x

Reasons to Read

  • คาดการณ์ว่าทิศทางของเศรษฐกิจในปี 2019 มีแนวโน้มที่จะดีขึ้นด้วยปัจจัยทางการเมือง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลถึงเรื่องการลงทุน 
  • เก็งหุ้นให้ถูกตัว ปี 2019 จะได้ไม่ต้องขึ้นไปติดดอย 

 

ปี 2019 ที่จะมาถึงอะไรๆ ก็ดูคึกคัก ในทางหุ้นก็ดูมีการส่งสัญญาณที่ดีไม่ต่างกัน GM Live จึงต่อสายตรงถึงผู้เชี่ยวชาญด้านหุ้นและการลงทุนอย่าง คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อให้พูดถึงภาพรวมการลงทุนและชี้เป้ากลุ่มหุ้นตัวเด็ดๆ ที่นักลงทุนไม่ควรพลาด

“ปีหน้าการลงทุนจะผ่อนคลายกว่าปีนี้ และจะเห็นกระแสเงินไหลเข้ามาอีกครั้ง” นี่คือประโยคที่ทำให้เกิดรอยยิ้มตั้งแต่แรกสนทนา เพราะเป็นสัญญาณว่าอะไรๆ ที่ถืออยู่ในมือ ก็น่าจะงอกงามและงอกเงยมากขึ้น แต่มีสาเหตุมาจากอะไร เรามาดูกัน

ปัจจัยการลงทุนปี 2019

1. การเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562

ในปีหน้าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมาพบว่า การเลือกตั้งจะทำให้เงินบาทแข็งค่ามากขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ที่มักปรับขึ้นในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งตัว ที่เป็นอย่างนี้ก็เนื่องมาจากการได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

2. ดอกเบี้ยขาขึ้น

เงินบาทจะมีแรงสนับสนุนจากการเพิ่มดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้ เพราะธนาคารแห่งชาติส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีสัญญาณจะขึ้นดอกเบี้ยที่ช้ากว่า ซึ่งจะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของไทยขึ้นไปใกล้เคียงกับผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯ หรืออาจให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ซึ่งจะทำให้เงินไหลเข้าสู่ระบบตราสารหนี้ไทยมากขึ้น ส่งผลต่อเงินบาทให้ยิ่งแข็งตัว

3. ข้อตกลงการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ

ข้อตกลงทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะได้บทสรุปในวันที่ 1 มีนาคม 2562 แต่เมื่อดูจากสัญญาณที่ส่งออกมาเป็นระยะๆ แล้วพบว่าจะเป็นไปในทางที่ดี โดยจีนยอมลดภาษีนำเข้ารถยนต์ ปรับนโยบาย Made in China 2025 ให้อ่อนลง ยอมรับการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น และยังให้ความร่วมมือในการปกป้องสิทธิบัตรทางปัญญา ในขณะที่ทางสหรัฐฯ เองก็มองว่าการเจรจาการค้ากับจีนกำลังเป็นไปด้วยดี

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าจะทำให้การค้าระหว่างประเทศมีมากขึ้น ความกังวลในเรื่องอัตราการเติบโตทาง GDP โลกที่ว่าจะลดต่ำลงก็บรรเทาลงไปด้วย และหากข้อตกลงลุล่วงได้สำเร็จ ในปีหน้าอาจมีการทบทวนการปรับ GDP Growth และทำให้ตลาดโลกดีขึ้น

4. Fed ส่งสัญญาขึ้นดอกเบี้ยช้าลง

เป็นเหตุการณ์ที่พลิกไปมา เพราะก่อนหน้านี้ Fed (Federal Reserve Bank หรือธนาคารกลางสหรัฐฯ) ประกาศอยากจะขึ้นดอกเบี้ยหลายครั้งภายในปีหน้า แต่ล่าสุดหลังประกาศค่าเงินเฟ้อที่คงตัว นักลงทุนจึงคาดการณ์ว่าปีนี้ Fed อาจจะไม่เน้นเพิ่มดอกเบี้ยอย่างที่มีท่าทีในตอนแรก แต่จะเน้นทำให้เงินเฟ้อเข้าใกล้จุดสมดุลมากขึ้น โดยอาจจะเหลือการขึ้นดอกเบี้ยเพียง 2 หรือ 1 ครั้งเท่านั้นภายในปีหน้า  ซึ่งจากปรากฏการณ์นี้จะทำให้การลงทุนผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น

5. แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง

เงินเฟ้อที่ผ่านมาถูกกดดันด้วยราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น แต่ภายในปีหน้าโอกาสน้อยมากที่ราคาน้ำมันจะขึ้นสูงกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องมาจากว่ากลุ่มผู้ผลิตน้ำมันทั้งกลุ่มโอเปกและนอกกลุ่มโอเปก ลดกำลังการผลิตน้ำมันลงไม่มากนัก ดังนั้น ผลผลิตน้ำมันจะยังคงเดิม ซึ่ง IEA หรือ สำนักงานพลังงานสากล คาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตน้ำมันต่อวันในปัจจุบันก็ยังคงเกินความต้องการอยู่เกือบ 2 ล้านบาร์เรล

ถึงแม้ว่าในปีหน้าเราจะได้เห็นกระแสเงินไหลเข้ามาอีกครั้ง แต่อาจไม่มากนักเพราะเทรนด์การลงทุนในปีหน้าคือการปรับลดงบดุลลง ดังนั้น ระดับราคาหุ้นปัจจุบัน Valuation ที่ 14 เท่าก็เป็นระดับที่น่าซื้อน่าสะสม และในปีหน้ามีโอกาสได้เห็น 15 เท่า ประมาณ 1740 จุด หรืออาจขึ้นไปถึง 16 เท่า ได้เลยทีเดียว 

ชี้เป้า 4 กลุ่มหุ้น น่าลงทุน

  1. กลุ่มค้าปลีกในประเทศ เพราะเป็นกลุ่มที่จะได้มาตรการต่างๆ ของรัฐออกมาช่วยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมไปถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่ลดลง ซึ่งจะส่งผลดีกับกลุ่มค้าปลีกในประเทศอย่างมาก
  2. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ภายในปีหน้าเราจะได้เห็นการลงทุนทางตรงสำหรับวงการอุตสาหกรรมมากขึ้น ซึ่งความจริงแล้วก็เริ่มมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมาแล้ว และน่าจะเป็นภาพต่อเนื่องจนถึงปีหน้า
  3. กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง นับจากนี้เชื่อว่าจะได้เห็นการเร่งเข็นการประมูลต่างๆ ออกมา ทำให้ตลาดรับเหมาก่อสร้างคึกคักมากขึ้น
  4. กลุ่มธนาคารพาณิชย์ หุ้นกลุ่มธนาคาร เป็นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย

ก็ขอให้ปีหน้าฟ้าใหม่ ไม่มีใครขึ้นไปติดดอย ส่วนชาวดอยก็ขอให้ลงดอยได้อย่างสวยๆ ก็แล้วกัน