพย์ (PromptPay) และการสร้างมาตรฐานกลาง QR Code สำหรับการชำระเงินจะเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการรายเล็กที่เก่งและมีนวัตกรรมที่ชำนาญเฉพาะด้าน สามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น
 
สฤณี : วันนี้ประชาชนคนไทยใช้ Social Media เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่เรายังใช้ e-Banking น้อย เวลาสำรวจหลายคนมักพูดถึงความไม่มั่นใจ ในเรื่องความปลอดภัยต่าง ๆ อยากให้ท่านสะท้อนในมุมของประชาชน
 
ดร.วิรไท : ผมคิดว่านี่เป็นจุดอ่อนของประเทศไทย ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่รวมถึงเรื่องความรู้ความเข้าใจผลิตภัณฑ์ทางการเงิน คนไทยจำนวนไม่น้อยขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และไม่เห็นความจำเป็นของการวางแผนทางการเงิน ทั้งที่เรื่องเหล่านี้ถือเป็นทักษะชีวิต ฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกหน่วยงาน ทั้ง ธปท. และผู้ให้บริการทางการเงิน ต้องยกระดับความรู้ความเข้าใจทางการเงิน และเทคโนโลยีทางการเงินให้กับประชาชน ซึ่งตอนนี้ ธปท. 
อยู่ระหว่างทดลองว่ามีวิธีการใดที่จะทำให้คนไทยตัดสินใจทางด้านการเงินดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในยุคนี้ เด็กรุ่นใหม่ใช้ชีวิตอยู่กับปลายนิ้วมือมากกว่าการเปิดอ่านหนังสือ วิธีการสื่อสารก็ต้องเข้าถึงง่ายด้วยปลายนิ้วมือ
หลายคนมองว่า เรื่องนวัตกรรมเป็นเรื่องที่ยากและไกลตัว ประชาชนทั่วไปอาจมองไม่ออกว่าจะมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างไร ผมขอยกตัวอย่างพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ผู้ทรงเป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสำคัญของประเทศ หลายอย่างที่พระองค์ท่านทรงคิดค้นและผลิต ต้องอาศัยศาสตร์ที่ผนวกกันหลายสาขาวิชา แต่สิ่งที่สำคัญคือ พระองค์ทรงทดลองหานวัตกรรมในการบริหารจัดการเพื่อถ่ายทอดนวัตกรรมให้เกิดผลในวงกว้าง โครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ เป็นต้นแบบ หลายเรื่องที่ทรงทำเป็นเรื่องที่อาศัยเทคโนโลยีแบบง่าย ๆ *******(รอ ผว. เติมคำสักครู่ค่ะ) R&D ในเรื่องที่ไม่ได้อาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น หญ้าแฝก กังหันชัยพัฒนา ฯลฯ แต่กระบวนการทำให้ เทคโนโลยีเหล่านี้กระจายไปเกิดขึ้นในทุกภูมิภาคและทำให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จริง ๆ ถือเป็น “นวัตกรรม” โดยเป็นวัตกรรมที่มาจากพระราชปณิธานที่ทรงมุ่งมั่นจะยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย จึงกล่าวได้ว่า พระองค์ทรงเป็นต้นแบบที่สำคัญมากของการสร้างนวัตกรรมในด้านกระบวนการ (Process Innovation) ฉะนั้น เมื่อใดที่เราได้ยินคำว่า “นวัตกรรม” “ผลิตภาพ” และ “คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” แล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว ขอให้ศึกษาหลักการทรงงานและหลักคิดของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นตัวอย่าง