x

นับตั้งแต่เกิดปาฏิหาริย์การรียูเนียนและการประกาศทัวร์คอนเสิร์ตทั่วพื้นพิภพของ Guns N' Roses วงดนตรีเฮฟวีเมทัลตัวพ่อ ที่เคยทำให้สาวกบางคนถึงกับถอดใจไปแล้วว่า ชาตินี้คงไม่ได้เห็นตำนานแบบครบองค์ คืนกลับเวทีอีก ขณะเดียวกันก็มีคำถามมากมายเกิดขึ้น เป็นต้นว่า ตำนานบทนี้ ยังขลังอยู่ไหม หรือ เสียงร้องฟ้าประทานของแอ็กเซล โรส ฟรอนท์แมนตัวอันตราย ยังคงสามารถกล่อมประสาทแฟนานุแฟน ได้ดั่งเดิมหรือเปล่า เป็นต้น อย่างไรก็ดี ถ้าคุณเคยร้องตามงานเพลงของวงกระบอกปืนและดอกกุหลาบ มาก่อนหน้านี้ และยังคงประทับใจ กับบทเพลงเหล่านั้นอยู่ไม่คลาย เราอยากให้คุณเปิดใจ พิสูจน์การกลับมาของพวกเขาร่วมกันชัดๆ ใน GUNS N’ ROSES NOT IN THIS LIFETIME TOUR LIVE IN BANGKOK ซึ่งจะระเบิดวิถีร็อคในค่ำคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้ ณ SCG Stadium แน่นอนว่า นี่คือโอกาสในชีวิตเดียวที่เหลืออยู่ที่คุณจะได้เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ ร่วมกับวงที่เคยเกรียงไกรสุดๆ ในช่วงยุค 80’s-90’s 
นี่เป็นความท้าทายอย่างเหลือร้าย ในการเอื้อนเอ่ยถึงตำนาน ที่ผู้คนมากหน้าหลายตา ต่างก็รู้จักพวกเขาดีอยู่แล้ว แต่ก็ด้วยบริบทของความเป็นตำนานนี่ละ ที่ทำให้พวกเขาถูกกล่าวขานผ่านสื่อช่องทางต่างๆ เต็มไปหมด ซึ่งเราก็เชื่อว่าชื่อของ Guns N’ Roses  จะถูกเล่าต่อกันไปอีกไม่รู้จบ เราจึงขอนับว่านี่เป็นอีกหนึ่งวาระที่คุณจะได้ย้อนรำลึก ถึงวันเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ จนถึงวันที่แตกสลาย และกลับมาบรรจบกันอีกครั้งของ Guns N’ Roses ไปด้วยกันอีกระลอก
                     
 
           Guns N’ Roses ก่อตั้งวงในลอสแอนเจลลิส, แคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 1985 นำโดยหัวหอกคนสำคัญคือ Axl Rose (ร้องนำ) ร่วมด้วย 
Izzy Stradlin (กีต้าร์), 
Tracii Guns (กีต้าร์), 
Duff McKagan (เบส) และ 
Rob Gardner (กลอง) เป็นสมาชิกยุคดึกดำบรรพ์ หลังจากนั้นก็มีการเขย่าส่วนผสมของสมาชิกในวง ให้เข้าที่อยู่หลายระลอก จนมาลงตัวที่ Axl Rose (ร้องนำ), Slash (กีต้าร์หลัก), Izzy Stradlin (กีต้าร์), Duff McKagan (เบส) และ Steven Adler (กลอง) เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมค่ายเพลงเต็มรูปแบบ ภายใต้ชื่อวง Guns N’ Roses ความเอาจริงเอาจังและไฟแรงที่เดือดทะลักร่างกาย ทำให้พวกเขาร่วมกันปลดปล่อย พลังงานทางดนตรี ออกมาเป็นอีพีแรกสู่โสตประสาทมนุษย์โลกในปี 1986 กับอัลบั้ม ‘Live ?!*@ Like a Suicide’ ครานั้น สปอตไลท์ก็เริ่มสาดใส่มาที่ฟรอนท์แมนเสียงแหลมโลกันต์ แอ็กเซล โรส กับคู่หูเซียนกีต้าร์ไฟฟ้าสุดพริ้ว สแลช ผู้เนรมิตซาวด์กีต้าร์ดิบๆ กรีดใจคนฟัง ทั้ง 2 คน คือแบรนด์ของวง และเป็นแม่เหล็กดึงดูดสาวกได้ทั่วโลก โดยเฉพาะ แอ็กเซล โรส นั้น แม้ภายนอก จะดูเป็นคนหัวร้อน รุนแรง แต่เขาคือศิลปินที่กุมของขวัญจากสวรรค์ นั่นคือเสียงร้องเป็นเอกลักษณ์ แอ็กเซลมีเสียงสวรรค์ที่เติมเต็มให้เพลงของ Guns N’ Roses สมบูรณ์ในตัวเอง และเข้าขั้นเป็นเพลงอมตะ ชั่วนิรันดร์กาลได้อย่างไม่ยากเย็น ดูได้จากความสำเร็จที่ทำให้ Guns N’ Roses ลำพองมาจนถึงทุกวันนี้ กับอัลบั้มประวัติศาสตร์ Appetite For Destruction (1987) อัลบั้มเด่นที่สาวก Guns N’ Roses ตัวจริงต้องมี โดยเป็นสตูดิโออัลบั้มแรกที่สามารถแจ้งเกิดพวกเขาได้อย่างยอดเยี่ยม เต็มไปด้วยรายละเอียดที่แตกต่างและรุนแรง ทั้งซาวด์ดนตรีและเนื้อหาในบทเพลง ซึ่งในอัลบั้มนี้มีซิงเกิลยอดนิยมที่กลายเป็นเพลงคู่ใจนักดนตรีสายร็อค และคนฟังเพลงเฮ้วๆ ในเวลาต่อมา อย่าง Sweet Child O’Mine นั่นเอง 
         
            อีกหนึ่งอัลบั้มที่ชาว Guns N’ Roses ไม่มีทางลืมเลือนได้ คือ อัลบั้มแฝด Use Your Illusion I&II (1991) ที่มีเพลงฮิต อย่าง Civil War, November Rain, Don't Cry, Knocking on Heaven Door, Live And Let Die, You Could Be Mine ฯลฯ ซึ่งส่งให้ชื่อของวงร็อคสุดอันตราย กระจายความอหังการ์ไปทั่วโลก
           Guns N’ Roses แช่กายอยู่ในความเรืองรองได้ไม่นานนัก ก็เกิดปัญหาระหองระแหงของสมาชิกในวง โดยสาเหตุของปัญหานั้น หลายปากยืนยันตรงกันว่าส่วนใหญ่เป็นเพราะ อัตตาอันใหญ่โตคับหัวเพื่อนของ แอ็กเซล โรส ซึ่งค่อยๆ แสดงแสนยานุภาพกับเพื่อนร่วมวงทีละเล็กทีละน้อย จนในที่สุด เขาก็ยึดอำนาจมาแบบที่ แทบมองหน้าใครไม่ติด เรื่องราวเช่นนี้ถูกพูดถึงอย่างหนาหูตลอดเวลา จนมาถึงช่วงการจัดทำอัลบั้ม ‘Chinese Democracy’ (2008) อัลบั้มขี้ปากชาวบ้าน ที่เป็นเครื่องยืนยันหลักฐานการสลัดความสัมพันธ์ กับเพื่อนร่วมวงของแอ็กเซล คงเหลือไว้แต่เพียงอารมณ์เดือดๆ ของเขาเพียงคนเดียวที่แจ่มชัดในงานเพลงชุดนี้ เพราะในภาคดนตรีนั้นฟังแล้วกระจัดกระจายไร้รอยทางของ Guns N’ Roses ในแบบที่เคยประทับใจแฟนเพลง ราวกับว่า นี่คืออัลบั้มสนองความต้องการทางรมณ์ของแอ็กเซล ก็ไม่ปาน แต่ถึงอย่างไร ก็ต้องน้อมรับในลูกบ้าของเขา ที่ต่อให้จะทำให้คนรอบข้างปวดหัว เขาก็ยืนยันในความรักดนตรี และใส่ความเป็นอัจฉริยะลงไปในผลงานได้อย่างน่าทึ่ง 
           บทสรุปของตำนาน Guns N’ Roses ในยุคทอง ได้เคยสร้างยอดขายไปแล้วราว 100 ล้านชุด มีสตูดิโออัลบั้มจำนวนทั้งสิ้น 6 อัลบั้ม (อัลบั้มคู่แยกนับ) กวาดรางวัลใหญ่ๆ มาแล้วหลายเวที และมีเพลงฮิตติดชาร์ตดังอยู่หลายสิบเพลง ก่อนที่สมาชิกยุคก่อตั้ง 3 คนหลัก จะยอมละลายอีโก้ สร้างสมานฉันท์ แล้วจับมือขึ้นโชว์ดนตรีด้วยกัน เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา จะด้วยเหตุผลใด คนภายนอกอย่างเรา ก็ได้แต่วิเคราะห์และคาดเดา อาจเป็นเพราะอายุที่มากขึ้น จึงตกตะกอนความคิดบางอย่าง หรือพวกเขาอาจรู้สึก โหยหาการเล่นดนตรีแบบท็อปฟอร์มอีกครั้ง หรืออาจจะหิวหนักมากก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด นี่คือข่าวดีของแฟนเพลง ความคิดถึงที่เก็บสะสมมายาวนานกว่า 23 ปี (หากนึกไม่ออกว่ายาวนานแค่ไหน ก็ให้นึกถึงตั้งแต่ช่วงที่ท่านชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ สมัยแรก) ทำให้บัตรทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลก ขายเกลี้ยงอย่างน่าชื่นใจ เป็นการต้อนรับการกลับมาของขุนพลร็อคอย่างสมเกียรติ 
           ตรงกับที่เขาว่าไว้ว่า ตำนาน ย่อมเป็นตำนานอยู่วันยันค่ำ