“การที่เกิดมาเป็นผู้หญิง ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเล่นแซ็กโซโฟนของฉัน สิ่งสำคัญที่สุดคือฉันมั่นใจว่าฉันแข็งแรงพอ ที่จะเล่าเรื่องราวของฉันผ่านแซ็กโซโฟน”
 
​ในปี 2013 ด้วยวัยเพียง 24 ปี  เมลิสซ่า อัลดานา นักแซ็กโซโฟนจากชิลี สร้างประวัติศาสตร์เหนือความคาดหมาย เมื่อเธอเป็นนักดนตรีหญิงคนแรกที่คว้าชัยชนะบนเวทีประกวดดนตรีระดับโลก Thelonious Monk Competition ซึ่งนับจากการจัดประกวดครั้งแรกในปี 1987 เป็นต้นมา (ไม่รวมประเภทนักร้อง) มีเพียงนักดนตรีชายเท่านั้นที่คว้ารางวัลที่ 1 มาครอง
เมลิสซา อัลดานา ได้รับรางวัลนี้ ด้วยฝีมือของตนเองแท้ๆ สุ้มเสียงการบรรเลงของเธอ สะท้อนถึงอัตลักษณ์ บอกเล่าถึงเรื่องราว ด้วยกลวิธีที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างลื่นไหล งดงาม และมีความพิเศษสุดในตัวเอง วันนี้เราได้มีโอกาสมาสัมภาษณ์นักแซ็กโซโฟนแจ๊สหญิงที่ขึ้นชื่อว่าเก่งที่สุดในโลกตอนนี้ (อ่านต่อได้ที่ : Melissa Aldana นักแซ็กหญิงผู้ทำลายข้อจำกัดด้านเพศ และทำให้โลกรู้จักดนตรีแจ๊สในแบบของเธอ)
 
เรื่อง : วิทวัส ปัญญาเลิศวุฒิ
 
GM Live : แซ็กโซโฟน กับคุณพบกันได้อย่างไร
เมลิสซ่า : คุณพ่อของฉันเป็นนักแซ็กโซโฟน ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับคุณปู่ของฉัน การเติบโตมาท่ามกลางแซ็กโซโฟนตั้งยังเล็ก ๆ จึงทำให้ได้ซึมซับเครื่องดนตรีนี้มาตั้งแต่นั้นมา นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นการเล่นเครื่องดนตรีชิ้นนี้ของฉัน
 
 
GM Live : แล้วทั้งคู่เป็นนักดนตรีแจ๊ส เหมือนกับคุณด้วยรึเปล่า
เมลิสซ่า : ใช่แล้วทั้งสองท่านเป็นนักดนตรีแจ๊ส ในช่วงทศวรรษที่ 50 คุณปู่ของฉันท่านเป็นนักดนตรีคนแรกๆ ของชิลีในสมัยนั้น ส่วนคุณพ่อก็มีส่วนร่วมในการเข้าแข่งขัน Thelonious Monk Competition ปี 1991 (ปีเดียวกับ โจชัว เรดแมน)
 
GM Live : คุณเข้าสู่วงการแจ๊สได้อย่างไร
เมลิสซ่า : มาจากคุณพ่อ เพราะท่านเป็นคนที่หลงใหลในดนตรีแจ๊ส และท่านก็เป็นคนพาฉันเข้ามาสู่วงการเพลงอย่างแท้จริง
 
GM Live : ครอบครัวของคุณสนับสนุนการเป็นนักดนตรีของคุณอย่างไร 
เมลิสซ่า : ฉันโชคดีที่มีครูที่ดีมาตั้งแต่ยังเด็ก ตอนอายุ 6 ขวบคุณพ่อก็เปิดผลงานของชาร์ลี พาร์คเกอร์ ให้ฟัง ซึ่งมันคือสิ่งที่ดีและสำคัญมาก เมื่อคุณมีครูที่ดีที่คอยสอนสิ่งเหล่านี้ให้คุณตั้งแต่ยังเด็ก มันกลายเป็นเรื่องที่ส่งผลโดยตรง
 
GM Live : เรื่องเพศกลายเป็นอุปสรรคในอาชีพนักแซ็กโซโฟนของคุณไหม
เมลิสซ่า : ไม่สำหรับฉัน การที่เกิดมาเป็นผู้หญิง ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเล่นแซ็กโซโฟนของฉัน สิ่งสำคัญที่สุดคือฉันมั่นใจว่าฉันแข็งแรงพอ ที่จะเล่าเรื่องราวของฉันผ่านแซ็กโซโฟน หลายครั้งที่ฉันเล่นคอนเสิร์ตหลายคนเข้ามาดูดนตรีของฉัน มันกลายเป็นเรื่องที่มากกว่าเพศ มันกลายเป็นเรื่องของดนตรี แล้วทุกครั้งดนตรีก็เล่าเรื่องแทนตัวมันเองเสมอ
 
GM Live : ต้นแบบและแรงบันดาลใจของคุณ
เมลิสซ่า : ฉันมีต้นแบบมากมายแต่แน่นอนคนที่ฉันชื่นชอบมาก ๆ ก็คือ ซันนี โรลลิงส์ และจอห์น โคลเทรน แต่สำหรับฉันโรลลิงส์ คือคนที่มีอิทธิพลกับฉันมากที่สุด นอกจากในฐานะนักดนตรีแล้ว ดนตรีของเขามักจะก้าวไปข้างหน้าก่อนใครเสมอ นี่คือเป็นวิธีที่เขาพยายามผลักดันวงการ มันจึงกลายเป็นสิ่งที่เป็นต้นแบบของฉัน 
 
 
 
GM Live : ด้วยธรรมชาติของผู้หญิง ด้าน Physical อาจแข็งแรงไม่เทียบเท่าผู้ชาย มันทำให้คุณต้องซ้อมหนักกว่าเดิมขนาดไหน 
เมลิสซ่า : ฉันเป็นคนที่ซ้อมหนักอยู่เสมอ ถ้าฉันมีเวลาฉันจะซ้อมทั้งวัน สมัยเด็ก ๆ ฉันซ้อมไม่ต่ำกว่า 6-7 ชั่วโมงทุกวัน ซึ่งฉันซ้อมได้นานขนาดนั้น ก็เป็นเพราะว่าคุณพ่อก็ซ้อมเป็นเพื่อนฉันด้วยเหมือนกัน
 
GM Live : ทัวร์มากขึ้น เวลาซ้อมน้อยลง คุณจัดเวลาซ้อมให้ตัวเองบ้างไหม
เมลิสซ่า : ถ้าฉันอยู่ที่นิวยอร์ก ฉันมักจะมีเวลาซ้อมเยอะ แต่ถ้าทัวร์ฉันจะพยายามหาเวลาซ้อมให้กับตัวเองเสมอ ยกตัวอย่างวันนี้ก่อนมาสัมภาษณ์ฉันก็ซ้อมมาก่อน 1 ชั่วโมง การซ้อมเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับฉัน เพราะมันคือการขจัดความกลัวบนเวทีทิ้งไป ฉะนั้นมันเหมือนกับเป้าหมายที่ฉันต้องทำในทุกวัน
 
GM Live : ในความคิดของคุณนักดนตรีแจ๊สที่เรียนจากรั้วมหาวิทยาลัย (เรียนดนตรีโดยตรง) กับเหล่าศิลปินระดับตำนานที่เขาเรียนรู้ที่จะเล่นดนตรีแบบนี้ผ่านการใช้หู คุณมองความต่างตรงนี้อย่างไร
เมลิสซ่า : ตอนที่ฉันเรียนที่ Berklee ฉันแทบไม่ต้องเรียนรู้อะไรอีกแล้วในแง่ของการเล่น ฉันเริ่มเล่นแซ็กโซโฟนมาตั้งแต่อายุ 6 ขวบ และจากวันนั้นจนถึงตอนที่ฉันไปที่ Berklee ครั้งแรก นับเวลาคร่าว ๆ ก็สิบปีกว่า ๆ ที่ฉันเริ่มเล่นเครื่องดนตรีชิ้นนี้ ฉันไม่คิดว่ามหาวิทยาลัยคือสถานที่ ที่จะมาเริ่มสอนให้คุณเล่นเครื่องดนตรีให้เป็น
 
สำหรับฉันการเรียนที่ Berklee ท่ามกลางเหล่านักดนตรีรุ่นใหม่ด้วยกันมันเพิ่มเติมด้านประสบการณ์กับฉัน แม้คุณจะได้ทุนเรียนดนตรี หรือได้ปริญญาจากมัน หัวใจของนักดนตรีของนี้คือการเรียนรู้ที่จะเล่นโดยใช้หู หัวใจของการเรียนวิทยาลัยดนตรีคือการซึมซับสังคมเหล่านั้น
 
 
GM Live : วิธีการเล่นอันเป็นเอกลักษณ์เป็นของคุณ มีการ design ผสมผสานขึ้นมาตั้งแต่ต้นรึเปล่า หรือ มันเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ 
เมลิสซ่า : มาเป็นเรื่องที่มาจากหลาย ๆ แรงบันดาลใจ ยกตัวอย่างซันนี แม้การเล่นของเขาตอนนี้จะมีความเป็นเอกลักษณ์มาก แต่เมื่อคุณได้ฟังลึก ๆ การเล่นของเขาก็สามารถบอกเราได้ว่าเขาซึมซับศิลปินที่ชอบคนไหนมาบ้าง และสำหรับฉันกับพ่อ มันเกิดมาจากสิ่งที่เราชอบ ชอบที่จะฟัง หรือ ชอบที่จะเล่น
 
GM Live : การที่ Streaming เข้ามา Disrupt วงการเพลงคุณมองเรื่องนี้อย่างไร 
เมลิสซ่า : ฉันมองว่ามันเป็นเรื่องดี ที่ทำให้คนเข้าถึงดนตรีได้ง่ายขึ้น ฉันไม่ใช่แฟนของ Spotify ฉันไม่ใช่แฟนของ Streaming ในลักษณะนี้ ซึ่งฉันโอเคกับ Apple Music หรือการขายเพลงออนไลน์มากกว่า มันเป็นอะไรที่เข้าใจได้สำหรับนักดนตรีมากกว่า แต่การที่ดนตรีถูกกระจายไปอย่างทั่วถึงเป็นอะไรที่ดีเสมอ
 
GM Live : คุณคิดว่า ความพิเศษอะไรที่ทำให้คุณแตกต่างจากผู้เข้าแข่งขันรายอื่น และกลายเป็นผู้ชนะในการประกวด Thelonious Monk Competition 2013
เมลิสซ่า : ไม่รู้เหมือนกัน แต่งานศิลปะมันเป็นอะไรที่ตัดสินไม่ได้อยู่แล้ว คนที่เข้าแข่งขันในรอบสุดท้ายต่างเป็นที่มีความสามารถ และอยู่ในระดับดีที่สุดทุกคน เราไม่สามารถตัดสินได้ว่าใครดีกว่ากัน แต่ในวันนั้นฉันมองว่ามันตัดสินด้วยสิ่งที่แต่ละคนหยิบขึ้นมาเล่าเรื่อง ในวันแข่งมีคนในวงเล่นหลุดเพลงของฉัน มันอาจไม่ใช่วันที่เพอร์เฟค แต่จังหวะนั้นมันกลายเป็นจุดเปลี่ยน ฉันหันหลังไปบอกวงว่าต้องเล่นยังไงต่อ ณ จุดนั้นมันเหมือนเป็นการแสดงความเป็นผู้นำ ให้กรรมการได้เห็น
 
 
GM Live : อัลบั้มที่เปลี่ยนชีวิตคุณ คือผลงานของใคร
เมลิสซ่า : ถ้ายุคใหม่ ๆ ก็คงเป็น “The Enemies of Energy” ของ เคิร์ท โรเซนวิงเคล ส่วนอัลบั้มเก่าๆ แน่นอนว่าต้องเป็นของซันนี โรลลิงส์ อัลบั้ม “Freedom Suite” ซึ่งผลงานชิ้นนี้เป็นต้นแบบของวงแซ็ก ทรีโอ ที่ฉันชอบฟังมาก ๆ
 
GM Live : โมเมนต์ประทับใจที่สุดในอาชีพ ที่คุณอยากแชร์
เมลิสซ่า : ทุกจังหวะ ทุกโมเมนต์ สำคัญสำหรับฉันทั้งหมด ทั้งการเตรียมตัว การโชว์ แม้มันจะเหมือนกันทุกเพลงทุกโชว์ แต่การทำให้ดีขึ้นในทุกโชว์เป็นสิ่งที่ฉันประทับใจ
 
GM Live : ฝากอะไรถึงแฟนเพลงชาวไทย และเหล่านักศึกษาดนตรีแจ๊สที่ชื่นชอบคุณ
เมลิสซ่า : อย่างแรกเลยฉันดีใจมากที่ได้มาที่นี่ มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก ฉันมาจากชิลีและได้เห็นนักดนตรีรุ่นใหม่เหล่านี้เล่นแจ๊ส มันทำให้ฉันนึกถึงคำว่าแจ๊สคือภาษาสากล ดนตรีทำให้เราได้พบกันและเชื่อมต่อถึงกันได้ มันสวยงามมากจริง ๆ 
 
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ Cadenza สำหรับการจัดคอนเสิร์ตดี ๆ และการดูแลความสะดวกในการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ครับ
 
 ปล. เร็ว ๆนี้ จะมีคอนเสิร์ตโปรเจคใหม่ของมือกีตาร์แจ๊สระดับท็อป 10 ตอนนี้ ADAM ROGERS กับ “DICE” ผลงานล่าสุดกับรูปแบบดนตรีของ Jimi Hendrix, จังหวะฟังก์และกีตาร์ Fender Stratocaster มาพร้อมกับ NATE SMITH มือกลองที่กำลังมาแรงขณะนี้ พบกันในวันที่ 26 พฤษภาคม 2018 เวลา 19.00  เข้าไปชมรายละเอียดได้ที่ลิ้งก์นี้ adam rogers dice trio 2018