เรื่อง : ณัฐกร เวียงอินทร์
 
“สาธรยูนีค คือวิบากกรรมซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 แม้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนั้นจะมีความรุนแรงเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนไปอย่างมากมาย แต่วิถีการจัดการกับปัญหาหลังวิกฤตเศรษฐกิจโดยรัฐ โหดเหี้ยมกว่าตัววิกฤตเองหลายเท่านั้น ผมเชื่อว่ามรดกจากวิกฤตต้มยำกุ้งก็คือการเปลี่ยนคนไทยจำนวนไม่น้อยให้กลายเป็นซาตานในร่างมนุษย์ ซึ่งเลวร้ายยิ่งไปกว่าผีที่มาในวิกฤต ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าฝรั่งคนแรกซึ่งเป็นผู้ขนานนามตึกร้างสาธรยูนีคว่าเป็นโกสต์ทาวเวอร์นั้น เขาเรียกแบบนี้ด้วยเหตุผลอะไร เพราะเขาเคยเห็นผีในตึกนั้นหรือเปล่า แต่สำหรับตัวผมเองนั้น ผมมองเห็นผีอยู่แทบทุกวัน มีทั้งซาตานและผู้ทรงเกียรติ ผีเปรตผีปอบผู้หิวโหย และซอมบี้ที่ไร้สติที่รายล้อมรอบอยู่เต็มไปหมด ตลอดระยะเวลายี่สิบปีที่ผ่านมานี้ ผีห่าซาตานพวกนี้มันได้กลืนกินจิตสำนึกความเป็นคนของผมไปจนหมดสิ้นในทุกวันนี้ เวลาผมมองตัวเองในกระจกก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าที่เห็นปรากฏอยู่ตรงหน้านั้น คือคนหรือผี”
 
บทบรรยายในข้างต้นในหนังสือ “Ghost Tower & Me : เรื่องของตึกร้างสาธรยูนีค” ของพรรษิษฐ์ ต่อสุวรรณ คงจะเป็นข้อสรุปที่ดีที่สุดที่หนังสือเล่มดังกล่าวพาเราไปค้นพบ
 
หนังสือ “Ghost Tower & Me : เรื่องของตึกร้างสาธรยูนีค”
 
กับหนังสือที่พยายามอธิบายเรื่อง “ผี” โดยที่แทบไม่มีเรื่อง “ผี” ในความหมายของวิญญาณลี้ลับอยู่ในหนังสือ แต่หนังสือเล่มนี้กลับมี “ผี” ในอีกความหมายหนึ่ง หลอกหลอนเราอยู่ทั้งเล่ม
 
นั่นคือ “ผี” จากวิกฤต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 ที่ยังล่องลอยหลอกหลอนอยู่ในสังคมไทยตลอด 20 ปีเต็มที่ผ่านมา
 
ผีที่ว่า แม้ไม่เห็น ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี แม้ไม่สำแดงเดช ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่มีประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่ทำให้คนเจ็บ คนตายเกิดขึ้นผ่าน “ผี” ตัวนี้ได้อีกในอนาคต
 
มีตึกมากมายที่กลายเป็นตึกร้างเพราะวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 แต่ทำไมตึกสาธรยูนีค ถึงกลายเป็นไอคอน เป็นภาพสัญลักษณ์ของวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนั้นจนถึงวันนี้?
 
 
หนังสือเล่มนี้ “Ghost Tower & Me : เรื่องของตึกร้างสาธรยูนีค” ของสำนักพิมพ์ลายเส้น เป็นเหมือนบทบันทึก(memoir) ของพรรษิษฐ์ ต่อสุวรรณ ที่มีต่อตึกสาธรยูนีค ในฐานะคนรับช่วงต่อดูแลตึกจากคุณพ่อ-รังสรรค์ ต่อสุวรรณ สถาปนิกชื่อดังผู้ริเริ่มโครงการนี้
 
น้ำเสียงของในหนังสือเล่มนี้จึงเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย แต่โดยน้ำเสียงหลักแล้วคือความพยายามอธิบายว่า ทำไมตึกสาธรยูนีคที่วางแผนสร้างตั้งแต่ปี 2536 แล้ว แต่ตึกมันยังคงค้างเติ่งมาตลอดสองรอบชีวิตคน
 
และในขณะที่ ตึกร้างอื่นถูกทุบทิ้งกลายเป็นเศษซากประวัติศาสตร์ที่คนไทยที่ไม่อยากจำ แต่ทำไมตึกร้างนี้ยังคงอยู่ 
 
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พาเราไปรู้จักประวัติชีวิตของคนตระกูล “ต่อสุวรรณ” 2 รุ่นที่ยังยุ่งเกี่ยวอยู่กับตึกนี้เท่านั้น แต่ได้พยายามฉายภาพกว้างภาวะเศรษฐกิจยุคฟุ้งเฟ้อก่อนวิกฤตจนมาถึงยุคฟองสบู่แตก หลังเหตุการณ์ในภาพที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และเตือนภัยในสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราในอนาคต
 
...
 
เรื่องราวของตึกสาธรยูนีค หรือที่สื่อต่างประเทศขนานนามว่า ตึก Ghost Tower ตึกร้างที่ยืนเด่นโดยท้าทายริมน้ำเจ้าพระยาแถวสาธร นั้นเป็นที่สนใจอย่างมากในช่วง 2-3 ที่ผ่านมา จากหลาย ๆ เหตุการณ์ ทั้งเหตุการณ์ข่าวการบุกรุกของผู้คน เหตุการณ์ที่ฝรั่งมาผูกคอตายซึ่งกลายเป็นเรื่องดราม่าในเว็บพันทิป ไปจนถึงการที่รายการ “วู้ดดี้ เกิดมาคุย” ได้เลือกสัมภาษณ์พรรษฐ์ ต่อสุวรรณ ผู้ดูแลตึกหลังนี้
 
รายการ “วู้ดดี้ เกิดมาคุย” 
 
สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ทำให้ตึกสาธรยูนีค ถูกหยิบยกมาพูดคุยกันใหม่ โดยเฉพาะในปี พ.ศ.2560 กับการครบรอบ 20 ปี ที่กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของนิทรรศการชั่วคราว “ต้มยำกุ้งวิทยา : วิชานี้อย่าเลียน” และการที่ค่ายหนัง GDH559 ใช้ฉากหลังของตึกสาธร ยูนีค ในการถ่ายทำภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง “The Promise เพื่อน...ที่ระลึก” สิ่งเหล่านี้คือเรื่องราวจุดกระแสให้ตึกสาธรยูนีค กลับมาอยู่บนพื้นที่สื่ออย่างสม่ำเสมอ 
 
และในหนังสือ “Ghost Tower & Me” พาเราย้อนกลับไปมองเรื่องราวในอดีตทั้งภาพแคบและภาพกว้างของตึกสาธรยูนีค
 
ในภาพแคบคือการบอกเล่าถึงความเป็นไปของธุรกิจของครอบครัว “ต่อสุวรรณ” มีทั้งเรื่องราวความสำเร็จทางธุรกิจของรังสรรค์ ต่อสุวรรณ คุณพ่อของพรรษิษฐ์ ซึ่งเป็นสถาปนิกที่ยิ่งใหญ่มากเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วในการนำเอาสถาปัตยกรรม “เสาโรมัน” มาใช้เพื่อการนิยามถึงความหรูหราในเชิงสถาปัตยกรรมของ elite ในยุคสมัยนั้น
 
แต่เนื้อหาก็ไม่ละเลยถึงเรื่องราวร้ายแรงกับครอบครัวนี้ อย่างเช่น การต่อสู้เรื่องคดีความในประเด็นของโครงการเวิลด์เทรด คดีจ้างวานฆ่าประธานศาลฎีกาที่คุณพ่อของเขาถูกกล่าวหาในสมัยนั้น ไปจนถึงความพยายามที่จะหาทางลงให้กับกรณีตึกสาธรยูนีค ที่ต้องกลายเป็นตึกร้างเพราะถูกระงับสินเชื่อในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ค้างคามาจนสองศตวรรษ แม้ว่าจะมีนายทุนให้ความสนใจมากมาย แต่ดีลที่เกิดขึ้นกับตึกนี้กลายเป็นดีลอาถรรพ์ เพราะที่สุดแล้วไม่เคยประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนตึกร้างดังกล่าวให้มีมูลค่าขึ้นมา
 
ตึกนี้เลยยังคงต้องอยู่ เพราะพรรษิษฐ์ยืนยันว่าจะ “ไม่ยอมโกง” ลูกค้าที่ซื้อคอนโดของตึกนี้ จะต้องได้รับเงินคืนจากการลงทุนอย่างสมเหตุสมผล และจนกว่าจะเจอเงื่อนไขที่ยุติธรรมกับทุกฝ่าย ตึกนี้ก็จะยังคงเป็นตึกร้างไปเรื่อย ๆ
 
ภาพยนตร์ "เพื่อน...ที่ระลึก"
 
ส่วนในภาพกว้าง “Ghost Tower & Me” ได้ฉายภาพสังคมไทยก่อนวิกฤตเศรษฐกิจไปจนถึงการจัดการของรัฐหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างน่าสนใจมาก คือเราทราบจากข่าวโดยทั่วไปแล้วว่า ช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ประเทศไทยมีการลงทุนสูงมาก โดยเฉพาะกับอสังหาริมทรัพย์ จนมาวันหนึ่งประเทศไทยถูกโจมตีค่าเงินบาทจนทุนสำรองไม่เพียงพอในคลัง เกิดการลอยค่าเงินบาทและ IMF เข้ามากำกับดูแล
 
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง หนังสือเล่มนี้เล่าในมุมมองที่น่าสนใจมาก กับการวิพากษ์การจัดการทรัพย์สินและสถาบันการเงินของฝั่งรัฐ ที่เอาทรัพย์สินไปประมูลในราคาต่ำกว่าที่จะเป็น อีกทั้งยังไม่มีการแยกหนี้ดีหนี้เสียเพื่อบริหารนี้ให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งเป็นประโยชน์กับชนชั้นนำทางเศรษฐกิจในแง่การโกยผลประโยชน์จากมูลค่าส่วนต่างของทรัพย์สินที่ประมูล
 
ในแง่นี้มันเลยทำให้เราเห็นว่า คนที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจหลังเหตุการณ์วิกฤตต้มยำกุ้งจริง ๆ คือคนชนชั้นกลางกับชนชั้นล่างที่หาเช้ากินค่ำ ซึ่ง “Ghost Tower & Me” ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า เพราะช่วงสุญญากาศจากการบาดเจ็บหนักของกลุ่มชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงานอันเป็นฟันเฟืองของระบบเศรษฐกิจของไทย ทำให้ประเทศไทยฟื้นตัวจากเหตุการณ์นั้นช้ากว่าที่ควรจะเป็น และทำให้เศรษฐกิจไทยไม่รุ่งพุ่งแรงหลังการฟื้นตัว
 
ผลพวงที่เกิดขึ้นดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความสำคัญว่า การมีอยู่ของตึกสาธรยูนีค มันบ่งบอกถึงความบิดเบี้ยวของระบบที่เรามองเห็นเป็นรูปธรรมผ่าน “ตึกผี” หลังนี้
 
ซึ่งก็หวังว่าวันหนึ่ง วันที่ตึกนี้ถูกนำมาลงทุนใหม่ จะเป็นวันที่ระบบเศรษฐกิจในบ้านเราจะมีความเป็นธรรมต่อคนทุกภาคส่วนมากกว่านี้
 
ก็ได้แต่หวังว่า “ผี” จากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 จะเลิกหลอกหลอนเราในสักวัน...