คงไม่ต้องอธิบายถึงที่มาที่ไปของ ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องนำของวงดนตรีร็อคที่ดังที่สุดในประเทศไทย ณ ขณะนี้อย่างบอดี้สแลม และคงไม่ต้องบอกถึงความตั้งใจอย่างแรงกล้าของอดีตนิติศาสตรบัณฑิต ที่เคยประกอบอาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน แล้วไล่ตามความฝันของการเป็นนักร้องนักดนตรีจนทัน ถึงขั้นประสบความสำเร็จทะลุเป้า 
 
จากผู้ชายที่ไม่มีใครรู้จัก กลายเป็นหนึ่งในซูเปอร์สตาร์ และสไตล์ไอคอน ต้นแบบการแต่งตัวของวัยรุ่นไทยค่อนประเทศ เหล่านี้คือรายละเอียดในทุกรูปแบบการใช้ชีวิตของตูน-บอดี้สแลม ตั้งแต่การแต่งตัว การทำงาน การใช้ชีวิต ไปจนถึงความรัก
 
GM  : สไตล์การทำงานของวงบอดี้สแลมเป็นแบบไหน
อาทิวราห์ : แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนของตัวอัลบั้ม จะมีทีมงานมากกว่าสมาชิก 4 คนที่เห็นบนเวทีคอนเสิร์ต พวกเราเรียกตัวเองว่าแมงโก้ทีม เช่น พี่อ๊อฟ-บิ๊กแอส ที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้ตั้งแต่อัลบั้มแรกสมัยยังอยู่ค่ายมิวสิคบั๊ก พี่กบ-บิ๊กแอส ดูแลด้านเนื้อเพลงและภาพรวมทั้งหมด แล้วก็มีพี่ๆ อีก 4-5 คน ซึ่งทำงานด้วยกันจนเป็นครอบครัว เหมือนพี่เหมือนน้อง แม้เราจะย้ายมาอยู่ค่ายใหญ่ แต่วิธีการทำงานยังเหมือนอุตสาหกรรมในครอบครัว ซึ่งสนุกนึกสนุกคิดมากกว่า ไม่ใช่มาอยู่ค่ายใหญ่แล้วต้องเปลี่ยนวิธีการทำเพลงให้ดูซับซ้อนหรือยากขึ้น เรายังเอาความเป็นกึ่งๆ อินดี้เหมือนเมื่อก่อนมาใช้ 
 
GM : ระหว่างรอถ่ายรูป ตูนเอากีตาร์มานั่งเล่นและอัดเพลงเอาไว้ ถือเป็นสไตล์การทำงานที่ทำทุกครั้งใช่ไหม
อาทิวราห์ : ครับ ธรรมดาจะใช้กีตาร์ตัวเล็กกว่านี้ วันนี้ใช้เข้าฉากถ่ายรูปด้วยเลยเอาตัวใหญ่มาแทน ส่วนใหญ่จะได้เพลงจากการนั่งเล่น แล้วอัดเก็บไว้ สิ่งเหล่านี้คือระหว่างทาง พอถึงช่วงทำอัลบั้ม ผมจะเอามาเปิดฟัง ในมือถือของผมจะเต็มไปด้วยเสียงอัดเพลง อันไหนเจ๋งๆ เราก็มาร์กเอาไว้แล้วกลับมาฟัง ส่วนใหญ่ผมชอบเล่นกีตาร์ แต่เล่นไม่เก่งนะ แค่พอจะตีคอร์ดได้ ร้องเพลงได้ แต่งเพลงได้ แต่ละมู้ดของแต่ละวันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ด้วยคอร์ดเดิมนี่แหละ แต่กรูฟเปลี่ยน อารมณ์เปลี่ยน
 
GM : ได้แต่งเพลงเองบ้างไหม
อาทิวราห์ : ผมไม่ใช่คนเก่งเรื่องเนื้อเพลง ยังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาตัวเองให้สามารถจบเพลง
แต่ละเพลงในตัวคนเดียวได้ ตั้งแต่ทำนอง เรียบเรียง เนื้อเพลง ไปจนถึงคอนเซ็ปต์ต่างๆ ซึ่งทำได้ดี ขึ้นจากเมื่อก่อน ใครที่เป็นแฟนเพลงบอดี้สแลมจะสังเกตว่ามีชื่อผมอยู่ในเนื้อเพลงมากขึ้น อย่างเพลง ‘คิดฮอด’ ที่สามารถสื่อสารกับคนหมู่มากได้เยอะขึ้น พูดรู้เรื่องขึ้น ต้องขอบคุณพี่กบและแมงโก้ทีมที่ช่วยสอนและให้ความมั่นใจแก่ผม ถ้าพี่เขาไม่กล้าให้ผมเขียน ผมคงเกร็งๆ กลัวๆ และไม่มีเพลงออกมา
 
GM : สไตล์การแสดงบนเวที
อาทิวราห์ : ผมเป็นคนขี้อายมาก ขี้อายจริงๆ สามารถสั่นได้บนเวที ตอนนี้ก็ยังสั่นอยู่ ท่าทางต่างๆ ออกมาจากความเคอะเขินในช่วงแรกๆ ของการทัวร์คอนเสิร์ต สังเกตว่าผมมักเอามือไขว้หลัง หรือหันหลังให้กับเวที ไม่มีใครมาสอนผม ไม่มีใครมาบล็อกกิ้งให้เหมือนคนอื่นๆ ผมจึงต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ หลังๆ เริ่มพัฒนาขึ้น รู้จังหวะจะโคนว่าเพลงนี้ขยับแค่นี้พอ เพลงนี้ขยับเยอะหน่อย ประสบการณ์จากการตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตช่วยสอนเราไปในตัว

GM : สไตล์การแต่งตัว
อาทิวราห์ : ผมผ่านวิวัฒนาการในการผิดพลาดมาก็เยอะเหมือนอีกหลายๆ คน ตอนนี้ก็ยังพลาดอยู่ เหมือนสมัยเด็กๆ อายุ 4-5 ขวบเราใส่เสื้อตัวการ์ตูนที่เราชอบ พอเราอายุ 10 ขวบ ย้อนกลับ ไปมองตัวเองตอน 5 ขวบคงรู้สึกติงต๊องว่ะ แต่มันคือตัวเราในแต่ละช่วงเวลา การแต่งตัวก็คือ แฟชั่นแต่ละยุค อีกสิบปีผมอาจไม่ได้แต่งตัวแบบนี้ก็ได้ คงแต่งตัวแบบที่เรารู้สึกกับมันในตอนนั้น ปรับเปลี่ยนไปตามวิถีชีวิต เลือกแฟชั่นที่เหมาะกับประเทศนี้ สภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมแบบนี้ ทุกวันนี้นอกจากใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ วันไหนรู้สึกเลี่ยนก็เปลี่ยนมาใส่เสื้อเชิ้ตบ้าง
 
GM : รู้สึกอย่างไรกับการเป็นสไตล์ไอคอนให้เด็กวัยรุ่นได้แต่งตัวตามเรา
อาทิวราห์ : เขินนิดหน่อย เพราะผมไม่ใช่นายแบบ ผมเป็นนักร้องนักดนตรี
 
GM : แล้วรอยสักมีความหมายต่อคุณมากแค่ไหน
อาทิวราห์ : รอยสักเหมือนของสะสม เหมือนงานศิลปะ เราจะจำได้ว่า ณ ช่วงเวลานั้นเรากำลังคิด อะไรอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวเรา เอาออกไม่ได้ มันมีเสน่ห์ในความไม่ลงตัวของแต่ละช่วงเวลา บางราย อาจเริ่มต้นจากความเมา เขาคงรู้สึกว่าชีวิตกูก็มันดีเว้ย หรือบางรายที่เกิดจากความรัก ก็จะเกิดความภูมิใจในรอยสักนั้นๆ รอยสักเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยบำรุงกำลังใจ เป็นทั้งงานศิลปะชั้นดีและของสะสมชิ้นเยี่ยม แต่ในทางกลับกัน คงมีคนมองว่ารอยสักเป็นของเลอะเทอะ ไม่สวยงาม 
 
GM : การเป็น ‘ตูน-บอดี้สแลม’ ทำให้คุณเอาใจใส่ดูแลตัวเองมากขึ้นแค่ไหน
อาทิวราห์ : ผมเป็นคนชอบออกกำลังกายอยู่แล้ว ผมเป็นคนบ้าพลัง ชอบออกแรง ชอบเตะบอล ชอบให้เหงื่อออก เลยติดมาในช่วงทำงาน พอมีโอกาสได้เล่นเวทอย่างถูกกิจจะลักษณะ มีการเทรนจากครูผู้รู้ว่าถ้าเราอยากได้กล้ามเนื้อแบบนี้ ต้องทำแบบนี้ ผมอยากมีสุขภาพดีก่อนค่อยตามมาด้วยรูปร่างที่ดี ผมมีภาพในอุดมคติว่าไม่อยากเป็นคนกล้ามใหญ่ แต่อยากดูแลสุขภาพดีเหมือนนักมวยที่มีมัดกล้ามสวยเป็นธรรมชาติจากการใช้งานจริงๆ 
 
 
GM : คุณพอใจกับรูปร่างตัวเองหรือยัง
อาทิวราห์ : ผมไม่ได้เอาภายนอกเป็นตัววัด ผมรู้สึกว่าตอนนี้ผมใช้ร่างกายเยอะมาก และไม่อยากป่วย เรื่องพวกนี้เป็นองค์ประกอบภายนอก แต่ผมอยากสุขภาพดีจากภายใน รวมถึงจิตใจด้วย มันต้องไปด้วยกัน อย่างการบาดเจ็บคราวนี้สอนผมเยอะมาก มันทำให้เรากลัว ปกติผมชอบลุยงานหนัก บ้างานจนลืมนึกถึงตัวเอง บางวันลืมกินข้าว ผมใช้งานร่างกายหนักไป จนวันหนึ่งเขามาทวงสิทธิของเขาคืน สิทธิที่เมื่อก่อนเราไม่เคยให้เขาเลย เราจึงต้องกลับมาดูแลเขามากขึ้น พักมากขึ้น ทำงานน้อยๆ หน่อยก็ได้
 
GM : แล้วคุณมีวิธีจัดการกับความเครียดอย่างไร
อาทิวราห์ : ผมจัดการความเครียดได้ห่วยแตกมาก เป็นคนชอบสุมทุกอย่าง สมมุติเครียดเรื่องหนึ่งอยู่ก็จะเอาอีกเรื่องที่เครียดอยู่มารวมกัน จนไม่มีความสุข แต่โชคดีที่ผมได้บวชเมื่อกลางปีที่แล้ว ได้อยู่นิ่งๆ กับตัวเองนานเกือบเดือน ถือเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามาก อาจไม่ถึงกับค้นพบธรรมะที่ยิ่งใหญ่ แต่อย่างน้อยๆ ได้พิจารณาจิตใจตัวเองมากขึ้น ถ้าผมไม่ได้บวชแล้วมาป่วยเป็นโรคหมอนรองกระดูก ผมอาจจะฟุ้งกว่านี้ การบวชทำให้ผมมองโลกในแง่ดีมากขึ้น เราเสียใจที่เราไม่สบาย เราเสียใจแหละ ที่เราสุขภาพแย่ แต่ทุกวิกฤติมีมุมดีแฝงอยู่ มุมดีๆ ของการเจ็บป่วยครั้งนี้ ผมมองว่าคงมีใครมาเตือนเรา แค่มาเตือน แต่ไม่ได้เอาอะไรจากเราไป เรายังขยับแข้งขยับขาได้ มีแรงร้องเพลง เขียนเพลงได้ อาจนำมาซึ่งการที่ผมได้นั่งคิดมากขึ้น เริ่มแต่งเพลงจากสภาวะที่ตัวเองนิ่งขึ้น คิดในมุมที่ลึกขึ้น ไม่ได้แต่งเพลงเพื่อออกไปลุยๆๆ ผมอาจแต่งเพลงจากการนั่งถอนหายใจก็ได้ ในการเล่นโชว์อาจมีมิติที่มากขึ้น ไม่กระโชกโฮกฮาก หรือออกไปลุยทั้งชั่วโมง 
 
GM : การให้คุณค่าเรื่องความรักของคุณเป็นอย่างไร
อาทิวราห์ : ผมให้ค่าในเรื่องความรักพอๆ กับเรื่องงาน บางจังหวะเลือกแฟนก่อนด้วยซ้ำ ถ้าเป็นจังหวะที่ต้องทุ่ม แต่ส่วนใหญ่จะสูสีกัน ถ้าแบ่งเป็น 100 ก็จะอยู่ในสัดส่วน 45/55 หรือ 47/53 แล้วแต่จังหวะ ถ้าความรักครั้งนั้นจบลงด้วยความผิดหวังเสียใจ ผมมักเก็บความทรงจำที่ดีกับความรักแต่ละครั้งเอาไว้ แล้วแปรสภาพออกมาเป็นพลังงานเสมอ 
 

 
ARCHIVE 
INTERVIEW 
GM STYLE#03
December 2010